วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สี จิ้นผิงกับฝันอันยิ่งใหญ่

สี จิ้นผิงกับฝันอันยิ่งใหญ่

  • Share:

อำนาจสูงสุด–ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง (ซ้ายสุด) กล่าวสุนทรพจน์และแนะนำสมาชิกโปลิตบูโรถาวร องค์กรบริหารที่มีอำนาจสูงสุดชุดใหม่ 7 คน รวมทั้งตัวเขาเอง และนายกฯหลี่ เค่อเฉียง ต่อสื่อมวลชน ที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง แต่ไม่เผยตัวทายาทอำนาจ (รอยเตอร์)

การประชุมใหญ่ “พรรคคอมมิวนิสต์จีน” ครั้งที่ 19 เมื่อ 18-24 ต.ค.ที่ผ่านมา เป็นตัวบ่งชี้ทิศทางของมหาอำนาจจีน และจะส่งผลกระทบต่ออนาคตทั้งโลกอย่างใหญ่หลวง

ที่ประชุมพรรคฯ ซึ่งจัดขึ้นทุก 5 ปี มีผู้แทนเกือบ 2,300 คน เข้าร่วม ได้เชิดชูประธานาธิบดีสี จิ้นผิง วัย 64 ปี ผู้นำคนที่ 5 ซึ่งกุมอำนาจสมัยแรก 5 ปี ขึ้นเป็นผู้นำที่ทรงอำนาจที่สุดในรอบหลายสิบปี นับตั้งแต่ “ท่านประธานเหมา เจ๋อตุง” ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์และสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อ ค.ศ.1949 เป็นต้นมา

นอกจากรับรองให้สี จิ้นผิง เป็นเลขาธิการพรรคและ “แม่ทัพ” อีกสมัย ที่ประชุมพรรคฯซึ่งมีสมาชิกกว่า 89 ล้านคน ยังมีมติเอกฉันท์ให้แก้ไข “ธรรมนูญ” ของพรรคฯเพิ่มอำนาจเบ็ดเสร็จให้สี จิ้นผิง ที่สำคัญที่สุดคือให้บรรจุ “แนวคิดของสี จิ้นผิง” หรือชื่อเต็มว่า “แนวคิดสังคมนิยมแบบพิเศษเฉพาะของจีนยุคใหม่ของสี จิ้นผิง” ไว้ในธรรมนูญของพรรคฯ โดยให้ใส่ชื่อของเขากำกับไว้ด้วยโดยทันที

แนวคิดสี จิ้นผิง มีหลักการใหญ่ 14 ข้อ รวมทั้งเน้นบทบาทพรรคคอมมิวนิสต์ในการปกครองทุกองคาพยพของประเทศ เรียกร้องให้มีการปฏิรูปอย่างสมบูรณ์ในเชิงลึก การพัฒนาแนวคิดใหม่ๆ การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เน้นความสำคัญของหลักการ 1 ประเทศ 2 ระบบ และการรวมชาติจีน (หมายถึงฮ่องกงและไต้หวัน) และเน้นย้ำว่า พรรคคอมมิวนิสต์มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือ “กองทัพ” ด้วย

นี่เป็นสิ่งยิ่งใหญ่มาก เท่ากับยกสี จิ้นผิง สูงสุดเทียบเท่าท่านประธานเหมาเลยทีเดียว แม้แต่เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำคนที่ 2 ผู้เปิดเศรษฐกิจจีนสู่โลกภายนอกจนจีนรุ่งโรจน์ร่ำรวยเช่นทุกวันนี้ แนวคิดของท่านยังถูกบรรจุในธรรมนูญพรรคฯโดยมีชื่อกำกับหลังถึงแก่อสัญกรรมใน ค.ศ.1997 ส่วนผู้นำคนที่ 3 และ 4 คือเจียง เจ๋อหมิน และหู จิ่นเทา แนวคิดบางส่วนเท่านั้นที่ถูกบรรจุไว้ในธรรมนูญหลังพ้นตำแหน่งและไม่มีชื่อกำกับ

การยกสถานะของสี จิ้นผิง สูงส่งเช่นนี้จะทำให้เขาสามารถเป็น “ผู้นำตลอดชีพ” ได้ถ้าสุขภาพยังแข็งแรง หรืออาจบงการอยู่เบื้องหลังผู้นำคนต่อไปได้ และใครที่กล้าท้าทายสี จิ้นผิง ก็เท่ากับต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์ด้วย

นอกจากนี้ แนวคิดริเริ่มอันทะเยอทะยานต่างๆของสี จิ้นผิง ก็ถูกบรรจุในธรรมนูญพรรคฯด้วย รวมทั้งอภิมหาโปรเจกต์ “เส้นทางสายไหมยุคใหม่” (วัน เบลต์ วัน โรด) ซึ่งมุ่งขยายอิทธิพลด้านเศรษฐกิจการค้าของจีนผ่านโครงการก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน รถไฟ ท่าเรือฯลฯ ไปทั่วเอเชีย แอฟริกา ยุโรป และนโยบายกวาดล้าง “คอร์รัปชัน” ในทุกระดับ ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่รัฐถูกลงโทษแล้วกว่า 1.5 ล้านคน

ในสุนทรพจน์เปิดประชุมพรรคฯ เกือบ 4 ชั่วโมง สี จิ้นผิง ยังประกาศเป้าหมายให้จีนเป็น “ผู้นำโลก” เป็นประเทศสังคมนิยมยุคใหม่ที่ยิ่งใหญ่ในกลางศตวรรษที่ 21 หรือ ค.ศ. 2049 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 100 ปีการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน อีกทั้งจะสร้าง “กองทัพจีนยุคใหม่” ที่ล้ำสมัยภายใน ค.ศ.2035

ที่ประชุมพรรคฯยังเลือก “คณะกรรมการกลาง” พรรคชุดใหม่ 204 คน ซึ่งมีสตรีอยู่ด้วยแค่ 10 คน จากนั้นคณะกรรมการกลางพรรคก็เป็นผู้เลือก “คณะกรรมการกรมการเมือง” (โปลิตบูโร) 25 คน มีสตรีอยู่ด้วยแค่ 1 คน รวมทั้งเลือก “โปลิตบูโรถาวร” องค์กรผู้นำที่มีอำนาจสูงสุด 7 คน ซึ่งไม่มีสตรีเลย และแน่นอนที่สี จิ้นผิง กับนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง วัย 62 ปี ยังคงอยู่ในลิสต์โปลิตบูโร 7 คนนี้ต่อไปด้วย

ส่วนอีก 5 คนใหม่ที่เข้ามาแทน 5 คนเก่าที่ต้องเกษียณเพราะอายุถึง 68 ปีตามข้อกำหนด สี จิ้นผิง ดึงพันธมิตรที่จงรักภักดีเข้ามาเสียบแทน คือหลี่ จ้านชู วัย 67 ปี ให้เป็นประธานรัฐสภา จ้าว เหลอจี๋ วัย 60 ปี เป็นหัวหน้าสำนักงานปราบปรามคอร์รัปชันแทนหวัง ฉีชาน “มือขวา” ของสี จิ้นผิง ผู้ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐระดับบิ๊กๆถูกลงโทษหรือหลุดจากเก้าอี้แล้วจำนวนมาก รวมทั้งนายโจว หย่งคัง อดีต รมว.ความมั่นคง ผู้ทรงอิทธิพล และนายป๋อ ซีไหล อดีตหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์สาขานครฉงชิ่ง ศัตรูทางการเมืองของสีจิ้นผิง จนมีผู้ครหาว่าเขาใช้การกวาดล้างคอร์รัปชันเป็น “อาวุธ” กำจัดคู่แข่งภายในพรรคเพื่อรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ

อีก 3 คนคือ ฮั่น เจิ้ง วัย 63 ปี เป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์สาขามหานครเซี่ยงไฮ้ หวัง หูหนิง เป็น ผอ.สำนักงานวิจัยนโยบาย และหวัง หยาง วัย 62 ปี เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร

ต่างแนวทาง–ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ (ซ้าย) ซึ่งมีนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” โดดเดี่ยวตัวเอง ส่วนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน (ขวา) มีนโยบายรุกคืบแผ่ขยายอิทธิพลจีนในเวทีโลก (เอเอฟพี)

โปลิตบูโรถาวรใหม่ทั้ง 5 คนล้วนอายุ 60 ปีเศษ คาดว่าจะเกษียณอายุใน 5 ปีข้างหน้า นั่นแสดงว่าไม่มีใครถูกวางตัวเป็น “ทายาทอำนาจ” ของสี จิ้นผิง ตามหลักปฏิบัติ โดยนายหู ชุนหัว เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สาขามณฑลกวางตุ้ง และนายเฉิน หมินเอ๋อร์ เลขาพรรคฯ สาขานครฉงชิ่ง ซึ่งต่างยังหนุ่มอายุ 50 ปีเศษและถูกเก็งกันว่าจะเป็นทายาทอำนาจ กลับไม่อยู่ในลิสต์โปลิตบูโรถาวรใหม่

นั่นแสดงว่าสี จิ้นผิง อาจกุมอำนาจยาวเกิน 2 สมัย เพื่อสานต่อนโยบายอันยิ่งใหญ่ต่างๆ ให้สำเร็จ

ถ้าจัดว่าจีนยุคใหม่มีพัฒนาการครั้งใหญ่ 3 ยุค ยุคแรกท่านเหมา เจ๋อตุง รวบรวมประเทศเป็นปึกแผ่น ยุคที่ 2 ท่านเติ้ง เสี่ยวผิง ทำให้ประเทศมั่งคั่ง ยุคที่ 3 ท่านสี จิ้นผิง ก็มีเป้าหมายทำให้จีนแข็งแกร่งร่ำรวยขึ้นถึงขีดสุดจนกลายเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ของโลก

นั่นใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพราะขณะที่ สี จิ้นผิง เร่งผลักดันจีนสู่เป้าหมายอย่างเข้มข้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลกยุคนี้ กลับโดดเดี่ยวตัวเองด้วยนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ส่วนสหภาพยุโรป (อียู) ที่เคยแข็งแกร่งก็ปั่นป่วนอ่อนล้าหลังอังกฤษถอนตัวจากอียู

นี่อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” อำนาจโลก ซึ่งสี จิ้นผิง เล็งเห็นและมุ่งมั่นจะไปให้ถึง!

บวร โทศรีแก้ว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้