พิมพ์เขียวเศรษฐกิจในยุค AI แทนที่คน OpenAI เสนอโมเดลเก็บภาษีกำไรจาก AI แทนแรงงาน

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

พิมพ์เขียวเศรษฐกิจในยุค AI แทนที่คน OpenAI เสนอโมเดลเก็บภาษีกำไรจาก AI แทนแรงงาน

Date Time: 7 เม.ย. 2569 16:53 น.

Video

Dropbox เอาตัวรอดมายังไง ? เมื่อโปรดักส์ที่ขายกลายเป็น "ของแจกฟรี" | Digital Frontiers EP.58

Summary

OpenAI เสนอแนวทางนโยบายเพื่อรับมือยุค AI Superintelligence โดยให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นอันดับแรก

  • เอกสารเน้นการกระจายความมั่งคั่ง ลดความเสี่ยง และส่งเสริมการเข้าถึง AI อย่างเท่าเทียมกัน
  • ข้อเสนอหลัก ได้แก่ การปรับโครงสร้างภาษีจากทุนและกำไรบริษัทมากขึ้น รวมถึงภาษี AI และ Robot Taxes
  • OpenAI เสนอให้รัฐและบริษัท AI ร่วมลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในความมั่งคั่งจาก AI
  • OpenAI เสนอแนวทางด้านความปลอดภัย รวมถึงการตรวจสอบ AI และแผนฉุกเฉินหาก AI หลุดการควบคุม

Latest


OpenAI เผยแพร่เอกสารฉบับใหม่ที่เสนอแนวคิดเชิงนโยบายอุตสาหกรรม เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของ AI ขั้นสูง หรือที่บริษัทเรียกว่า “ยุค Superintelligence” โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความมั่นใจว่าเทคโนโลยีนี้จะสร้างประโยชน์ให้กับทุกคน และให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นอันดับแรก

ภายในเอกสาร “Industrial Policy for the Intelligence Age: Ideas to Keep People First” ฉบับนี้ OpenAI ได้ระบุกรอบนโยบายหลัก 3 ประการคร่าวๆ ได้แก่

  • กระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึง (Share prosperity broadly) ทำให้แน่ใจว่าทุกคนมีโอกาสได้รับประโยชน์จาก AI ผ่านคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ค่าครองชีพที่ถูกลง และโอกาสใหม่ๆ โดยไม่กระจุกตัวอยู่แค่คนกลุ่มเดียว
  • บรรเทาความเสี่ยง (Mitigate risks) สร้างสถาบันและมาตรการป้องกันเพื่อรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ การนำไปใช้ในทางที่ผิด (เช่น ไซเบอร์หรือชีววิทยา) และการสูญเสียการควบคุม AI
  • กระจายการเข้าถึงและอำนาจ (Democratize access and agency) ผู้คนทั่วโลกต้องสามารถเข้าถึง AI ที่มีประโยชน์ ราคาไม่แพง และช่วยเสริมสร้างศักยภาพของตนเองได้

โดยเป้าหมายของเอกสารมุ่งเน้นไปที่การดึงศักยภาพของ AI มาสร้างผลประโยชน์สูงสุด พร้อมกับจัดการความเสี่ยงเพื่อไม่ให้อำนาจและความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่เพียงคนกลุ่มเดียว นอกจากนี้ OpenAI ยังเสนอกรอบการทำงาน 2 ด้านหลัก คือ การสร้างเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง (Open Economy) และสร้างสังคมที่ยืดหยุ่น (Resilient Society) โดยเชื่อว่าทั้งหมดจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเทคโนโลยีที่ทรงพลังนี้ว่าจะถูกควบคุมและพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติทุกคนอย่างแท้จริง

ข้อเสนอ “ย้ายฐานภาษี” ดึงรายได้จากความมั่งคั่งของ AI กลับสู่สังคม

กรอบด้านเศรษฐกิจ OpenAI เน้นไปที่การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในตลาดแรงงานและกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในข้อเสนอสำคัญ คือ การปรับปรุงโครงสร้างภาษี สวัสดิการสังคม และการเปลี่ยนมาปันผลด้านประสิทธิภาพ

OpenAI เสนอให้ปรับโครงสร้างภาษีจากเดิมที่พึ่งพารายได้แรงงานไปสู่การเก็บภาษีจากทุนและกำไรบริษัทมากขึ้น (Capital-based revenues) ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีกำไรจาก AI ภาษีกำไรจากทุนในกลุ่มรายได้สูง รวมถึงแนวคิดเรื่อง Robot Taxes หรือ การเก็บภาษีที่เกี่ยวข้องกับแรงงานอัตโนมัติ (Taxes related to automated labor) เพื่อรักษาความมั่นคงของสวัสดิการสังคมต่างๆ ในยามที่ AI อาจเข้ามาแทนที่แรงงาน

โดยการเก็บภาษีจากการใช้แรงงานอัตโนมัติหรือระบบ AI เป็นวิธีการหนึ่งในการดึงเอาผลกำไรที่บริษัทได้รับจากการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ซึ่งเป็นผลตอบแทนจาก “ทุน” กลับมาเป็นรายได้ของรัฐ เพื่อใช้หล่อเลี้ยงโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคมให้ยังคงอยู่ได้

แนวคิดนี้มาจากความเชื่อที่ว่าเมื่อ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานแทนมนุษย์มากขึ้น เศรษฐกิจจะลดการพึ่งพารายได้จากแรงงานลง ทำให้รัฐเก็บภาษีที่หักจากค่าจ้าง (Payroll taxes) ได้น้อยลง ซึ่งจะกระทบต่อเงินทุนที่นำไปใช้จ่ายเป็นสวัสดิการสังคมหลักๆ เช่น ประกันสังคม สวัสดิการสุขภาพ

นอกจากนี้ OpenAI ยังเชื่ออีกว่า เมื่อบรรดา AI ทำให้บริษัทมีประสิทธิภาพสูงขึ้น บริษัทควรเปลี่ยนผลกำไรนั้นให้เป็นสวัสดิการของพนักงาน เช่น การลดวันทำงานเหลือ 4 วัน/สัปดาห์โดยไม่ลดเงินเดือน การเพิ่มสวัสดิการดูแลบุตรและผู้สูงอายุ หรือการสร้างสวัสดิการที่ติดตัวแรงงานไปได้ แม้เปลี่ยนงาน (Portable Benefits)

อีกแนวคิดสำคัญ คือ รัฐและบริษัท AI ร่วมลงทุนในสินทรัพย์ระยะยาว ผูกกับการเติบโตของอุตสาหกรรม AI และนำผลตอบแทนแจกจ่ายกลับสู่ประชาชนโดยตรง แนวคิดนี้มุ่งแก้ปัญหา ตลาดโต แต่คนทั่วไปไม่ได้อะไร วิธีการนี้จะช่วยให้ผู้คนในสังคมสามารถมีส่วนร่วมและเติบโตไปพร้อมกับความมั่งคั่งที่เกิดจากเทคโนโลยี AI ได้ โดยไม่ถูกจำกัดว่าพวกเขาจะต้องมีฐานะร่ำรวยหรือมีเงินทุนเริ่มต้นมาก่อน

ทำให้ AI กลายเป็นสาธารณูปโภคที่มีกลไกควบคุม

ในอีกแกนสำคัญของความปลอดภัย OpenAI มองว่า โลกยุค AI ต้องมีโครงสร้างที่ไม่ใช่แค่สร้าง AI เก่งขึ้น แต่ต้องควบคุม ตรวจสอบ และรับมือเมื่อเกิดปัญหาได้จริง ตั้งแต่การกำหนดคุณธรรมหรือค่านิยมของ AI Alignment ที่ไม่ควรถูกตัดสินโดยวิศวกรเพียงกลุ่มเดียว แต่ควรมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อความเป็นประชาธิปไตย

การสร้างมาตรฐานและตลาดสำหรับผู้ตรวจสอบ AI เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างอิสระและใช้ได้ในระดับนานาชาติ การพัฒนาระบบที่ช่วยให้ผู้คนตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลที่สร้างจาก AI และตรวจสอบการทำงานของมันได้โดยไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัว มี “แผนฉุกเฉิน” หาก AI อันตรายหลุดควบคุม เตรียม Playbook ระดับองค์กรและระดับประเทศ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์ลุกลามแบบควบคุมไม่ได้

ในฝั่งการเติบโต OpenAI มองว่า AI ควรถูกมองเป็น “สาธารณูปโภค” (Utility) โดยมีข้อเสนอที่คล้ายกับการเร่งการเติบโตเหมือนโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ เช่น การขยายโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อสนับสนุนการสร้าง Data Center ด้วยเครื่องมือรัฐ เช่น เงินอุดหนุน, เครดิตภาษี การร่วมลงทุนเพื่อให้ AI เข้าถึงได้ในวงกว้าง ไม่ถูกผูกขาดโดยบริษัทไม่กี่ราย

OpenAI อาจกำลังขยับบทบาทใหม่ ?

หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงจังหวะเวลาที่ OpenAI เลือกออกข้อเสนอเหล่านี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นช่วงที่แรงกดดันรอบด้านกำลังเร่งตัวพร้อมกัน ทั้งความกังวลเรื่องการตกงานจาก AI ที่เริ่มเห็นผลจริงในหลายอุตสาหกรรม การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น Data Center และพลังงานที่กำลังถูกตั้งคำถามจากสังคม

รวมถึงการที่รัฐบาลสหรัฐฯ และหลายประเทศกำลังร่างกฎเกณฑ์กำกับ AI อย่างจริงจัง ในบริบทนี้ การออก “Policy Blueprint” ของ OpenAI ครั้งนี้ อาจไม่ใช่แค่การเสนอไอเดียเชิงอุดมการณ์ แต่ OpenAI อาจกำลังพยายามกำหนดกรอบการสนทนาล่วงหน้าว่าโลกควรจัดการกับ AI อย่างไร ก่อนที่ภาครัฐจะเป็นฝ่ายกำหนดกติกาเพียงฝ่ายเดียว พร้อมกันนั้นยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ว่า OpenAI เป็นผู้เล่นที่รับผิดชอบต่อสังคมในช่วงที่อำนาจและอิทธิพลของบริษัทเทคกำลังถูกจับตามองอย่างเข้มข้นมากขึ้น



ที่มาข้อมูล OpenAI , Business Insider Techcrunch

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ