คดีแชร์ลูกโซ่ “Forex-3D” คดี ฉ้อโกงประชาชน รายใหญ่ที่สร้างความเสียหายมหาศาลมีผู้เสียหายหลงเชื่อนับหมื่นบัญชี มูลค่าความเสียหายรวมสูงถึงกว่า 40,000 ล้านบาทปฏิบัติการล่าสุดช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา...กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ลุยค้น 24 จุดเพื่อทลายเครือข่ายForex เถื่อน ซึ่งพบว่ามีความเชื่อมโยงกับ “นักการเมือง” และ“คนบันเทิง”คดีแชร์ลูกโซ่ “Forex” เป็นหนึ่งใน “คดีฉ้อโกงประชาชน” ขนาดใหญ่ที่สุดในไทย โดยเครือข่ายได้ใช้กลยุทธ์การแอบอ้างว่าเป็นการเทรดเงินตราต่างประเทศ เพื่อระดมทุนพร้อมสัญญาว่าจะจ่ายผลตอบแทนสูง แต่สุดท้ายกลับนำเงินจากนักลงทุนรายใหม่มาจ่ายให้รายเก่าในรูปแบบ “แชร์ลูกโซ่”ย้อนรอยเปิดเล่ห์ “แชร์ลูกโซ่ Forex” กับดักมหาเศรษฐีจอมปลอม ขุมนรกหมื่นล้านที่กฎหมายยังไล่ไม่ทัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า...ท่ามกลางโลกยุคดิจิทัลที่ใครๆก็ฝันอยากเป็นเศรษฐีชั่วข้ามคืน กลายเป็นช่องว่างให้เหล่ามิจฉาชีพถักทอ “กับดักมรณะ” ในคราบธุรกิจการเงินระดับโลกอย่าง “Forex”ที่...อาศัย “ชื่อเสียง” และ “ความหรูหรา” สร้างภาพลวงตา เข้าทำนอง...“เหยื่อที่หิวโหย” กับ “เหยื่อล่อราคาแพง”กลยุทธ์ของขบวนการเหล่านี้เปรียบเสมือนการเอา “เหยื่อตกปลา” ไปวางไว้กลางทะเลที่เต็มไปด้วยปลาหิวโหย เริ่มจากการอ้างว่าเป็นการเทรดเงินตราต่างประเทศโดยผู้เชี่ยวชาญ การันตีผลตอบแทนสูงลิ่วชนิดที่ธนาคารไหนก็ให้ไม่ได้ โดยช่วงแรกจะจ่ายเงินปันผลตรงเป๊ะเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เหยื่อกลายเป็น “เซลส์ขายฝัน” ชวนเพื่อนฝูงคนรู้จักเข้ามาร่วมวง เมื่อเม็ดเงินไหลเข้ามหาศาล มิจฉาชีพจะใช้ระบบ MLM หรือการตลาดแบบเครือข่าย ปั่นหัวด้วยการจ้างดารา อินฟลูเอนเซอร์ หรือสร้างภาพลักษณ์ผู้บริหารหนุ่มสาวขับซุปเปอร์คาร์ มีไลฟ์สไตล์หรูหราเพื่อทำลายกำแพงความระแวงของเหยื่อ จนลืมถามคำถามง่ายๆว่า “ธุรกิจกำไรมหาศาลขนาดนี้ ทำไมต้องมาชวนคนอื่นให้เหนื่อย?”คำถามสำคัญมีว่า...ทำไมคดีลักษณะนี้ถึงยังผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด? คำตอบอยู่ที่การ “ปรับตัว” ของมิจฉาชีพที่เร็วกว่ากฎหมายหลายขุมเรียกได้ว่า...ขบวนการลวงโลกที่กฎหมายไล่ตาม “จังหวะ” ของมิจฉาชีพไม่ทัน ด้วยว่า...ยุคนี้มิจฉาชีพฉลาดพอที่จะเลิกใช้บัญชีม้าธนาคารไทยตรงๆ แต่บังคับให้เหยื่อซื้อ USDT หรือสกุลเงินดิจิทัล ทำให้เส้นทางการเงินกลายเป็น “เส้นขนาน” ที่เจ้าหน้าที่แกะรอยได้ยากขึ้น พูดให้สั้นๆเข้าใจง่ายๆก็คือ...“เปลี่ยนจากธนาคาร เป็นคริปโตฯ”ผนวกกับ...ระบบหลังบ้านปลอม หน้าจอการเทรดที่ตัวเลขวิ่งพุ่งทะยานทุกวัน แท้จริงคือ “กราฟปลอม” ที่คีย์ขึ้นมาเองจากระบบหลังบ้าน เหมือนเล่นเกมที่ถูกตั้งโปรแกรมให้ชนะตลอดเวลา แต่ถอนเงินจริงไม่ได้เมื่อ...ระบบเริ่มชะงัก มิจฉาชีพจะขู่เหยื่อว่า “ถ้าแจ้งความ ระบบจะบินและไม่ได้เงินคืน” ทำให้เหยื่อจำใจยอมก้มหน้าลงทุนเพิ่ม ทั้งที่ความจริงคือเงินหายไปนานแล้ว...เดินหน้าสู่เส้นทาง “กับดักความกลัว”บทเรียนสำคัญจากคดี Forex คือการจดจำไว้ว่า “ผลตอบแทนที่สูงเกิน 5–10% ต่อเดือน คือ สัญญาณเตือนภัยอันตราย” และการที่ดาราหรือคนดังออกมาร่วมโปรโมต ไม่ได้แปลว่าธุรกิจนั้นถูกกฎหมาย...เพราะในความเป็นจริง กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย “ยังไม่เคยออกใบอนุญาต” ให้บุคคลหรือบริษัทสัญชาติไทยรายใดทำธุรกิจ Forex สำหรับรายย่อยตอกย้ำบทเรียนราคาแพง คือ...“ความน่าเชื่อถือ” ไม่ใช่เกราะป้องกันตอกย้ำกลยุทธ์การจ่ายเงินตรงเวลาเพื่อ “ล่อเหยื่อ” แชร์ลูกโซ่ “Forex–3D”...ระยะเติบโต ปี 2558- 2560 สร้างความน่าเชื่อถือในช่วงสองสามปีแรก ระบบจ่ายเงินปันผลตรงเวลาทุกเดือนสูงถึง 10% ต่อเดือน อ้างว่าใช้ AI อัจฉริยะในการเทรด... ยิ่งกระตุ้นการบอกต่อ เมื่อเหยื่อลอตแรกเห็นตัวเลขเงินเข้าบัญชีจริง...เกิดการเสพติดผลตอบแทน เกิดพฤติกรรม “ลงเงินเพิ่ม” และ “ชวนคนรอบข้าง” เช่น พ่อแม่ เพื่อนสนิท หรือแฟน มาร่วมลงทุนเพราะคิดว่าปลอดภัยพัฒนาอัปเกรดฐานสมาชิกก้าวกระโดด โครงสร้างเปลี่ยนจาก “ผู้เสียหายรายย่อย” เป็น “เครือข่ายแม่ทีม” ขนาดใหญ่ มีกลุ่มดาราและอินฟลูเอนเซอร์เข้ามาเป็นแม่ข่าย สร้างความน่าเชื่อถือจนฐานสมาชิกพุ่งทะลุหมื่นราย...นับจากกลวิธี “จ่ายเงินปันผลตรงเวลาในช่วงแรก เพื่อกระตุ้นให้ลงเงินเพิ่มและชักชวนผู้อื่น ก่อนจะเริ่มจ่ายล่าช้า อ้างเหตุผลสารพัด และปิดระบบหนีในที่สุด” เป็นกลยุทธ์พื้นฐานในการขับเคลื่อนแชร์ลูกโซ่...เป็นวัฏจักรผลัดใบมาถึงในช่วง “ระยะอิ่มตัวและเข้าสู่ภาวะแชร์ล้ม” ในที่สุด ท้ายที่สุดแล้วเมื่อความจริงถูกเปิดเผย เป็นคดีความขึ้นมาแล้ว “ผู้เสียหาย” จะต้องเผชิญกับทางออกที่มืดมนได้ “เงิน” คืนยาก? เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น...แม้เจ้าหน้าที่จะปูพรมยึดรถหรู ทองคำ หรืออายัดทรัพย์สิน แต่กระบวนการคืนเงินให้เหยื่อไม่ใช่แค่ “หยิบเงินคืนเข้ากระเป๋า”แต่...คือ “สงครามทางกฎหมาย” ที่ต้องใช้เวลา 3-5 ปี เพราะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถือครองทรัพย์สินพิสูจน์ความสุจริต รวมถึงการคัดกรองเหยื่อหลายหมื่นรายเพื่อเฉลี่ยทรัพย์อย่างเป็นธรรม ซึ่งท้ายที่สุดเหยื่อส่วนใหญ่มักได้รับเงินคืนเพียงเศษเสี้ยว (10-30%) เท่านั้นคดีแชร์ลูกโซ่ “Forex–3D”... จึงไม่ใช่แค่ “คดีฉ้อโกง” แต่เป็นบทเรียนที่เตือนใจว่า ในโลกของการลงทุน “ไม่มีคำว่ากำไรมหาศาลโดยปราศจากความเสี่ยง” และ “ความโลภ” มักเป็นกุญแจดอกแรกที่ไขประตูเปิดรับมิจฉาชีพเข้าสู่กระเป๋าเงินของเราเอง.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม