
RegTech คือ การใช้เทคโนโลยีช่วยให้สถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลทำตามกฎได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การยืนยันตัวตน, ป้องกันฟอกเงิน
เมื่อพูดถึงคำว่า “RegTech” หรือ Regulatory Technology คนไทยส่วนใหญ่อาจไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน แต่หลายคนน่าจะเคยผ่านประสบการณ์มันมาแล้วโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้าเพื่อเปิดบัญชีธนาคารออนไลน์ การที่แอปฯ ธนาคารส่งหมายเลข OTP มาทันที เมื่อตรวจพบธุรกรรมผิดปกติ หรือแม้แต่การที่ระบบอายัดบัญชีมิจฉาชีพโดยอัตโนมัติก่อนที่เงินจะหาย
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น RegTech แทบจะทั้งสิ้น และในโลกที่ภัยการเงินซับซ้อนขึ้นทุกวัน เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังกลายเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดของระบบการเงินโลก ท่ามกลางบริบทนี้ RegTech ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบการเงินสมัยใหม่ที่ทำให้การกำกับดูแลเกิดขึ้นได้แบบเรียลไทม์ ลดต้นทุน เพิ่มความโปร่งใส และที่สำคัญ คือ สร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้กับทั้งผู้ใช้งานและระบบโดยรวม
โดยหนึ่งในประเทศที่ถูกยกให้เป็นกรณีศึกษาสำคัญของโลก คือ “ไอร์แลนด์” จากบทบาทของ Tech Hub ที่คอยผลักดันธุรกิจและสตาร์ทอัพทั่วภูมิภาคยุโรป ไอร์แลนด์ได้รับการขนานนามให้เป็นหนึ่งใน “ศูนย์กลาง RegTech ระดับโลก” ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้ “กฎระเบียบ” กลายเป็นตัวเร่งนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
บทความนี้ Thairath Money ได้พูดคุยกับ Robert Troy รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ไอร์แลนด์ ในงาน Money20/20 Asia 2026 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เพื่อถอดบทเรียนสำคัญที่ไทยนำไปใช้ได้จริง
"RegTech" คำนี้ย่อมาจาก Regulatory Technology แปลตรงตัว คือ การใช้เทคโนโลยีมาช่วยให้สถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแล “ทำตามกฎ” ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำ AI ระบบประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ รวมถึงระบบอัตโนมัติมาแทนที่งานเอกสารและการตรวจสอบด้วยมือของมนุษย์ จากเดิมที่การตรวจสอบธุรกรรมหรือการทำ Compliance ต้องใช้คนจำนวนมากและใช้เวลาหลายวันในการตรวจสอบย้อนหลัง
Troy ฉายภาพให้เห็นว่า ความสำคัญของ RegTech เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีที่ผสานเข้ากับกฎระเบียบการเงิน ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับและประยุกต์ใช้ในกระบวนการจริงในสถาบันการเงิน มีตั้งแต่การตรวจจับการฉ้อโกง (Fraud Detection) โดยการใช้ AI ที่สามารถวิเคราะห์รูปแบบธุรกรรมที่ผิดปกติเพื่อตรวจจับบัญชีม้าหรือเพื่ออายัดก่อนที่เหยื่อจะถูกโกง การยืนยันตัวตน (KYC / Digital Identity) เช่น การสแกนหน้าเพื่อเปิดบัญชี ระบบสามารถยืนยันตัวตนและตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร์ภายในวินาที การป้องกันการฟอกเงิน (AML / Anti-Money Laundering) แจ้งเตือนเมื่อมีธุรกรรมต้องสงสัย ตรวจเส้นทางเงินข้ามประเทศ ตลอดจนระบบที่ช่วยให้ผู้ใช้รายงานปัญหาต่อหน่วยงานได้โดยอัตโนมัติ
“RegTech เปลี่ยนให้ระบบเหล่านี้ให้กลายเป็นการตรวจสอบที่แม่นยำแบบเรียลไทม์ เป็นเครื่องมือที่ทำให้กฎการเงินฉลาดขึ้น ไม่ใช่แค่ควบคุม แต่ช่วยให้ผู้ใช้ป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า อีกทั้งยังสามารถออกแบบระบบการเงินให้ปลอดภัยได้ตั้งแต่ต้น”
ข้อมูลจาก RegTech Ireland และบริษัทวิจัยตลาดหลายแห่งประเมินว่า ตลาด RegTech ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และอาจมีมูลค่าสูงกว่า 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในช่วงปลายทศวรรษนี้ จากความต้องการของภาคการเงินที่ต้องการลดต้นทุนด้านกฎระเบียบ เพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบ และรับมือกับภัยการเงินดิจิทัลที่ซับซ้อนมากขึ้น
Troy เล่าว่า ไอร์แลนด์ คือ ตัวอย่างประเทศที่ใช้ RegTech ได้โดดเด่นและถูกมองว่าเป็นศูนย์กลาง RegTech ของยุโรป เพราะมีบริษัท RegTech เกิดขึ้นจำนวนมาก โดยมีบริษัทมากกว่า 68 แห่ง ครอบคลุมทั้งบริษัทท้องถิ่นและบริษัทต่างชาติ ที่พัฒนาโซลูชันด้าน AI, AML (Anti-Money Laundering) และ Compliance Software ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลเปิดรับเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ภาครัฐมีแนวทางเปิดกว้างในการทำงานร่วมกับภาคเอกชนที่จะการออกแบบระบบต่างๆ ร่วมกัน
"ไอร์แลนด์มีจุดแข็งเฉพาะตัวที่เกิดจากการบรรจบกันของสองภาคส่วน บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Google, Meta, Apple ต่างเลือกไอร์แลนด์เป็นสำนักงานใหญ่ในยุโรป ขณะที่ภาคการเงินของไอร์แลนด์แข็งแกร่งและเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1987 โดยเฉพาะในธุรกิจอย่างกองทุนและการบริหารสินทรัพย์"
เมื่อนำสองภาคส่วนนี้มารวมกันจึงเกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนา FinTech และ RegTech อย่างแข็งแกร่ง โดยปัจจุบันไอร์แลนด์มีบริษัท FinTech มากกว่า 250 แห่งที่มีความเชี่ยวชาญในด้าน AI, Digital Identity และ RegTech ซึ่งล้วนพัฒนาโซลูชันที่ใช้งานได้จริงเพื่อแก้ปัญหาในภาคการเงิน นำโดย ID-Pal หรือ TransferMate ซึ่งถูกใช้งานโดยธนาคาร รัฐบาล และบริษัทโทรคมนาคมทั่วโลก โดยเฉพาะในด้าน AML และการตรวจจับการฉ้อโกง
ทั้งนี้หนึ่งในประเด็นใหญ่ที่ RegTech เข้ามาอุดช่องโหว่ คือ ปัญหาสแกมเมอร์และการฉ้อโกงทางการเงินที่ได้กลายเป็นปัญหาระดับโลก และกำลังกลายเป็นความท้าทายใหม่ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย ที่อาชญากรรมทางการเงินมีลักษณะข้ามพรมแดนและพัฒนารวดเร็วมากขึ้น
Troy เปิดเผยมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า ปัญหาการฉ้อโกงข้ามพรมแดนในภูมิภาคเอเชียมีความซับซ้อนกว่ายุโรป เนื่องจากการกำกับดูแลในแต่ละประเทศแตกต่างกันมาก หากเปรียบเทียบกับภูมิภาคยุโรปมีกฎระเบียบร่วมกัน 27 ประเทศที่ทำให้การชำระเงินข้ามพรมแดนเกิดขึ้นอย่างราบรื่น แต่ในเอเชียแต่ละประเทศมีกฎของตัวเอง อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีที่ดีจะเข้ามาช่วยเชื่อมโยงและสร้างระบบที่ทำงานร่วมกันได้
ยกตัวอย่างบทบาทของ RegTech ที่จะเข้ามาเติมเต็มช่องโหว่และช่วยได้ในหลายมิติ เช่น การตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ การยืนยันตัวตนดิจิทัล และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศอย่างปลอดภัย สิ่งเหล่านี้ช่วยให้การป้องกันเกิดขึ้นก่อนความเสียหาย ไม่ใช่หลังจากนั้น Troy กล่าว
ถึงจุดนี้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้ให้เราเห็นว่า แม้ภูมิทัศน์ FinTech ในเอเชียจะเผชิญกับความท้าทายในเรื่องความหลากหลาย แต่สิ่งที่น่าประทับใจสำหรับประเทศไทย คือ ขนาดของตลาด ความต้องการด้านดิจิทัลที่สูง และความพร้อมของภาครัฐที่จะพัฒนา เช่น ยุทธศาสตร์ EEC ซึ่งแสดงถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวที่ชัดเจน โดยตนมองว่า ไทยยังมีโอกาสสำคัญในหลายด้านสำหรับการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยีที่จะตอบโจทย์ปัญหาจริง
"ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโซลูชัน Cross-border payments การยกระดับระบบ AML หรือ Cybersecurity และการนำ RegTech มาใช้เพื่อป้องกัน พร้อมทั้งการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนระบบการเงินจาก “ตั้งรับ” ไปสู่ “ป้องกันล่วงหน้า” ได้อย่างแท้จริง" นอกจากนี้ในสิ่งที่ไทยยังขาด ตนมองว่ายังเป็นเรื่องของ “การสนับสนุนที่แข็งแกร่ง”
Troy กล่าวต่อว่า ในอดีตภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล แต่วันนี้บทบาทกำลังเปลี่ยนไปสู่การเป็น “Co-Designer” ของระบบการเงินร่วมกับผู้สร้างเทคโนโลยี ซึ่งความท้าทายของเรื่องนี้ คือ การรักษาความสมดุล (Proportionate Regulation) ระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคกับการไม่ปิดกั้นนวัตกรรม
วิธีที่ดีที่สุด คือ การสร้างช่องทางให้บริษัทได้พูดคุยกับผู้กำกับดูแลตั้งแต่ต้น ยกตัวอย่าง การสร้าง Innovation Sandbox ในการพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญ ๆ หรืออุตสาหกรรมสำคัญที่มั่นใจว่าจะเป็นอนาคต และที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การสร้างหน่วยงานที่จะทำหน้าที่ "จับมือ" บริษัทไทยขึ้นมาตั้งแต่แรกเริ่ม แทนที่จะปล่อยให้กลุ่มทุนใหญ่ซื้อกิจการ ก่อนที่จะเติบโตเต็มที่ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่นวัตกรรมอาจถูกดูดซับเข้าไปในโครงสร้างองค์กรขนาดใหญ่หรือหยุดชะงักลงก็ได้
Troy ยกตัวอย่าง ไอร์แลนด์ ที่พยายามแก้ปัญหานี้ด้วยการตั้ง Innovation Hub ด้วยการสนับสนุนจากธนาคารกลางไอร์แลนด์ หรือ Central Bank of Ireland ตั้งแต่ปี 2018 เพื่อเป็นพื้นที่ให้บริษัทที่กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถเข้ามาพูดคุยกับผู้กำกับดูแลได้ตั้งแต่ช่วงต้น รับคำแนะนำ รับทิศทาง และรับความชัดเจนว่าต้องปฏิบัติตามกฎอะไรบ้าง
โดยนับตั้งแต่เปิดตัวมีบริษัทกว่า 600 แห่งที่เข้าร่วม และล่าสุดยังได้เปิด Innovation Sandbox ใน 2 ด้าน ได้แก่ การชำระเงิน และการป้องกันการฉ้อโกง ให้บริษัทที่มีโซลูชันนวัตกรรมมาทดสอบภายใต้การดูแลของผู้กำกับดูแลโดยตรง
รวมถึงการจัดตั้ง "Enterprise Ireland" ที่ Troy ยกให้เป็นบทเรียนสำคัญที่สุดในการสร้างระบบนิเวศนี้ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โดยบทบาทของ Enterprise Ireland คือ หน่วยงานของรัฐบาลไอร์แลนด์ที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจ (Enterprise) ของไอร์แลนด์ในตลาดโลก โดยมีบทบาทหลัก คือ การช่วยธุรกิจไอริชตั้งแต่เริ่มต้น การลงทุน-ให้ทุนสนับสนุน และการช่วยขยายสู่ตลาดต่างประเทศผ่านสำนักงานใน 50 ประเทศทั่วโลก
Enterprise Ireland สะท้อนแนวคิดใหม่ของภาครัฐ รวมถึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อวงการเทคโนโลยีของยุโรป (EU) โดยเฉพาะในฐานะผู้เชื่อมประสาน (Enabler) ที่ช่วยสร้างบริษัทเทคโนโลยียุโรปให้เติบโตตั้งแต่ระดับประเทศไปสู่ระดับโลก ทำให้กฎระเบียบของยุโรปไม่ใช่ข้อจำกัด แต่กลายเป็น โอกาสทางธุรกิจ ซึ่งปัจจุบัน Enterprise Ireland ขึ้นแท่นเป็นนักลงทุนด้าน FinTech ที่ใหญ่อันดับ 3 ของยุโรป และเป็นเหตุผลหลักที่ไอร์แลนด์ในฐานะประเทศที่มีประชากรเพียง 5 ล้านคน แต่มีบริษัทสตาร์ทอัพ FinTech ถึง 250 บริษัท
"สิ่งที่ประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากโมเดลของไอร์แลนด์ได้อย่างชัดเจน นั่นคือ หัวใจของการพัฒนา RegTech และไม่ว่าจะเทคโนโลยีด้านใด เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือ การออกแบบระบบนิเวศที่เชื่อมภาครัฐ ผู้กำกับดูแล สตาร์ทอัพ และตลาดโลก เข้าด้วยกันตั้งแต่ต้น เพราะในโลกที่ความเสี่ยงทางการเงินไร้พรมแดน ระบบนิเวศเหล่านี้ คือ กุญแจที่จะทำให้ประเทศไม่เพียงแค่รับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้"
Troy เปิดเผยว่า ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและไอร์แลนด์เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศสูงกว่า 4.5 พันล้านยูโรในปี 2025 และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทไทยหลายแห่งได้ลงทุนในไอร์แลนด์
ขณะเดียวกันบริษัทไอร์แลนด์ก็เข้ามาลงทุนในไทยในหลายอุตสาหกรรมในอนาคต ความร่วมมือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหากข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปและไทยเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสใหม่ในด้าน FinTech, Clean Energy และ Cybersecurity
บทเรียนจากไอร์แลนด์สะท้อนให้เห็นว่า “กฎระเบียบหรือข้อจำกัด” ไม่จำเป็นต้องเป็นอุปสรรคของนวัตกรรม หากถูกออกแบบอย่างชาญฉลาด มันสามารถกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ระบบการเงิน ปลอดภัยขึ้น และเติบโตเร็วขึ้นได้อย่างพร้อมเพรียงกัน
ผู้เขียนคิดว่า ในระยะต่อไป RegTech จะยิ่งทวีความสำคัญในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินดิจิทัล ไม่ต่างจากระบบชำระเงินหรือโครงข่ายอินเทอร์เน็ต เพราะในโลกที่ธุรกรรมเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์และอาชญากรรมการเงินพัฒนาไปพร้อมเทคโนโลยี ความสามารถในการสร้าง “ความเชื่อมั่น” จะกลายเป็นตัวชี้ขาด
ประเทศที่สามารถผสานเทคโนโลยี กฎระเบียบ และความร่วมมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นผู้กำหนดทิศทางของระบบการเงินยุคใหม่ และสำหรับไทย "หากมอง RegTech เป็น โอกาส มากกว่าต้นทุนก็มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนจากผู้ตาม มาเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของภูมิภาคได้"
อ่านบทความเพิ่มเติมจากงาน Money 20/20 Asia 2026
ที่มาข้อมูล KPMG , FinTechIreland
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -