วันเสาร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สี จิ้นผิงกับฝันอันยิ่งใหญ่

อำนาจสูงสุด–ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (ซ้ายสุด) กล่าวสุนทรพจน์และแนะนำสมาชิกโปลิตบูโรถาวร องค์กรบริหารที่มีอำนาจสูงสุดชุดใหม่ 7 คน รวมทั้งตัวเขาเอง และนายกฯหลี่ เค่อเฉียง ต่อสื่อมวลชน ที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง แต่ไม่เผยตัวทายาทอำนาจ (รอยเตอร์)

การประชุมใหญ่ “พรรคคอมมิวนิสต์จีน” ครั้งที่ 19 เมื่อ 18-24 ต.ค.ที่ผ่านมา เป็นตัวบ่งชี้ทิศทางของมหาอำนาจจีน และจะส่งผลกระทบต่ออนาคตทั้งโลกอย่างใหญ่หลวง

ที่ประชุมพรรคฯ ซึ่งจัดขึ้นทุก 5 ปี มีผู้แทนเกือบ 2,300 คน เข้าร่วม ได้เชิดชูประธานาธิบดีสี จิ้นผิง วัย 64 ปี ผู้นำคนที่ 5 ซึ่งกุมอำนาจสมัยแรก 5 ปี ขึ้นเป็นผู้นำที่ทรงอำนาจที่สุดในรอบหลายสิบปี นับตั้งแต่ “ท่านประธานเหมา เจ๋อตุง” ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์และสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อ ค.ศ.1949 เป็นต้นมา

นอกจากรับรองให้สี จิ้นผิง เป็นเลขาธิการพรรคและ “แม่ทัพ” อีกสมัย ที่ประชุมพรรคฯซึ่งมีสมาชิกกว่า 89 ล้านคน ยังมีมติเอกฉันท์ให้แก้ไข “ธรรมนูญ” ของพรรคฯเพิ่มอำนาจเบ็ดเสร็จให้สี จิ้นผิง ที่สำคัญที่สุดคือให้บรรจุ “แนวคิดของสี จิ้นผิง” หรือชื่อเต็มว่า “แนวคิดสังคมนิยมแบบพิเศษเฉพาะของจีนยุคใหม่ของสี จิ้นผิง” ไว้ในธรรมนูญของพรรคฯ โดยให้ใส่ชื่อของเขากำกับไว้ด้วยโดยทันที

แนวคิดสี จิ้นผิง มีหลักการใหญ่ 14 ข้อ รวมทั้งเน้นบทบาทพรรคคอมมิวนิสต์ในการปกครองทุกองคาพยพของประเทศ เรียกร้องให้มีการปฏิรูปอย่างสมบูรณ์ในเชิงลึก การพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เน้นความสำคัญของหลักการ 1 ประเทศ 2 ระบบ และการรวมชาติจีน (หมายถึงฮ่องกงและไต้หวัน) และเน้นย้ำว่า พรรคคอมมิวนิสต์มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือ “กองทัพ” ด้วย

นี่เป็นสิ่งยิ่งใหญ่มาก เท่ากับยกสี จิ้นผิง สูงสุดเทียบเท่าท่านประธานเหมาเลยทีเดียว แม้แต่เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำคนที่ 2 ผู้เปิดเศรษฐกิจจีนสู่โลกภายนอกจนจีนรุ่งโรจน์ร่ำรวยเช่นทุกวันนี้ แนวคิดของท่านยังถูกบรรจุในธรรมนูญพรรคฯโดยมีชื่อกำกับหลังถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ.1997 ส่วนผู้นำคนที่ 3 และ 4 คือเจียง เจ๋อหมิน และหู จิ่นเทา แนวคิดบางส่วนเท่านั้นที่ถูกบรรจุไว้ในธรรมนูญหลังพ้นตำแหน่งและไม่มีชื่อกำกับ

การยกสถานะของสี จิ้นผิง สูงส่งเช่นนี้จะทำให้เขาสามารถเป็น “ผู้นำตลอดชีพ” ได้ถ้าสุขภาพยังแข็งแรง หรืออาจบงการอยู่เบื้องหลังผู้นำคนต่อไปได้ และใครที่กล้าท้าทายสี จิ้นผิง ก็เท่ากับต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย

นอกจากนี้ แนวคิดริเริ่มอันทะเยอทะยานต่างๆของสี จิ้นผิง ก็ถูกบรรจุในธรรมนูญพรรคฯด้วย รวมทั้งอภิมหาโปรเจกต์ “เส้นทางสายไหมยุคใหม่” (วัน เบลต์ วัน โรด) ซึ่งมุ่งขยายอิทธิพลด้านเศรษฐกิจการค้าของจีนผ่านโครงการก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือฯลฯ ไปทั่วเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และนโยบายกวาดล้าง “คอร์รัปชัน” ในทุกระดับ ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่รัฐถูกลงโทษแล้วกว่า 1.5 ล้านคน

ในสุนทรพจน์เปิดประชุมพรรคฯ เกือบ 4 ชั่วโมง สี จิ้นผิง ยังประกาศเป้าหมายให้จีนเป็น “ผู้นำโลก” เป็นประเทศสังคมนิยมยุคใหม่ที่ยิ่งใหญ่ในกลางศตวรรษที่ 21 หรือ ค.ศ. 2049 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน อีกทั้งจะสร้าง “กองทัพจีนยุคใหม่” ที่ล้ำสมัยภายใน ค.ศ.2035

ที่ประชุมพรรคฯยังเลือก “คณะกรรมการกลาง” พรรคชุดใหม่ 204 คน ซึ่งมีสตรีอยู่ด้วยแค่ 10 คน จากนั้นคณะกรรมการกลางพรรคก็เป็นผู้เลือก “คณะกรรมการกรมการเมือง” (โปลิตบูโร) 25 คน มีสตรีอยู่ด้วยแค่ 1 คน รวมทั้งเลือก “โปลิตบูโรถาวร” องค์กรผู้นำที่มีอำนาจสูงสุด 7 คน ซึ่งไม่มีสตรีเลย และแน่นอนที่สี จิ้นผิง กับนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง วัย 62 ปี ยังคงอยู่ในลิสต์โปลิตบูโร 7 คนนี้ต่อไปด้วย

ส่วนอีก 5 คนใหม่ที่เข้ามาแทน 5 คนเก่าที่ต้องเกษียณเพราะอายุถึง 68 ปีตามข้อกำหนด สี จิ้นผิง ดึงพันธมิตรที่จงรักภักดีเข้ามาเสียบแทน คือหลี่ จ้านชู วัย 67 ปี ให้เป็นประธานรัฐสภา จ้าว เหลอจี๋ วัย 60 ปี เป็นหัวหน้าสำนักงานปราบปรามคอร์รัปชันแทนหวัง ฉีชาน “มือขวา” ของสี จิ้นผิง ผู้ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐระดับบิ๊กๆถูกลงโทษหรือหลุดจากเก้าอี้แล้วจำนวนมาก รวมทั้งนายโจว หย่งคัง อดีต รมว.ความมั่นคง ผู้ทรงอิทธิพล และนายป๋อ ซีไหล อดีตหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์สาขานครฉงชิ่ง ศัตรูทางการเมืองของสีจิ้นผิง จนมีผู้ครหาว่าเขาใช้การกวาดล้างคอร์รัปชันเป็น “อาวุธ” กำจัดคู่แข่งภายในพรรคเพื่อรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ

อีก 3 คนคือ ฮั่น เจิ้ง วัย 63 ปี เป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์สาขามหานครเซี่ยงไฮ้ หวัง หูหนิง เป็น ผอ.สำนักงานวิจัยนโยบาย และหวัง หยาง วัย 62 ปี เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร

โปลิตบูโรถาวรใหม่ทั้ง 5 คนล้วนอายุ 60 ปีเศษ คาดว่าจะเกษียณอายุใน 5 ปีข้างหน้า นั่นแสดงว่าไม่มีใครถูกวางตัวเป็น “ทายาทอำนาจ” ของสี จิ้นผิง ตามหลักปฏิบัติ โดยนายหู ชุนหัว เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สาขามณฑลกวางตุ้ง และนายเฉิน หมินเอ๋อร์ เลขาพรรคฯ สาขานครฉงชิ่ง ซึ่งต่างยังหนุ่มอายุ 50 ปีเศษและถูกเก็งกันว่าจะเป็นทายาทอำนาจ กลับไม่อยู่ในลิสต์โปลิตบูโรถาวรใหม่

นั่นแสดงว่าสี จิ้นผิง อาจกุมอำนาจยาวเกิน 2 สมัย เพื่อสานต่อนโยบายอันยิ่งใหญ่ต่างๆ ให้สำเร็จ

ถ้าจัดว่าจีนยุคใหม่มีพัฒนาการครั้งใหญ่ 3 ยุค ยุคแรกท่านเหมา เจ๋อตุง รวบรวมประเทศเป็นปึกแผ่น ยุคที่ 2 ท่านเติ้ง เสี่ยวผิง ทำให้ประเทศมั่งคั่ง ยุคที่ 3 ท่านสี จิ้นผิง ก็มีเป้าหมายทำให้จีนแข็งแกร่งร่ำรวยขึ้นถึงขีดสุดจนกลายเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก

นั่นใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะขณะที่ สี จิ้นผิง เร่งผลักดันจีนสู่เป้าหมายอย่างเข้มข้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลกยุคนี้ กลับโดดเดี่ยวตัวเองด้วยนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ส่วนสหภาพยุโรป (อียู) ที่เคยแข็งแกร่งก็ปั่นป่วนอ่อนล้าหลังอังกฤษถอนตัวจากอียู

นี่อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” อำนาจโลก ซึ่งสี จิ้นผิง เล็งเห็นและมุ่งมั่นจะไปให้ถึง!

บวร โทศรีแก้ว