“อนุทิน” ตัดจบลั่นยังไม่มีปรับ ครม. ปิดประตูไม่มีพรรคอื่นเข้าร่วมรัฐบาลเพิ่ม ไฟเขียวทุกกระทรวงจัดทัพโยกย้ายข้าราชการ “ไชยชนก” สำทับเขย่า ครม.ถ้าจะมี 1 ปี กำลังสวย เมินข่าวป่วนดีลลับ “แดง-เขียว” จับขั้วใหม่เปลี่ยนนายกฯไม่กระทบรัฐบาล “ศุภชัย” เปิดหน้าชน สว.สีส้ม แฉเดินสายฮั้วจัดตั้งเปิดเผยหลายจังหวัด แอบตั้งกรุ๊ปไลน์บล็อกโหวต-แจกโพย ขู่มีใบเสร็จมัด “นันทนา” โกหกลงขันค่าห้อง-จัดเลี้ยง สับอย่าดัดจริตทำตัวเป็นคนดี อ้างจัดฮั้วแต่ไม่โกง “พริษฐ์” ปูดแชตไลน์หลักฐานใหม่ขยี้โกง สว.โยง “คุณกุ๊กไก่ เลขาสร...” ส่งโพยกลุ่มหนองบัวลำภู พร้อมแฉยิบเส้นเงินสลิปโอนเงินแสน “เสรีพิศุทธ์” บุกเขากระโดง ตรวจสนามช้างฯบุกรุกที่รถไฟฯ ถมธารน้ำ เตือน “เนวิน” คิดให้ดี อย่าหาว่าอาฆาตนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ดับกระแสข่าวปรับ ครม.หลังรัฐบาลทำงานมาครบ 4 เดือน ยืนยันยังไม่มี เป็นเพียงการคาดเดากันไปเอง เช่นเดียวกับนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เลขาธิการพรรค ภท. ระบุ 1 ปี เหมาะสมหากจะปรับเปลี่ยน“ไชยชนก” สยบเขย่า ครม.ชี้ 1 ปีกำลังดีเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 31 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวเรียกร้องให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) และปรับกลุ่มลูกเทพที่ไม่มีผลงานออกว่า การปรับ ครม. ต้องพิจารณาผลงาน ของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มลูกเทพ ตนเป็นคนหนึ่งที่ต้องถูกประเมินผลงานเหมือนกัน เพื่อให้ ครม.ชุดนี้ปฏิบัติหน้าที่ได้ดีที่สุด เพื่อประเทศชาติและประชาชน ผู้สื่อข่าวถามว่าเวลาประเมินผลงานควรต้องใช้เท่าใด 6 เดือน หรือ 1 ปี นายไชยชนกกล่าวว่า คิดว่าควรต้องให้เวลาทำงานหน่อย ตลอด 4 เดือน ที่ผ่านมา ครม.มีผลงานเยอะมาก ประเด็นไหนขึ้นมาจัดการแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่ปรับปรุง แต่แก้ไขในเชิงโครงสร้างหลายๆประเด็น มีหลายอย่างที่แก้ไขกันอยู่ แต่คิดว่าต้องให้เวลามากกว่านี้ เมื่อถามย้ำว่าควรใช้เวลาเท่าไหร่ประเมินเคพีไอ นายไชยชนกกล่าวว่า คิดว่าต้องนานกว่า 4 เดือน และต้องนานกว่า 6 เดือน คิดว่า 1 ปีกำลังสวย เมื่อถามว่าหัวหน้าพรรค ภท.ได้แจ้งหรือไม่ว่าจะใช้เวลาช่วงไหนปรับ ครม. นายไชยชนกกล่าวว่า ระยะเวลาไม่ได้แจ้ง แต่แจ้งให้รัฐมนตรีทุกท่านทราบตั้งแต่ต้น ทุกคนต้องทำงานมีผลงาน ยิ่งเราเป็นพรรคที่ใหญ่ขึ้น มีบุคลากรที่มีศักยภาพหลายคน ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ไม่สนข่าวดีลลับจับขั้ว รบ.ใหม่เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่มีกระแสข่าวเรื่องสีเขียวและสีแดงดีลจับขั้วรัฐบาลใหม่ เปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี นายไชยชนกกล่าวว่า ตนไม่ให้ความสนใจเรื่องนี้เท่าไหร่ ตอนนี้มีปัญหารุมเร้าหลายอย่าง รัฐมนตรีทุกท่านต้องโฟกัสและเร่งทำ คิดว่าถ้าอยู่ตรงนี้ทำหน้าที่ได้ดีไม่ว่าจะมีการวางแผนหรือเดินเกมอย่างไรก็ไม่กระทบ ครม.“ธนกร” ซัดเลอะเทอะสูตรแดง–เขียวนายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. กล่าวถึงกรณีนายไทกร พลสุวรรณ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ระบุมีดีลลับแดง-เขียว รวมเสียงเปลี่ยนตัวนายกฯว่า ส่วนตัวไม่ให้น้ำหนักอยู่แล้ว ถ้าคนที่มองการเมืองออกเล่นการเมืองเป็น ย่อมรู้ว่าถ้าจะมีการเจรจากันจริงแค่ยกหู หรือไปหาที่บ้านก็ได้ ไม่จำเป็นต้องบินไปคุยกันถึงต่างประเทศ หลายครั้งที่นายไทกรมักจะพูดลอยๆ แต่ไม่เคยแสดงหลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันอะไรเลย วันนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ยืนยันเสียงในสภาฯพรรคร่วมรัฐบาลยังมั่นคงแข็งแรง ความคิดเห็นต่างทางการเมืองถือเป็นเรื่องปกติ หาจุดกึ่งกลางร่วมกันเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติได้ เรื่องดีลลับแดง-เขียว มองว่าเลอะเทอะ ตกคณิตศาสตร์ คนพูดก่อนมาปล่อยข่าวได้ลองนับเลขดูก่อนแล้วหรือยังว่าเก้าอี้ สส.พรรค ภท.มีอยู่เท่าไหร่ เอาเวลาไปทำอะไรที่มันเข้าท่าเข้าทาง ทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์ยังดีกว่า“อนุทิน” ตัดจบลั่นไม่มีปรับ ครม.เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวปรับ ครม.หลังรัฐบาลทำงานมา 4 เดือนว่า “ไม่มี เอามาจากไหน เอามาจากรายการทีวีอีกแล้ว ไม่มี ยังไม่มี ตอนนี้ทุกคนพยายามทำงานให้ตรงกับแนวทางที่กำหนดไว้มากขึ้น เมื่อถามว่านายกฯควรพูดให้ชัดเลยหรือไม่ว่าช่วงเวลาใดถึงเหมาะสมจะปรับ ครม. 6 เดือน หรือ 1 ปี นายอนุทินตอบว่า ของแบบนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ พูดไปเดี๋ยวจะไปผูกมัด เอาเป็นว่านายกฯทรงสิทธิเอาไว้ในเรื่องการปรับ ครม.อยู่แล้วเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ใครทำแล้วประเทศชาติไม่เกิดประโยชน์ เสียหาย ไม่จำเป็นต้องไปรอให้ถึงเวลาปรับ ครม.แล้วค่อยปรับ ไม่รู้จะมองอย่างไรแล้วทุกคนเดาหมดเลย รายการต่างๆพูดได้เลยเข้าไม่ถึงแหล่งข่าว ไม่รู้จริง พยายามใช้ประสบการณ์ประเมินกันไปทั้งที่ตัวเองไม่มีข้อมูลใดๆ เลยแม้แต่น้อย ไม่รู้จะแก้อย่างไรแก้ไม่ไหว แต่ไม่ต้องให้คำมั่นอะไรกับใคร นายกฯเป็นหัวหน้ารัฐบาลถึงเวลาปรับก็ต้องปรับ ถ้าใครไม่ทำอะไรผิดก็ไม่ปรับ ถ้าใครไม่ทำอะไรที่เสียหายกับบ้านเมืองและมีผลงานก็ไม่ปรับปิดประตูพรรคอื่นร่วม รบ.ตอนนี้เมื่อถามว่าตำแหน่งรัฐมนตรียังเหลืออีก 1 ตำแหน่ง เป็นไปได้หรือไม่การปรับ ครม.จะมีพรรคอื่นมาเข้าร่วม ครม. นายอนุทินกล่าวว่า ตอนนี้ยังเป็นไปไม่ได้ เมื่อถามว่ามีกระทรวงไหนที่อยากจี้ให้มีผลงานที่สุดนายอนุทินกล่าวว่าจี้ทุกกระทรวงเลย จี้ตัวเองด้วย หลังจากบอกว่าต้องมีผลงาน การสื่อสารออกไปดีขึ้น ผลงานรัฐบาลมีผลงานออกมาต่อเนื่อง คนที่เห็นผลงานที่เข้าใจรัฐบาลมีเยอะแยะมากมาย ส่วนคนตั้งใจจะโจมตีอย่างเดียวไม่ว่าจะทำอะไรผิดไปหมดก็มี ต้องแล้วแต่ แต่ไม่ได้ทำให้รัฐบาลกังวลอะไร เราทำแต่สิ่งที่ถูกต้องเป็นประโยชน์ให้บ้านเมือง ถ้ายึดมั่นสองสิ่งนี้ได้ อธิบายตัวเอง อธิบายคณะทำงานได้ และผู้รับปฏิบัติไปส่วนใหญ่เป็นข้าราชการรับไปปฏิบัติได้ด้วยประสิทธิภาพ ด้วยความร่วมมือ ยังยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากข้าราชการประจำ ฝ่ายความมั่นคงและภาคเศรษฐกิจ เชื่อมั่นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้คือความร่วมมือที่ดี ต่างคนต่างเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน เมื่อวานไปดูรายการอะไรไม่รู้บอกตนบังคับบัญชาไม่ได้แล้ว สั่งอะไรไปไม่มีคนทำ สื่อดูแล้วกันจริงหรือไม่เข้าฤดูโยกย้ายให้โอกาส รมต.จัดทัพเมื่อถามว่ากรณีจะรีเซ็ตกระทรวงมหาดไทย (มท.) ช่วงเดือน ส.ค. ตั้งเป้าให้ภาพกระทรวงเป็นอย่างไร นายอนุทินกล่าวว่า จริงๆกระทรวงมหาดไทยมีแค่เรื่องโกงข้อสอบ ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของระบบ แต่เป็นเรื่องคน เมื่อคนทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นไปจัดการกับคน ได้จัดการหมดแล้ว ออกหมายจับหมายเรียกจับกุมดำเนินคดีทั้งกรรมการสอบที่ย้ายออกมา ไม่ให้มีอำนาจดูแลเรื่องนี้ ยกเลิกผลสอบที่ส่อไปในแนวทุจริต ชัดเจนหมดทุกอย่าง ตอนนี้เดือน ส.ค. ก.ย.เข้าสู่ฤดูโยกย้ายพอดี ไม่ใช่กระทรวงมหาดไทยกระทรวงเดียวเสียเมื่อไหร่ ทุกกระทรวงทยอยแต่งตั้งระดับ 10 11 ต้องเข้า ครม.ให้เกียรติรัฐมนตรีทุกกระทรวงนำเสนอบุคคลที่เหมาะสมบริหารกระทรวง ตนบริหารรัฐมนตรี รัฐมนตรีไปบริหารกระทรวง “have a good weekend” ขอให้มีวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ดี“ปกรณ์” รื้อ 100 ก.ม.แก้อุปสรรคธุรกิจนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยความคืบหน้าการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศว่า ขณะนี้ได้เริ่มทำงานร่วมกับภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) คือ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ตรวจสอบกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ ภาคเอกชนเสนอให้แก้ไขล่าสุดมีกว่า 100 ฉบับ จะไม่ทำเป็นแผนแม่บทขนาดใหญ่ ใช้เวลานาน อาจไม่ทันสถานการณ์ แต่ ขอให้ภาคเอกชนบอกให้ชัดว่ากฎหมายไม่ดีตรงไหน ต้องแก้ถ้อยคำใด เมื่อได้ร่างข้อความชัดจะนำไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทันที จากนั้นจะเสนอหลักการต่อ ครม.เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานเจ้าของกฎหมายไปแก้ไขตามระบบ เน้นเรื่องที่ทำได้จริงและเกิดผลต่อผู้ประกอบการเร็วที่สุดเร่ง 2 เดือนเห็นผลเพิ่มศักยภาพแข่งขันนายปกรณ์กล่าวว่า รัฐบาลจะจัดลำดับความสำคัญของกฎหมายตามยุทธศาสตร์ 7 Leading Thailand โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีผลโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น การท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรม เอกชนสะท้อนตรงกันว่าหากต้นทุนดำเนินธุรกิจยังสูง ไทยจะแข่งขันกับประเทศอื่นยากขึ้น ปัญหาขีดความสามารถการแข่งขัน ไม่ได้อยู่ที่กฎหมายอย่างเดียว ยังมีต้นทุนเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะราคาพลังงานที่สูงมาก เป็นต้นทุนพื้นฐานทุกธุรกิจหากไม่แก้ควบคู่กัน แก้กฎหมายอย่างเดียวอาจยังไม่พอ เดิมคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน คืบหน้าไปมากแล้ว คาดว่าอีก 1-2 เดือนจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นต้องเร่งทำ วาระรัฐบาลเดินเร็ว และ ประเทศต้องการความเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้“ไอติม” เปิดไลน์หลักฐานใหม่ขยี้โกง สว.เมื่อเวลา 15.00 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ได้เผยแพร่ภาพบทสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์ จำนวน 16 ภาพ ลงบนเฟซบุ๊ก ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เป็นการพูดคุยระหว่างผู้ใช้งานไลน์ที่ใช้ชื่อว่า “คุณกุ๊กไก่ เลขาสร...” กับคู่สนทนาหลายครั้ง พบรายละเอียดการส่งรายชื่อกลุ่มหนองบัวลำภูรักถิ่น การส่งลิงก์ของโรงแรมพร้อมเบอร์โทรศัพท์ การส่งต่อกระดาษ A4 เขียนตารางหมายเลขคล้ายลักษณะของโพย การขอเอกสารบัญชีธนาคาร การส่งกำหนดการแสดงความยินดีกับนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร และนายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สว.หนองบัวลำภู ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เขต 1 อ.เมือง เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2567 ยังมีภาพการส่งสลิปโอนเงินจากนายสนั่นชัย ช่วยอุดมธนิกิจ ไปยัง น.ส.ภัณนิภา ผาสุข จำนวน 100,000 บาท เมื่อวันที่ 30 ก.ย.67 เป็นต้น ทั้งนี้นายพริษฐ์ ได้โพสต์ข้อความประกอบว่า “เปิดหลักฐานใหม่ : บทสนทนาใน LINE ที่ขัดแย้งกับคำชี้แจงของ สว.สรชาติ หนองบัวลำภู เกี่ยวกับหลักฐานเส้นเงินในคดีโกง สว.”แฉยิบตั้งแต่โพยยันสลิปเงินแสนนายพริษฐ์ยังระบุในโพสต์ดังกล่าวอีกหลายประเด็น เช่น บทสนทนาในไลน์ รวมทั้งหมด 16 ภาพ ชี้ให้เห็นชัดว่าภาพ 1-5 คุณภัณนิภาพูดคุยกับพยานในช่วงต้น-กลาง มิ.ย.67 คาดเป็นช่วงการเลือกระดับอำเภอและระดับจังหวัด แต่ก่อนการเลือกระดับประเทศ เกี่ยวกับการรวบรวมรายชื่อผู้สมัครใน “สายเรา” โดยมีการเอ่ยถึงการ “รายงานให้พี่สรชาติทราบ” อย่างชัดเจน ภาพ 6 คุณภัณนิภา ส่งพิกัดสถานที่ “โรงแรมธาราแกรนด์” ให้กับพยานในบ่ายวันที่ 24 มิ.ย.67 สอดรับกับหลักฐานจากพยานบุคคลอื่น ที่บอกว่าโรงแรมธาราแกรนด์เป็นหนึ่งในศูนย์ทำโพย ที่มีการรวมตัวกันของผู้สมัคร สว.จากหลายจังหวัดที่เข้าร่วมในขบวนการโกง สว. ภาพ 9-13 คุณภัณนิภา ได้ทักไปพูดคุยและประสานงานกับพยาน ในช่วงกลาง ก.ค.67 ถึงกลาง ส.ค.67 หลังคุณสรชาติได้รับเลือกเป็นทางการ เพื่อประสานเอกสารในการตั้งพยานเป็นผู้ช่วย สว.ของ สว.สรชาติ ภาพ 16 คุณภัณนิภา ทักไปพูดคุยและประสานงานกับพยานวันที่ 30 ก.ย.67 นำไปสู่การที่พยานโอนเงินบางส่วนจากเงินเดือนผู้ช่วย สว.กลับมาที่คุณภัณนิภา (สอดคล้องกับหลักฐานเส้นทางการเงินและคำบอกเล่าของพยาน ที่บอกว่าต้องโอนเงินเดือนบางส่วนคืนให้คุณภัณนิภา เพื่อใช้กระจายต่อให้ผู้สมัคร สว.คนอื่นในขบวนการ)ชี้โพรง กกต.มีหลักฐานชัดสั่งฟ้องนายพริษฐ์ย้ำด้วยว่า แน่นอนเพื่อความเป็นธรรมและเพื่อรับฟังข้อมูลรอบด้าน เห็นว่าคุณสรชาติมีสิทธิเต็มที่ในการชี้แจงในรายการถัดๆไป หากคำชี้แจงของ สว.สรชาติหลังจากนี้ไม่มีความคงเส้นคงวากับคำชี้แจงที่ผ่านมา หรือไม่สอดรับกับหลักฐานที่ปรากฏทั้งเส้นเงิน ข้อความในไลน์ และหลักฐานอื่นๆ กรณีนี้ เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเป็นกรณีที่มี “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและเป็นเหตุให้ กกต.มีหน้าที่ตามมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.การเลือก สว.ที่ต้องส่งเรื่องดังกล่าวต่อให้ศาลพิจารณาโดยละเอียดว่ามีการกระทำความผิดหรือไม่ #สั่งฟ้อง สว.แฉ สว.ส้มบล็อกโหวต–แจกโพยด้านนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรค ภท. ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า สิ่งที่กล่าวหากลุ่ม สว.สีน้ำเงินมีพฤติการณ์ต่างๆ ถามว่าทั้ง 2 กลุ่มก็ทำวิธีเดียวกัน แล้วความแตกต่าง มันอยู่ตรงไหน บอกการทำแบบสีน้ำเงินมันฮั้ว มันผิด แต่พอของคุณทำเหมือนกันกลับบอกว่าฮั้วแต่ไม่โกง มีข้อมูลและหลักฐานชี้ให้เห็นว่ากลุ่มที่อ้างเป็น สว.ประชาชน หรือ สว.สีส้ม มีกระบวนการจัดตั้งกันแบบเปิดเผยหลายจังหวัด รวมถึง กทม.เช่น การนัดพบที่หอศิลป์จิม ทอมป์สัน เบื้องหลังแอบตั้งกลุ่มไลน์ กำหนดเบอร์เป้าหมายเพื่อบล็อกโหวต แบ่งบทบาทให้ผู้สมัครบางคนเป็นเพียงโหวตเตอร์ เพื่อให้บุคคลเป้าหมายให้ได้รับเลือกเป็น สว.ตอกอย่าดัดจริต ทำตัวเป็นคนดี“คุณคิดว่าผมไม่มีข้อมูลหรือ คิดว่ามีแต่คนรักพวกคุณกัน ไม่คิดว่าคนจะรักผมแล้วเอาข้อมูลมาให้ จะมีคลิปเสียง มีโพยที่คุณเขียนกันว่าต้องเลือกใคร มาตรวจดูพบว่าคนที่บอกให้เลือก กทม. 40 คน คุณได้มากี่คน ผมรู้หมด อย่าประมาท อย่ากล่าวหาคนอื่น คุณจัดตั้งให้เลือกเบอร์อะไรผมรู้หมด ในที่สุดท่านก็ได้เป็น สว. อย่าดัดจริต อย่าทำตัวเป็นคนดี ผมไม่ได้บอกว่าทำกันทุกกลุ่ม ที่จริงสีอื่นก็มี แต่ด้วยเหตุผลว่ากติกามันซับซ้อน เขาจึงต้องรวมกลุ่มกันมา และสิ่งที่ผมขีดเส้นใต้ก็คือบางคนเพียงแต่ มาเป็นโหวตเตอร์ ซึ่งเขาก็ไม่ได้ห้าม” นายศุภชัยระบุขู่มีใบเสร็จมัด “นันทนา” โกหกลงขันนายศุภชัยยังกล่าวถึงกรณีที่ น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. ออกมาระบุว่า กลุ่มผู้สมัคร สว. กว่า 300 คน ที่มาร่วมประชุมที่ห้องจูปิเตอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นการรวมตัว ลงขันจ่ายค่าห้องจัดเลี้ยง และวิ่งออกไปซื้อน้ำดื่มกันเองว่าเป็นความเท็จ มีหลักฐานใบเสร็จชัดเจน ผู้จองและออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด ยืนยันข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริง ตรวจสอบได้ ไม่ได้เป็นการกล่าวหานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า การรวมกลุ่มและพฤติการณ์ต่างๆอาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือก สว.หรือไม่ จึงขอให้ กกต.ใช้อำนาจตามกฎหมายสืบสวนไต่สวนเรื่องดังกล่าวว่าสิ่งที่กลุ่มนี้ทำถูกหรือผิด“ศรี” ยื่นสอบผู้สมัคร สว.ส้มจัดฮั้วเมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เข้ายื่นคำร้องต่อ กกต.ขอให้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560 มาตรา 41 สืบสวนหรือไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน กรณีกลุ่มผู้สมัครสว. 300 คน ที่มาพบกันที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี มีพฤติการณ์หรือการกระทำวางแผนจัดคนฝ่ายตนมาดำเนินการเลือก สว.อันมิชอบด้วยกฎหมาย หรืออาจไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ อย่างไร นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ที่ผ่านมากลุ่มหนึ่งอยู่ในการสืบสวนและไต่สวนของ กกต.และดีเอสไอแล้ว แต่ มีการพูดถึงพฤติการณ์อีกกลุ่มเรียกกันว่า สว.สีส้ม มีพฤติการณ์ไม่ต่างกับกลุ่ม สว.ชุดแรก ประมาณ 300 คน จัดประชุมพบปะกันที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี กกต.มีอำนาจเริ่มสืบสวนหรือไต่สวนได้เองแม้ไม่มีผู้ร้องเรียน เพื่อไม่ให้เป็นการเลือกปฏิบัติ การเลือก สว.เป็นการแข่งขันของผู้สมัครอย่างอิสระ แต่มีบางคนพูดว่าเป็นเรื่อง “ภารกิจร่วม” “ทีมเดียวกัน” “ส่งคนของเราเข้าไป” และ “ส่งไม้ต่อ” อย่างเปิดเผย ถ้าฝ่ายหนึ่งเรียกสิ่งนี้ว่า “การจัดตั้ง” หรือ “การทำงานเป็นทีม” แล้วเหตุใด เมื่ออีกฝ่ายถูกกล่าวหาลักษณะคล้ายกันจึงถูกเรียกว่า “ฮั้ว”“เสรีฯ” บุกเขากระโดง–ตรวจถมธารน้ำวันเดียวกัน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย พร้อมทนายความลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ เป็นวันที่สอง เพื่อตรวจสอบสภาพพื้นที่จริงตามหลักฐานแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมต่อสู้คดีในชั้นศาล หลังนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ยื่นฟ้องศาลฐานหมิ่นประมาทและแจ้งความเท็จ ปมเรียกร้องทวงคืนที่การรถไฟก่อนหน้านี้ โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์นำแผนที่ทางอากาศมากาง ตรวจสอบบริเวณหน้าสนามแข่งรถช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และสนามฟุตบอลช้างอารีน่า จากนั้น ได้เดินทางไปที่เขากระโดง เขาสูงมองเห็นภูมิทัศน์ของตัวเมืองบุรีรัมย์สนามแข่งรถ และสนามฟุตบอล เพื่อตรวจสอบแนวเขตธารน้ำธรรมชาติคู่กับแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวหลังเดินสำรวจว่า วันนี้เป็นวันที่สอง ได้พาทนายความมาชี้จุดสำคัญของการบุกรุกที่ดินการรถไฟฯ และลำน้ำ รวมถึงถนน สาธารณประโยชน์ที่ชาวบ้านไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ การนำทนายความมาด้วย เพราะเป็นคนทำหน้าที่แทน หากต้องเบิกความในชั้นศาล เพราะตนต้องหาข้อมูลที่ชัดเจนที่จะเอาไปต่อสู้คดีที่นายเนวินฟ้องตนฐานหมิ่นประมาท ศาลมีนัดไกล่เกลี่ยวันที่ 6 ส.ค. และไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 17 ส.ค.69 มาตรวจสอบนายเนวิน ชิดชอบ และครอบครัว ไม่มีเรื่องการเมืองเกี่ยวข้อง เพราะพรรคตนไม่ใช่คู่แข่งการเมืองของพรรค ภท. เป็นพรรคอยู่หางแถว มี สส.เพียงคนเดียว คือตน ไม่สามารถไปทำอะไรพรรคอื่นได้ติงครูใหญ่คิดให้ดีอย่าคิดว่าอาฆาตพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวต่อว่า การแจ้งความกล่าวหาของตนครั้งนี้ พุ่งเป้าไปที่บุคคลคือนายเนวินและคนในครอบครัวที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินรถไฟ และที่สาธารณประโยชน์ ไม่ได้เกี่ยวกับพรรค ภท. ถึงแม้นายเนวินจะอยู่เบื้องหลังก็ตาม ผู้สื่อข่าวถามว่า อยากฝากอะไรไปถึงนายเนวินหรือไม่ กรณีให้ทนายฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ตอบว่า อยากให้คุณเนวินคิดให้รอบคอบ อย่าคิดว่าตนไปอาฆาตมาดร้าย ตนมา จ.บุรีรัมย์ในครั้งนี้ ยังพักโรงแรมอมรีของนายเนวินเพื่อเป็นการอุดหนุน ความจริงแล้วนายเนวินควรจะอาฆาตตนมากกว่าที่เคยไปจับลูกน้องซื้อเสียงจนศาลสั่งจำคุก ตนทำตามหน้าที่ตามกฎหมายตรงไปตรงมาดีเอสไอออกหมายเรียก “ภาวุธ” ครั้งที่ 2เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ศูนย์ราชการฯ อาคารซี ชั้น 2 โถงดีเอสไอ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ หลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ออกหมายเรียกผู้ต้องหาทั้ง 22 ราย คดีซื้อขายฟอเร็กซ์โดยไม่ได้รับอนุญาต ในความผิด ฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ร่วมกัน ฉ้อโกงประชาชน เป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้จดทะเบียน ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินฯ โดยเมื่อวันที่ 24 ก.ค. นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มอบอำนาจให้นายภิรัช ตรีเพชร ทนายความประจำตัว เข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 และขอเลื่อนรับทราบข้อกล่าวหาไปเป็นวันที่ 3 ส.ค. คณะพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้ว มีมติออกหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 2 แก่นายภาวุธ ให้มารับทราบข้อกล่าวหา ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาวันที่ 31 ก.ค.แทนทีมงานขอเลื่อนรับทราบข้อหา 3 ส.ค.ต่อมาเวลา 10.50 น. นายภาวุธส่งทีมงานนำโดยนายอภิเชษฐ ถาบุตร รับมอบอำนาจเข้ายื่นเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 2 จากวันที่ 31 ก.ค.ไปเป็นวันที่ 3 ส.ค. ส่วนกรณีของนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือฟิล์ม ดาราชายชื่อดัง ที่พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหาครั้งที่ 1 นัดหมายให้เข้าพบในวันที่ 3 ส.ค.69 เวลา 10.00 น. นายรัฐภูมิยังไม่ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการประสานขอเลื่อนหมายเรียกครั้งที่ 1ผู้สื่อข่าวโทรศัพท์สอบถามนายภาวุธว่า วันที่ 31 ก.ค. จะมารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกครั้งที่ 2 หรือไม่ หรือจะส่งทนายความขอเลื่อนหมายเรียก นายภาวุธบอกว่า จะยังไม่ได้เข้าพบพนักงานสอบสวน เนื่องด้วยติดประชุมกรรมาธิการ ก่อนหน้านี้มอบหมายให้ทนายความส่งเอกสารขอเลื่อนหมายเรียกไปเป็นวันที่ 3 ส.ค. ยืนยันจะเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนแน่นอน จะเป็นเวลาใดจะขอปรึกษากับทีมงานก่อน ขณะที่หมายเรียกครั้งที่ 2 ที่นัดหมายวันที่ 31 ก.ค. ตนยังไม่เห็นเอกสารหมายเรียกดังกล่าวโพลค้านตัดสิทธิบัตรคนจนศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) สำรวจ “มุมมองประชาชนต่อบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและทิศทางในอนาคต” เมื่อวันที่ 25-28 ก.ค. จากผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 2,000 ตัวอย่าง พบว่าผลการสำรวจทาง Line Today ถึงเกณฑ์คัดกรองผู้สมควรได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่เป็นปัญหามากที่สุด ร้อยละ 24.4 ระบุไม่มีรถยนต์หรือมีจักรยานยนต์ ไม่เกิน 300 ซีซี ไม่เกิน 1 คัน เมื่อถามถึงผลคัดกรองผู้มีสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ มีผู้ผ่านเกณฑ์ลดลง จากประมาณ 18.8 ล้านคน เหลือประมาณ 9.5 ล้านคน ร้อยละ 53.1 ระบุไม่เห็นด้วย ทำให้คนที่เคยได้หรืออาจมีคุณสมบัติต้องเสียสิทธิ/หลุดจากระบบสวัสดิการ ร้อยละ 40.5 เห็นด้วย จะได้ใช้งบฯให้ตรงกับผู้มีคุณสมบัติและจำเป็นมากขึ้น ส่วนการทบทวนสิทธิควรปรับปรุงหรือให้ความสำคัญเรื่องใดมากที่สุด ร้อยละ 27.6 ให้แจ้งเหตุผลที่ไม่ผ่านเกณฑ์และข้อมูลที่ใช้พิจารณาอย่างละเอียด เมื่อถามว่านโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในอนาคตควรดำเนินการทิศทางใดมากที่สุด ร้อยละ 31.7 เพิ่มวงเงินหรือความช่วยเหลือให้สอดคล้องกับค่าครองชีพนายกฯจ่อถก “มิน อ่อง หล่าย”ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา เดินทางเยือนประเทศไทยในวันที่ 6-7 ส.ค.ว่า จะหารือทั้งเป็นทางการแบบทวิภาคี และพูดคุยสองต่อสองด้วย จะหารือไม่ว่าปัญหาสารพิษในแม่น้ำข้ามแดน ปัญหาหมอกควัน ชนกลุ่มน้อย ปัญหายาเสพติด สแกมเมอร์ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย จะพบกับสภาการค้าไทยเมียนมามีทั้งภาคเอกชนและภาคธุรกิจมาพูดคุยกรอบด้านเศรษฐกิจ เพราะต้องขับเคลื่อนไปด้วยกัน เราเป็นเพื่อนบ้านมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สนับสนุนเกื้อกูลกัน ถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งมีความเดือดร้อน จากการกระทําหรือผลพวงจากประเทศหนึ่งเราต้องช่วยกันแก้ไข เชื่อว่าเมียนมาคงมีประเด็นที่จะร้องขอเราให้ช่วยแก้ไขบ้างตั้งคณะทำงานร่วมตรวจน้ำนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า จะมีการเจรจากันทั้งความมั่นคงชายแดน เราไม่ต้องการการสู้รบที่รุนแรง ทำให้ไทยได้รับผลกระทบ อยากเห็นสถานการณ์ในเมียนมาเดินหน้าขบวนการสันติภาพและพูดคุย ปัจจุบันเขาทำแล้ว ตรงไหนที่เราประสานอำนวยความสะดวกได้ยินดี รวมถึงหารือปรามขบวนการสแกมเมอร์และการแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำ จะตั้ง คณะทำงานร่วมไทย-เมียนมา ตรวจสอบคุณภาพน้ำ ไม่ให้เกิดมลพิษหารือการค้าชายแดน เมื่อถามว่าจะกระทบกับภาพลักษณ์ไทยหรือไม่ ประเทศอื่นคว่ำบาตรเมียนมาและไม่ยอมรับรัฐบาล พล.อ.มิน อ่อง หล่าย นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเขาเลือกตั้งไปแล้ว ไปจัดเลือกตั้งใหม่คงไม่ได้ แต่เราขอให้เขาเดินหน้าขบวนการสันติภาพ ปรองดองและพูดคุยกับกลุ่มต่างๆ ต้องยอมรับความจริงว่าไทยอยู่ตรงนี้จะเหมือนอาเซียนประเทศอื่นได้อย่างไร เพราะเขาไม่ได้รับผลกระทบอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่