บนโลกกว้างใบนี้ มีทรรศนะมาก มายที่กล่าวถึงการโกหก...เป็นต้นว่า การโกหก ก็เหมือนการสอบตกวิชาจริงใจ...เมื่อคุณโกหกครั้งแรก คุณต้องโกหกอีกหลายครั้ง เพื่อปิดบังสิ่งที่คุณโกหกไว้...การโกหกแฟน ตายไปอาจตกนรก แต่ถ้าพูดเรื่องจริง...คุณอาจตายได้ทันที...การโกหก ไม่ได้ทำให้หมดรัก แต่ทำให้ไม่เหลือความเชื่อใจคำโกหกมีหน้าที่กลบเกลื่อนความผิด แต่มันไม่มีสิทธิ์ลบเลือน ความจริง...การโกหกไม่ได้สำคัญที่เนื้อหา แต่สำคัญตรงที่ว่า ทำไมถึงต้องโกหกกันด้วย?...ถ้ารู้ คือ เจ็บ ไม่รู้ คือ โง่ การรู้ความจริงไม่หมด ก็คือ เจ็บแบบโง่ๆ...ความจริง อาจทำให้โกรธ แต่การโกหก ทำให้เกลียด...เสียใจไม่ว่า แต่อย่ามาทำให้เสียความรู้สึก ด้วยคำโกหก เพราะความรู้สึกมันซ่อมไม่ได้การโกหกเพื่อรักษาน้ำใจ ไม่ต่างอะไรกับการทำร้ายจิตใจอย่างสุภาพ...และ จงอย่าเชื่อทุกเรื่องที่คุณได้ยินมา เพราะทุกเรื่องมี 3 ด้านเสมอ ด้านของเรา ด้านของเขา และด้านที่เป็นจริง!!!เห็นยังว่า ทัศนคติเกี่ยวกับการโกหกนั้น ยาวเหยียดเป็นหางว่าว เรื่องของเรื่องก็คือ มีคนสงสัย ทำไมคนเราจึงต้องโกหก พูดจริงทุกคำ ไม่ได้หรือ?วรชัย ทองไทย นักวิจัยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า “โกหก” คือ คำกล่าวเท็จ ที่ผู้พูดตั้งใจหลอกลวง และต้องการให้คนฟังเชื่อว่า สิ่งนั้นเป็นความจริงเขาบอกว่า คนเรามักมีเหตุผลในการโกหก เช่น ต้องการปิดบังบางสิ่ง หรือต้องการประโยชน์จากคนฟัง หรือเป็นเพียงการโกหกด้วยเจตนาดี อย่างที่เรียกกันว่า โกหกสีขาว (white lie)เช่น ไปเยี่ยมอาการของเพื่อนที่ป่วยหนักเป็นมะเร็ง หรือเอดส์ระยะสุดท้าย แต่ไม่อยากให้เพื่อนรู้ความจริง หมดกำลังใจ มีอาการทรุดหนัก แต่อยากให้เพื่อนสบายใจ คลายกังวล จึงโกหกไปว่า หน้าตาดูสดใสขึ้นเยอะ อีกไม่นานหมอคงให้กลับบ้านได้...เช่นนี้เป็นต้นแต่หลายคนโกหกเพราะเป็น โรคชอบโกหก (pathological lying)วรชัยบอกว่า องค์ประกอบของการโกหก ต้องมีความตั้งใจที่จะกล่าวเท็จ ถ้าพูดเท็จโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่รู้ว่า สิ่งนั้นไม่จริง ถือว่าเป็นเพียงพูดผิด ไม่ใช่พูดโกหกในบางกาลเทศะ การโกหกอาจเป็นที่ยอมรับ เป็นสิ่งที่คาดหวัง หรือถึงกับสนับสนุน อย่างไรก็ตาม การหลงเชื่อหรือทำตามข้อมูลที่ไม่จริง อาจก่อให้เกิดผลร้ายตามมาวรชัยบอกว่า การโกหกถือเป็นบาปในบางศาสนา เช่น ศาสนาคริสต์เป็นหนึ่งในบัญญัติ 10 ประการ ส่วนศาสนาพุทธถือว่า โกหกเป็นอกุศล หรือความประพฤติที่ควรละเว้น และเป็นหนึ่งในศีล 5 ที่สาธุชน หรือผู้ที่ควรแก่การสรรเสริญ ไม่พึงปฏิบัติขีดระดับของการโกหกมีหลายเลเวล จากเล็กน้อยที่ไม่มีใครถือสา ไปจนถึงขั้นร้ายแรง อาจต้องติดคุกติดตะรางเริ่มจากขั้นพื้นๆ คือ พูดไร้สาระ (bullshit) เป็นการพูดเรื่อยเปื่อยโดยไม่สนใจว่า สิ่งที่กล่าวออกไปจะเป็นจริงหรือเท็จ เพราะจุดสนใจของผู้พูด อยู่ที่ต้องการจะให้ผู้ฟังรู้สึกประทับใจเท่านั้น การพูดไปเรื่อยๆจึงอาจนำไปสู่การโกหกขยับความแรงขึ้นมาหน่อย คือ โกหกสีขาว (white lie) เป็นการโกหกเล็กน้อย ที่มีเจตนาดี เพื่อให้ผู้ฟังมีความรู้สึกดีขึ้น หรือป้องกันไม่ให้ผู้ฟังเสียใจ ถ้าได้ฟังความจริง ซึ่งการไม่รู้ความจริงนี้ จะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายด้วย ในบางครั้งผู้พูดโกหกสีขาว อาจจะคิดว่า ตนเองทำไปเพื่อให้เกิดผลดีแก่ส่วนรวม และจะมีผลดี ในระยะยาวก็เป็นได้การพูดเกินจริง (exaggeration) เป็นการพูดให้เกินไปกว่าความจริงที่เป็นอยู่ ซึ่งเป็นไปได้ทั้งทางบวกและทางลบ เทียบกับ การบิดเบือน (distortion) วรชัยบอกว่า เป็นการเพิ่ม หรือลดรายละเอียดบางอย่างของข้อเท็จจริงแต่ถึงอย่างไร ทั้งการพูดเกินจริง และการบิดเบือน มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้คนฟังเข้าใจผิด และมักใช้กันบ่อยในการโฆษณา ที่หลุดรอดสายตา ทั้ง สคบ. และ อย.ขยับความแรงขึ้นมาอีกขั้น คือ การหลอกลวง (deception) หมายถึง การทำให้คนอื่นหลงเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง หรือเป็นความจริงเพียงบางส่วน แต่หลอกลวงให้หลงเชื่อว่า เป็นความจริง ทั้งหมด ซึ่งต้องทำบ่อยๆเป็นเวลานาน กระทั่งผู้ถูกหลอก หมดความระแวงสงสัย รวมถึงการหลอกลวงตัวเอง (self-deception) ด้วย เช่น หลอกตัวเองว่า ต้นไม้ต้นนี้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้นการโกหกขั้นน่ารังเกียจที่สุด ก็คือ การโกง (fraud) คือ การทำให้คนเชื่อในสิ่งที่เป็นเท็จ เพื่อที่จะหลอกเอาทรัพย์สินเงินทองจากคนเหล่านั้น ถ้าเป็นการโกงที่ก่อให้เกิดความเสียหายมาก ก็จะมีความผิดทางกฎหมาย“มนุษย์เราเริ่มโกหกตั้งแต่อายุ 6 เดือน โดยใช้การร้องไห้และหัวเราะ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ ส่วนเด็กเล็กจะเรียนรู้การโกหก จากประสบการณ์ตรงของตัวเองว่า ถ้าโกหกแล้วอาจทำให้ไม่ต้องถูกลงโทษเมื่อทำผิด”วรชัยบอกว่า เด็กๆมักจะเรียนรู้เป็นครั้งแรกว่า โกหกอย่างไรจึงจะได้ผล พวกเขายังไม่มีความเข้าใจในคุณธรรมอย่างเพียงพอที่จะรู้ว่า เมื่อไรควรจะงดเว้นการโกหก“เด็กมักใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาความเข้าใจเรื่องนี้ ด้วยการ สังเกตจากคนรอบข้างที่พูดโกหก รวมทั้งได้เห็นผลลัพธ์จากการพูดโกหกด้วย ฉะนั้น สังคมจึงมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมคุณธรรม”เขาบอกว่า แม้ผู้หญิงและผู้ชาย จะมีความถี่ในการโกหกเท่าๆกัน แต่จุดประสงค์ในการโกหกมักแตกต่าง ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะโกหกเพื่อเอาใจคนอื่น ส่วนผู้ชายโดยมากมักโกหกเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง...“โดยทั่วไปแล้ว คนพูดโกหกจะใช้เวลามากกว่าคนพูดความจริง เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า คนพูดจริงพูดน้อย คนพูดปดพูดมาก นอกจากนี้คนพูดปดมักจะแสดงกิริยาอาการบางอย่างที่ไม่เป็นธรรมชาติ เช่น เคลื่อนไหวน้อย ตัวแข็ง ทำตัวลีบ ไม่ยอมสบตา ใช้มือแตะหน้า ลำคอ หรือริมฝีปาก เอามือเกาจมูกหรือหู เป็นต้น”การโกหกเป็นหัวข้อที่มีการศึกษาวิจัยกันมากมาย ซึ่งพฤติกรรมเกี่ยวกับการโกหกข้างต้น ก็ได้มาจากการศึกษาวิจัยดังกล่าวคงเป็นอย่างที่ นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล จิตแพทย์ชื่อดังโรงพยาบาลมนารมย์ เคยว่าไว้กระมัง“การโกหกต้องใช้พลังงานมหาศาลในการสร้างเรื่องราวต่างๆ แถมยังต้องอาศัยความจำ และสมาธิอย่างมาก เพื่อปะติดปะต่อเรื่องราวให้ได้เหมือนบทในละครน้ำเน่า แต่สุดท้าย ก็มักจะพลาดจนได้ เพราะการโกหกมากๆจนเรื่องราวบานปลาย มักทำให้สิ่งที่ไม่อาจเป็นจริงโผล่ขึ้นมา”.