วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อนาคตอีอีซีอนาคตไทย

โดย หมัดเหล็ก

เป็นการพบปะนักลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 3 ปีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อยอดมาจากที่รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เดินทางไปพบกับนาย ฮิโรชิเกะ เซโกะ รมว.เศรษฐกิจการค้าและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ตกลงกันว่าจะนำนักธุรกิจของญี่ปุ่นเดินทางมาดูความพร้อมของ ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่ตั้งใจจะปั้นให้เป็น ฮับอุตสาหกรรมของอาเซียน ปรากฏว่ามีนักธุรกิจญี่ปุ่นที่สนใจและร่วมเดินทางมากับ รมว.เซโกะ ถึง 570 รายด้วยกัน เพราะฉะนั้นการนำ รมว.เศรษฐกิจการค้าญี่ปุ่นและนักธุรกิจเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล จึงดูแออัดเต็มไปทันที

ประกอบกับเพื่อเป็นการ เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ที่คบกันมาถึง 130 ปีแล้ว นอกจากรัฐบาลจะใจกว้างทำบันทึกความเข้าใจในการร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมและการลงทุนใน อีอีซี แล้ว ยังมีการเปิดโอกาสให้นักธุรกิจไทยจับเข่าพูดคุยกับนักธุรกิจญี่ปุ่นโดยตรง และพากันไปดูเขตเศรษฐกิจพิเศษระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกให้เห็นกับตา ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่าไทยกับญี่ปุ่นนั้นคบกันด้วยใจ ในลักษณะวินๆด้วยกันทั้งคู่

ซึ่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ให้ความมั่นใจในระยะยาวว่า รัฐบาลไทยชุดต่อไปที่มาจากการเลือกตั้ง ก็จะต้องสานต่อโครงการ อีอีซี เพราะเป็นกฎหมายที่บัญญัติเอาไว้แล้ว ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี บรรจุอยู่ในแผนของ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ครอบคลุมไปอย่างน้อยๆอีก 5 ปี ใช้งบประมาณในการพัฒนา โครงการสร้างพื้นฐาน เกือบ 2 แสนล้านบาท ที่จะพัฒนาระบบการขนส่งทางบก ทางอากาศและทางน้ำให้ทันสมัยที่สุด

ที่มองว่าภูมิศาสตร์ของไทยเหมาะที่จะเป็น ฮับด้านอุตสาหกรรมและการลงทุนมากที่สุด เพราะไทยอยู่ในจุดศูนย์กลางของภูมิภาคนี้สามารถที่จะเชื่อมต่อการคมนาคมขนส่งได้รอบด้าน ประกอบกับประเทศเพื่อนบ้านของเราไม่ว่าจะเป็น ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม ที่กำลังพัฒนาไปสู่ตลาดการค้าอาเซียนที่ใหญ่ที่สุด เฉพาะการค้าตามแนวชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 500%

ปัจจัยส่งเสริมการลงทุนเหล่านี้ ทำเอานักลงทุนญี่ปุ่นคึกคัก มองเห็นอนาคตการลงทุนที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจได้มากมาย จากที่มี บริษัทญี่ปุ่นมาลงทุนในไทย อยู่แล้วประมาณ 7,000 กว่าบริษัท น่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย ประเทศไทยก็จะได้อานิสงส์โดยเฉพาะธุรกิจ เอสเอ็มอี และ สตาร์ตอัพ ที่นักลงทุนญี่ปุ่นสนใจเป็นพิเศษ

ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับความมั่นใจ

นึกภาพว่าต่อไปเราจะมีการขนส่งระบบรางที่ทันสมัยที่สุด เชื่อมจากอีอีซี ไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นหนึ่งเชื่อมต่อกับ ลาว เส้นหนึ่งเชื่อมต่อกับ เวียดนาม ทิศเหนือเชื่อมต่อกับ จีน ทิศตะวันตกเชื่อมต่อกับ พม่า สายใต้เชื่อมต่อกับ มาเลเซีย สิงคโปร์ จะโชติช่วงชัชวาลแค่ไหน

เพราะฉะนั้นโครงสร้างพื้นฐานเราต้องพร้อม วัตถุดิบ ทรัพยากร ที่จะใช้ในการลงทุนต้องพร้อมและประกันได้ว่าจะไม่ขาดแคลนไม่ว่าจะเป็นน้ำ ไฟ พลังงาน แรงงาน ทั้งที่มีฝีมือและแรงงานทั่วไปก็จะต้องพร้อมเช่นกัน รวมทั้งกฎระเบียบในการส่งเสริมการลงทุนที่จะต้องชัดเจนและสะดวก ประเด็นสุดท้ายคือการเมืองจะต้องนิ่ง ยิ่งสงครามคาบสมุทรเกาหลีฮึ่มๆกันแรงเท่าไหร่ ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่น่าลงทุนที่สุด อาหารก็ดี ดนตรีก็ไพเราะ.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th