วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
4.5 ชั่วโมงชี้ชะตา เลี่ยงอัมพฤกษ์อัมพาต

4.5 ชั่วโมงชี้ชะตา เลี่ยงอัมพฤกษ์อัมพาต

  • Share:

คนไม่น้อยอาจเคยได้ยินเรื่องโรค “หลอดเลือดสมองอุดตัน” มานาน และอาจจะมองว่าเป็นโรคหนึ่งที่น่ากลัว แต่ยังไม่อิน...เพิกเฉย หรือ...ไม่สนใจ เพราะยังไม่เกิดกับตัว คนใกล้ชิด คิดว่า...อายุยังน้อยไม่น่าจะเกิดกับเราได้

แต่...รู้หรือไม่ว่า อันตรายจากโรคนี้ร้ายแรงกว่าที่คิด หากวันหนึ่ง อาจเป็นเราหรือคนใกล้ตัวที่นั่งทำงานแล้วเกิดอาการแขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยวหน้าเบี้ยว...ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน จนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ขึ้นมากะทันหัน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยแสดงอาการเสี่ยง หรืออาจเคยแต่เราไม่เคยสังเกต?

ในอดีตโรคหลอดเลือดสมองมักเกิดในผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุบันกลับพบในคนอายุน้อยเพิ่มขึ้นเพราะโรคหลอดเลือดสมองไม่เลือก “เพศ” หรือ “วัย” และเป็นโรคที่ใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกวัน...สิ่งสำคัญในการรักษาโรคนี้ก็คือ “เวลา” หากเรารู้จักสังเกตอาการเตือน และมาถึงโรงพยาบาลทันเวลา ย่อมเพิ่มทางรอดได้

นพ.ชาญพงค์ ตังคณะกุล ผู้อำนวยการศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่า สถานการณ์โรคหลอดเลือดสมองอุดตันในประเทศไทย โดยข้อมูลสถิติจากกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กระทรวงสาธารณสุข รายงานอัตราการเสียชีวิตของประชากรไทยปี 2559 ว่า...

โรคร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยอันดับ 1 คือ โรคมะเร็ง อันดับ 2 คือ โรคหลอดเลือดสมอง อันดับ 3 คือ หัวใจขาดเลือด และอันดับ 4 คือ ปอดอักเสบ “...จะเห็นได้ว่าโรคหลอดเลือดสมองเป็นรองเพียงแค่โรคมะเร็งเท่านั้น ปัจจุบันปัจจัยเสี่ยงไม่ได้จำกัดเพียงแค่ผู้สูงอายุ หากแต่ประชากรที่อายุต่ำกว่า 60 ปีก็มีแนวโน้มของโรคหลอดเลือดสมองเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นไม่ใช่โรคของคนแก่ แต่เป็นโรคที่เกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย”

แม้แต่ “วัยรุ่น” ก็อาจมีความเสี่ยงเกิดโรคนี้ด้วยสาเหตุที่ต่างกัน

ถึงตรงนี้ให้รู้เอาไว้ด้วยว่า...โรคหลอดเลือดสมองเกิดได้จาก 3 สาเหตุหลักๆ โดยร้อยละ 80 เกิดจาก...หลอดเลือดในสมองตีบ (Atherosclerosis) เกิดจากลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นจากผนังหลอดเลือดสมองที่มีคราบไขมันเกาะจนแข็ง ทำให้หลอดเลือดสมองตีบแคบลงจนอุดตัน ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ อายุ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมัน ในเลือดสูง สูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ โรคที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภายในหลอดเลือด โรคอ้วน

“คนอ้วน” จะสัมพันธ์กับการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ สาเหตุถัดมา...หลอดเลือดในสมองอุดตัน (Embolic) เกิดจากลิ่มเลือดที่ก่อตัวในเส้นเลือดนอกสมอง เช่น ที่หัวใจ ลอยตามกระแสเลือดไปอุดตันที่หลอดเลือดเล็กๆในสมอง

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคของลิ้นหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือภาวะหัวใจโต สาเหตุอื่นๆที่พบในวัยรุ่น เช่น กีฬาหรืออุบัติเหตุที่มีการบิดหรือสะบัดคอแรงๆ อาจทำให้หลอดเลือดที่คอฉีกขาดได้ อาทิ บันจี้จัมพ์ กีฬาเอ็กซ์ตรีม ซึ่งพบได้มากขึ้นในคนไข้กลุ่มวัยรุ่น

“มักมีอาการปวดคอมาก อ่อนแรงครึ่งซีก หรือช่วงน้ำท่วมมีอาสาสมัคร ช่วยแบกกระสอบที่คอแล้วอ่อนแรงไปซีกหนึ่ง...นอกจากนี้ อาการของหลอดเลือดสมองยังมีหลอดเลือดดำอุดตันด้วย เช่น กลุ่มที่รับประทานยาคุมกำเนิดหลังคลอด ซึ่งจะมาด้วยอาการชักคล้ายหลอดเลือดแดงอุดตัน”

ส่วนสาเหตุอีกร้อยละ 20 ที่เหลือจะมาจาก...เลือดออกในสมอง (Hemorrhagic) เกิดจากเลือดออกภายในสมอง ซึ่งเลือดที่ไหลออกมาทำให้เกิดแรงกดเบียดต่อเนื้อสมอง และทำลายเนื้อสมอง ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูง

คุณหมอชาญพงค์ แนะว่า วิธีการสังเกตตัวเองหรือคนใกล้ชิดว่าเข้าใกล้โรคนี้ คือ อาการ...FAST “F”...คือ Face Dropping ปากเบี้ยว ...หน้าเบี้ยว...มุมปากตก “A”...คือ Arm Weakness ยกมือไม่ขึ้น กำมือไม่ได้ แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก “S”...คือ Speech Difficulty พูดไม่ชัด พูดลำบาก ส่วน “T”...คือ Time To Call

“โทร. ...เรียกรถพยาบาล เพื่อนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้ ควรเพิ่มสิ่งที่ต้องสังเกต เช่น การเดินเซ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะอย่างรุนแรงกะทันหันเข้าไปด้วย ทุกคนควรให้ความใส่ใจอาการเหล่านี้ หากพบอาการใดอาการหนึ่ง ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพราะทุกๆ 1 นาที จะมีเซลล์สมองตายราวๆ 1 ล้านเซลล์”

ดังนั้น...ทุกวินาทีที่ผ่านไป เซลล์สมองจะเสียหายมากขึ้น หากได้รับการรักษาที่รวดเร็วจะช่วยลดความเสียหายของเนื้อสมอง “มาตรฐานเวลา” หรือ “Magic number” คือตัวเลขสำคัญในการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดและลดความเสี่ยงเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต

หนึ่ง...ไม่เกิน 4.5 ชั่วโมงหลังจากพบอาการ ถ้าผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลภายในช่วงเวลานี้ นับตั้งแต่สังเกตเห็นอาการ เบื้องต้นแพทย์จะทำ MRI เอกซเรย์สนามแม่เหล็กตรวจดูความเสียหายของเนื้อสมองและหลอดเลือดที่อุดตันว่ามีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ แพทย์จะให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ ในคนไข้รายที่มีภาวะสมองขาดเลือดและไม่พบภาวะเลือดออกในสมอง จะช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ทัน

สอง...แต่สำหรับรายที่มาช้าเกิน 4.5 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง หลังเกิดอาการ และวินิจฉัยว่าเซลล์สมองยังไม่ตายจากการอุดตันของลิ่มเลือดขนาดใหญ่ การให้ยาละลายลิ่มเลือดอาจไม่ทำให้อาการดีขึ้น ต้องอาศัยการใส่สายสวนหลอดเลือดสมอง แพทย์รังสีร่วมรักษาจะเข้ามาช่วยดูแลเพื่อพิจารณาว่าคนไข้เหมาะสมที่จะรักษาด้วยการลากลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดสมองหรือไม่

รศ.นพ.ฑิตพงษ์ ส่งแสง แพทย์ที่ปรึกษารังสีร่วมรักษาระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ เสริมว่า เพื่อให้เห็นภาพรวมของการรักษาโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน แพทย์จะเลือกใช้ MRI สแกนเนื้อสมอง เพราะสามารถเห็นได้ชัดเจน...เห็นความเสียหายดีกว่าการทำซีทีสแกนที่จะทำให้ได้ข้อสรุปการรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ โดยมีเครื่อง Bi-plane DSA เป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญในการดึงลิ่มเลือดอุดตัน

“การเปิดหลอดเลือดมีความเสี่ยงแต่ทีมแพทย์จะใช้วิธีการผ่าตัดแบบแผลเล็ก ซึ่งจะเจ็บปวดน้อยกว่าเพราะไม่ได้เปิดกะโหลกศีรษะ แต่จะใช้วิธีการใส่สายสวนไปเปิดหลอดเลือดสมองอุดตันที่บริเวณขาหนีบ การทำงานคือ เมื่อใส่สายสวนเข้าไปฉีดสี...สารทึบรังสีจะทำให้เห็นแนวหลอดเลือดได้อย่างชัดเจน”

การที่ “สี” วิ่งไปถึงบริเวณใดแสดงว่ายังมีการไหลของเลือดไปได้ตามทางเหมือนแม่น้ำ แต่ถ้ามองไม่เห็นแสดงว่ามีการ “อุดตัน” และสมองบริเวณนั้น “ขาดเลือด” ถึงตรงนี้แพทย์จะพิจารณาว่าจะใช้วิธีดูด หรือ...นำลวด หรือ...ตะแกรงเข้าไปเกี่ยวลิ่มเลือดที่อุดตัน โดยจะอธิบายกับคนไข้ง่ายๆว่า เหมือนเราล้างท่อน้ำ

แต่นี่คือ “ท่อน้ำ” ใน “สมอง” ที่ไม่ได้มีความแข็งแรงเหมือนท่อเหล็ก ท่อพลาสติก มีความบอบบางกว่า หลอดเลือดหัวใจมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ การผ่าตัดต้องทำด้วยความระมัดระวังโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์

ย้ำว่า “โรคหลอดเลือดสมอง”...ไม่ใช่โรคไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นโรคที่คนทุกวัยควรระวัง แม้อายุยังน้อยแต่ก็มี “ความเสี่ยง” ได้เช่นกัน ที่สำคัญ...คนที่เคยเป็นแล้วยังสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้

“การดูแลรักษาสุขภาพ...ตรวจหาความเสี่ยงแต่เนิ่นๆ ยังเป็นสิ่งที่คนไทยควรให้ความสำคัญ การตรวจร่างกายประจำปี รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินมาตรฐาน...”

คนที่มีปัจจัยเสี่ยง หรือมีอาการน่าสงสัย ยิ่งต้องระวังตัวให้มากขึ้น “โรคหลอดเลือดสมอง” รู้เร็ว รักษาเร็ว เลี่ยงอัมพาต...“อโรคยา ปรมา ลาภา” การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้