มีโอกาสสนทนากับ ดร.ต้นสน” สันติธาร เสถียรไทย หลังจากที่เขาได้รับเชิญเข้าร่วมงานที่กระทรวงการคลัง กับ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง กับ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ทำงานหลายด้านที่รัฐบาลมอบหมาย โดยเฉพาะการเอาเศรษฐกิจไทยให้รอดในยามที่เกิดความผันผวนของโลกไร้กฎกติกา และประเทศไทยหนีไม่พ้นจากวิกฤตแห่งความผันผวนนั้นๆ ในหลากหลายรูปแบบ

ดร.ต้นสน ได้รับมอบหมายให้เข้าไปช่วยงานด้านส่งเสริมการลงทุน การแก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน และโครงการสำคัญๆ อย่าง แลนด์บริดจ์ เมกะโปรเจกต์ใหญ่ที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือจะเปลี่ยนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งอีกแห่งของภูมิภาคนี้

“ผมคิดว่าทั้ง 2 เรื่องนี้ เป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทยที่ต้องทำ ถ้าปล่อยไป ไทยเราจะไม่มีโอกาสอย่างนี้กลับมาอีก โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ เพียงแต่จะทำอย่างไร เริ่มต้นจากอะไรก่อน เพื่อให้เกิดความเป็นไปได้ และการยอมรับ”

ความเห็นของ ดร.ต้นสน ดูเหมือนจะสอดคล้องกับแนวคิดของ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ว่า ปัจจุบันโลกในฝั่งตะวันตกของไทย ทั้งอินเดีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ซึ่งเติบโตขึ้นตามลำดับกำลังเปลี่ยนศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ

ไทยจึงควรตั้งคำถามใหม่ว่า เราจะพัฒนาภาคใต้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ได้อย่างไร?

แนวคิดสำคัญ ของ “แลนด์บริดจ์” อาจไม่ใช่เพียงเป็น “ทางผ่าน” ตามความหมายเดิม แต่น่าจะต้องการการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดระบบเศรษฐกิจครบวงจร เป็นทั้งศูนย์กลางโลจิสติกส์ อุตสาหกรรม การแปรรูปสินค้าเกษตร อาหาร และการค้าระหว่างตะวันออก-ตะวันตก

ในอนาคต จีนเองก็ต้องมองหาเส้นทางเชื่อมต่อใหม่ ขณะที่โลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะจากสงครามในยูเครน และรัสเซีย หากไทยสามารถสร้าง “Food Hub” หรือศูนย์กลางการแปรรูป และกระจายสินค้าเกษตรในพื้นที่ภาคใต้ได้ ก็อาจกลายเป็นโอกาสทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศได้

...

สิ่งสำคัญคือ ต้องเปลี่ยนกรอบความคิดจาก “การเป็นทางผ่านของคนอื่น” มาเป็น “การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ไทย” ต้องออกแบบให้เกิดอุตสาหกรรม คลัสเตอร์เศรษฐกิจ และการลงทุนที่ไทยได้ประโยชน์จริง ไม่ใช่เพียงเปิดทางให้ประเทศอื่นใช้พื้นที่ไทยเป็นเส้นทางขนส่งอย่างเดียว

นอกจากนี้แล้ว ความสำเร็จของการเป็น Hub ไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการมี ซอฟต์แวร์ ของประเทศด้วย เช่น ประสิทธิภาพด้านศุลกากร ระบบบริหารจัดการ และความสามารถในการอำนวยความสะดวกทางการค้า ซึ่งประเทศไทย ยังต้องพัฒนาอีกมาก

ดร.ต้นสน ย้ำอีกครั้งว่า คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า ควรทำ แลนด์บริดจ์ หรือไม่ แต่สิ่งสำคัญคือ เราจะพัฒนาภาคใต้ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ของไทยอย่างไรให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุดมากกว่า

เหตุผลด้านยุทธศาสตร์ หรือประโยชน์การเก็งกำไรที่ดิน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของโครงการขนาดใหญ่ในไทยหลายโครงการ ไม่ได้อยู่แค่เรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แต่มันยังผนวกรวมไปกับความไม่ชัดเจนของยุทธศาสตร์ และการเมืองเชิงผลประโยชน์ด้วย

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา แนวคิดโครงการเชื่อมสองฝั่งทะเลถูกเลื่อนตำแหน่งขึ้นลงหลายครั้งตั้งแต่ สตูล กระบี่ สุราษฎร์ฯ ไปจนถึงระนอง-ชุมพร จนทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าการเลือกพื้นที่ต่างๆ นั้น กิดจากเหตุผลด้านยุทธศาสตร์ จริงๆ หรือมีเรื่องผลประโยชน์ที่ดิน และกลุ่มทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง

ประสบการณ์ที่ผ่านมาในไทย ทำให้คนจำนวนไม่น้อยไม่ไว้วางใจ เพราะหลายโครงการโครงสร้างพื้นฐาน มักมีข่าวเรื่องการเก็งกำไรที่ดินเกิดขึ้นก่อนเสมอ จนบางครั้ง การตัดสินใจเลือกเส้นทาง อาจไม่ได้ตั้งอยู่บนเหตุผลด้านวิศวกรรม หรือเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ประเทศไทยขาดจริงๆ คือ “ยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ชัดเจน” ว่า สุดท้ายแล้ว ประเทศต้องการวางตำแหน่งตัวเองไว้ตรงไหนในโลกใหม่!

ปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาสนใจไทยอีกครั้งโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น AI, Data Center, Cloud, Semiconductor, Robotics, EV และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด นั่นน่าจะหมายความได้ว่าประเทศไทยยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพน่าลงทุนในภูมิภาคนี้

จุดแข็งที่เริ่มขายได้มากขึ้นคือเรื่องของ Green Transition การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว นักลงทุนจำนวนมากสนใจว่า ไทยจะมีพลังงานสะอาดเพียงพอหรือไม่ เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะ Data Center และ AI ต้องการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก และบริษัทระดับโลกเริ่มเลือกลงทุนในประเทศที่มี Green Energy รองรับ

อย่างไรก็ตามคำถามสำคัญ ไม่ใช่แค่ จะดึงเงินลงทุนเข้ามาได้เท่าไหร่ แต่ประเด็นคือ จะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์ระยะยาวอย่างไร

ที่ผ่านมา ไทยมักวัดความสำเร็จจากตัวเลขมูลค่าการลงทุนที่ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI แต่โจทย์ใหม่ คือ ความต้องการให้การลงทุนเหล่านั้น ช่วยกันสร้าง Supply Chain ในประเทศไทย สร้างผู้ผลิตไทย สร้างการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างคนไทยให้มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมใหม่

แนวคิดที่สำคัญอีกประการคือ การให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนร่วมมือกับมหาวิทยาลัยไทยในการออกแบบหลักสูตร และพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการจริงของภาคอุตสาหกรรม รวมถึงสร้างระบบให้วิศวกร และแรงงานไทยได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลก เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้

ในมุมนี้ ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านสำคัญจากเดิมที่ต้องพยายามดึง คนเข้ามาลงทุน ไปสู่ช่วงที่เริ่มคัดสรรคุณภาพการลงทุนได้มากขึ้นว่าจะเอาการลงทุนประเภทใดที่สร้างคุณค่าเพิ่มให้ประเทศได้จริงๆ ในระยะยาว

แม้แต่เรื่อง Data Center ก็ไม่ใช่ว่าจะรับทุกแบบเพราะบางประเภทเข้ามาใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก แต่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ขณะที่บางราย เช่น ผู้ให้บริการ Cloud ระดับโลกจะนำทั้งระบบ ซอฟต์แวร์ บุคลากร และ Ecosystem ทางเทคโนโลยีเข้ามาด้วยซึ่งจะให้ประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยมากกว่า

ดร.ต้นสน ยอมรับว่า การลงทุนขนาดใหญ่มีความจำเป็น และย้ำอีกครั้งว่า รอบนี้เป็นโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย ที่จะออกแบบอนาคตของประเทศอย่างไรด้วยการลงทุนใหม่ที่จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจประเทศได้จริงๆ

ไม่ใช่แค่เป็นฐานการผลิต หรือทางผ่านของโลกเท่านั้น