จาก PromptPay สู่ Stablecoin ไทยพร้อมแค่ไหนสำหรับคลื่นถัดไป ฉายภาพอนาคตการเงินไทยกับ Danny Levy

Tech & Innovation

Digital Assets

พิมพ์ชญา ภมรพล

พิมพ์ชญา ภมรพล

Tag

จาก PromptPay สู่ Stablecoin ไทยพร้อมแค่ไหนสำหรับคลื่นถัดไป ฉายภาพอนาคตการเงินไทยกับ Danny Levy

Date Time: 11 เม.ย. 2569 11:30 น.

Video

CoreWeave คือใคร ? จากขุดคริปโตฯสู่ Data Center โมเดลธุรกิจที่ฉลาด จนโลกงง | Digital Frontiers EP.59

Summary

การเงินกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเงินแบบดั้งเดิมสู่ดิจิทัล โดยมีเทคโนโลยี Tokenization และ Stablecoin เป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่

  • ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นผู้เล่นสำคัญในการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยมี PromptPay เป็นตัวอย่างความสำเร็จ
  • ปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนผ่านคือ ความน่าเชื่อถือ, ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ, และความเข้าใจจากทุกฝ่าย
  • AI, Embedded Finance, การชำระเงินข้ามพรมแดน, และ Financial Inclusion เป็นเทรนด์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางในอนาคต
  • ธนาคารพาณิชย์ไทยลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และหน่วยงานกำกับดูแลมีบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุน

Latest


ตลอดสิบปีที่ผ่านมา “โลกการเงิน” มักถูกพูดถึงในลักษณะของการแบ่งขั้ว ฝั่งหนึ่ง คือ สถาบันการเงินดั้งเดิมที่มีความมั่นคง มีกฎระเบียบ และมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ อีกฝั่ง คือ โลกของสินทรัพย์ดิจิทัลและระบบการเงินไร้ตัวกลางที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม ความผันผวน และความไม่แน่นอน แต่วันนี้ เส้นแบ่งเหล่านั้นกำลังเลือนหายไป

ไม่กี่ปีมานี้ โลกการเงินกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากการเงินแบบดั้งเดิมแบบ Traditional Finance ไปสู่โลกใหม่ของ Digital Finance เทคโนโลยี Tokenization, Stablecoin หรือ Blockchain เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรม แต่กำลังกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ของระบบการเงิน

นี่คือเหตุผลที่ Thairath Money ชวน Danny Levy, Executive Vice President & Managing Director, APAC & Middle East ของ Money20/20 Asia เวทีการเงินและเทคโนโลยีระดับโลกมาร่วมถอดภาพใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยเฉพาะในบริบทของ “ประเทศไทย” ที่กำลังยืนอยู่ในจุดที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

Danny Levy ในฐานะผู้คร่ำหวอดกับอุตสาหกรรมการเงินเอเชียมาอย่างยาวนาน เขาชี้ให้เห็นว่าการบรรจบกันของสองโลกนี้ไม่ใช่แค่เทรนด์ที่น่าจับตาอีกต่อไป แต่ปัจจุบันนี้สถานะของการบรรจบกันระหว่าง Traditional Finance และ Digital Finance ผ่านพ้นช่วงทดลอง และเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังปรับรูปแบบการเงินการลงทุนทั้งภูมิภาค ซึ่ง “ไทย” อยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าที่หลายคนคิด

บทเรียนจาก PromptPay สู่ Stablecoin ไทยพร้อมแค่ไหนสำหรับ “คลื่นถัดไป”

ประเทศไทยเคยพิสูจน์มาแล้วกับความสำเร็จของ “PromptPay” หรือการชำระเงินออนไลน์จากโทรศัพท์มือถือด้วยระบบสแกนคิวอาร์เพย์เมนท์ (QR Payment) ที่เร่งตัวขึ้นในช่วง COVID-19 ซึ่งได้เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในระดับประเทศอย่างถาวร คำถามสำคัญเพื่อฉายภาพต่อไป คือ สินทรัพย์ดิจิทัลหรือ Stablecoin จะเดินตามเส้นทางเดิมนั้นได้หรือไม่ ?

Danny อธิบายว่า สินทรัพย์ดิจิทัลจะไม่ตามเส้นทางเดิม การ Adoption จะไม่เร็วแบบ QR แต่จะลึกกว่า Mobile Payment เข้ามาแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันที่ชัดเจนและผู้บริโภคสัมผัสได้โดยตรง นั่นคือเหตุผลที่ทำให้การใช้งานเทคโนโลยีเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาแก้ปัญหาระบบเบื้องหลังที่ซับซ้อนกว่า อาทิ การจัดการธุรกรรม หรือการบริหารสภาพคล่อง โดยเฉพาะการทำธุรกรรมข้ามประเทศที่จะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น

การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบนี้จะเริ่มจากสถาบันการเงินก่อน แล้วจึงค่อยขยายตัวสู่ผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งต่างจากเส้นทางของ Mobile Payment ที่ผู้บริโภคเป็นผู้ขับเคลื่อนตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตามไม่ได้หมายความว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะน้อยกว่า เพราะวันนี้ Stablecoin ในระดับโลกมีมูลค่าธุรกรรมระดับล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และกำลังถูกใช้จริงในการซื้อขายสินทรัพย์ การโอนเงินข้ามประเทศ และระบบชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์

Stablecoin และ Tokenization พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถลดเวลาการชำระเงินจากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่นาที ซึ่งจุดนี้จะกลายเป็นโอกาสให้กับภูมิภาคอาเซียนที่มีการโอนเงินข้ามพรมแดนมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี รวมถึง “ไทย” ที่มีศักยภาพสูงในการเป็น “ผู้เล่นคนสำคัญ” ของระบบ Danny กล่าว

เมื่อ TradFi + DeFi ไม่ใช่คู่แข่ง แต่คือพันธมิตร

ปัจจุบันกว่า 90% ของธนาคารกลางทั่วโลกกำลังศึกษาสกุลเงินดิจิทัล และในเอเชียหลายประเทศเริ่มเข้าสู่การใช้งานจริง และสำหรับประเทศไทยนับว่าเป็นกรณีศึกษาของ “ผู้เล่นที่พร้อม” ทั้งจากบทบาทเชิงรุกของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีโครงการด้านสกุลเงินดิจิทัลและการชำระเงินข้ามพรมแดนที่ชัดเจน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน และการลงทุนของธนาคารพาณิชย์ใน Blockchain และ Digital Token

Danny กล่าวว่า บริบทของไทยในตอนนี้กำลังสะท้อนภาพการผสานกันของสินทรัพย์ดิจิทัลในระบบการเงินแบบดั้งเดิมที่ชัดเจนที่สุด และทำให้ไทยกลายเป็นสนามที่น่าจับตาไม่แพ้ใคร คือ ท่าทีของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของไทยที่ไม่ได้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนี้เลย แต่กลับเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ “ลงทุนจริง” ในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ธนาคารกสิกรไทยและธนาคารไทยพาณิชย์ที่ลงทุนในการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลจนกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาค ขณะที่ผู้เล่นฟินเทคก็ช่วยขยายการเข้าถึงและเร่งนวัตกรรมในระดับผู้ใช้งาน ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเคลื่อนจากการเก็งกำไรสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่แท้จริง

“ครั้งหนึ่งฟินเทคเคยถูกมองว่าจะมาแทนที่ธนาคาร แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราเห็นอีกต่อไปแล้ว ธนาคารไม่ได้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง แต่กำลังลงทุนเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของระบบใหม่ และสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้มาเพื่อดิสรับต์ แต่กำลังผนวกเป็นส่วนหนึ่งของระบบเดิมเช่นกัน การหลอมรวมนี้จะสร้าง “Financial Stack” หรือกลไกทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่ทั้งสองฝั่งเต็มเติมซึ่งกันและกัน ทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดทิศทางการเงินยุคต่อไป”

สามปัจจัยตัดสินอนาคต

Danny กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ไทยเคยเห็นการ Adoption แบบก้าวกระโดด แต่กับสินทรัพย์ดิจิทัลมีปัจจัยที่ต่างออกไป โดยปัจจัยแรกและสำคัญที่สุด คือ “ความน่าเชื่อถือ” เพราะหากไม่มีความน่าเชื่อถือ การยอมรับในวงกว้างก็จะไม่เกิดขึ้น โดยความน่าเชื่อถือในที่นี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่ต้องการโครงสร้างกฎระเบียบที่แข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย และการกำกับดูแลที่ชัดเจน โดยเฉพาะในการบูรณาการระบบกระจายศูนย์ (Decentralized Finance) เข้ากับระบบการเงินดั้งเดิม ซึ่งต้องการความชัดเจนเรื่องความรับผิดชอบสูงมาก

ปัจจัยที่สอง คือ “ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ” โดย Danny ยกย่องบทบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ว่ามีแนวทางที่ก้าวหน้าและสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ก็มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งสองสถาบันทำงานถือเป็นแกนกลางของการเปลี่ยนผ่านที่ร่วมสร้างระบบนิเวศที่สมดุลระหว่างนวัตกรรมและการคุ้มครองผู้บริโภค

ปัจจัยที่สาม คือ “การศึกษาและความเข้าใจ” จากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เพราะสินทรัพย์ดิจิทัลจะเข้ามาแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ซึ่งผู้บริโภคยังไม่คุ้นเคย การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในวงกว้างจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้การยอมรับเติบโตได้อย่างยั่งยืน

โอกาสในการเขียนบทใหม่ของภาคการเงินไทย

Danny ปิดท้ายด้วยภาพอนาคตของโลกการเงินและเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ โดยระบุถึง 5 เทรนด์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางต่อไป ตั้งแต่เรื่อง AI ที่จะเข้ามาเสริมความชาญฉลาดให้กับโครงสร้างพื้นฐานและพาโลกเข้าสู่ยุคของ Agentic Finance ที่การชำระเงินจะถูกดำเนินการโดยอัตโนมัติ โมเดลสินเชื่อจะอัปเดตแบบเรียลไทม์ และบริการทางการเงินจะ Proactive มากขึ้น เพราะ AI คือ เลเยอร์ที่เชื่อมและขยายทั้งสองโลกเข้าหากัน

โดยเขาเปิดเผยว่า จากการสำรวจผู้บริหารฟินเทค กว่า 150 รายทั่วภูมิภาคของ Money20/20 พบว่า ปัจจุบัน AI กำลังเคลื่อนจากการทดลองสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง และกำลังก้าวจากงานด้านประสิทธิภาพพื้นฐานอย่างการตรวจจับการฉ้อโกงหรือแชตบอตไปสู่การตัดสินใจและการดำเนินการในระดับที่ซับซ้อนขึ้นมากยิ่งขึ้น

ต่อเนื่องด้วยเรื่องของ Embedded Finance ที่จะกลายเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะหลอมรวมเข้ากับแพลตฟอร์มในชีวิตประจำวัน การชำระเงินข้ามพรมแดนที่จะราบรื่นโดยมีภูมิภาคเอเชียเป็นผู้นำ สินทรัพย์ดิจิทัลที่จะบูรณาการเข้าระบบด้านการชำระเงินและสภาพคล่อง และ Financial Inclusion ที่จะกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่แท้จริง

โดย Danny ชี้ให้เห็นว่า แม้อาเซียนจะมีการเข้าถึงบริการการเงินสูงขึ้นมาก แต่ยังมีช่องว่างด้านการเงินสูงถึง 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.6 ล้านล้านบาท และเทคโนโลยีการเงินใหม่จะเข้ามาเปิดประตูให้กับ SMEs และประชากรที่เคยเข้าไม่ถึงระบบการเงินได้เข้าถึงสินเชื่อ เข้าถึงตลาด สร้างโอกาสการลงทุนใหม่ และเติบโตได้ในแบบที่ระบบการเงินดั้งเดิมไม่เคยทำได้ เพราะ “สิบปีที่ผ่านมา คือ การสร้างฟินเทค และสิบปีต่อจากนี้ คือเรื่องของผลกระทบที่แท้จริงต่อชีวิตผู้คน”   

สำหรับประเทศไทย การหลอมรวมของสองโลกนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีหรือเทรนด์โลก แต่ช่วงเวลานี้จะกลายเป็นโอกาสเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ เพราะ เมื่อโครงสร้างพื้นฐานพร้อม ภาคธนาคารแข็งแรง หน่วยงานกำกับดูแลมีบทบาทเชิงรุก และผู้บริโภคเปิดรับนวัตกรรม ทั้งหมดนี้จะทำให้ไทยมีโอกาสก้าวจาก “Fast Adopter” สู่ “Regional Leader” ที่สามารถนิยามบทบาทใหม่ของตัวเองในระบบการเงินยุคถัดไป 

ในปีนี้ Money20/20 Asia ที่มาธีม From Infrastructure to Impact (Where Technology Meets Humanity) หรือ "จากโครงสร้างพื้นฐานสู่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง” จึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรม จากเดิมที่โฟกัสว่าเทคโนโลยีทำอะไรได้ ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่า คือ เทคโนโลยีนั้นสร้างผลกระทบอะไรได้จริง นอกจากนี้ภายในงานยังมีโซนใหม่ที่เรียกว่า "The Intersection" ที่ถูกออกแบบมาเพื่อนำผู้เล่นทุกฝ่าย ทั้งสถาบันการเงินดั้งเดิมและผู้เล่นหน้าใหม่ให้มาพบปะและร่วมมือกันโดยเฉพาะ

ทั้งหมดนี้สะท้อนทิศทางของโลกฟินเทคที่กำลังก้าวไปสู่เฟสใหม่อย่างจริงจัง ในภาพใหญ่เมื่อโลกการเงินแบบดั้งเดิม และสินทรัพย์ดิจิทัลเชื่อมเข้าหากันมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงจะไม่ได้หยุดแค่ในระดับเทคโนโลยี แต่จะขยายไปสู่การสร้างผลลัพธ์จริงในระบบเศรษฐกิจ ทั้งสำหรับประเทศไทยและเอเชียในทศวรรษถัดไปหลังจากนี้ 

ติดตามความเคลื่อนไหว Money20/20 Asia ปีนี้เพิ่มเติมได้ที่ Money20/20 Asia 2026


อ่านเพิ่มเติม 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   


Author

พิมพ์ชญา ภมรพล

พิมพ์ชญา ภมรพล
from digital economies to the art of brand identity