คุยกับผู้ออกเหรียญ “USDC” ถึงความพร้อมของไทย โอกาสในตลาด Stablecoin และการหาจุดสมดุลในภาคกำกับดูแล

Tech & Innovation

Digital Assets

Tag

คุยกับผู้ออกเหรียญ “USDC” ถึงความพร้อมของไทย โอกาสในตลาด Stablecoin และการหาจุดสมดุลในภาคกำกับดูแล

Date Time: 26 เม.ย. 2569 07:00 น.

Video

เทคนิคซื้อบ้านฉบับปี 2026 ซื้อบ้านแบบไหนประหยัดเงินได้มากกว่ากัน? | Money Issue EP.49

Summary

Thairath Money พูดคุยกับ Yam Ki Chan, Vice President ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์และนโยบายของ Circle ผู้ออก USDC เหรียญ Stablecoin รายใหญ่ของโลก ถึงบทบาทของ Circle ในตลาดเอเชีย ตลอดจนมุมมองต่อไทย วางหมากไว้อย่างไร ทำไมถึงมองไทยเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ

Latest


ปี 2025 ที่ผ่านมาตัวเลขยอดการทำธุรกรรมที่พุ่งทะลุ 34 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า Stablecoin กำลังก้าวสู่กระแสหลักของโลกการเงิน มูลค่าตลาดของ Stablecoin เติบโตแบบก้าวกระโดด จากไม่ถึง 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อประมาณ 5 ปีก่อน ขึ้นมาอยู่ที่กว่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือกว่า 9.7 ล้านล้านบาทในปัจจุบัน ตามข้อมูลของ Visa

ในหลายประเทศก็มีการออกกฎระเบียบ วางกรอบชัดเจนเพื่อรองรับสินทรัพย์ประเภทนี้ อย่างในสหรัฐอเมริกาก็มีการออก GENIUS Act มาเพื่อดูแล และในประเทศอื่น ๆ ในแถบเอเชีย อย่างเช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ตลอดจนฝั่งยุโรป ก็มีการออกกฎหมายเฉพาะขึ้นมากำกับดูแลแล้วเช่นกัน

ขณะที่หลายฝ่ายทั้งสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ตลอดจนสตาร์ทอัพฟินเทคขนาดเล็ก มองว่า Stablecoin ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบการเงินโลก” ที่ทั้งรัฐและเอกชนต้องเข้ามามีบทบาทร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

Thairath Money ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ Yam Ki Chan รองประธานฝ่ายกลยุทธ์และนโยบายของ Circle ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ผันตัวมาขับเคลื่อนนวัตกรรมการเงินดิจิทัล ในงาน Money 20/20 Asia 2026 ถึงทิศทางของ Stablecoin ระดับโลกอย่าง USDC และวิสัยทัศน์ที่มองประเทศไทยเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญ


Stablecoin ไม่ใช่แค่เรื่อง “เทรด” แต่คือ “เส้นเลือดใหญ่” ของการผลิตโลก

หากย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพจำของ Stablecoin มักถูกผูกติดอยู่กับกระดานเทรดคริปโตเคอร์เรนซีเพื่อใช้เป็นที่พักเงินในช่วงตลาดผันผวน แต่ในวันนี้ยุทธศาสตร์ของ Circle กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่ถูกขนานนามว่าเป็น “โรงงานของโลก” (The World's Factory) ที่การเคลื่อนย้ายเงินทุนหากล่าช้าเพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจหมายถึงโอกาสทางธุรกิจที่สูญเสียไปมหาศาล

Yam Ki Chan วิเคราะห์ว่า หากฝั่งตะวันตกมอง Stablecoin เป็นเครื่องมือในตลาดทุน แต่สำหรับเอเชียความล่าช้าในระบบการเงินเดิมคือ ต้นทุนมหาศาลของภาคธุรกิจจริง ดังนั้น ในหลายประเทศที่มีการยอมรับ Stablecoin ถูกนำมาใช้มากกว่าการซื้อขายบนกระดานคริปโตฯ แต่ยังนำมาใช้ในการใช้จ่ายข้ามพรมแดน (Cross-Border Payment) การบริหารสภาพคล่องขององค์กร (Treasury Management) ตลอดจนการโอนเงินระหว่างประเทศ (Remittances) ด้วยเช่นกัน

“ในระบบเดิม เงินมักไปค้างอยู่ในท่อ ติดวันหยุด ติดเวลาทำการธนาคาร แต่ด้วย USDC ธุรกิจในเอเชียสามารถโอนเงินชำระค่าวัตถุดิบหรือรับเงินจากลูกค้าทั่วโลกได้ทันที 24/7 ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดทุนจม นี่คือการเปลี่ยนเกมจากการเก็งกำไรสู่การใช้งานในภาคเศรษฐกิจจริงอย่างแท้จริง” Yam Ki Chan กล่าวกับ Thairath Money

สำหรับ USDC คือ Stablecoin ที่ผูกมูลค่าไว้กับเงินดอลลาร์สหรัฐแบบ 1:1 ในปัจจุบันถือเป็น Stablecoin อันดับที่ 2 เป็นรองเพียง USDT ของ Tether ในแง่ของสภาพคล่องและความนิยมในการใช้งาน แต่ USDC นั้นได้รับการยอมรับมากกว่าในเรื่องของความโปร่งใส และมีการกำกับดูแลที่เหมาะสม (อย่าง กฎหมาย MiCA ในยุโรป, GENIUS Act ในสหรัฐฯ และ SEC ของไทยที่อนุญาตให้ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้)


เจาะลึกสมรภูมิเกณฑ์กำกับไทยที่ต้องหาจุดสมดุล

Yam Ki Chan ซึ่งมีประสบการณ์การทำงานในทำเนียบขาวและกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า “ผู้กำกับดูแลกำลังเผชิญกับโจทย์ที่ยากที่สุด เพราะ Stablecoin คือนวัตกรรมการเงินที่คาบเกี่ยวอยู่กับหลายมิติ”

หากมองในประเทศไทย ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุญาตให้ Stablecoin สามารถใช้ในการซื้อขายในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ในขณะที่ฝั่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มุ่งเน้นไปที่เสถียรภาพทางการเงิน (Financial Stability) ระบบการชำระเงิน และการเกิดขึ้นของเงินโปรแกรมเบิล (Programmable Money) ที่ต้องมั่นคงและปลอดภัย 

Yam Ki Chan มองว่า สภาวะทับซ้อนและคาบเกี่ยวกันของอำนาจกำกับดูแลเป็นเรื่องปกติของเทคโนโลยีใหม่ที่มาดิสรัปต์โครงสร้างเดิม แต่กุญแจสำคัญ คือ การเปิดพื้นที่ให้เกิดการทดลองร่วมกันผ่านระบบ Sandbox เพื่อหาจุดร่วมที่เหมาะสมที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลโดยไม่ทำลายเสถียรภาพการเงินของประเทศ


ทำไมมอง “ประเทศไทย” เป็นประตูบานใหม่ของ Circle?

เมื่อถามถึงมุมมองการทำตลาดในประเทศไทยที่ยังไม่มีกฎระเบียบที่ตกผลึกชัดเจนเทียบเท่าสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือญี่ปุ่น แต่ Circle ย้ำว่า ไทยยังคงเป็น Priority อันดับต้น ๆ ด้วยเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ที่ทรงพลัง ไม่ว่าจะเป็น

  • เศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าโลก: ไทยมีสัดส่วนการค้าต่อ GDP สูงมาก ซึ่งต้องการระบบชำระเงินข้ามพรมแดนที่คล่องตัว
  • ระบบนิเวศการท่องเที่ยว: เชื่อว่าไทยมีความต้องการระบบชำระเงินที่ไร้รอยต่อระหว่างนักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้ประกอบการท้องถิ่น
  • ความพร้อมของสถาบันการเงิน: มีตัวอย่างโปรเจกต์อย่าง Ruby Wallet ของ SCBX พิสูจน์ให้เห็นว่าไทยมีกลุ่มธุรกิจที่พร้อมทดลองและผลักดันนวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดเวลา


ทั้งนี้ Yam Ki Chan ทิ้งท้ายว่า “Circle พร้อมที่จะพูดคุย และยินดีทำงานภายใต้ Sandbox หรือ Regulatory Regime ที่หลากหลาย และร่วมมือกับบริษัทท้องถิ่นเพื่อผลักดันการใช้งานให้เกิดขึ้นจริง เพื่อหาจุดร่วมระหว่างหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อนำเงินดิจิทัลมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เร็วขึ้น”

ด้านตัวเลข ปัจจุบันมี USDC หมุนเวียนอยู่ในระบบนิเวศรวมมูลค่าประมาณ 78,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาส 4 ปี 2025 เพียงไตรมาสเดียว มีปริมาณการทำธุรกรรมผ่าน USDC บนบล็อกเชนสูงถึงเกือบ 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่พุ่งสูงขึ้นเกือบ 250% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า


ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney 



Author

Thanthida Thongphet

Thanthida Thongphet
Digital Economy & Future of Finance