เอเชียนำโลกฟินเทค ปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจ 2026 ยุคใหม่ TradFi × DeFi หลอมรวมไร้รอยต่อ

Tech & Innovation

Digital Assets

พิมพ์ชญา ภมรพล

พิมพ์ชญา ภมรพล

Tag

เอเชียนำโลกฟินเทค ปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจ 2026 ยุคใหม่ TradFi × DeFi หลอมรวมไร้รอยต่อ

Date Time: 23 เม.ย. 2569 16:11 น.

Video

หุ้นไทยกำลังฟื้น vs หุ้นนอกกำลังลง เลือกอะไรดี? | Money Issue EP.47

Summary

งาน Money20/20 Asia 2026 ในกรุงเทพฯ เน้นย้ำการเปลี่ยนจากโครงสร้างพื้นฐานสู่ผลกระทบจริงต่อผู้คน

  • ผู้เข้าร่วมงานจาก 87 ประเทศ เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน โดย 70% มาจากเอเชีย
  • การเงินดั้งเดิม (TradFi) และ DeFi กำลังหลอมรวมสู่ระบบนิเวศใหม่
  • ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินอย่างต่อเนื่อง
  • AI และ Fintech เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในเอเชีย

งาน Money20/20 Asia 2026 ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ปีนี้ ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าศูนย์กลางของนวัตกรรมทางการเงินได้ขยับมาสู่เอเชียอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังบ่งชี้ถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการเงินโลกอีกด้วย

ปี 2026 คือช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมกำลังก้าวข้ามจาก "การสร้าง" ไปสู่ "การสร้างผลลัพธ์จริง" ภายใต้ธีม From Infrastructure to Impact ผู้เล่นในตลาดไม่ได้มุ่งเน้นเพียงโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบการชำระเงิน แพลตฟอร์ม หรือเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่กำลังให้ความสำคัญกับคำถามที่มีนัยสำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ เทคโนโลยีเหล่านี้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและชีวิตผู้คนได้จริงหรือไม่

ในพิธีเปิดงาน Tracey Davies ประธานของ Money20/20 กล่าวว่า อดีตโลกการเงินเคยมองไปยังฝั่งตะวันตกเพื่อค้นหาอนาคต แต่วันนี้ "ไอเดีย ขนาด และโมเมนตัม" ของอุตสาหกรรมกำลังเกิดขึ้นในเอเชีย โดยปีนี้งานเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ มีผู้เข้าร่วมจาก 87 ประเทศ เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน และกว่า 70% ของผู้เข้าร่วมทั้งหมดมาจากเอเชีย นอกจากนี้ยังมีผู้เข้าร่วมกว่า 4,000 คน เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% จากปีที่ผ่านมา และมีบริษัทเข้าร่วมกว่า 1,400 แห่ง ครอบคลุมตั้งแต่สถาบันการเงินระดับโลก ฟินเทคที่กำลังเติบโต นักลงทุน ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงหน่วยงานกำกับดูแลกว่า 80 แห่งที่มารวมตัวเพื่อทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด

"จุดผสานสองโลกการเงิน" TradFi × DeFi

หนึ่งในภาพการเปลี่ยนผ่านของโลกการเงินที่ชัดเจนที่สุดในงานครั้งนี้ คือ การที่เส้นแบ่งระหว่างการเงินดั้งเดิม (TradFi) และการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและสินทรัพย์ดิจิทัล (DeFi) กำลังเลือนหายไป เนื่องจากทั้งสองโลกกำลังหลอมรวมสู่ "ระบบนิเวศใหม่" ที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ

ภายในงานมีเวทีเฉพาะที่เจาะลึกประเด็นนี้โดยตรง โดยเน้นไปที่ความร่วมมือระหว่างธนาคารดั้งเดิมกับบริษัทเทคโนโลยีรุ่นใหม่ การนำเทคโนโลยีอย่าง AI และบล็อกเชนมาใช้งานจริง ตลอดจนการทดลองและพัฒนาโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ในระบบการเงิน

Scarlett Sieber ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์และการเติบโตของ Money20/20 อธิบายผ่านการเปิดตัวหนังสือ "The New Intersection of Money : Where TradFi and DeFi Converge" ว่า อุตสาหกรรมกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ธนาคาร สถาบันการเงิน และบริษัทเทคโนโลยีต้องทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศการเงินที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ

เธออธิบายเพิ่มเติมว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมการเงินมุ่งเน้นไปที่การสร้างรากฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบ โครงสร้างพื้นฐาน แพลตฟอร์ม หรือโครงข่ายต่าง ๆ แต่วันนี้ภูมิภาคเอเชียได้ก้าวข้ามจุดนั้นไปแล้ว และกำลังให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อชีวิตผู้คน ไม่ว่าจะเป็นวิธีที่ผู้คนจ่ายเงิน กู้ยืม ออม ลงทุน ซื้อขาย และโอนเงินข้ามพรมแดน

มากไปกว่านั้นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน คือ นิยามของ "เงิน" ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ในมุมมองต่ออนาคต เงินไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบกายภาพอีกต่อไป แต่สามารถอยู่ในรูปแบบดิจิทัล โทเคน หรือสินทรัพย์รูปแบบใหม่อย่าง Stablecoin ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง คือ "ความเชื่อมั่น (Trust)" เพราะไม่ว่าเงินจะอยู่ในรูปแบบใด มูลค่าจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้ใช้เชื่อมั่นในระบบนั้น ด้วยเหตุนี้งานปีนี้จึงให้ความสำคัญอย่างมากกับบทสนทนาเกี่ยวกับกฎระเบียบ นโยบาย และการกำกับดูแล เพื่อให้มั่นใจว่าระบบการเงินรูปแบบใหม่ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส

ความเคลื่อนไหวสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ความร่วมมือระหว่าง Money20/20 และ FXC Intelligence ในการเปิดตัวรายงาน "The New Era of Asia's Cross Border Payments" ซึ่งคาดการณ์ว่าตลาดการชำระเงินข้ามพรมแดนในเอเชียจะเติบโตแตะ 24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 776 ล้านล้านบาท ภายในปี 2576

รายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านจากโครงการนำร่องไปสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ ระบบการชำระเงินแบบเรียลไทม์ (Real-time Payments) การเชื่อมต่อโครงสร้างพื้นฐานระหว่างประเทศ และเทคโนโลยีใหม่อย่าง Stablecoin และ AI ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Cross-Border Payment หรือการชำระเงินข้ามพรมแดนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของตลาด โดยหลายองค์กรได้เปิดตัวความร่วมมือและโซลูชันใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความรวดเร็วของธุรกรรมระหว่างประเทศ

ไทยโดดเด่น ทั้งภาครัฐ ธนาคาร และสตาร์ทอัพ

สำหรับประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพจัดงาน Money20/20 ต่อเนื่องเป็นปีที่สาม Tracey Davies กล่าวว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมาไทยมีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด ทั้งในแง่จำนวนผู้เข้าร่วมงานที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ในปีนี้ และจำนวนผู้สนับสนุนที่เพิ่มขึ้นจาก 105 รายในปีที่ผ่านมา เป็น 150 รายในปีนี้ รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐและธนาคารกลาง ตลอดจนการมีส่วนร่วมของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่และสตาร์ทอัพ

ปีนี้ยังได้รับแรงสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากธนาคารชั้นนำของไทย โดยผู้บริหารจากธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย ต่างขึ้นเวทีในฐานะวิทยากรหลัก พร้อมด้วยตัวแทนจากสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมบนเวทีระดับนานาชาติ สะท้อนถึงความพร้อมของระบบนิเวศการเงินในประเทศได้เป็นอย่างดี

ในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ประเทศไทยมีบทบาทเชิงรุกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเชื่อมต่อระบบ PromptPay กับระบบการชำระเงินของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค เช่น PayNow ของสิงคโปร์ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งของระบบการเงินในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน

ในเวทีเดียวกัน ร.วโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานนโยบายการคลัง กระทรวงการคลัง ได้ฉายภาพประเทศไทยที่ก้าวข้ามการสร้างเพียงโครงสร้างพื้นฐาน และกำลังมุ่งหน้าสู่การสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่โปร่งใสและดึงดูดการลงทุน พร้อมเน้นย้ำถึงศักยภาพและยุทธศาสตร์ในการผลักดันไทยให้เป็น "ศูนย์กลางทางการเงินระดับโลก" (Global Financial Destination)

จุดแข็งของประเทศไทยอยู่ที่ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับตลาดโลกและแหล่งทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่พิสูจน์ความสำเร็จมาแล้ว 

นอกจากนี้ไทยยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยผ่านโครงการ "Connect the Dots" ซึ่งเป็นกรอบการทำงานเพื่อบูรณาการข้อมูลทางการเงินสำหรับป้องกันอาชญากรรมทางการเงินระดับสากล ควบคู่กับมาตรการจูงใจจากภาครัฐ อาทิ สิทธิประโยชน์ด้านภาษีภายใต้ International Business Center (IBC) การยกเว้นภาษีและข้อลดหย่อนจาก BOI และวีซ่าพำนักระยะยาว 10 ปี (LTR Visa) ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประเทศไทยจากจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว ไปสู่ศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมและการลงทุน

ด้าน ดาราณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายยุทธศาสตร์และโครงการพิเศษ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ฺBank of Thailand : BOT) ได้ขึ้นเวทีนำเสนอวิสัยทัศน์ "Humanize Finance" หรือการทำให้การเงินมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น โดยนำการบูรณาการข้อมูลทางการเงินของคนไทยมาสร้างประโยชน์และโอกาสที่แท้จริงให้กับทุกคน ด้วยเป้าหมายสูงสุดในการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกที่จับต้องได้ ทำให้ระบบการเงินมีความปลอดภัย ครอบคลุม และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ประเด็นนี้สอดคล้องกับวาระระดับโลก และจะถูกขยายความเพิ่มเติมในการประชุมประจำปีของ IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ ในเดือนตุลาคมปีนี้

FinTech ปลดล็อกโอกาสมหาศาลทางเศรษฐกิจ

ในระยะ 3–5 ปีข้างหน้า แนวโน้มสำคัญที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คือ AI จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกต่ออุตสาหกรรมในวงกว้าง ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราวอีกต่อไป ขณะที่การบรรจบกันของ TradFi และ DeFi หรือในอีกมุมมองหนึ่งคือ Web2 และ Web3 จะยิ่งชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะสร้างโอกาสใหม่ให้กับทั้งผู้เล่นรายใหม่และองค์กรดั้งเดิม โดยเฉพาะธนาคารดั้งเดิมที่เริ่มเปิดรับและเรียนรู้จากเทคโนโลยีอย่าง AI และโซลูชันจากบริษัทฟินเทค เพื่อนำไปพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว ภาพรวมของประกาศและทิศทางต่าง ๆ ในปีนี้สะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการเงินกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่เทคโนโลยี กฎระเบียบ และความร่วมมือระหว่างองค์กรทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิด เพื่อยกระดับระบบการเงินให้รวดเร็ว เชื่อมโยง และเข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น พร้อมรับมือกับความเสี่ยงในโลกที่ผันผวน และเตรียมพร้อมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้น "FinTech" หรือเทคโนโลยีทางการเงิน กำลังก้าวพ้นจากการเป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ มาสู่การเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งถูกมองว่าเป็นภูมิภาคที่ขับเคลื่อน Financial Inclusion อย่างจริงจังและครอบคลุม ไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนบัญชีธนาคาร แต่รวมถึงการเข้าถึงสินเชื่อของธุรกิจขนาดเล็ก โอกาสของผู้หญิงในระบบการเงิน ไปจนถึงการยกระดับสุขภาพทางการเงินของผู้คนได้อย่างแท้จริง


อ่านเพิ่มเติม


ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   






Author

พิมพ์ชญา ภมรพล

พิมพ์ชญา ภมรพล
from digital economies to the art of brand identity