ชีวิตของครูพละหนุ่ม ชาวนครสวรรค์ กำพล ทองบุญนุ่ม ประสบชะตากรรมพลิกผันอย่างสิ้นเชิงในปี 2522 จากกระโดดพุ่งหลาวลงสระน้ำในวิทยาลัยพลศึกษา จ.อ่างทอง แล้วศีรษะพลาดไปกระแทกกับพื้นสระ ทำให้กระดูกต้นคอข้อที่ 5 หักไปถูกไขสันหลัง กลายเป็นอัมพาต ต้องพิการไปตลอดชีวิต ร่างกายสามารถใช้งานได้เพียง 20% ของคนปกติทั่วไปจากผู้สอบได้ที่ 1 ของวิทยาลัยพลศึกษาอ่างทอง กลายเป็นคนพิการชั่วคืนเดียว พบชีวิตที่ทุกข์แสนสาหัส หาทางออกไม่ได้ จึงหันหน้าเข้าหาธรรมะ ตลอดระยะเวลา 16 ปีหลังจากพิการท่านได้พยายามศึกษาธรรมะเพื่อหาทางดับทุกข์ ด้วยการอ่านหนังสือ และฟังเทปธรรมะอยู่ที่บ้าน แต่ไม่สามารถดับทุกข์ให้แก่ตนเองได้จนมาวันหนึ่งท่านเขียนจดหมายไปหาหลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ วัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ หลวงพ่อได้เมตตาชี้แนะผ่านมาทางจดหมาย อ.กำพลก็น้อมนำคำสอนจากหลวงพ่อมาปฏิบัติ เริ่มปฏิบัติธรรมด้วยการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวตามแนวทางของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ อาจารย์ของหลวงพ่อคำเขียน ท่านสอนให้ทำความรู้สึกตัว โดยการนอนพลิกมือคว่ำและหงายสลับไปมา และให้รู้สึกตัวทุกขณะที่มือขยับเคลื่อนไหว จากจิตใจที่เคยส่งออกนอกตัว ฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ เหมือนคนทั่วไป สามารถกลับมาอยู่กับความรู้สึกตัวในการเคลื่อนไหวมืออย่างมีสติ ตามธรรมะในสติปัฏฐานที่ว่า “รู้กายเคลื่อนไหว รู้ใจคิดนึก”หลังจากนั้นราว 1 เดือน อ.กำพลพบว่าจิตใจเบาสบายขึ้นมาก จึงมุ่งมั่นเจริญสติในชีวิตประจำวันที่บ้านด้วยการทำความรู้สึกตัว จนกระทั่งวันหนึ่งท่านสามารถพูดได้ว่า “ผมลาออกจากความทุกข์แล้ว”อ.กำพลได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรบรรยายธรรมตามสถานที่ต่างๆ ทั้งจากหน่วยงานของภาครัฐ ภาคเอกชน วัด ชมรมต่างๆ และออกรายการโทรทัศน์ เช่น รายการเจาะใจ รายการคนค้นฅน เป็นต้นพ.ศ.2550 ได้รับรางวัล “สื่อสร้างเสริมสุขภาพจิต” สาขาสื่อบุคคล จากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ.2551 ได้รับรางวัล “คนพิการตัวอย่าง” จากสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2555 ได้รับรางวัล “คนค้นฅน อวอร์ด” สาขาผู้สร้างแรงบันดาลใจในปีเดียวกันได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรอบรมการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวให้แก่ชาวจีน ที่วัด LiuZu เมือง Sihui มณฑล Guangdong สาธารณรัฐประชาชนจีน พ.ศ.2556 ได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรอบรมการเจริญสติ ที่วัด Xi Yi Chan Si เมือง Ningbo มณฑล Shanghai สาธารณรัฐประชาชนจีนตัวอย่างคำสอนของท่าน...“คิดอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าคิดอย่างเดียว 16 ปีแรกที่ผมศึกษาเรื่องนี้ก็คงบรรลุธรรมไปนานแล้ว คือที่ผ่านมาความคิดของเรามันไม่ถูกต้องไง เราไปเชื่อว่าคนพิการนั้นปฏิบัติไม่ได้ เราไม่ได้ไปบวช ไปอยู่วัดเหมือนกระแสเขา เราอยู่บ้าน ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แล้วเราจะปฏิบัติธรรมได้อย่างไร แต่เมื่อถึงเวลาที่ทุกข์จนพอเพียง มันคิดได้ว่าการปฏิบัติธรรมนั้นไม่ได้ปฏิบัติทางกายอย่างเดียว ใจต่างหากที่สำคัญ เอาล่ะเมื่อเราไปวัดไม่ได้ เราก็ทำในสภาพพิการเช่นนี้แหละ ยอมรับตามอัตภาพของเรา ไม่ต้องเหมือนกัน พอเราคิดแบบนี้เราก็ทำเท่าที่เราทำได้ เพราะเราเชื่อว่าสิ่งทั้งหลายที่เป็นธรรม มันเป็นบุญกุศลทั้งนั้น เหมือนยาที่มันขมดูแล้วไม่อร่อยแต่ก็มีประโยชน์”“ผมเดินไม่ได้ก็ยังเดินไม่ได้เหมือนเดิม แต่ใจผมจะไปไหนก็ได้ ถึงบอกว่าผมเดินด้วยใจ แต่เวลาไปไหนไปด้วยล้อเลื่อน มันแยกกันทำงาน เมื่อใจดีแล้วถึงโลกจะเลวร้ายเราก็สามารถมองให้เป็นประโยชน์แก่ตัวเองได้ เหมือนปุ๋ยมันเกิดจากอะไร เกิดจากของเหม็นเน่า คนไม่ชอบ แต่สิ่งที่เหม็นเน่าหมักหมมมันเป็นก็เป็นปุ๋ยได้ ถ้ารู้จักมอง เหมือนกันความพิการก็ใช่ว่าจะไม่เป็นประโยชน์ ถ้าไม่พิการแล้วเราจะมาสนใจธรรมทำไม”“ผมมีอิริยาบถแค่ 2 คือ นอนกับนั่ง ยืนกับเดินไม่ได้ เวลานอนปฏิบัติ เมื่อง่วงก็ต้องอยู่กับความง่วง เวลาจิตฟุ้งซ่าน ลุกหนีไปผ่อนคลายอย่างคนอื่นก็ไม่ได้ ทุกอย่างมันจำกัดหมดเลย ความทุกข์หาง่าย ความสุขหายาก แต่ก็ขอบคุณความทุกข์นะ ผมก็ใช้ความทุกข์นี้ เอามาท้าทายความสามารถ เอาความทุกข์ที่มีอยู่ ไปแลกความไม่ทุกข์ คุ้มค่าไหม คุ้มค่านะ ญาติธรรมบางท่านทำบุญ 1 บาท อธิษฐานจะขอแลกกับนิพพานเลย ขอให้ได้นิพพาน สาธุ...ใส่ไป 1 บาท ส่วนผมเอาความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่ในตัวผมไปแลกกับความไม่ทุกข์ ผมว่าคุ้มค่านะ แล้วแลกได้ด้วย แลกด้วยความรู้สึกตัว เอาความรู้สึกตัวไปเห็นความทุกข์ซะ ทุกข์กายให้รู้สึกตัว เวลาจิตทุกข์คิดปรุงแต่งแลกด้วยความรู้สึกตัว ทุกครั้งที่รู้สึกตัวกลายเป็นผู้ดู เปลี่ยนเป็นความไม่ทุกข์ออกมาเห็นทุกข์ซะ เป็นผู้ดูทุกข์ ไม่ได้เป็นผู้ทุกข์ แลกได้” “ทุกข์มีไว้ให้รู้ ไม่ได้มีไว้ให้เป็น ทุกข์มีไว้ให้รู้ เราก็รู้เรื่อยไป ถ้าเราเข้าไปเป็นผู้ทุกข์เสียเอง แล้วใครจะเป็นผู้ดูทุกข์ เราก็เปลี่ยนเป็นผู้ดูทุกข์ซะ ปล่อยให้ความทุกข์เป็นสิ่งที่ถูกดู มันแลกได้ แลกด้วยความรู้สึกตัว”“ธรรมะลัดสั้นที่เป็นทางด่วนในระหว่างที่เรามีปัญหาหรือมีความเจ็บไข้ได้ป่วย อย่างเช่นว่า เรามีความป่วยไข้ จะเป็นโรคที่ร้ายแรงหรือเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรงก็ตาม ถ้าร่างกายมันเกิดป่วยไข้ เราก็มีปัญหา เราจะมีวิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้ ด้วยวิธีปฏิบัติแบบลัดสั้นง่ายๆ จำไว้ มี 3 ตัว คือ 3 ย. หรือ 3 ยอม ยอมที่ 1 ก็คือ เวลาที่เรามีความเจ็บไข้ได้ป่วยนี่ เราต้องรู้จักที่จะยอมรับความจริง ยอมรับในความป่วยไข้ของเราซะ แล้วก็หาวิธีแก้ไข เพียงแค่เรายอมรับเท่านั้นล่ะ ใจเราก็จะเบา จะรู้สึกสบายใจขึ้นมา เมื่อเรายอมรับความป่วยไข้ได้ แล้วเราก็แก้ไขความเจ็บไข้ได้ป่วย คือจะไปรักษา จะไปหาหมอ หายามาก็ตามแต่หากว่าเรารักษาแล้ว อาการมันไม่ดีขึ้น เราต้องใช้ ยอมที่ 2 คือ ยอมให้มันเป็นไป เมื่อมันรักษาไม่หาย ก็ปล่อยให้มันเป็นไป ถ้าเรารู้จักยอมให้มันเป็นไปดังนี้แล้ว ใจเราก็จะหมดภาระทางใจไปเลยยอมที่ 3 ก็คือ เราต้องรู้ว่า เมื่อยอมแล้วรักษาแล้วไม่ดีขึ้นไม่หายขึ้น ถึงคราวที่จะต้องตาย เราก็ต้องยอมตาย เอ้า! ตายก็ตาย ยอมที่ 3 สำคัญนะ ยอมตาย การทำใจที่จะยอมตายได้นั้น มันก็จะมีความรู้สึกทางจิตใจที่ว่า มันทำให้เกิดความกล้าหาญ ใจเราจะกล้าหาญและร่าเริง ตายก็ยอม ไม่เป็นไร เพราะฉะนั้น สูตร 3 ย. เป็นวิธีปฏิบัติสั้น เวลาเราป่วยไข้หรือเกิดปัญหานี่ มันใช้ได้ผลทันทีทันควันที่เราวางใจไว้ว่า เมื่อเกิดปัญหา เราก็รู้จักยอมรับความจริง เมื่อแก้ไขไม่ได้แล้ว เราก็ยอมให้มันเป็นไป สุดท้ายก็ยอมตาย ถ้าเราทำใจอย่างนี้ได้ละก็ ใจเราก็จะหมดภาระ จะกล้าหาญร่าเริง ทุกข์ก็จะไม่เกิด”“ผมยอมรับความจริง ยอมรับความเป็นไป และยอมรับความตาย”อ.กำพล ทองบุญนุ่ม เสียชีวิตอย่างสงบในวันเสาร์ที่ 23 เมษายน 2559 รวมสิริอายุ 60 ปี 11 เดือน 5 วัน ด้วยโรคมะเร็งตับ จากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีผ่านทางการได้รับเลือดเมื่อคราวที่ประสบอุบัติเหตุตั้งแต่ พ.ศ.2522 ตั้งแต่ อ.กำพลลาออกจากความทุกข์แล้ว ท่านได้อุทิศตนในการเผยแพร่ธรรมะจากประสบการณ์ และการปฏิบัติที่ได้ผลจริงตลอดมา จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต รวมระยะเวลา 17 ปี (พ.ศ.2542-2559)อ.กำพล ทองบุญนุ่ม ผู้มีจิตสดใสแม้กายพิการ ดังชื่อหนังสือของท่าน เป็นครูและแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ที่หวังความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง...บทความนี่ นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ รวบรวมและเรียบเรียง สรุป จากหนังสือ บทสัมภาษณ์ และคลิปรายการ.หมอดื้อคลิกอ่านคอลัมน์ “สุขภาพหรรษา” เพิ่มเติม