วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

Mission Impossible : ถ้ำหลวง vs. โรงพยาบาล

คุณหมอเมธี วงศ์ศิริสุวรรณ กรรมการแพทยสภา และหมอผ่าตัดสมอง เทียบเคียงเหตุการณ์อย่างน่าสนุกดังนี้ เหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง-ขุนนํ้านางนอนเป็นตัวอย่างของชัยชนะที่มนุษย์ระดมสรรพกำลังเพื่อเอาชนะธรรมชาติ เบื้องหน้าเราได้ทราบกันไปมากแล้ว แต่ยังมีเบื้องหลังที่ค่อยๆเผยความจริงออกมา ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์จริงของระบบสาธารณสุขไทยในหลากหลายแง่มุมอย่างไม่น่าเชื่อ

“บทบาทของสื่อ” เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของความเป็นมืออาชีพและความแม่นยำในการทำข่าว ความคิดในเชิงสร้างสรรค์เพื่อให้คนติดตามได้รับความรู้ที่ถูกต้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผู้นำไปเปรียบเทียบกับสื่อต่างประเทศ ตลอดจนปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้อื่น จนนำไปสู่การจัดระเบียบทั้งในเชิงการนำเสนอข่าว เพื่อมิให้เจ้าหน้าที่ต้องแบกรับกับความกดดันในการปฏิบัติงานอันเนื่องมาจากความคาดหวังที่ไม่ได้อยู่บนข้อเท็จจริง

ปัญหาเหล่านี้ไม่ต่างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระบบสาธารณสุข เพราะทันทีที่มีข่าวในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความล้มเหลวของการรักษาพยาบาล หรือผลการรักษาที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ผู้ปฏิบัติงานโดยเฉพาะแพทย์พยาบาลจะถูกนำเสนอ “ข่าวด้านลบเพียงด้านเดียวก่อนและอย่างรวดเร็ว”

บรรดาสื่อจะรุมเข้าไปยังผู้ที่อ้างตนเป็นผู้เสียหาย ซึ่งเป็นมุมมองที่เขาได้ประสบพบเห็นจริงๆ ว่าญาติซึ่งเข้ามารับการรักษาแล้วแต่กลับออกไปเหมือนเดิม ทว่ายังมีเบื้องหลังข้อเท็จจริงอีกมากมายที่หลายคนไม่มีโอกาสได้รับรู้ ยกเว้นแต่สื่อจะเจาะลงไปถึงต้นเหตุของปัญหา

ซึ่งสื่อเองหลายครั้งก็ละเลยการตีแผ่ความจริงอีกด้านหนึ่งให้สาธารณชนรับทราบ เช่น ประสบการณ์ที่แตกต่างกันของแพทย์ผู้รักษา ความไม่พร้อมเรื่องเครื่องมือในการช่วยชีวิต ความไม่พร้อมเรื่องภาระงานที่มากมายมหาศาลภายใต้เวลาอันจำกัดที่เร่งด่วนในการช่วยชีวิตคน เหล่านี้ไม่ต่างกันกับเบื้องหลังเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวงเลย ประเด็นที่น่าคิดคือเหตุการณ์ถ้ำหลวงเป็นสิ่งสุดวิสัยยากต่อการป้องกัน แต่ปัญหาของระบบสาธารณสุขไทยเกิดจากน้ำมือมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ ทั้งจากการปล่อยปละละเลยที่จะดูแลตนเอง

และ...จากนโยบายหาเสียงเกินจริง โดยผลักภาระไปให้ผู้ปฏิบัติงานต้องแบกรับแทน

ผู้นำการปฏิบัติการถ้ำหลวงต้องรับความกดดันจากทั้งญาติ สื่อและกองเชียร์ต่อคำถามว่า “ทำไมต้องหยุดพัก ทำไมไม่รีบเข้าช่วยเหลือ ทำไมไม่ทำเช่นนั้นเช่นนี้” กองเชียร์ทางบ้านต่างหงุดหงิดและไม่เข้าใจว่า “การมุดถ้ำ ดำน้ำในระยะทางแค่ 3-4 กม. ไปช่วยเด็กๆ มันจะยากอะไรกันหนักหนา ทำไมไม่เร่งรีบ ทำไมต้องพักผ่อน ทำไมต้องวางแผนแล้ววางแผนอีก แล้วจะช้าไปไหม!?!”

จนเมื่อสื่อต่างชาติค่อยๆทยอยนำเสนอสาระความรู้และข้อจำกัดของการปฏิบัติงานด้วยภาพกราฟิก การสัมภาษณ์ผู้มีความรู้ หลีกเลี่ยงการนำเสนอเหตุการณ์ดราม่าซึ่งไม่ก่อประโยชน์อะไรเลยต่อทั้งสองฝ่าย นั่นแหละ! จึงทำให้สังคมไทยหยุดคิดและเริ่มให้ความร่วมมือกับผู้นำการปฏิบัติการ

ทว่าในละแวกใกล้กันภายในรั้วโรงพยาบาลยังมีผู้นำที่มีประสบการณ์แตกต่างกันมากมาย ต้องทยอยรับมือผู้เคราะห์ร้ายอยู่ที่ห้องฉุกเฉิน หรือห้องผ่าตัด พร้อมสถานการณ์ Mission Impossible แบบเดียวกันซึ่งถูกซ้ำเติมและบีบคั้นโดยแทบปราศจากความเห็นใจจากสาธารณชน ในทำนองว่า “ทำไมต้องพักกินข้าว ทำไมไม่มาดูผู้ป่วยคนนี้ก่อน ทำไมไม่ตัดสินใจให้การรักษาแบบนี้ตั้งแต่ต้น นี่โรงพยาบาลหรือโรงฆ่าสัตว์กันแน่!!”

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยแทบไม่เคยมีสื่อมวลชนใดนำเสนอเบื้องหลังอันขมขื่นของผู้ปฏิบัติงานในชุดขาวเลย...ญาติและผู้ป่วยหารู้ไม่ว่า การจะได้แพทย์หรือพยาบาลที่เก่งกาจมาช่วยชีวิตคนเป็นร้อยเป็นพันในอนาคตนั้น มีราคาที่ต้องจ่าย ไม่ต่างจากเหตุการณ์การสูญเสียที่ถ้ำหลวงซึ่งไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น

แต่เหตุสุดวิสัยเช่นนี้ก็ยังถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่มีประโยชน์ในการช่วยชีวิตผู้ป่วยอื่นๆในอนาคต...ทว่าสังคมไทยและสื่อมวลชนไทยแทบไม่เปิดโอกาสให้มีการเรียนรู้ แพทย์พยาบาลต้องทำงานภายใต้สถานการณ์ที่เรียกว่า “ต้องไม่มีช่องว่างสำหรับความผิดพลาดใดๆ” เพราะนั่นหมายถึงคุกตะรางหรือการล้มละลายเพราะการฟ้องร้อง และการถูกตัดสินด้วยศาลเตี้ยบนโลกออนไลน์

สื่อไทยเน้นการนำเสนอข่าวด้วยวิธี “Nightcrawler” ด้วยการตอบโจทย์ความอยากรู้อยากเห็น ประเด็นดราม่าเคล้าน้ำตา มองหาฮีโร่นารีขี่ม้าขาว ด้วยการนำเสนอข่าวที่ฉับไวแต่ปราศจากการตรวจสอบและการเจาะข้อมูลเชิงลึกก่อนนำเสนอข่าว จนหลายครั้งผลการรักษาที่ดีอาจกลายเป็นความสำเร็จของคนทรงเจ้าเข้าผี ของยาผีบอก ของพลังเหนือธรรมชาติ ในขณะที่การทำดีมักถูกกลบด้วยข่าวแห่โลงประท้วง

...ข่าวมือเกรียนที่ปั่นกระแส “ล่าแม่มดผ่านคีย์บอร์ด” โดยแทบไม่รู้ข้อเท็จจริงใดๆเลย

ในขณะที่สื่อเทศนำเสนอแบบ “Spotlight” เน้นข่าวเชิงลึกที่ต้องถูกต้องไม่ผิดพลาด ผ่านการตรวจสอบอย่างดี หลีกเลี่ยงการสื่อข่าวเชิงดราม่า การสื่อประเด็นกระทบจิตใจโดยไม่ตรวจสอบก่อนเป็นสิ่งต้องห้าม การสื่อข่าวด้านเดียวซึ่งหมายถึงความไม่เป็นมืออาชีพจึงแทบไม่เกิดขึ้นเลย

เราจึงเห็นภาพการนำเสนอข่าวอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบต่อสังคมในประเทศเหล่านี้ ตัวอย่างหนึ่งคือ ไต้หวัน ซึ่งมีพันธสัญญาของสื่อและมีระเบียบคุมเข้าเรื่องการสื่อข่าวเชิงลบของบุคลากรโดยไม่ตรวจสอบถือเป็นข้อห้ามที่มีบทลงโทษรุนแรง

ปรากฏการณ์ถ้ำหลวงได้สอนอะไรหลายอย่าง เช่น การควบคุมวิธีการนำเสนอข่าว การห้ามการไลฟ์สดเพื่อป้องกันความผิดพลาด การควบคุมประเด็นดราม่า การตั้ง press center การทำงานแบบปิดทองหลังพระที่ตอกย้ำคำพูดที่ว่า “คนยิ่งใหญ่ยิ่งต้องทำตัวเล็ก”

การบิดเบือนข้อเท็จจริงที่มักมาในรูปแบบของคำแก้ตัวภายหลังว่าไม่ทันได้ตรวจสอบเพราะต้องแย่งกันนำเสนอข่าว การเสนอข่าวผู้ได้รับผลกระทบเพียงด้านเดียวจนไปสร้างรอยแผลกรีดลึกยากเกินกว่าจะเยียวยาต่อแพทย์พยาบาลที่สุจริตใจ การพยายามปลุกกระแสฮีโร่เพื่อต่อยอดการเสนอข่าวจนไปกระทบต่อกำลังใจคนหมู่มาก การฉวยโอกาสของคนบางประเภท เช่น คนทรงเจ้า หมอนักบุญ แม่พระ

นักการเมืองที่หากินกับผู้ได้รับผลกระทบหรือญาติ ทั้งด้วยการสร้าง “Hate speech”...การกระตุ้นให้มีการฟ้องร้อง แทนที่จะพยายามหาทางแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยวิธีสร้างสรรค์

โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ความไม่พร้อมของระบบและภาระงานอันมหาศาล” ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อความผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ ยิ่งเมื่อไร้ภูมิคุ้มกันทางกฎหมายแบบเดียวกับที่ทีมแพทย์ชาวออสเตรเลียร้องขอก่อนเริ่มปฏิบัติการ mission impossible ที่ถ้ำหลวง ยิ่งทำให้บุคลากรชุดขาวถอดใจจากระบบนี้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ห้องผ่าตัดใน รพ.ชุมชนทั่วประเทศหลายร้อยแห่งที่ถูกปล่อยร้างมานับสิบปี (ภายหลังเหตุการณ์ไส้ติ่งที่ร่อนพิบูลย์) เพื่อเป็นอนุสาวรีย์เตือนใจ...แบบเดียวกับที่ Ethan Hunt ได้รับคำเตือนก่อนรับงาน mission impossible ว่า...“หากปฏิบัติการล้มเหลว...ท่านจะต้องช่วยตัวเอง...เพราะรัฐบาลจะปฏิเสธความรับผิดชอบทุกกรณี”...ตู๊ด ตู๊ด เอกสารนี้จะทำลายตนเองในห้าวินาที...

หมอดื้อ

ปัญหาเหล่านี้ไม่ต่างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระบบสาธารณสุข เพราะทันทีที่มีข่าวในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความล้มเหลวของการรักษาพยาบาล หรือผลการรักษาที่ไม่เป็นไปตามความคาดหวัง 11 ส.ค. 2561 11:20 11 ส.ค. 2561 11:45 ไทยรัฐ