
OpenAI เสนอแนวทางนโยบายเพื่อรับมือยุค AI Superintelligence โดยให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นอันดับแรก
OpenAI เผยแพร่เอกสารฉบับใหม่ที่เสนอแนวคิดเชิงนโยบายอุตสาหกรรม เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของ AI ขั้นสูง หรือที่บริษัทเรียกว่า “ยุค Superintelligence” โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความมั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้จะสร้างประโยชน์ให้กับทุกคน และให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นอันดับแรก
ภายในเอกสาร “Industrial Policy for the Intelligence Age: Ideas to Keep People First” ฉบับนี้ OpenAI ได้ระบุกรอบนโยบายหลัก 3 ประการคร่าวๆ ได้แก่
โดยเป้าหมายของเอกสารมุ่งเน้นไปที่การดึงศักยภาพของ AI มาสร้างผลประโยชน์สูงสุด พร้อมกับจัดการความเสี่ยงเพื่อไม่ให้อำนาจและความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่เพียงคนกลุ่มเดียว นอกจากนี้ OpenAI ยังเสนอกรอบการทำงาน 2 ด้านหลัก คือ การสร้างเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง (Open Economy) และสร้างสังคมที่ยืดหยุ่น (Resilient Society) โดยเชื่อว่าทั้งหมดจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเทคโนโลยีที่ทรงพลังนี้ว่าจะถูกควบคุมและพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติทุกคนอย่างแท้จริง
กรอบด้านเศรษฐกิจ OpenAI เน้นไปที่การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานและกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในข้อเสนอสำคัญ คือ การปรับปรุงโครงสร้างภาษี สวัสดิการสังคม และการเปลี่ยนมาปันผลด้านประสิทธิภาพ
OpenAI เสนอให้ปรับโครงสร้างภาษีจากเดิมที่พึ่งพารายได้แรงงานไปสู่การเก็บภาษีจากทุนและกำไรบริษัทมากขึ้น (Capital-based revenues) ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีกำไรจาก AI ภาษีกำไรจากทุนในกลุ่มรายได้สูง รวมถึงแนวคิดเรื่อง Robot Taxes หรือ การเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานอัตโนมัติ (Taxes related to automated labor) เพื่อรักษาความมั่นคงของสวัสดิการสังคมต่างๆ ในยามที่ AI อาจเข้ามาแทนที่แรงงาน
โดยการเก็บภาษีจากการใช้แรงงานอัตโนมัติหรือระบบ AI เป็นวิธีการหนึ่งในการดึงเอาผลกำไรที่บริษัทได้รับจากการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ซึ่งเป็นผลตอบแทนจาก “ทุน” กลับมาเป็นรายได้ของรัฐ เพื่อใช้หล่อเลี้ยงโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคมให้ยังคงอยู่ได้
แนวคิดนี้มาจากความเชื่อที่ว่าเมื่อ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานแทนมนุษย์มากขึ้น เศรษฐกิจจะลดการพึ่งพารายได้จากแรงงานลง ทำให้รัฐเก็บภาษีที่หักจากค่าจ้าง (Payroll taxes) ได้น้อยลง ซึ่งจะกระทบต่อเงินทุนที่นำไปใช้จ่ายเป็นสวัสดิการสังคมหลักๆ เช่น ประกันสังคม สวัสดิการสุขภาพ
นอกจากนี้ OpenAI ยังเชื่ออีกว่า เมื่อบรรดา AI ทำให้บริษัทมีประสิทธิภาพสูงขึ้น บริษัทควรเปลี่ยนผลกำไรนั้นให้เป็นสวัสดิการของพนักงาน เช่น การลดวันทำงานเหลือ 4 วัน/สัปดาห์โดยไม่ลดเงินเดือน การเพิ่มสวัสดิการดูแลบุตรและผู้สูงอายุ หรือการสร้างสวัสดิการที่ติดตัวแรงงานไปได้ แม้เปลี่ยนงาน (Portable Benefits)
อีกแนวคิดสำคัญ คือ รัฐและบริษัท AI ร่วมลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว ผูกกับการเติบโตของอุตสาหกรรม AI และนำผลตอบแทนแจกจ่ายกลับสู่ประชาชนโดยตรง แนวคิดนี้มุ่งแก้ปัญหา ตลาดโต แต่คนทั่วไปไม่ได้อะไร วิธีการนี้จะช่วยให้ผู้คนในสังคมสามารถมีส่วนร่วมและเติบโตไปพร้อมกับความมั่งคั่งที่เกิดจากเทคโนโลยี AI ได้ โดยไม่ถูกจำกัดว่าพวกเขาจะต้องมีฐานะร่ำรวยหรือมีเงินทุนเริ่มต้นมาก่อน
ในอีกแกนสำคัญของความปลอดภัย OpenAI มองว่า โลกยุค AI ต้องมีโครงสร้างที่ไม่ใช่แค่สร้าง AI เก่งขึ้น แต่ต้องควบคุม ตรวจสอบ และรับมือเมื่อเกิดปัญหาได้จริง ตั้งแต่การกำหนดคุณธรรมหรือค่านิยมของ AI Alignment ที่ไม่ควรถูกตัดสินโดยวิศวกรเพียงกลุ่มเดียว แต่ควรมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อความเป็นประชาธิปไตย
การสร้างมาตรฐานและตลาดสำหรับผู้ตรวจสอบ AI เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างอิสระและใช้ได้ในระดับนานาชาติ การพัฒนาระบบที่ช่วยให้ผู้คนตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลที่สร้างจาก AI และตรวจสอบการทำงานของมันได้โดยไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัว มี “แผนฉุกเฉิน” หาก AI อันตรายหลุดควบคุม เตรียม Playbook ระดับองค์กรและระดับประเทศ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามแบบควบคุมไม่ได้
ในฝั่งการเติบโต OpenAI มองว่า AI ควรถูกมองเป็น “สาธารณูปโภค” (Utility) โดยมีข้อเสนอที่คล้ายกับการเร่งการเติบโตเหมือนโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เช่น การขยายโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนการสร้าง Data Center ด้วยเครื่องมือรัฐ เช่น เงินอุดหนุน, เครดิตภาษี การร่วมลงทุนเพื่อให้ AI เข้าถึงได้ในวงกว้าง ไม่ถูกผูกขาดโดยบริษัทไม่กี่ราย
หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงจังหวะเวลาที่ OpenAI เลือกออกข้อเสนอเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นช่วงที่แรงกดดันรอบด้านกำลังเร่งตัวพร้อมกัน ทั้งความกังวลเรื่องการตกงานจาก AI ที่เริ่มเห็นผลจริงในหลายอุตสาหกรรม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น Data Center และพลังงานที่กำลังถูกตั้งคำถามจากสังคม
รวมถึงการที่รัฐบาลสหรัฐฯ และหลายประเทศกำลังร่างกฎเกณฑ์กำกับ AI อย่างจริงจัง ในบริบทนี้ การออก “Policy Blueprint” ของ OpenAI ครั้งนี้ อาจไม่ใช่แค่การเสนอไอเดียเชิงอุดมการณ์ แต่ OpenAI อาจกำลังพยายามกำหนดกรอบการสนทนาล่วงหน้าว่าโลกควรจัดการกับ AI อย่างไร ก่อนที่ภาครัฐจะเป็นฝ่ายกำหนดกติกาเพียงฝ่ายเดียว พร้อมกันนั้นยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ว่า OpenAI เป็นผู้เล่นที่รับผิดชอบต่อสังคมในช่วงที่อำนาจและอิทธิพลของบริษัทเทคกำลังถูกจับตามองอย่างเข้มข้นมากขึ้น
ที่มาข้อมูล OpenAI , Business Insider , Techcrunch
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -