
ฟินเทคในเอเชียแปซิฟิกก้าวสู่ระยะเติบโตเต็มตัวในปี 2026 หลังผ่านยุคทดลอง
รายงานใหม่จากเวทีฟินเทคระดับโลก Money20/20 Asia ที่จะจัดขึ้นวันที่ 21-23 เมษายนนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สะท้อนภาพชัดว่า ระบบนิเวศฟินเทคในเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ก้าวพ้นยุคทดลองนวัตกรรม เข้าสู่ระยะขยายตัวเต็มรูปแบบอย่างจริงจัง จากการสำรวจผู้บริหารระดับสูงกว่า 130 รายทั่วภูมิภาค รายงานชี้ว่า ปี 2026 จะเป็นปีแห่งการ “ลงมือทำในระดับอุตสาหกรรม” ไม่ใช่แค่โครงการนำร่องอีกต่อไป
“ฟินเทคในเอเชียแปซิฟิก ก้าวพ้นระยะทดลองสู่การลงมือทำจริงและการเติบโตเต็มตัว ภูมิภาคนี้กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่รวดเร็ว ปลอดภัย และครอบคลุมมากขึ้น และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเอเชียแปซิฟิกจะส่งผลต่อทิศทางของระบบการเงินโลก อาเซียนยังเป็นเป้าหมายหลัก แม้การแข่งขันสูงขึ้น" Ian Fong, VP of Content ของ Money20/20 Asia กล่าว
แม้สัดส่วนองค์กรที่เลือกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเป้าหมายการเติบโตหลักจะลดลงจาก 31.4% เหลือ 22.9% แต่ภูมิภาคนี้ยังคงครองสถานะ “Growth Engine” ของ APAC
อินไซต์สำคัญ คือ การลดลงของสัดส่วนไม่ได้สะท้อนการชะลอตัว แต่สะท้อนว่าตลาดเติบโตมาระยะหนึ่งและมีการแข่งขันสูงขึ้น ขณะที่ผู้เล่นจำนวนมากได้ปักธงลงทุนไปแล้วในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา กล่าวอีกนัยหนึ่ง อาเซียนไม่ใช่ตลาดใหม่ที่ต้องทดลองอีกต่อไป แต่เป็นสนามที่ต้องวัดกันด้วยประสิทธิภาพ การสร้างพันธมิตร และความเข้าใจบริบทท้องถิ่น
หนึ่งในตัวเลขที่ชัดที่สุดของรายงาน คือ 90.6% ของผู้บริหารระบุว่า “การเข้าถึงบริการทางการเงิน” ไม่ได้เป็นเพียงงาน CSR อีกต่อไป แต่เป็นแกนกลางของกลยุทธ์องค์กร ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของฟินเทคอาเซียน
ภูมิภาคนี้ยังมีประชากรกว่า 2.1 พันล้านคนทั่วโลกที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินอย่างเพียงพอ และในเอเชียใต้ตลอดจนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งผู้ให้บริการสินเชื่อดิจิทัลกำลังใช้ข้อมูลทางเลือก โมเดลมือถือเป็นศูนย์กลาง (mobile-first) และโซลูชัน embedded finance เพื่อเจาะกลุ่มที่ระบบดั้งเดิมเข้าไม่ถึง
อีกตัวเลขที่น่าสนใจ คือ 72.9% มองว่าโซลูชันฟินเทคสำหรับ SMEs จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของภูมิภาค นั่นหมายความว่า การเติบโตระยะถัดไปจะไม่ได้มาจากผู้บริโภครายย่อยเพียงอย่างเดียว แต่จะมาจากการเสริมพลังผู้ประกอบการ
อีกหนึ่งอินไซต์สำคัญ คือ บทบาทของ Stablecoin และสินทรัพย์โทเคนดิจิทัลในระดับสถาบันที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยได้รับแรงหนุนจากกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนขึ้นในสิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 17.9% มองว่า Blockchain และ DLT เป็นเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่มีอิทธิพลสูง รองจาก AI เท่านั้น ประเด็นนี้สะท้อนว่า Stablecoin กำลังขยับจากพื้นที่คริปโตสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินจริง เช่น การโอนเงินข้ามประเทศ การบริหารสภาพคล่อง และ Treasury management ขององค์กร
หนึ่งในอินไซต์ที่สำคัญที่สุดจากรายงาน คือ การที่ “ความเชื่อมั่นทางดิจิทัล” (Digital Trust) กำลังกลายเป็นตัวแปรชี้ชะตาการเติบโตของฟินเทคในเอเชียแปซิฟิก รายงานระบุว่า แม้ 61.2% ขององค์กรจะนำ AI มาใช้แล้ว แต่ในอีกด้าน 63.5% ของผู้นำอุตสาหกรรมกลับระบุว่า “การป้องกันการทุจริต” คือ ความสำคัญอันดับหนึ่งในการดำเนินงานปี 2026 สะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่ายิ่งระบบการเงินดิจิทัลเติบโตเร็วเท่าไร ความเสี่ยงยิ่งเติบโตเร็วเท่านั้น
ภาพใหญ่จากรายงานชี้ชัดว่า อาเซียนจึงไม่ได้เป็นเพียงตลาดผู้ใช้ปลายทาง แต่กำลังกลายเป็นพื้นที่ทดลอง “โครงสร้างการเงินยุคใหม่” ที่ผสานสินทรัพย์ดิจิทัลกับระบบกำกับดูแลแบบดั้งเดิม วันนี้ภูมิภาคนี้กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานการเงินที่ขับเคลื่อนด้วย AI เชื่อมระบบการชำระเงินข้ามพรมแดนอย่างไร้รอยต่อ ผสานสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่ตลาดที่มีกฎระเบียบรองรับ และใช้ “Financial Inclusion” เป็นกลไกการเติบโตทางธุรกิจ
และในบริบทใหม่นี้ ไม่มีองค์กรใดเติบโตได้ลำพัง ธนาคารต้องจับมือกับสตาร์ทอัพ แพลตฟอร์มเทคโนโลยีต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ให้บริการชำระเงินต้องเชื่อมต่อกันในระดับภูมิภาค ความร่วมมือจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นกลไกหลักของการขยายตัว
“นวัตกรรมระยะถัดไปจะไม่ได้วัดกันแค่ความล้ำของเทคโนโลยี แต่จะวัดจากความสามารถในการเดินหน้าทางเทคโนโลยีควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม” Fong กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเติบโตของฟินเทคในเอเชียแปซิฟิกกำลังพิสูจน์ว่าการทำกำไรและการขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน อาเซียนจึงไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่เติบโตเร็ว แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นต้นแบบของการพัฒนาและกำกับดูแลระบบการเงินยุคใหม่ในระดับโลก
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -