วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
อุ้ม 4 รัฐมนตรีอยู่ต่อ สมคิดให้ช่วยดันเศรษฐกิจ

อุ้ม 4 รัฐมนตรีอยู่ต่อ สมคิดให้ช่วยดันเศรษฐกิจ

  • Share:

ปชป.-พท.บี้หนัก แขวะธรรมาภิบาล ‘ธนาธร’ โอ่มีทีเด็ด ใช้ ‘รัฐสวัสดิการ’ สู้

“สมคิด” ลั่น 4 รมต.มีความสามารถ ตั้งใจทำงาน จำเป็นต้องอยู่ในรัฐบาลต่อ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจ ยันไม่เอาเปรียบเชิงการเมือง กฎหมายก็ไม่ได้ห้าม ทั้งยังมีระบบตรวจสอบหลายด้าน ส่วนตัวเองแก่แล้วอยากเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ “สนธิรัตน์” ลั่นจะโชว์มาตรฐานให้สูงกว่าเดิม ตอกอย่าคิดแต่เล่นเกมการเมือง “วิษณุ” ย้ำเป็นสิทธิ รมต.สังกัดพรรคทำ การเมืองนอกเวลาราชการได้ ชี้ ครม.สัญจรยังประชุมได้ “บิ๊กตู่” เตรียมบินลำพูน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์-ทำพิธีเรียกขวัญ แต่ไร้เงา 4 รมต.พลังประชารัฐ ร่วมขบวน กันข้อครหาเอาเปรียบเชิงการเมือง “มาร์ค” บี้ซ้ำ 4 รมต.ลาออก สวมหมวกใบเดียวพอ “ภูมิธรรม” ตามบี้ต่อมสำนึก “เทือก”เด้งเชือกดัน “บิ๊กตู่” ต่อตั๋วนายกฯ พท.ฉะปิดตาข้างนึงเปิดทาง “สุเทพ” เดินเกมการเมือง ยันเพื่อธรรมไม่ใช่นอมินี อนาคตใหม่เปิดแคมเปญรัฐสวัสดิการ ท้า “บิ๊กตู่” เปิดหน้ามาชนกันตรงๆ

หลังจากบรรดานักการเมืองรุมถล่มโจมตี 4 รัฐมนตรีที่มีชื่อปรากฏไปร่วมงานเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ พร้อมจี้ให้ลาออกเพื่อป้องกันการใช้ตำแหน่งด้านบริหารเอื้อประโยชน์เชิงการเมืองสร้างความได้เปรียบเลือกตั้งนั้น

“สมคิด” ยัน 4 รมต.ไม่เอาเปรียบ

เมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่กระทรวงการคลัง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีพรรคการเมืองเรียกร้องให้นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เลขาธิการพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รองหัวหน้าพรรค และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โฆษกพรรค ลาออกจากตำแหน่งว่า ลูกทีมเศรษฐกิจ 4 รัฐมนตรี มีประวัติการศึกษาดี เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ อยู่ในทีมเศรษฐกิจร่วมกันเป็นเวลานาน บุคคลเหล่านี้ตั้งใจทำงานการเมือง มองว่าไม่เอาเปรียบทางการเมืองเพราะมีระบบตรวจสอบหลายด้านอยู่แล้ว นับว่าเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดมาร่วมพัฒนาบ้านเมือง แม้ไม่ได้มีพื้นฐานมาจากการเมือง แต่มีความตั้งใจเข้ามาพัฒนาการเมือง จึงต้องการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ เข้ามาบริหารการเมือง เข้ามาสังกัดได้ทุกพรรค ไม่ว่าพรรคใด เพื่อพัฒนาการเมืองไทยให้เจริญ ลดปัญหาความขัดแย้ง

ลั่นจำเป็นต้องอยู่ต่อเพื่อดัน ศก.

“การที่ 4 รัฐมนตรีจำเป็นต้องอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะต้องการขับเคลื่อนโครงการลงทุนโครงการที่สำคัญหลายด้านต้องเร่งขับเคลื่อนออกไปให้เกิดความต่อเนื่อง อีกทั้งกฎหมายไม่ได้บังคับเอาไว้ เหมือนกับช่วงเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา รัฐบาลรักษาการยังต้องดำรงตำแหน่งบริหารบ้านเมืองต่อไป จึงควรให้กำลังใจบุคคลเหล่านี้” นายสมคิดกล่าว

กฎหมายไม่ห้ามก็คือไม่ผิด

ต่อมาเวลา 14.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมคิดแถลงว่า รัฐมนตรีทั้ง 4 คนเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ เป็นรุ่นน้องและลูกศิษย์ ต้องการทำงาน การเมืองเพื่อหวังทำให้การเมืองไทยดีขึ้น เราจึงควรสนับสนุนและควรให้การต้อนรับเพื่อเป็นตัวอย่างให้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมมากขึ้น จากที่ก่อนนี้คนรุ่นใหม่กลัวเดือดร้อนเลยหันหลังให้การเมือง ทั้งนี้เพื่อให้ได้คนมีคุณภาพเข้าสู่วงการเมือง ไม่ว่าจะไปอยู่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไทย หรือพรรคอื่นๆ เพื่อช่วยกันเปลี่ยนแปลงการเมืองสู่ทิศทางที่ดี จะได้ไม่วนเวียนอยู่กับการเมืองเก่าๆที่ทะเลาะกัน ควรก้าวข้าม อย่าขัดแย้งกันอีก เลือกตั้งให้ชาวโลกเห็นว่าประชาธิปไตยเราไปได้ และไม่ต้องกลัวจะเอาตำแหน่งไปสร้างความได้เปรียบ การเมืองตรวจสอบได้แต่ถ้ากฎหมายไม่ห้ามแสดงว่าไม่ผิด ส่วนที่ต้องเปิดตัวเพราะมีเงื่อนไขเวลา เมื่อเลือกตั้งยังไม่เกิดก็ขอให้รอเวลาที่เหมาะสมแล้วทั้ง 4 คนจะลาออก ช่วงนี้เขาต้องทำงานเต็มที่ต้องสานต่องาน เขาแยกเวลาออกอยู่แล้ว ตนเคยร่วมรัฐบาลที่อยู่จนครบเทอมก็ไม่มีปัญหา อยู่ที่ประพฤติกรรมของแต่ละคน

อ้างตัวแก่แล้วเปิดทางคนรุ่นใหม่

นายสมคิดกล่าวว่า ส่วนตนไม่ได้วางตัวเองไว้ตรงไหนในพลังประชารัฐ ปีนี้อายุ 65-66 แล้ว เป็นเวลาของคนรุ่นใหม่ เมื่อถามว่า นายอุตตมระบุนายสมคิดเป็นที่ปรึกษาทางใจ นายสมคิดตอบว่า ส่วนตัวเป็นที่ปรึกษาทางใจของคนจำนวนมาก ชี้ช่องดีๆให้ทั้งนั้น ชี้ช่องทางให้คนเลวไม่เป็น ทุกพรรคล้วนเป็นตัวแทนประชาชน เป็นเพื่อนกัน ไม่มีพรรคใดเป็นศัตรูกัน และรู้สึกดีใจที่หัวหน้าพรรคบางพรรคระบุควรโฟกัสที่นโยบาย เมื่อถามว่า จะเป็นกุนซือของพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า “ผมไม่ใช่กุนซือ ผมเป็นอาจารย์สมคิด ใช้ประโยชน์ผมได้ พยายามทำให้บ้านเมืองไป เท่าที่จะมีแรง ทำมาตั้งแต่หนุ่ม ตอนนี้แก่แล้ว” เมื่อถามว่า หากพรรคพลังประชารัฐเสนอให้เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯจะรับหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า “อย่าไปจินตนาการเลยนะ เป็นเรื่องอนาคต”

ขออย่าเพิ่งตัดสิน 4 รมต.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ ในขณะนี้ ว่า ถือเป็นเรื่องปกติที่พรรคการเมืองเดินสายทำกิจกรรมกัน ภายหลังรัฐบาลได้คลายล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ส่วนกรณีที่รัฐมนตรีในรัฐบาล 4 คนไปร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐนั้น เห็นว่าเรื่องนี้นายกฯได้แสดงความห่วงใยไปแล้ว รัฐมนตรีทั้ง 4 คน จะต้องระมัดระวังในการทำหน้าที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ต้องดูที่ตัวบทกฎหมาย ทุกคนอย่าไปคิดเอาเองว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด ให้ไปดูว่าทั้งหมดทำถูกกฎหมายหรือไม่ สิ่งนี้น่าจะเป็นตัวชี้วัดได้ดีที่สุด

“สนธิรัตน์” ลั่นจะโชว์มาตรฐานให้ดู

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า การตัดสินใจเข้าสู่การเมืองเป็นการตัดสินใจที่ลำบากอย่างยิ่ง แต่จะขอสานต่องานของกระทรวงพาณิชย์ในช่วงเวลาที่เหลืออีกไม่มากให้เสร็จสิ้น เวลาที่เหลือหากมีการปรับเปลี่ยนเจ้ากระทรวงจะทำให้การบริหารชะงักงันได้ ตนเข้าสู่การเมืองไม่คิดแบบนักการเมือง แต่คิดว่าต้องทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ อย่างไรก็ตามภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.อยู่ภายใต้เงื่อนเวลากำหนดบังคับใช้ไว้ 90 วัน โดยหลักการพรรคการเมืองยังทำอะไรไม่ได้นอกเหนือจากการรับสมัครสมาชิก ที่สำคัญพรรคพลังประชารัฐยังไม่ได้เป็นพรรคการเมืองตามกฎหมาย ดังนั้นการที่มีฝ่ายต่างๆ ออกมาเรียกร้องให้รัฐมนตรีภายในพรรคลาออก ก็รับฟังและตระหนักดีว่าการอยู่ในตำแหน่งของตนและรัฐมนตรีอีก 3 คน เหมือนสวมหมวก 2 ใบ ยืนยันว่าจะทำมาตรฐานสูงกว่าในอดีตของนักการเมืองที่เคยปฏิบัติมา ไม่ต้องกดดัน ขอให้ดูการทำงานของเราว่าตรงตามที่พูดไว้หรือไม่ ใช้ประโยชน์จากตำแหน่งได้หรือไม่ ยืนยันสามารถตรวจสอบได้

ตอกกลับอย่าเล่นแต่เกมการเมือง

“การลาออกเป็นเรื่องง่าย แต่ประโยชน์ของการลาออกในช่วงนี้คืออะไร หากว่าประโยชน์ไม่มากในฐานะผู้บริหารก็ต้องคิด อย่าเล่นแต่การเมือง แน่นอนว่าการเมืองก็ต้องกดดันให้ออก ซึ่งพูดกันทุกครั้ง ก็ขอให้ไปดูในอดีต กลุ่มการเมืองต่างๆ ในอดีตทำอย่างไร ยืนยันว่าจะทำให้ดีกว่าในอดีต อย่าคาดคั้นผมมาก เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เราจะทำดีกว่าความคาดหวังของหลายคน ผมตอบได้แค่นี้ ขอให้สบายใจ ไม่ได้ดื้อ หรือดึงดัน ส่วนสิ่งที่กังวลว่า ผมจะใช้ตำแหน่งเพื่อประโยชน์ต่อการหาเสียง ก็ขอให้ตามไปดูการทำงานของผม” นายสนธิรัตน์กล่าว

“วิษณุ” ย้ำเป็นสิทธิ รมต.สังกัดพรรค

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ 4 รัฐมนตรีเข้าร่วมงานการเมืองกับพรรคพลังประชารัฐว่า ตนเคยชี้แจงต่อที่ประชุม ครม.ว่า หากใครไปร่วมทำงานกับพรรคการเมืองจะต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ทั้งนี้รัฐมนตรีสามารถทำงานการเมืองนอกเวลาราชการได้ ถือเป็นสิทธิเสรีภาพ กรณีนี้ต้องดูทั้งด้านกฎหมายและความเหมาะสม เจ้าตัวและนายกฯ จะต้องพิจารณาว่ากระทบต่อการทำงานในฐานะที่ร่วมกับรัฐบาลหรือไม่ และที่สำคัญคนที่ไปทำงานการเมืองจะต้องไม่นำบุคลากร ทรัพย์สิน งบประมาณของราชการมาใช้ประโยชน์ทางการเมือง หากพบความผิดไม่จำเป็นต้องรอให้สื่อหรือใครมาจับจ้องขุดคุ้ย รัฐมนตรีทุกยุคสมัยทราบกฎเกณฑ์เหล่านี้ดี จะถูกเอกซเรย์ ไม่มีใครประมาทพลาดพลั้ง นอกจากความตั้งใจทำผิด

ถูก ม.44 พักงานลงสมัคร ส.ส.ได้

เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐบางคน อยู่ระหว่างการตรวจสอบความผิดตามคำสั่งมาตรา 44 ของ คสช. จะมาลงสมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ไม่ทราบว่ามีใครบ้างที่จะเป็นผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐ แต่ตามกฎหมายแม้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบก็สามารถสมัครรับเลือกตั้งได้ หากไม่ถูกให้ออกจากราชการ หรือหน่วยงานที่ทำงานด้วยเหตุความผิดทุจริต ดังนั้นการพักงานไม่ใช่การให้ออกด้วยเหตุทุจริต แต่หากตรวจสอบแล้วพบการทุจริตภายหลังได้รับเลือกตั้งก็จะต้องออก

ครม.สัญจรยังประชุมได้ตามปกติ

เมื่อถามว่า เมื่อมี พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง รัฐบาลควรงดการประชุม ครม.สัญจรหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ครม.มี 36 คน เวลานี้ไปเกี่ยวพันกับพรรคการเมือง 4 คน คิดว่าเหลือ 32 คนที่ไม่ได้เกี่ยวพันกับพรรค การเมือง ครม.ก็ยังสัญจรได้ตามปกติหากมีความจำเป็น ตามปฏิทินก็ยังมีการเตรียมการประชุม ครม.สัญจรอยู่ ส่วนเรื่องความเหมาะสมนั้น รัฐบาลมีความเหมาะสมที่ยิ่งใหญ่กว่า คือการบริหารราชการแผ่นดิน แก้ไขปัญหาตามนโยบายรัฐ และโรดแม็ป มิเช่นนั้นประเทศจะหยุดชะงัก และหากข้าราชการเห็นว่ารัฐมนตรีที่ไปทำงานการเมืองใช้ทรัพยากรรัฐบาล อย่างไม่ถูกต้องก็ไม่ต้องไปปฏิบัติตาม ส่วนจะเป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่นหรือไม่นั้น จะให้ทั้ง 4 คนหยุดทำงานคงไม่ได้ และทั้ง 4 คนก็ไม่ได้ ลงสมัครรับเลือกตั้งเอง แม้พรรคการเมืองจะมองว่าวันนี้รัฐบาลมีการล็อกพรรคการเมืองไว้ แต่ก็เป็นการล็อกทุกฝ่าย ทั้ง 4 รัฐมนตรีรู้มารยาทในการปฏิบัติตนดีไม่ต้องห่วง สำหรับตนนั้นไม่มีใครมาทาบทามให้ไปร่วมทำงานกับพรรคการเมือง จึงเหมือนจะเป็นคนอนาถอนาถาไม่มีคนสนใจ น่าแปลกมาก แต่ก็ไม่สนใจที่จะไปทำงานกับพรรคการเมืองอยู่แล้ว

“บิ๊กตู่” จัดคิวกราบพระ-เรียกขวัญ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีกำหนดเดินทางไปตรวจราชการ จ.ลำพูน ในวันที่ 3 ต.ค. โดยเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วยสายการบินไทยที่ TG102 ไปยังท่าอากาศยานเชียงใหม่ จากนั้นเดินทางโดยรถยนต์ไปยัง ต.ในเมือง อ.เมืองลำพูน เยี่ยมชมเส้นทางท่องเที่ยวเมืองรอง จ.ลำพูน ตามโครงการ “ไทยเที่ยวไทย ไทยยั่งยืน” โดยขบวนรถราง สักการะอนุสาวรีย์พระนางจามเทวี (องค์ปฐมกษัตริย์แห่งนครหริภุญไชย) วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร (ปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ภายในพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ) ทำพิธีสวดเรียกขวัญโดยพระเทพรัตนนายก เจ้าคณะจังหวัดลำพูน สักการะกู่ช้าง-กู่ม้า (สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวลำพูน ซึ่งเป็นสุสานช้างศึก-ม้าศึกคู่บารมีของพระนางจามเทวี) วัดมหาวันวรมหาวิหาร สักการะพระรอดลำพูน (พระนางจามเทวีอัญเชิญมาจากเมืองละโว้) เยี่ยมชมสถาบันผ้าทอหริภุญชัย แล้วไปยังชุมชนท่องเที่ยวบ้านหนองเงือก ต.แม่แรง อ.ป่าซาง พบปะประชาชน ซึ่งเป็น การลงพื้นที่ครั้งแรกหลัง พล.อ.ประยุทธ์ประกาศท่าทีสนใจการเมือง

ไร้ชื่อ 4 รมต.ร่วมคณะกันครหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคณะที่เดินทางไปกับนายกฯปรากฏว่า ไม่มีชื่อของนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ว่าที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ว่าที่เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าที่โฆษกพรรคพลังประชารัฐ และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว่าที่รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งปกติการลงพื้นที่ทุกครั้งจะมีนายอุตตม นายสนธิรัตน์ และนายกอบศักดิ์ ร่วมคณะด้วย โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้มีเพียง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายไพรินทร์ ชูโชติถาวร รมช.คมนาคม นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันข้อครหาใช้เวลาราชการเอาเปรียบทางการเมือง

“มาร์ค” บี้ 4 รมต.สวมหมวกใบเดียว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ช่องฟ้าวันใหม่ ถึงกรณีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดตัวเมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา ว่า ประเด็นที่พรรคพลังประชารัฐหลีกหนีการวิจารณ์ไปไม่ได้คือได้ทำถูกต้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผู้เขียนตั้งใจเขียนภายใต้บริบทที่ผู้มีอำนาจรัฐอยู่ในขณะนี้เข้ามาดูแลบ้านเมืองชั่วคราว เป็นกรรมการมาวางกติกา รากฐานเพื่อกลับไปสู่การแข่งขันของพรรคการเมือง เขาไม่ได้คิดว่าคุณจะมาเป็นผู้เล่นเสียเอง แต่วันนี้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับพรรคพลังประชารัฐ ก็คือคุณกำลังหลบเลี่ยงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ความเสื่อมและวิกฤติทางการเมืองที่เกิดขึ้น มาในอดีต เพราะเรามองหาช่องโหว่ช่องว่างแบบนี้ ไม่ดูเจตนารมณ์ ไม่ยึดถือเรื่องมารยาท และธรรมาภิบาล ที่สำคัญเรายังอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่มีล็อกพรรค การเมือง แต่งานของรัฐบาลมันมีงานการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่กลับไม่มีข้อจำกัดตรงนี้เลย เหตุใดไม่ปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ รวมถึงไม่สวมหมวกใบเดียว

ท้าปฏิเสธไม่ใช้ตำแหน่งช่วย

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คนเหล่านี้รวมถึงคนอื่นๆ กล้าปฏิเสธกันหรือไม่ ว่าไม่มีการใช้สถานะของท่านในการสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง กล้าปฏิเสธหรือไม่ว่าปรากฏการณ์ของการดูด ท่านไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องเลย เช่น การบอกว่าหากมาอยู่พรรคการเมืองนี้จะสนับสนุนงบประมาณ หรือมีตำแหน่งต่างๆ ซึ่งมันก็ชัดเจนจากกรณีนายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา เมื่อถามว่า การเปิดตัว พรรคพลังประชารัฐได้ถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ตนคงยังไม่ไปวิจารณ์บทบาทของสื่อ แต่เป็นธรรมชาติหรือไม่ ที่จะต้องเสนอ อะไรแบบนี้ ก็ต้องบอกว่าคงไม่ได้ปฏิบัติอย่างเสมอกันกับทุกพรรคการเมือง ฉะนั้นก็มีคำถามเหมือนกันว่า มีเหตุผลอะไร ซึ่งเป็นเรื่องของสื่อที่จะต้องตอบ

“ภูมิธรรม” ตามจี้ต่อมสำนึก 4 รมต.

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี 4 รัฐมนตรีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไปรับตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ โดยไม่ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่า โดยธรรมชาติของคนที่อยู่ในรัฐบาล เมื่อเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งแล้วควรแสดงความแข็งแรงด้วยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อแสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยพวกท่านก็มีสำนึก มีความละอายที่จะไม่เอาเปรียบผู้อื่น ส่วนที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ออกมาพูดว่ากฎหมายไม่ห้ามนั้น ก็เป็นการพูดตามกฎหมาย แต่ถามว่าควรหรือ คนที่เขียนกฎหมายออกมาได้มีความคิดคำนึงเรื่องความควร ความไม่ควรบ้างหรือไม่ และที่ผ่านมาการบริหารประเทศจนเข้าสู่ปีที่ 5 พวกท่านก็กุมอำนาจอยู่ และก็ได้เอาเปรียบมามากพอสมควรแล้ว ซึ่งไม่ยุติธรรมกับคนอื่นๆ ดังนั้น หากยังมีความสำนึกและความละอาย ขอให้พวกท่านลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี

พปชร.ยื่นจดทะเบียนพรรค 4 ต.ค.

นายชวน ชูจันทร์ ผู้ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ และว่าที่กรรมการบริหารพรรค เปิดเผยว่า ขั้นตอนหลังการประชุมใหญ่เมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่ได้คัดเลือกคณะผู้บริหารพรรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 4 ต.ค.จะเข้ายื่นเรื่องต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง คาดว่าจะใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 1 เดือน ส่วนว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ขณะนี้บางเขตเรียบร้อยแล้ว รวมถึงสำนักงานพรรคจะเสร็จสมบูรณ์เปิดได้เดือน ต.ค. ส่วน 4 รัฐมนตรีที่ร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐถูกจับตาบทบาทการทำงานในฐานะรัฐมนตรีและในฐานะผู้บริหารพรรค ที่เกรงว่าจะเอาเปรียบนั้น ตรงนี้ทั้ง 4 คนยืนยันแล้วจะแยกเวลาการทำงาน และบทบาทการเมืองตอนนี้ยังทำอะไรไม่ได้มาก เพียงแต่อาจมีพูดคุยทาบทามผู้มาร่วมงาน และจะทยอยเปิดตัวเป็นกลุ่มๆ ไป ทั้งกลุ่มฐานล่าง กลุ่มนักวิชาการ

“ปรพล” ซบพลังประชารัฐเต็มตัว

ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร อนุกรรมการที่ปรึกษายุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และอดีต ส.ส.สระบุรี พรรคพลังประชาชน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ได้สมัครเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐเรียบร้อยแล้ว ตามคำเชิญผู้ใหญ่ในรัฐบาลที่อยากให้มาช่วยทำงาน และถือเป็นสมาชิกพรรค หลังจากนี้จะทยอยนำทีมงาน จ.สระบุรี เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรค เบื้องต้นวางตัวผู้สมัครไว้บ้างแล้ว ประกอบด้วยนายปริญญา วันทา ที่ปรึกษาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสระบุรี จะลงแทนตนในเขตเลือกตั้งที่ 1 เพราะจะเว้นวรรคเลือกตั้งปี 62 ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 2 วางตัวนายจเร ตันฑ์พรชัย อดีต ส.ส.สระบุรี พรรคเพื่อไทย และเขตเลือกตั้งที่ 3 อยู่ระหว่างรอการตอบรับ โดยเป็นอดีต ส.ส.สระบุรี พรรคการเมืองใหญ่

“เทือก” เดินหาสมาชิก

เวลา 13.00 น. ที่ตลาดปัฐวิกรณ์ เขตบึงกุ่ม กทม. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) พร้อมทีมงานลงพื้นที่ตลาดปัฐวิกรณ์เชิญชวนประชาชนให้สมัครเป็นสมาชิกพรรค มีการตั้งโต๊ะเปิดให้กรอกใบสมัครพร้อมต้องบริจาคให้พรรควันละ 1 บาทหรือปีละ 365 บาท หรือแบบตลอดชีพ 3,650 บาท เป็นค่าบำรุงพรรค นายสุเทพกล่าวว่า ตั้งเป้าให้ได้สมาชิกจังหวัดละ 100 คน พร้อมกับการเปิดรับสมาชิกทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียของพรรคแล้ว เพราะต้องการให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของคนที่มีเงินลงทุนเพื่อเข้ามาสู่การยึดครองอำนาจประเทศหาผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยการฉ้อโกงคอร์รัปชัน ถ้าพรรคเราได้สมาชิกพรรคเกินแสนคน เราจะเปิดประชุมใหญ่เลือกคณะผู้บริหารพรรคชุดถาวร ทำตามกฎหมายและคำสั่ง คสช.ให้ครบถ้วน

พลิ้วดัน “บิ๊กตู่” ต่อตั๋วนายกฯแน่

นายสุเทพให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดพรรคพลังประชารัฐ ที่มี 4 รัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถือเป็นการเอาเปรียบทางการเมืองหรือไม่ว่า อะไรที่ถูกต้องตามบทกฎหมาย เราไม่รังเกียจใคร ไม่ตั้งข้อแม้กับใครทั้งสิ้น ถ้ามีเจตนาดีต่อบ้านเมืองเสนอตัวมาให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน อย่าให้ผู้เล่นมาตัดสินกันเอง ตนไม่มองใครทั้งนั้นมองแต่ตัวเอง เราเป็นพรรคที่เจียมตัว ไม่เป็นคู่แข่งกับใคร พร้อมเป็นมิตรกับคนที่หวังดีต่อประเทศชาติ ตนเตือนคนในพรรคว่า อย่าทะเลาะตอบโต้กับใครทั้งสิ้น เราไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับใคร เมื่อถามว่ายังสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯอีกหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ส่วนตัวสนับสนุนท่าน แต่เมื่อเป็นส่วนหนึ่งของพรรค รปช.ได้ทุกอย่างแล้วแต่มติของพรรคพร้อมสู้ด้วยข้อเท็จจริงและหลักฐาน ถือเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนจะร่วมงานกันหรือไม่ ตนไม่รู้ ถามเร็วไป รอให้เลือกตั้งแล้วค่อยมาถามใหม่ ตอนนี้ใครพูดอะไรก็ได้ทั้งนั้น

พท.ซัดเปิดทาง “สุเทพ” เดินสะดวก

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติ และแกนนำพรรค ลงพื้นที่ตลาดปัฐวิกรณ์ เพื่อรับสมัครสมาชิกพรรคว่า ในฐานะอดีต ส.ส.เข้าใจดีและรู้ว่าทุกคนอยากเข้าหาและไปพบประชาชน แต่ที่ผ่านมาตนทำเพียงเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่เจออุปสรรคในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น ถนนพัง ยุงลายเยอะ หรือหมา แมว ต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรค แต่ก็ยังถูกจับตาจากฝ่ายความมั่นคง หรือขั้วตรงข้ามทางการเมือง พอเห็นนายสุเทพและแกนนำพรรคลงพื้นที่เพื่อรับสมาชิก ก็อดคิดไม่ได้ว่าคนที่เคยบอกไม่อยากหวนคืนสู่การเมือง คนที่บอกว่ายอมตระบัดสัตย์ กลับเป็นคนที่เดินเกมรุกทางการเมืองมากที่สุด แถมไม่กังวลกับเงื่อนไขหรือคำสั่ง คสช.ต่างๆ หรือเพราะท่านรู้ดีว่ากติกาเหล่านี้ถูกใช้แค่ฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น ขอเรียกร้องไปยัง คสช. และ กกต. ให้กำหนดกติกาให้ชัดเจนว่าพรรคการเมือง นักการเมืองอย่างพวกตนสามารถทำหรือไม่ทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้บริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุด ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ฝ่ายสนับสนุนตัวเองเดินเกมจนเกิดคำถามความเสมอภาคเช่นนี้

ยันเพื่อธรรมไม่ใช่นอมินีเพื่อไทย

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อธรรม จนถูกมองว่าเป็นพรรคสำรองของพรรคเพื่อไทยว่า ใครจะมองอย่างไรก็เป็นสิทธิ ทุกคนสามารถตั้งพรรคการเมืองได้ ขอเพียงมีคุณสมบัติตามกฎหมาย คนที่ออกจากพรรคเพื่อไทยก็มีสิทธิไปร่วมพรรคการเมืองอะไรก็ได้ ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเก่า ไม่ใช่มองเป็นนอมินีเสียทั้งหมด ไม่เช่นนั้นกลุ่มสามมิตร ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทยก็จะถูกมองเป็นนอมินีของพรรคเพื่อไทยได้เช่นกัน ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเตรียมตัวหากพรรคเพื่อไทยถูกยุบนั้น ขณะนี้ยังไม่มีอะไรจะนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทย แม้ผู้มีอำนาจอยากจะยุบแต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย เมื่อถามว่า ในอนาคตพรรคเพื่อไทยจะร่วมงานการเมืองกับพรรคเพื่อธรรมได้หรือไม่ นายวรชัยตอบว่า พรรคเพื่อไทยสามารถร่วมงานการเมืองได้กับทุกพรรคที่มีนโยบายและอุดมการณ์สอดคล้องกันไม่เอาเผด็จการเช่นเดียวกัน

“อัศวิน” ถอยไม่ขอคุมเหนือ ปชป.

นายอัศวิน วิภูศิริ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวถึงกรณีนายชาญวิทย์ วิภูศิริ บุตรชาย ซึ่งเป็นอดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐว่า เป็นการตัดสินใจของบุตรชาย ซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วตัดสินใจเอง ก่อนไปเขาก็มาบอกว่าจะไปร่วมงานกับกลุ่มเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันที่จะทำการเมืองของคนรุ่นใหม่ แต่สำหรับตนยืนยันว่ายังคงทำหน้าที่เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์รับผิดชอบดูแลพื้นที่ภาคเหนือ โดยจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดไปจนถึงการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ชุดใหม่ในวันที่ 11 พ.ย.นี้ ซึ่งตนได้แสดงเจตจำนงแล้วว่าจะไม่ขอรับตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าภาคเหนืออีก ให้โอกาสคนอื่นเข้ามาทำบ้าง เมื่อถามย้ำว่า จะย้ายพรรคไปด้วยหรือไม่ นายอัศวินตอบว่า ยืนยันว่าตนจะยังอยู่กับพรรคและจะทำหน้าที่ต่อไปให้ดีที่สุด และไม่มีคนในพรรคกดดันอะไรกรณีบุตรชายย้ายไปพรรคอื่น เพราะเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล

“สาธิต” ขู่พลังดูดพังซ้ำรอย “ทักษิณ”

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีอดีต ส.ส.ภาคตะวันออกถูกพรรคพลังประชารัฐดูดไปจำนวนมาก ว่า คนที่ย้ายไปมีคุณภาพ แต่ตนเคารพการตัดสินใจและพร้อมหาคนมาแทน จึงมองว่า เลือกตั้งครั้งนี้จะไม่เหมือนครั้งที่พรรคไทยรักไทย ที่มองผิวเผินเป็นการเปิดตัวมีผู้สมัครคลื่นลูกใหม่ สุดท้ายพอมองลึกๆกลับมีแต่นักการเมืองตกยุคที่คนไม่ค่อยศรัทธา รวมถึงถูกครหาว่ามีบรรดานักธุรกิจการเมืองหวังเข้ามากอบโกย จึงหวังว่าพรรคเกิดใหม่จะไม่ซ้ำรอยพรรคนายทักษิณ ชินวัตร เพราะจะเข้าตำราทำการเมืองในรูปแบบที่เคยด่าคนอื่นเอาไว้ สุดท้ายขอเรียกร้องว่า การใช้อำนาจรัฐ หมุนเงินมหาศาลดูดอดีต ส.ส.ไปนั้น อาจจะสำเร็จระยะสั้น แต่ในระยะยาวจะมีอันเป็นไปเหมือนในประวัติศาสตร์ เพราะพรรคเฉพาะกิจแค่ครั้งเดียว ไม่นานก็ล้มหายตายจาก

“ประมวล” ซัดอย่าผลักมิตรเป็นศัตรู

นายประมวล เอมเปีย อดีต ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุพาดพิงถึงคนที่ย้ายพรรค ว่า การที่นายนิพิฏฐ์โพสต์ข้อความแบบเหมารวมแสดงให้เห็นวุฒิภาวะของผู้บริหารพรรคว่ามีจิตใจคับแคบหรือไม่ จึงไม่แปลกว่าทำไมพรรคถึงตกต่ำลงเรื่อยๆ ตนอยู่พรรคประชาธิปัตย์มา 24 ปี อยู่ด้วยอุดมการณ์ถือว่าอยู่มาครึ่งชีวิต แต่เหตุผลของการย้ายพรรค นอกจากความไม่ชัดเจนของผู้บริหารพรรคแล้ว ยังมีเหตุผลส่วนตัวของแต่ละคน ในส่วนของความผูกพันต่อพรรค ต่อเพื่อน ส.ส.ยังคงเหมือนเดิม จึงไม่อยากให้พาดพิงถึงคนอื่นในทางที่เสียหายแบบเหมารวมโดยไม่ดูบริบท ภูมิหลังการต่อสู้ให้พรรคมาก่อน เสมือนคนย้ายพรรคเป็นคนเลวทั้งหมด แล้วคนที่อยู่พรรคประชาธิปัตย์เป็นคนดีทั้งหมดหรืออย่างไร ดังนั้นอย่าผลักมิตรให้เป็นศัตรูเสียทั้งหมด เพราะที่สุดเราก็จะไปเจอกันในสภาฯอยู่ดี

ชทพ.เลื่อนประชุมใหญ่ 24 ต.ค.

นายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทย พัฒนา กล่าวว่า ในวันที่ 2 ต.ค. คณะ กก.บห.พรรคชุดปัจจุบัน โดยนายธีระ วงศ์สมุทร หัวหน้าพรรค จะนัดประชุมเวลา 13.00 น. เพื่อพิจารณาวาระการประชุมใหญ่ของพรรค ซึ่งจะต้องแก้ไขข้อบังคับการประชุมพรรคให้สอดคล้องกับกฎหมายเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญ โดยหลังจากที่เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าต้องปรับแก้ไขร่างข้อบังคับของพรรคบางส่วน อาทิ การตั้งคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของพรรค เป็นต้น ดังนั้นอาจต้องเลื่อนการประชุมใหญ่ของพรรคชาติไทยพัฒนาจากเดิมวันที่ 5 ต.ค. ไปเป็นวันที่ 24 ต.ค. เพื่อให้เกิดความรอบคอบและไม่มีปัญหาภายหลัง

ชพน.มั่นใจได้ ส.ส.โคราชเพิ่มขึ้น

ที่พรรคชาติพัฒนา นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรค เพื่อพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมพรรค โดย นพ.วรรณรัตน์ แถลงหลังการประชุมว่า ที่ประชุมกำหนดให้มีการประชุมใหญ่วันที่ 5 ต.ค. ที่โรงแรมซิตี้พาร์ค จ.นครราชสีมา เวลา 10.00 น. เพื่อพิจารณาเรื่องทุนประเดิมพรรคและข้อบังคับพรรคฉบับใหม่ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์ใหม่ เมื่อถามว่า จุดยืนของพรรคจะร่วมงานกับพรรคที่มีการสืบทอดอำนาจหรือไม่ นพ.วรรณรัตน์ตอบว่า ยังเร็วเกินที่จะตอบ เรายังไม่มีกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ การจะตัดสินใจสนับสนุนใครทางการเมืองให้เป็นนายกฯ จะต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมด้วย ส่วนการส่งผู้สมัคร ส.ส.ครบ 350 เขตเลือกตั้งหรือไม่ เราตั้งใจว่าจะส่งผู้สมัคร ส.ส.ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะใน จ.นครราชสีมายืนยันว่าจะส่งครบทั้ง 14 เขตแน่นอน และอดีต ส.ส.พรรคทั้ง 4 คนยังอยู่กับพรรค คาดว่าใน จ.นครราชสีมาน่าจะได้ ส.ส.เพิ่มมากขึ้น และมั่นใจว่านายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานที่ปรึกษาพรรคจะคงทำงานร่วมกับพรรคและคนโคราชแน่นอน

“เสี่ยติ่ง” หวัง พปชร.ไม่เอาเปรียบ

ที่พรรคพลังพลเมืองไทย นายสัมพันธ์ เลิศ-นุวัฒน์ หัวหน้าพรรคพลังพลเมืองไทย แถลงหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคว่า ที่ประชุมมีมติจัดการประชุมใหญ่ครั้งที่ 2 วันที่ 21 ต.ค. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ หลักสี่ เพื่อตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคมีว่าที่ผู้สมัครกว่า 200 คน แบ่งเป็นภาคอีสาน 70 คน เหนือ 42 กลาง 61 และใต้ 32 คน ส่วน กทม.จะส่งผู้สมัครผู้หญิงทั้งหมด 30 เขต ส่วน ส.ส.บัญชีรายชื่อมีผู้สมัคร 66 คน คาดว่าจะได้ ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 20 คน เมื่อถามถึงการที่ 4 รัฐมนตรีไปร่วมพรรคพลังประชารัฐควรลาออกหรือไม่ นายสัมพันธ์ตอบว่า เขาคงจะคิดได้เป็นถึงระดับด็อกเตอร์ หวังว่าจะไม่เอาอำนาจที่มีมาเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น

นายเอกพร รักความสุข เลขาธิการพรรคพลังพลเมืองไทย กล่าวว่า กังวลเรื่องพรรคเด็กเส้นที่จะทำอะไรก็ได้ จะดูดใครก็ดูดได้ ในขณะที่พรรคที่ทำตามกฎหมายอย่างพรรคพลังพลเมืองไทยกลับติดขัดเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติของสมาชิกพรรค

อนค.เปิดแคมเปญรัฐสวัสดิการ

ที่อาคารไทยซัมมิท ชั้น 8 ที่ทำการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค นายชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรค ร่วมแถลงเปิดตัววิสัยทัศน์ประเทศไทย “อนาคตใหม่ 2 เท่า” นายธนาธรกล่าวว่า เราอยากเห็นคนไทยเท่าเทียมกัน ประเทศเท่าทันโลก ปัจจุบันนี้มีนับล้านคนที่พึ่งพาประกันสังคมที่เป็นรากแก้วของรัฐสวัสดิการ พิสูจน์แล้วว่า ทำได้ ถ้าเราร่วมมือกันเราจะทำได้อีกครั้ง เราต้องยกระดับความเป็นไทยอย่างสากล 3 เดือนหลังจากนี้ จะได้เห็นนโยบายแต่ละด้านที่ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

จี้ คสช.ใช้มาตรฐานเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า 4 รัฐมนตรีในรัฐบาล คสช.ร่วมเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ จะได้เปรียบเสียเปรียบหรือไม่ นายปิยบุตรตอบว่า การเลือกตั้งครั้งนี้อยู่ในสภาพไม่ปกติ ยังอยู่ในอำนาจ คสช. มีมาตรา 44 จึงควรต้องมีมาตรฐานเท่าเทียมกัน พรรคที่ไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจก็ต้องได้รับการปฏิบัติเหมือนกับพรรคที่หนุนการสืบอำนาจ คสช. ขอให้จับตาดูว่าพลังประชารัฐเพิ่งประชุมใหญ่วันที่ 29 ก.ย.จะใช้เวลากี่วันจนเป็นพรรคที่สมบูรณ์ พรรคอนาคตใหม่ใช้เวลาถึง 97 วัน ถ้าเขาเร็วกว่าก็ยินดีด้วย แต่มันแสดงถึงมาตรฐานอะไรหรือไม่ ขอย้ำว่า รัฐบาล คสช.ไม่ใช่คนกลางแต่อยู่ในสนามการเมือง เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางการเมืองด้วย เมื่อจะลงมาแข่งขันก็ต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน

ท้าชน “บิ๊กตู่” บี้เปิดหน้าเล่น

เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ประกาศสนใจการเมือง นายธนาธรตอบว่า การเลือกตั้งนี้ชี้ชะตาสังคมไทยว่าจะเลือกเผด็จการหรือเสรีภาพ คนไทยจะอยู่แบบนี้อีกต่อไปหรือไม่ ถ้าพล.อ.ประยุทธ์แสดงให้ชัดเจนจะดีมาก ประชาชนจะได้ตัดสินใจง่ายว่า จะอยู่กับการกดขี่ของ คสช.ต่อไปหรือไม่ หรือจะลุกขึ้นยืนบอกว่า อำนาจเป็นของประชาชน ทวงอำนาจเสรีภาพ สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ที่สนใจการเมือง ขอให้ประกาศชัด การเมืองจะได้ตัดสินใจ ตนยืนยันว่าพรรคอนาคตใหม่พร้อมร่วมทำงานกับทุกพรรค ที่ยืนหยัดในอุดมการณ์เดียวกัน คือ 1.ไม่เอาการสืบทอดอำนาจของ คสช.ทุกรูปแบบ 2.แก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ 3.ล้มล้างผลพวงคณะรัฐประหาร พรรคใดมีอุดมการณ์ร่วมกับเราก็พร้อมจะทำงาน ขอยืนยันว่าอนาคตใหม่พร้อมพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลง และตนพร้อมเป็นนายกฯ

“สามมิตร” ฉุนปล่อยข่าวแตก พปชร.

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกกลุ่มสามมิตร กล่าวถึงกระแสข่าวกลุ่มสามมิตรกับพรรคพลังประชารัฐกำลังเกิดปัญหา ระยะหลังไม่ให้แกนนำกลุ่มสามมิตรไปติดต่อทาบทามผู้สมัคร โดยผู้ใหญ่ในรัฐบาลติดต่อเองโดยตรงจนเกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนกันว่า คนที่จ้องแต่จะวิจารณ์พูดอะไรก็ได้โดยไม่ต้องสนใจข้อเท็จจริง ลงพื้นที่รับข้อร้องเรียนประชาชนเพื่อประสานการช่วยเหลือ ก็ถูกกล่าวหาเคลื่อนไหวการเมือง เอาเปรียบคนอื่นทำรัฐบาลอึดอัดใจ เราจึงหยุดลงพื้นที่ แต่ก็ยังถูกกล่าวหามีปัญหากับพลังประชารัฐอีก ทั้งที่กลุ่มสามมิตรยังไม่ได้ตัดสินใจจะเข้าสังกัดพรรคใดด้วยซ้ำ คนปล่อยข่าวไม่รู้ใช้สมองข้างไหนคิด ฝากถึงคนที่ชอบปล่อยข่าวด้วยว่า ถ้าอยากรู้ทิศทางกลุ่มสามมิตรให้รอฟังนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มประกาศดีกว่า

“บิ๊กเจี๊ยบ-บิ๊กจอม” ไขก๊อก สนช.

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยว่า พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง อดีต ผบ.ทอ. และ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท อดีต ผบ.ทบ. ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งสมาชิก สนช.อย่าง เป็นทางการ มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2561

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีสมาชิก สนช.ลาออกอีก 2 คน ทำให้มีสมาชิก สนช.ดำรงตำแหน่งเหลืออยู่จำนวน 243 คน ทั้งนี้ในส่วน พล.อ.อ.จอม นอกจากลาออกจาก สนช.แล้ว ยังได้ลาออกจากตำแหน่งต่างๆ ที่มีอยู่เดิมด้วย อาทิ กรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากได้ เกษียณอายุราชการเพื่อเปิดให้บุคคลอื่นที่มีความรู้ ความสามารถและมีความเหมาะสมเข้ามาทำหน้าที่ ส่วน พล.อ.เฉลิมชัย ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งอื่นๆ ด้วย เช่น กรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร

“บิ๊กแดง” สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บก.ทบ.

เมื่อเวลา 07.30 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.เดินทางมาทำงานเป็นวันแรก โดยเข้าสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 หน้าหอประชุมกิตติขจร และศาลพระภูมิ ด้านทางเข้าประตู บก.ทบ. เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งเป็นการทำพิธีสักการะส่วนตัว ลงจากรถยนต์ส่วนตัวมาเพียงคนเดียว ไม่มีผู้ติดตาม จากนั้นได้เข้าประชุม สำนักงานเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ย้ำคำสั่ง 13/2561 หนุนไทยนิยมยั่งยืน

ต่อมาเวลา 09.00 น. พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช.กล่าวว่า ที่ประชุมสำนักเลขาธิการ คสช. พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.ในฐานะเลขาธิการ คสช.และ ผบ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย เป็นประธานการประชุม ย้ำให้ทุกส่วนงานร่วมขับเคลื่อนงานของ คสช.ให้บรรลุผล โดยเฉพาะโครงการ “ไทยนิยมยั่งยืน” ซึ่งรัฐบาลกำลังขยายผลจากที่ทำไว้แล้ว เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินและช่วยเหลือเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ให้ยั่งยืนต่อไป ส่วนการดูแลภาพรวมของประเทศสู่การเลือกตั้งนั้น ได้กำชับให้กำลังพลทำความเข้าใจในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคำสั่ง คสช.13/2561 เรื่องกฎหมายพรรคการเมือง และแนวทางที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดบทบาทหน้าที่ของพรรค การเมือง เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในภาพรวม

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้