วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คุก 12-19 ปีฆ่าคนพิการ ‘7โจ๋ดุ’ ลูกตำรวจ ให้ชดใช้ 5 แสน

ศาลอาญาสั่งจำคุกยกแก๊งลูกตำรวจ 7 คน คดีร่วมกันฆ่าชายพิการตายคาร้านขนมปังย่านโชคชัย 4 โดนคนละ 12-19 ปีกองเชียร์ก็ไม่เว้น และให้ร่วมกันจ่ายค่าเสียหายอีก 5 แสนบาท หลังพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์มีหลักฐานหนักแน่น ทั้งพยานบุคคล คลิปที่พลเมืองดีถ่ายไว้ได้ และภาพวงจรปิดจากกล้องซีซีทีวีของ กทม. แต่ทนายโจทก์ยังข้องใจเรื่องข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ที่โทษเบากว่าข้อหาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนที่เรียกร้อง เตรียมยื่นอุทธรณ์ประเด็นที่อัตราโทษน้อยไป ส่วนแม่ชายพิการขอบคุณศาลที่ให้ความเป็นธรรม เตรียมปรึกษาญาติหาวันเผาศพลูก

ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดีแก๊งลูกตำรวจร่วมกันแทงนายสมเกียรติ ศรีจันทร์ ชายพิการจนเสียชีวิต เปิดเผยขึ้นที่ห้องพิจารณาคดี 813 ศาลอาญา เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 ธ.ค. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีดำเลขที่ อ.2186/59 พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายพีรพล หรือเปา ยศพงศ์อนันต์ อายุ 22 ปี นายอัครเดช หรืออั๋น ทัศนะ อายุ 23 ปี นายมนต์มนัส หรือเต้ย แสงโพธิ์ อายุ 22 ปี นายจตุพร หรือเบียร์ จันทร์โสภา อายุ 19 ปี นายเมฆ พลไกรษร อายุ 20 ปี นายอรินทร์ หรือเตอร์ ยศพงศ์อนันต์ อายุ 20 ปี และ น.ส.ณัฐณิชา หรือเกม ฤทธิ์ล้ำเลิศ อายุ 19 ปี เป็นจำเลยที่ 1-7 ฐาน ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธ และร่วมกันพกพาอาวุธมีดไปในเมืองฯโดยไม่มีเหตุอันควร

วันนี้นางทองคำ ศรีจันทร์ มารดาของนายสมเกียรติที่เข้าเป็นโจทก์ร่วมเดินทางมาศาล พร้อมด้วยนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ รวมถึงญาติและผู้มาให้กำลังใจหลายคน ขณะที่ศาลเบิกตัวจำเลยทั้ง 7 คน มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯและทัณฑสถานหญิงกลาง

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 พ.ค.59 เวลากลางวัน จำเลยร่วมกันพกพาอาวุธมีดปลายแหลมยาว 27 นิ้ว มีดหัวตัดยาว 21 นิ้ว และมีดปลายแหลมยาว 6 นิ้ว อย่างละเล่ม ติดตัวไปในบริเวณซอยโชคชัย 4 แยก 69 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กทม. แล้วบุกรุกเข้าไปในบ้านเลขที่ 5 ของนางธันยชนก ศรีจันทร์ ผู้เสียหาย ภรรยาของนายสมเกียรติ ศรีจันทร์ อายุ 35 ปี ชายพิการอาชีพส่งขนมปังร้านปังหอมย่านโชคชัย 4 แล้วร่วมกันใช้อาวุธมีดฟัน แทง และปาก้อนอิฐตามศีรษะและร่างกายนายสมเกียรติ ที่ใช้มีดปลายแหลมยาว 32 นิ้วต่อสู้ป้องกันตัว เป็นเหตุให้นายสมเกียรติถึงแก่ความตายสมดังเจตนาแล้วพากันหลบหนีไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โชคชัยตามจับกุมพวกจำเลยได้พร้อมมีดปลายแหลม 2 เล่ม อิฐบล็อกขนาด 4×10 นิ้ว 1 ก้อน เสื้อเชิ้ต และเอามีดยาว 32 นิ้วที่นายสมเกียรติใช้ต่อสู้ป้องกันตัวเป็นของกลาง จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธต่อสู้คดีมาโดยตลอด

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้มีพยานบุคคล พยานวัตถุภาพถ่ายภาพเคลื่อนไหว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นพยานหลักฐานมั่นคงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ สอดคล้องต้องกันกับคำเบิกความพยานโจทก์ 6 ปากว่า เป็นการเบิกความตามจริง ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเช้าเวลา 08.00-09.00 น. มีแสงสว่างเพียงพอ

รวมทั้งมีกล้องซีซีทีวีของกรุงเทพมหานครและภาพจากกล้องมือถือของพยานที่เป็นบุคคลภายนอก ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับฝ่ายใด ประจักษ์พยานเห็นว่า จำเลยที่ 1 2 3 และ 6 ร่วมกันรุมทำร้ายผู้ตาย โดยจำเลยที่ 1 2 และ 3 ร่วมกันใช้มีดฟันที่ใต้แขนซ้าย ด้านหลังและศีรษะผู้ตายต่อเนื่องจนผู้ตายถอยร่น โดยจำเลยที่ 6 ปาหินใส่ผู้ตาย ผู้ตายใช้มีดทำขนมปังกวัดแกว่งเพื่อต่อสู้ไปโดนข้อมือจำเลยที่ 1 จากนั้นกลุ่มจำเลยสับเปลี่ยนอาวุธมีด สลับปาก้อนหินก้อนอิฐใส่จำเลยอย่างต่อเนื่อง จนผู้ตายมีบาดแผลที่ศีรษะ

กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมากลุ่มผู้ตายยังไม่หยุด 1 ในจำเลยใช้มีดแทงเข้าที่ลำคอผู้ตาย เป็นสาเหตุร่วมกับบาดแผลที่ศีรษะที่ลึกถึงสมองทำให้ถึงแก่ความตาย ระหว่างที่รุมทำร้ายผู้ตายจำเลยที่ 7 เป็นผู้หญิงที่นั่งรถแท็กซี่ตามมาทีหลัง เห็นเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนผู้ตายเสียชีวิต แม้จำเลยที่ 7 ไม่มีส่วนร่วมลงมือแต่ตะโกนว่า “เอามันเลย เอามันให้ตาย” เนื่องจากความไม่พอใจที่จำเลยที่ 1 ถูกมีดผู้ตายที่แขนซ้าย การกระทำของจำเลยที่ 7 เป็นการให้กำลังใจสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิด ส่วนจำเลยที่ 4 และ 5 แม้ไม่ได้ร่วมทำร้ายแต่จากพยานหลักฐานภาพถ่าย ทั้ง 2 รับรู้การกระทำของกลุ่ม อีกทั้งลักษณะท่าทางการเดินตามกลุ่มผู้ก่อเหตุยกมือแสดงสัญลักษณ์มาตลอด ทั้งตอนจำเลยที่ 6 โทรศัพท์เรียกพวกมา จำเลยที่ 5 ที่อยู่ใกล้ย่อมรู้ถึงเหตุการณ์ดังกล่าวและผลที่จะเกิดขึ้น จำเลยที่ 4 และ 5 ย่อมมีส่วนรู้เห็นการทำร้ายเข้าข่ายกระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ตามพฤติการณ์ศาลเห็นว่าจำเลยทั้ง 7 กระทำผิดจริง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรม

พิพากษาความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุกจำเลยที่ 1 2 3 และ 6 คนละ 18 ปี ฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานผู้อื่น จำคุกจำเลยที่ 2 4 5 และ 6 คนละ 1 ปี ฐานช่วยเหลืออำนวยความสะดวก จำคุกจำเลยที่ 4 5 และ 7 คนละ 12 ปี ฐานข้อหาพกพาอาวุธไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร สั่งปรับจำเลยที่ 1-6 คนละ 1,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 1 และ 3 คนละ 18 ปี ปรับ คนละ 1,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 และ 6 รวมโทษจำคุกคนละ 19 ปี ปรับคนละ 1,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 4 จำคุก 13 ปี และจำเลยที่ 5 และ 7 จำคุกคนละ 12 ปี ปรับจำเลยที่ 4-5 คนละ 1,000 บาท และให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นการกระทำละเมิดและค่าอุปการะแก่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นแม่ผู้เสียหาย 360,000 บาท และค่าปลงศพ 140,000 บาท รวมให้ชดใช้ทั้งสิ้น 500,000 บาท หลังฟังคำพิพากษาเจ้าหน้าที่คุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดกลับไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลางต่อไป

ด้านนายอนันตชัย ไชยเดช ทนายความของนายสมเกียรติระบุว่า คดีนี้ชี้แจงตั้งแต่ต้นแล้วว่า พฤติการณ์ของกลุ่มจำเลยเป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน แต่พนักงานสอบสวนกลับไม่แจ้งข้อหานี้ตั้งแต่ ต้น ทำให้กลุ่มจำเลยได้รับโทษน้อยกว่าที่ควร แต่ขอน้อมรับในคำพิพากษาของศาล และเตรียมจะอุทธรณ์คดีในประเด็นของอัตราโทษที่น้อยเกินไป อยากให้เพิ่มโทษให้มากกว่านี้ ด้านนางทองคำ ศรีจันทร์ 67 ปี มารดาของนายสมเกียรติผู้ตายกล่าวว่า ขอบคุณที่ศาลตัดสินให้ความเป็นธรรม และจากนี้จะหารือกับญาติว่าจะเผาศพนายสมเกียรติวันไหน เพราะตั้งใจไว้ว่าจะรอจนกว่าจะมีคำพิพากษา