advertisement

"บูรณาการ"สร้างความมั่นคงชาติ ฝ่าวิกฤติพลังงานไฟฟ้า

โดย ทีมเศรษฐกิจ 27 พ.ค. 2556 05:01



เหตุการณ์ไฟฟ้าดับ 14 จังหวัดภาคใต้ นอกจากจะสร้างความเสียหายเชิงอุตสาหกรรม ไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทแล้ว ยังทำให้ความจริงที่ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงด้านพลังงานขั้นสูง ตามกลับมาหลอกหลอนคนไทยอีกครั้ง

ครั้งแรกเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา “พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” รมว.พลังงาน ประกาศ “ภาวะฉุกเฉิน” ด้านพลังงาน ระบุในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ตลอดเดือน เม.ย. ประกอบกับการที่พม่าปิดซ่อมแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ ทำให้ปริมาณก๊าซ ที่ใช้ผลิตไฟของไทยหายไปส่วนหนึ่ง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาไฟฟ้าดับ

ครั้งต่อมาล่าสุด รุนแรงยิ่งกว่า เพราะเมื่อเวลา 18.52 น. ของวันที่ 21 พ.ค.2556 เกิดไฟฟ้าดับครอบคลุม 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นเวลานาน 3 ชั่วโมง สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วประเทศและที่สำคัญ ทำให้คนไทยตื่นจากภวังค์แห่งความไม่รู้ ไปสู่ความเป็นจริงที่ว่า หรือนี่คือสัญญาณเตือนว่าถึงเวลาแล้ว ที่พวกเราต้องตัดสินใจเดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังเสียที

และไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ประเด็นสำคัญคือ ณ ปัจจุบัน ไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าได้จริงปีละ 27,000 เมกะวัตต์ แต่ล่าสุดมีความต้องการใช้ที่ 26,598 เมกะวัตต์ แม้กำลังการผลิตจะเพียงพอกับความต้องการ แต่ด้วยตัวเลขที่ใกล้เคียงกันมาก ทำให้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะสุ่มเสี่ยงต่อความพอเพียงด้านพลังงาน

นอกจากนั้น การพึ่งพาแหล่งพลังงานที่นำมาผลิตไฟฟ้าของไทย ณ ปัจจุบัน ยังให้น้ำหนักไปที่ก๊าซธรรมชาติสูงถึง 67% ทั้งที่ในความเป็นจริงเราต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติส่วนใหญ่จากต่างประเทศ ปัจจัยนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาวะความมั่นคงด้านพลังงานของไทยถดถอยลง เพราะเราแทบไม่มีพลังงานทางเลือก

ทั้งนี้ ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี 2010) ระหว่างปี 2555-2573 กำหนดเป้าหมายว่าภายในปีสุดท้ายของแผน ไทยต้องมีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าที่ 70,868 เมกะวัตต์ จากขณะนี้ความสามารถอยู่ที่ 33,051 เมกะวัตต์ ผลิตจริงที่ 27,000 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5-6%

แผนพีดีพี ยังกำหนดให้ไทยสามารถเลือกใช้เชื้อเพลิงได้หลากหลาย ลดความเสี่ยง ทั้งด้านปริมาณและราคา และเสนอให้พิจารณาถ่านหินสะอาด เป็นทางเลือก เพราะมีจุดเด่นที่ปริมาณสำรองจำนวนมหาศาลในแหล่งต่างๆ และราคาที่มีเสถียรภาพ นำไปสู่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่ต่ำลง

น่าเสียดาย ที่ภาพความทรงจำอันเลวร้ายต่อมลภาวะที่เกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ทำให้ภาพลักษณ์ของโรงไฟฟ้าถ่านหินในไทยติดลบ แม้ปัจจุบันปัญหาได้ถูกแก้ไขจบสิ้นแล้ว และถ่านหินยุคใหม่มีคุณภาพที่ดีขึ้น มีปริมาณสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ต่ำ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เป็นที่นิยมใช้ทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ฝรั่งเศส

แรงต่อต้านที่เกิดขึ้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ “พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” รมว.พลังงานกำลังพยายามอย่างหนักที่จะทำความเข้าใจต่อประชาชน ชุมชน ถึงความจำเป็นในการเพิ่มพลังงานทางเลือก และการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ

อันเป็นที่มาของการนำคณะผู้แทนฝ่ายไทย ประกอบด้วย นักวิชาการ, ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน, เอ็นจีโอ, ผู้นำชุมชน และสื่อมวลชน ร่วมเดินทางไปดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินเฮกินัน ที่เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ที่สุด และโรงไฟฟ้าถ่านหินอิโซโกะ ที่เมืองโยโกฮามา ที่ประเทศญี่ปุ่น และร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ “ทีมเศรษฐกิจ” ดังต่อไปนี้

พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน


“กรณีไฟดับที่ภาคใต้ ขอยืนยันว่าเป็นอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน แต่ก็ถือว่าเป็นบทเรียนของคนทั้งประเทศ ว่าจะต้องตระหนักถึงเรื่องของความมั่นคงทางพลังงาน เพราะแม้ว่าภาครัฐจะแก้ไขปัญหาได้ลุล่วง และได้เตรียมหามาตรการป้องกัน ไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำซากขึ้นมากอีกในอนาคต แต่เนื่องจากปัญหาเรื่องพลังงาน เป็นเรื่องของดินพอกหางหมูมาอย่างยาวนาน” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวกับ “ทีมเศรษฐกิจ” ด้วยทีท่าหนักใจ

โดยเรื่องนี้ จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับประชาชน ก่อนจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป โดยเฉพาะการหาพลังงานทางเลือกอื่นๆ นอกจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ตนทำมาตั้งเริ่มรับตำแหน่ง

“การพาผู้แทนหน่วยงานต่างๆ มาดูโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่นในช่วงวันที่ 13–17 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็เป็นหนทางเพื่อสร้างความเข้าใจ และเป็นการยืนยันว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินยุคใหม่ มีการพัฒนาเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตที่ทันสมัยและสะอาดที่สุด”

เพราะทั้งนี้ แม้ว่าประเทศไทย จะมีไฟฟ้าใช้ก่อนประเทศญี่ปุ่น แต่ ณ วันนี้ญี่ปุ่นผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าไทยหลายสิบเท่า โดยตัวเลขเมื่อ 2 ปีก่อนหน้า ญี่ปุ่นผลิตไฟฟ้าได้ 208,007 เมกะวัตต์ แต่ใช้เพียงแค่ 60% ของที่ผลิตได้ที่เหลือเป็นไฟฟ้าสำรอง แม้ว่าล่าสุดญี่ปุ่น ได้ปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปแล้ว 48 โรงจากที่มีอยู่ 50 โรง ก็ยังไม่มีปัญหา

เทียบกับประเทศไทยที่ผลิตไฟฟ้าได้เพียง 27,000 เมกะวัตต์ แต่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของประเทศปีนี้อยู่ที่ระดับ 26,598 เมกะวัตต์ หรือเราใช้ไฟอยู่ที่ 98% ของกำลังการผลิต

ทำให้สถานการณ์อยู่บนความเสี่ยงด้านพลังงาน เพราะหากพีคสูงขึ้นกว่านี้ ไฟฟ้าจะดับในบางพื้นที่!!!

“ไฟฟ้าสำรองของไทยถือว่าอยู่ในภาวะอันตราย เพราะมีสำรองเพียง 20% ของกำลังการผลิตรวม ขณะที่ปริมาณสำรองที่เหมาะสมคือ 25% แต่ปัญหาก็คือ หากจะสำรอง 25% ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ในอีกด้านหนึ่งหากสำรองไฟฟ้ามากเกินไป ต้นทุนผลิตไฟฟ้าก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น จึงเหมือนกับเหรียญสองด้านที่ภาครัฐต้องบริหารจัดการบนพื้นฐานที่เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า ญี่ปุ่นมีการกระจายเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความหลากหลาย และลดการผูกขาดเชื้อเพลิงประเภทใดประเภทหนึ่งให้เกิดความสมดุล โดยแบ่งเป็นถ่านหิน 27% ก๊าซธรรมชาติ 27% นิวเคลียร์ 27% ที่เหลือเป็นน้ำมัน พลังงานน้ำ พลังงานหมุนเวียน ทำให้แม้ว่าจะปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็ยังทำให้ไฟฟ้าสำรองของญี่ปุ่นยังมีเพียงพอ

สำหรับสาเหตุที่ต้องสนับสนุนให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศ นายพงษ์ศักดิ์ ระบุว่า ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำเพียง 1.5–1.75 บาทต่อหน่วย และมีแหล่งถ่านหินคุณภาพ ใน 70 ประเทศทั่วโลกรวม 826,000 ล้านตัน สามารถใช้งานได้อีก 119 ปี ขณะที่ก๊าซธรรมชาติมีต้นทุนที่ 1.75–3.00 บาทต่อหน่วย พลังงานลม 2.50–6.00 บาทต่อหน่วย พลังงานแสงอาทิตย์ 12.50 บาทต่อหน่วย น้ำมันดีเซล 11.12 บาทต่อหน่วย

“ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 หากประเทศใดมีค่าไฟฟ้าที่แพง ก็จะเสียความสามารถในการแข่งขัน เพราะต้นทุนค่าไฟฟ้าเป็นเกณฑ์หนึ่งในการตัดสินใจของนักลงทุนว่า จะเข้าไปลงทุนในประเทศใด และประเทศไทยต้องพึ่งพารายได้จากภาคอุตสาหกรรม หากค่าไฟฟ้าแพงกว่าคู่แข่งในอินโดจีนก็จะแข่งขันลำบาก เหมือนกับในอิตาลี ที่ในอดีตมีปัญหาค่าไฟฟ้าแพง ทำให้การลงทุนภาคอุตสาหกรรม ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้ ต้องทยอยย้ายกิจการหนี ในที่สุดจึงเหลือเพียงอุตสาหกรรมแฟชั่นเท่านั้น”

โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เราจะทำเป็นโรงไฟฟ้าแบบปิด คือมีอาคารปิดโรงไฟฟ้าทั้งหมด มีระบบกำจัดเขม่า ฝุ่น กำมะถัน และจุดตรวจควันพิษในปล่องไฟ นอกจากนี้ ในพื้นที่ที่เก็บถ่านหิน ก็มีไซโลถ่านหิน เพื่อเก็บถ่านหินแบบปิด ที่คนภายนอกไม่สามารถมองเห็น

“ผมขอยืนยันโรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นทางเลือกของประเทศไทย หากไม่สามารถก่อสร้างได้ ก็จะเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าตกหรือดับของประเทศ แม้ว่าเราจะมีเชื้อเพลิงทางเลือกอีกหลากหลาย แต่ด้วยภาวะต้นทุนที่แพงและข้อจำกัดในหลายๆเรื่อง ซึ่งในแผนพีดีพีก็ไม่ได้ละเลยในการพัฒนา การกระจายเชื้อเพลิงทั้งพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน เพียงแต่ว่าทุกประเภทเชื้อเพลิง ต้องเลือกหยิบมาดูว่า เชื้อเพลิงใดทำได้เหมาะสมกับสถานการณ์”

เขาย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทย ต้องมีการตัดสินใจ ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่หากไม่สามารถก่อสร้างได้ เพราะคนในพื้นที่ไม่ยอมรับ ก็น่าเป็นห่วงเรื่องปัญหาปริมาณไฟฟ้า เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ไฟดับใน 14 จังหวัดภาคใต้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก

มนูญ ศิริวรรณ
นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน


“ไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทย จะเผชิญกับปัญหาพลังงานไฟฟ้า ในปีเดียวกันถึง 2 ครั้งติดต่อกันหลัง การประกาศภาวะฉุกเฉินพลังงาน เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และล่าสุดเกิดไฟฟ้าดับที่ภาคใต้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องตระหนักว่า จะต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกครั้ง เพราะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นในการลงทุนจากต่างประเทศ และสร้างความสูญเสียต่อเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่ามหาศาล”

ดังนั้น ทางออกของปัญหา ที่จะดำเนินการได้อย่างเร่งด่วน ด้วยการสร้าง โรงไฟฟ้าถ่านหิน เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าประเภทอื่นๆ รัฐบาลก็จะต้องกำหนดให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องเปิดให้ทุกภาคส่วนมีการระดมความคิดเห็น ข้อดีข้อเสียของโรงไฟฟ้าถ่านหิน ก่อนที่จะดำเนินการอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ การนำคณะ ซึ่งมีคนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วม ไปดูงานที่ญี่ปุ่น จะช่วยสร้างความเข้าใจให้มากขึ้น เพื่อให้เห็นว่าเทคโนโลยีของถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าของญี่ปุ่น มีความก้าวหน้ามาก และปลอดจากมลภาวะ เพราะมีการแสดงข้อมูลผ่านจอมอนิเตอร์ ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านห้องควบคุม ว่า แต่ละนาทีที่มีการผลิตไฟฟ้า มีปริมาณสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เกิดขึ้นจำนวนเท่าใด ซึ่งโรงไฟฟ้าดังกล่าว ก็มีการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ในปริมาณที่ต่ำกว่ากฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ญี่ปุ่นกำหนด

สำหรับความเห็นของคณะที่ดูงาน ได้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายด้วยกันประกอบด้วย

1. กลุ่มที่เชื่อมั่นว่า เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด มีอยู่จริง 2. กลุ่มที่ไม่สนับสนุนให้มีการก่อสร้าง โรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องมีการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก อาทิโรงงานเหล็ก ปิโตรเคมี 3. หากนักลงทุนต้องการลงทุน ในกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก ก็ต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าด้วยตัวเอง

ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลกำหนดให้เรื่องการใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหิน เป็นวาระแห่งชาติ พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการประชาพิจารณ์

จิรพล สินธุนาวา
อาจารย์คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล


“สถานการณ์ทางพลังงานตลอดช่วงที่ผ่านมา กฟผ.ต้องต่อสู้เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้ามานานกว่า 30 ปี การปล่อยให้ กฟผ.ต่อสู้ หรือชี้แจงกับชุมชนในพื้นที่ที่จะไปสร้างโรงไฟฟ้าตามลำพังน่าจะจบลงได้แล้ว การแก้ปัญหาต้องเป็นการร่วมมือกัน”

โดยต้องให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง ในเรื่องนี้ทั้งหมด เข้ามามีสิทธิตัดสินใจ และแก้ปัญหาร่วมกันอย่างมีระบบ เพราะเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ของทุกคนของทั้งประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้การตัดสินใจอยู่ที่นักการเมือง พรรคการเมือง รัฐบาลและ กฟผ.

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงาน ต้องมีบทบาทสำคัญ ด้วยการให้ความมั่นใจ ให้กับ กฟผ.เพื่อเดินหน้าถามชาวบ้านว่าต้องการโรงไฟฟ้าแบบใด ในที่สุดจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือไม่ใช่ถ่านหิน ก็ให้รู้กันไป แต่ที่สำคัญ ต้องกระตุ้นให้ชุมชน และประชาชนช่วยกันแก้ปัญหา อย่างมีระบบ และให้มีประสิทธิภาพอย่างทุกขั้นตอน

รัฐบาลอย่ามัวหลงทางว่า ต้องเร่งหาไฟฟ้าเพิ่มเติมอย่างเดียว แต่ต้องตระหนักด้วยว่าในยุคที่พลังงานไฟฟ้าที่หามาด้วยความยากลำบาก จะนำมาใช้อย่างไรถึงจะเหมาะสม

ดังนั้น ต้องพิจารณาให้ดีว่า เราจะสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อเร่งรัดอุ้มชูเศรษฐกิจประเทศอย่างไร!!!

เพราะต้องทำความเข้าใจด้วยว่า การพิจารณาสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 1 โรง ถ้าผ่านขั้นตอนการอนุมัติทั้งหมด แต่กว่าจะได้ใช้ไฟฟ้าจริง ต้องใช้เวลานานถึง 5 ปี นี่ยังไม่นับรวม หากมีการต่อต้านโรงไฟฟ้าของชุมชนต่างๆ ซึ่งอาจต้องเสียเวลา 8-9 ปี แต่หากช่วยกันรณรงค์ในระดับชาติ และเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าอย่างจริงจัง จะทำให้มีการใช้ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพ ลดการใช้ไฟฟ้าลงได้อีก 30-40% ในทันที

ทั้งหมดนี้ รมว.พลังงาน ต้องให้ความจริงจัง โปร่งใส ไม่ใช่ตั้งเป้าหมายเพียงแค่หาโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

เอนก นาคะบุตร
ประธานมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนา


ตนในฐานะที่ดูแลเรื่องการพัฒนาท้องถิ่น มีความเห็นว่า หากนำเทคโนโลยีถ่านหินสะอาดดังกล่าว ไปใช้ในประเทศไทยนับว่าดีมาก

เพราะกระบวนการสร้างโรงไฟฟ้าที่ญี่ปุ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีบทบาทสำคัญมาก และทำให้โรงไฟฟ้าพลังถ่านหิน สามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้เป็นอย่างดี รวมทั้งผลประโยชน์จากโรงไฟฟ้า ในชุมชนมีส่วนสำคัญในการสร้างความเจริญให้กับชุมชนได้มาก

อย่างกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในเมืองเฮกินัน โรงไฟฟ้าแห่งนี้จ่ายภาษีให้กับเทศบาลคิดเป็นจำนวนถึง 22% ของรายได้รวมของเทศบาล นับว่าเป็นรายได้เข้ามาโดยตรง ทำให้เทศบาลสามารถบริหารจัดการเมืองให้น่าอยู่ สร้างพิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะ โรงพยาบาล ขณะที่ชุมชนก็มีส่วนตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงโรงไฟฟ้า มีการปรึกษาหารือกัน มีการตัดสินใจร่วมกันตลอด รวมทั้งมีการตรวจสอบมลพิษและระบบการดำเนินการร่วมกัน

ทั้งนี้ เมื่อนำมาเปรียบเทียบ กับกรณีของประเทศไทยยังดูเหมือนจะเกิดขึ้นลำบาก แต่ก็ยังมีความหวังที่จะเกิดขึ้นได้ หากโรงไฟฟ้า ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ร่วมกันจัดตั้ง “อีโค ทาวน์” เป็นรูปแบบเมืองอุตสาหกรรมสีเขียวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้เทคโนโลยีสะอาด
ทำให้เห็นว่า เมื่อมีการสร้างโรงไฟฟ้าที่ชุมชนใด ก็ต้องให้ชุมชนได้ประโยชน์ด้วย เพราะถือว่าเขาเสียสละให้กับเศรษฐกิจของประเทศ!!!

“สิ่งที่ยังกังวลคือ แม้เทคโนโลยีจะดีเท่าไร แต่การปฏิบัติการของคน ก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ หากมีการร่วมทุนระหว่างชุมชน และโรงไฟฟ้า เอามาตรฐานการจัดการมลพิษ และเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น มาใช้ได้จริงจะเหมาะสมกับเมืองไทยมาก ขณะเดียวกัน ในส่วนของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ก็ต้องเร่งแก้ไขปัญหาฟื้นฟูชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ ส่วนปัญหาการฟ้องร้องคดีความน่า

จะทบทวน เพื่อความสมานฉันท์ในการผลักดันโรงไฟฟ้าในอนาคต”.


ทีมเศรษฐกิจ


โหวตข่าวนี้