สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยของเรามีข่าวดีทางเศรษฐกิจมาให้ยิ้มเล็กๆน้อยๆได้บ้าง หลายๆข่าวหลังจากที่ต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ายิ้มไม่ออกมาเป็นเวลาหลายเดือนข่าวแรกเลยก็คือการประกาศอันดับ “ความสามารถในการแข่งขัน” ล่าสุดของสถาบัน MID หรือ International Institute for Management Development ประจำปี 2026 ปรากฏว่า ไทยแลนด์ ของเราขยับขึ้นมา 4 อันดับ จากการประกาศเมื่อปีที่แล้วจากอันดับที่ 30 ของโลกมาเป็นอันดับ 26 ของโลกจากการสำรวจประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก 70 แห่งด้วยกันเมื่อดูคะแนนในรายละเอียดก็จะทราบว่าประเทศไทยของเราโดดเด่นในบางด้าน แต่ก็ย่อหย่อนในหลายๆด้าน ซึ่งในการจัดทำรายงาน เขามีรายละเอียดระบุไว้อย่างแจ้งชัดผมขออนุญาตไม่ลงลึกในวันนี้ แต่ก็ขอฝากให้รัฐบาลหยิบยกไปพิจารณาเพื่อหาทางแก้ไขในปีต่อๆไป...แม้บางปัญหาจะยากลำบากมาก เช่น ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ที่เราอยู่ถึงอันดับ 52 (จาก 70 อันดับ) สำรวจทีไรก็อายนานาชาติทีนั้นครับ! ก็คงต้องสู้กับปัญหาคอร์รัปชันต่อไป...อย่ายอมแพ้นะครับ...องค์กรต่อสู้คอร์รัปชันทั้งหลายในส่วนของข่าวดีทางเศรษฐกิจข่าวที่ 2 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้ๆกัน ได้แก่ ข่าวสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Rating สถาบันดังระดับโลกออกมาประกาศ “คงอันดับ” ให้แก่ประเทศไทยของเรานั่นเองคงอยู่ที่ระดับ BBB+ พร้อมแนวโน้มการมีเสถียรภาพ หรือ Stable Outlook...แสดงว่าเขายังมีความเชื่อมั่นต่อเราไม่หั่นเกรดเรา แม้สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกจะน่าเป็นห่วงมากในขณะนี้ในการจัดเรตติ้งระดับโลกนั้น บางครั้งไม่ต้องเพิ่มขึ้นเลยก็ได้ ขออย่าให้ลดลงไปก็แล้วกัน...ดังเช่นกรณีของ S&P ที่ประกาศออกมาในครั้งนี้...ก็สมควรแก่การยิ้มย่องผ่องใสแล้วละครับสำหรับ ข่าวดีสุดท้าย แต่สำคัญที่สุดที่จะเอ่ยถึงวันนี้ก็คือข่าวการตกลงหยุดยิง ซึ่งตั้งใจจะให้ถาวร ระหว่าง สหรัฐฯ กับ อิหร่าน อย่างที่ผมเคยเขียนรายงานท่านผู้อ่านไว้ก่อนหน้านี้แล้วแม้เอาเข้าจริงๆจะยังไม่สามารถลงนามอย่างเป็นทางการได้ เมื่อวันศุกร์ แต่ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านก็ยังยืนยันว่าจะมีการพบกันและต้องหาทางตกลงกันให้ได้ในเร็วนี้ขนาดยังไม่สามารถตกลงกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ทำให้ราคา นํ้ามันดิบ ในตลาดโลกร่วงลงมาตลอดหลายๆวันติดกัน...ล่าสุดวันศุกร์ที่แล้ว กระดกขึ้นมาหน่อย แต่ก็ไม่มากนัก ทำให้ราคานํ้ามันดิบใน 2 ตลาดสำคัญคือ WTI ที่นิวยอร์ก ลงมาอยู่ที่ 79.58 เหรียญต่อบาร์เรล และ Brent ที่ลอนดอน ลงมาอยู่ที่ 80.57 เหรียญต่อบาร์เรลในกรณีของนํ้ามันดิบ Brent นั้น ผมจำได้ว่านักวิเคราะห์บ้านเราเป็นห่วงมาก และนำเอามาเป็นตัวชี้วัด คาดสถานการณ์สำหรับประเทศไทยเราว่าจะหนักหนาสาหัสเพียงใด หากราคานํ้ามันดิบ Brent ขึ้นไปเท่านั้นเท่านี้เช่นถ้าพุ่งแตะระดับ 100-107 เหรียญ จะทำให้ GDP ไทยลดถึง 0.8% ถือเป็นกรณีค่อนข้างหนัก และถ้าเกิน 107 เหรียญขึ้นไป ก็จะหนักที่สุด หรือเลวร้ายที่สุด ซึ่งน่าห่วงมากมีอยู่ช่วงหนึ่งขึ้นไปถึง 106.92 เหรียญต่อบาร์เรล ผมก็นึกว่า “เลวร้าย” แน่ๆแล้ว ต้องนั่งสวดมนต์อยู่หลายวันดังนั้น เมื่อนํ้ามันดิบเบรนท์ลดมาที่ 80 เหรียญ หรือเผลอๆจะอยู่ที่ 78-79 เหรียญเช่นนี้ จึงถือเป็นข่าวดีมากๆข่าวหนึ่งของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ณ นาทีปัจจุบันแน่นอนปัญหายังไงๆก็จะยังคงมีอยู่เพราะด้วยราคานํ้ามัน ซึ่งสูงกว่าในช่วงก่อนสงครามมาก...ย่อมจะทำให้ต้นทุนในการผลิต และขนส่งสินค้าทั่วโลกอยู่ในเกณฑ์สูงกว่าปกติอยู่ดีแต่ก็จะสูงน้อยกว่าที่เคยคาดไว้เยอะ...ทำให้สถานการณ์ผ่อนจากหนักมากลงมาเป็นหนักธรรมดาๆ หรือหนักพอสู้ได้ นับแต่นี้ไปผมก็หวังว่าข่าวดีๆที่สรุปเอาไว้วันนี้จะช่วยเป็นกำลังใจทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลนำโดยท่านรองเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ให้เดินหน้าทำงานอย่างเข้มแข็ง...สู้ๆต่อไปครับท่านรอง! ที่ทำไปหลายๆอย่างเริ่มเห็นผลบ้างแล้ว."ซูม"คลิกอ่านคอลัมน์ “เหะหะพาที” เพิ่มเติม