
ศาลยกฟ้องคดี อีลอน มัสก์ ฟ้อง แซม อัลท์แมน และ OpenAI เนื่องจากยื่นฟ้องล่าช้า
ศาลสหรัฐฯ ตัดสินยกฟ้องคดีใหญ่ระหว่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) และ แซม อัลท์แมน (Sam Altman) หลังคณะลูกขุนในรัฐแคลิฟอร์เนียมีมติเอกฉันท์ว่า มัสก์ยื่นฟ้องช้าเกินกำหนดตามกฎหมาย ทำให้ข้อกล่าวหาทั้งหมดหมดอายุความโดยปริยาย ซึ่งทำให้ศาลไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่า OpenAI ทำผิดจริงหรือไม่ ถือเป็นการปิดฉากอีกหนึ่งศึกสำคัญในสงครามระหว่างสองผู้ทรงอิทธิพลแห่งวงการ AI
ความขัดแย้งระหว่าง อีลอน มัสก์ และ แซม อัลท์แมน เริ่มต้นจากการเป็น “พันธมิตร” ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในศึกแตกหักครั้งใหญ่ที่สุดของวงการ AI โดยทั้งคู่ร่วมก่อตั้ง OpenAI ในปี 2015 ในฐานะองค์กรไม่แสวงกำไร โดยมีเป้าหมายพัฒนา AI เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติ และป้องกันไม่ให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Google ผูกขาดเทคโนโลยีนี้
แต่หลังจากนั้น OpenAI ค่อยๆ เปลี่ยนโครงสร้างสู่โมเดลแสวงหากำไรแบบ “for-profit capped-profit” และปรับโครงสร้างสู่บริษัทเชิงพาณิชย์ในเวลาต่อมา เพื่อระดมทุนมหาศาลในการพัฒนา AI รวมถึงการจับมือกับ Microsoft จนกลายเป็นบริษัท AI ที่มีมูลค่ามหาศาลจากความสำเร็จของ ChatGPT
ในปี 2024 มัสก์ยื่นฟ้องอัลท์แมนและ OpenAI โดยแกนหลักของคดีนี้ คือ ข้อกล่าวหาที่มัสก์ระบุว่า ทั้งหมดคือการทรยศต่อข้อตกลงและภารกิจตั้งต้นขององค์กร โดยมีรายละเอียด ดังนี้
โดยมัสก์ยังเรียกการกระทำของ OpenAI ว่าเป็นการ “ปล้นองค์กรการกุศล” (Stealing a charity) และอ้างว่าเขาถูก “หลอกใช้” ให้สนับสนุนองค์กร ก่อนที่อัลท์แมนจะเปลี่ยนทิศทางองค์กรเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว โดยเรียกร้องค่าเสียหายสูงถึง 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงต้องการให้อัลท์แมนพ้นจากตำแหน่ง
อย่างไรก็ตามในอีกด้านหนึ่ง OpenAI ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมโต้กลับว่ามัสก์รับรู้เรื่องแผนสร้างโครงสร้างเชิงพาณิชย์มาตั้งแต่ต้น อีกทั้งยังเคยพยายามใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในการเข้าควบคุมบริษัททั้งหมด ก่อนจะถอนตัวจาก OpenAI ในปี 2018 และไปตั้งบริษัทคู่แข่งอย่าง xAI ในภายหลัง
ซึ่งทาง OpenAI เองก็ได้ดำเนินการฟ้องกลับ โดยกล่าวหามัสก์เช่นเดียวกันว่า คดีนี้ถือเป็นความพยายามในการขัดขวางคู่แข่งในสงคราม AI โดยการใช้ “Campaign of harassment” เพื่อทำลายบริษัทมากกว่าการปกป้องอุดมการณ์เดิมขององค์กร
การไต่สวนในปี 2026 ได้เปิดเผยหลักฐานจำนวนมากสู่สาธารณะที่ได้รับความสนใจจากโลกเทคโนโลยี ทั้งคำให้การที่เปิดเผยเรื่องราวในอดีต เช่น คำกล่าวหาที่ว่ามัสก์เคยเสนอให้ OpenAI ถูกส่งต่อไปยังลูกของเขาหลังเสียชีวิต ซึ่งทำให้ทีมผู้ก่อตั้งรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก
ตลอดจนอดีตผู้บริหารใน OpenAI หลายคนที่ขึ้นให้ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่น่าไว้ใจของอัลท์แมนระหว่างการบริหารบริษัท รวมถึงข้อความส่วนตัว บันทึกประชุม ไดอารีของผู้บริหาร อีเมลยุคก่อตั้งบริษัทจนบรรดาสื่อต่างประเทศเรียกคดีนี้ว่า “สงครามอีโก้แห่งยุค AI” ที่ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุคสองคนทะเลาะกัน
สุดท้ายศาลไม่ได้ตัดสินว่า มัสก์ถูกหรือผิดในเชิงอุดมการณ์ แต่ตัดสินว่าเขายื่นฟ้องช้าเกินกำหนด ชัยชนะครั้งนี้ดูจึงเหมือนเป็นการเปิดทางให้ OpenAI ที่กำลังระดมทุนมหาศาลเดินหน้าสู่การเป็นบริษัทมูลค่าระดับล้านล้านดอลลาร์ต่อไป
การพิจารณาคดีนี้มองว่าไม่ได้เป็นแค่เรื่องกฎหมาย แต่กลายเป็นการเปิดโปงเบื้องหลังอำนาจ ความทะเยอทะยาน และความสัมพันธ์ที่แตกร้าวของสองบุคคลสำคัญที่สุดในโลก AI ที่กำลังเดิมพันอนาคตของเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดยุคหนึ่งของมนุษยชาติ และสะท้อนข้อสังเกตหลายอย่างของยุค AI ที่ผู้ใช้งานเทคโนโลยีและผู้ติดตามวงการนี้อย่างใกล้ชิดควรตระหนัก
ต้ังแต่คำถามที่ว่า AI ที่ทรงอิทธิพลขนาดนี้ควรถูกควบคุมโดยองค์กรไม่แสวงกำไรหรือบริษัทมหาชน การพัฒนา AI ต้องใช้เงินมหาศาลจนหลีกเลี่ยงทุนใหญ่ไม่ได้หรือไม่ ขณะเดียวกันที่ผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกเหล่านี้จะสามารถรักษาอุดมการณ์ไว้ได้ไหม เมื่อธุรกิจมีมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ ทั้งเรื่องจรรยาบรรณทางธุรกิจและความปลอดภัยในการใช้งานของผู้บริโภค เพราะท้ายที่สุดดราม่าของผู้สร้างที่พยายามแย่งชิงอำนาจในตลาดอาจส่งผลต่ออนาคตของอุตสาหกรรม รวมถึง AI ที่เราใช้ทุกวันนี้
อ่านข่าวเกี่ยวกับ OpenAI เพิ่มเติม
ที่มาข้อมูล Reuters , Business Insider , BBC
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -