วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิทคอยน์แหล่งฟอกเงินระดับโลก

วันศุกร์ที่ผ่านมา ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เดินทางไปหารือกับ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ เรื่องการควบคุมดูแลการซื้อขาย “บิทคอยน์” สกุลเงินดิจิทัลที่มีราคาแพงกว่าทองคำจริงเสียอีก ซึ่งกำลังเริ่มแพร่หลายในหมู่นักลงทุนไทย ราคาเฉลี่ยล่าสุดวันเสาร์อยู่ที่ 16,424 ดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอยน์ หลังจากที่เคยทำสถิติสูงสุดกว่า 20,000 ดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอยน์ เมื่อกลางเดือนธันวาคม ส่วน ราคาเฉลี่ยในเมืองไทยอยู่ที่ 594,000 กว่าบาทต่อ 1 บิทคอยน์

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ที่รัฐบาลแสดงความวิตกต่อการซื้อขายบิทคอยน์ในเมืองไทย ดร.วิรไท ผู้ว่าการแบงก์ชาติ เคยออกมาเตือนหลายครั้ง แต่ยังไม่มีมาตรการควบคุม

ประเด็นที่ ดร.สมคิด หารือกับ ดร.วิรไท ก็คือ 1.ให้เฝ้าระวังการลงทุนในบิทคอยน์ในประเทศไทยที่อาจเกี่ยวข้องกับ “การฟอกเงิน” (เรื่องนี้ชัวร์อยู่แล้ว) 2.ให้ศึกษาการพัฒนาของบิทคอยน์ในอนาคต วันข้างหน้าอาจมีประโยชน์นำมาใช้งานได้ 3.อย่าให้เกิดกรณีหลอกลวงให้ลงทุนในบิทคอยน์และฉ้อโกงเงิน

ความจริงการซื้อขายเงินดิจิทัล “บิทคอยน์” และ “เงินดิจิทัลสกุลอื่น” นอกจากการ “เก็งกำไร” ด้วยความโลภแล้ว ส่วนใหญ่ก็เป็นการ ฟอกเงินที่ผิดกฎหมาย แทบทั้งสิ้น เช่น เงินจากการทุจริตคอร์รัปชัน เงินจากการค้ายาเสพติด เงินจากสิ่งผิดกฎหมาย เพราะต้องเอา “เงินจริง” ไปซื้อ บิทคอยน์ ที่เป็นเงินดิจิทัล การซื้อขายจะทำผ่านระบบ “บล็อกเชน” ที่เข้ารหัสคอมพิวเตอร์ ไม่มีการระบุตัวตน ไม่มีการระบุชื่อเสียงเรียงนาม จึงเป็นช่องทางในการฟอกเงินที่ง่ายที่สุด สะดวกที่สุด ไร้ร่องรอยที่สุด และ หลอกลวงง่ายที่สุด

จึงไม่แปลกใจที่เงินดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นสกุล บิทคอยน์ ริพเพิล อีเทอเรียม จะได้รับความนิยมอย่างมาก และเติบโตแบบก้าวกระโดด ในเว็บไซต์สกุลเงินดิจิทัลมีการรวบรวมมูลค่าหรือ มาร์เก็ตแคพของเงินดิจิทัล ที่ซื้อขายกันอยู่ในตลาดปัจจุบัน รวมกว่า 790,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ กว่า 25.67 ล้านล้านบาท สูงจนน่าตกใจ

ณ วันเสาร์ที่ 6 มกราคม 2561 เงินดิจิทัลที่มีมาร์เก็ตแคพ อันดับ 1 คือ บิทคอยน์ 286,237 ล้านดอลลาร์ ราว 9.3 ล้านล้านบาท อันดับ 2 ริพเพิล 119,516 ล้านดอลลาร์ ราว 3.88 ล้านล้านบาท อันดับ 3 อีเทอเรียม 100,280 ล้านดอลลาร์ ราว 3.25 ล้านล้านบาท

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ถ้าหาก “ฟองสบู่เงินดิจิทัล” เหล่านี้ แตกโพละ ลงวันใด ตลาดเงินโลกคงวิกฤติไม่แพ้วันที่ เลห์แมน บราเดอร์ ล้มในปี 2008 ซึ่งเป็นปีที่ “บิทคอยน์” ถือกำเนิดขึ้นมา โดยฝีมือมนุษย์ที่ไร้ร่องรอยคนหนึ่งชื่อ ซาโตชิ นาคาโมโต จากราคาเริ่มต้นของบิทคอยน์ที่ซื้อขายกันในช่วงนั้น เพียง 0.0008 ดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอยน์ หรือ 0.026 บาทต่อ 1 บิทคอยน์ วันนี้ขึ้นไปอยู่ที่ 16,424 ดอลลาร์ หรือ 594,000 บาทต่อ 1 บิทคอยน์ ราคาปรับขึ้นไปถึง 22.846 ล้านเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ราคาทองรูปพรรณซื้อขายกันวันศุกร์ที่ผ่านมา อยู่ที่บาทละ 20,000 บาท

ฟองสบู่หรือไม่ ต้องไปคิดกันเอาเอง

มีการประเมินกันว่า ถ้าหากฟองสบู่บิทคอยน์พังเมื่อไหร่ ก็จะลากเอาสถาบันการเงินจริงล้มระเนระนาดไปด้วย เพราะการซื้อขายบิทคอยน์ต้องใช้ “เงินจริง” ในการซื้อขาย แต่ได้เป็น “เงินดิจิทัล” ที่ไร้มูลค่าในตัวเอง และก็ “ไม่ใช่เงินจริง” เสียด้วย ไม่มีธนาคารกลางที่ไหนในโลกยอมรับ และ ใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายไม่ได้

ที่มีการอ้างอิงว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่นยอมรับเงินดิจิทัลบิทคอยน์ เรื่องนี้ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ให้สัมภาษณ์ในวารสาร “การเงินธนาคาร” ฉบับมกราคม ว่า รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นออกมาบอกแล้วว่า ไม่ใช่ เป็นความเข้าใจผิด เขารับรองว่าเป็นช่องทางการชำระเงินเพื่อ ทดสอบนวัตกรรมใหม่ แต่ไม่ได้ยอมรับว่าชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

ทางที่ดีที่สุด ผมคิดว่า กระทรวงการคลัง และ แบงก์ชาติ ควรจะต้อง เร่งออกมาตรการควบคุมการซื้อขายเงินดิจิทัลโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ฟองสบู่จะแตกเสียก่อน.

“ลม เปลี่ยนทิศ”