ไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บูนดิบูโจ กำลังระบาดในคองโกและยูกันดา องค์การอนามัยโลกประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินระดับโลก มาเช็กสัญญาณเตือน อาการอันตราย และวิธีรับมือเพื่อความปลอดภัยกัน
สถานการณ์สาธารณสุขโลกกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง เมื่อ “ไวรัสอีโบลา” มีการแพร่ระบาดอย่างหนักในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก โดยเริ่มจากจังหวัดไอทูริ (Ituri province) รวมถึงพบผู้ป่วยรายใหม่ที่ได้รับการยืนยันแล้วหลายรายในประเทศยูกันดา ส่งผลให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ต้องประกาศให้สถานการณ์นี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ เนื่องจากความล่าช้าในการค้นหาผู้ติดเชื้อทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 220 ราย
จากข้อมูลล่าสุด พบผู้ป่วยในยูกันดาเกือบ 10 ราย ขณะที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกมีเคสที่น่าสงสัยเกือบ 1,000 ราย หลังจากมีการประกาศการแพร่เชื้อในพื้นที่ไปเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อให้เท่าทันสถานการณ์และสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างถูกต้อง มาทำความรู้จักกับไวรัสชนิดนี้กันอย่างเจาะลึก
ไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บูนดิบูโจ คืออะไร?
ไวรัสที่กำลังระบาดในครั้งนี้มีชื่อเรียกว่า "ไวรัสอีโบลาบูนดิบูโจ (Bundibugyo ebolavirus)" อยู่ในกลุ่ม Bundibugyo virus (BDBV) ซึ่งจัดเป็นไวรัสในกลุ่ม 4 ที่ต้องได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดในห้องปฏิบัติการระดับสูง
...
นอกจากนี้ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษยังจัดให้ไวรัสสายพันธุ์นี้อยู่ในกลุ่มเชื้อโรคที่สามารถนำไปใช้ก่อการร้ายทางชีวภาพ หรือเชื้อที่ได้รับความสำคัญลำดับเอ (Category A Priority Agent/Bioterrorism Agent) โดยชื่อ “บูนดิบูโจ” มีที่มาจากชื่อเมืองที่ค้นพบไวรัสนี้เป็นครั้งแรกในประเทศยูกันดา เมื่อปี ค.ศ. 2008 ซึ่งมีโครงสร้างจีโนมที่มี 3 ยีนทับซ้อนกัน และมีความแตกต่างจากไวรัสอีโบลาซาอีร์ (Zaire ebolavirus) มากกว่า 30%
เช็กอาการ “ไวรัสอีโบลา” สัญญาณเตือนแบบไหนที่ต้องระวัง
จากการศึกษาย้อนหลังและการสำรวจทางซีรัมวิทยา พบว่าผู้ติดเชื้ออีโบลาบางรายอาจมีอาการน้อยมากจนแทบไม่มีอาการเลย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่มีอาการเด่นชัด ระยะการฟักตัวของโรคเฉลี่ยจะอยู่ที่ 6-12 วัน (โดยอาจแสดงอาการเร็วสุดใน 2 วัน และนานที่สุดได้ถึง 21 วันหลังจากสัมผัสเชื้อ) ซึ่งสามารถแบ่งลักษณะอาการออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ กลุ่มที่มีเลือดออกมาก และกลุ่มที่มีการสูญเสียสารน้ำอย่างรุนแรง
1. อาการเบื้องต้นในระยะแรก
- มีไข้หนาวสั่นอย่างเฉียบพลัน และไข้สูงแต่ชีพจรช้า (คล้ายกับอาการของไข้รากสาดน้อย)
- อ่อนเพลีย เจ็บกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเบื่ออาหาร
- มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และถ่ายเหลว
2. อาการทางผิวหนังและระบบทางเดินอาหาร
- ผื่นนูนแดง: มักขึ้นในวันที่ 5-7 ของการเจ็บป่วย บริเวณใบหน้า คอ แขน และลำตัว โดยผื่นนี้จะไม่ค่อยคันและอาจหลุดลอกได้ในเวลาต่อมา
- ท้องเสียรุนแรง: ถ่ายเหลวเป็นน้ำในปริมาณมาก ซึ่งอาจสูงถึง 10 ลิตรต่อวัน ร่วมกับอาการปวดท้อง ทำให้นำไปสู่ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง ความดันโลหิตตก และเกิดภาวะช็อก
3. อาการรุนแรงในระยะสุดท้าย
- ภาวะเลือดออก: พบเลือดปนในอุจจาระ มีผื่นม่วงขนาดเล็กจากเกล็ดเลือดต่ำ หรือผื่นม่วงใหญ่เป็นเลือดใต้ผิวหนัง รวมถึงมีเลือดออกจากปาก จมูก และบริเวณเข็มเจาะเลือด โดยมักพบในผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือหญิงตั้งครรภ์
- ระบบประสาทส่วนกลางผิดปกติ: เนื้อสมองและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความสับสน คอแข็ง เดินเซ ปวดกล้ามเนื้อ และมีอาการชัก
- ระบบหัวใจ: เกิดภาวะเยื่อหุ้มหัวใจหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ทำให้มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก
- ระบบทางเดินหายใจ: หายใจเร็วและตื้น ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน กล้ามเนื้อหายใจล้าจนนำไปสู่ภาวะหายใจล้มเหลว (พบได้กว่า 30% จากสถิติการระบาดในแอฟริกาตะวันตกครั้งก่อน)
- การแพร่เชื้อและการวินิจฉัย: ปัจจุบันยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดว่าเชื้อไวรัสแพร่กระจายมาสู่มนุษย์ได้อย่างไร แต่ทางการแพทย์สันนิษฐานว่า “ค้างคาว” อาจเป็นสัตว์พาหะหลัก เนื่องจากมีความสามารถในการกักเก็บและทำให้เชื้อไวรัสกลุ่มใกล้เคียงเติบโตได้ ส่วนการตรวจวินิจฉัยในห้องปฏิบัติการ มักพบภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ เกล็ดเลือดต่ำ ค่าไตสูง ค่าตับอ่อนและเอนไซม์ตับผิดปกติ ซึ่งสามารถยืนยันผลการติดเชื้อที่แม่นยำได้ด้วยวิธี RT-PCR (real-time polymerase chain reaction)
...
อัตราเสียชีวิต และภาวะ “ลองอีโบลา” (Post-Ebola Syndrome)
ความน่ากลัวของไวรัสอีโบลาบูนดิบูโจ คือการทำให้อวัยวะหลายส่วนในร่างกายทำงานผิดปกติจนนำไปสู่การเสียชีวิต โดยสถิติการระบาดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1976 ถึง 2022 ระบุว่า สายพันธุ์บูนดิบูโจมีอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 32.8%
สำหรับผู้ป่วยที่รอดชีวิต อาการมักจะเริ่มดีขึ้นในสัปดาห์ที่ 2 แต่ยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากโรคแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย ภาวะปอดพัง หรือไตวาย ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่หายป่วยหลายรายยังต้องเผชิญกับภาวะ Post-Ebola Syndrome (ลองอีโบลา) ยาวนานต่อเนื่องถึง 2 ปีกว่า โดยมีอาการทางร่างกายและจิตใจ ดังนี้
- อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ปวดกล้ามเนื้อและข้อ
- นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ปวดตา และปัสสาวะบ่อย
- ผิวลอก ผมร่วง
- ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือเสี่ยงต่อการแท้งบุตร
- มีความจำเสื่อม ภาวะจิตตก หรือมีความวิตกกังวลสูง
...
แนวทางการเฝ้าระวังในประเทศไทย
สำหรับประเทศไทยในขณะนี้ ยังไม่มีการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา แต่ทางกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในหลายประเทศ ได้แนะนำให้มีมาตรการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการคัดกรองผู้เดินทางที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง การจำกัดการเดินทางในพื้นที่ระบาด และการเตรียมความพร้อมทางสาธารณสุขเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อหลุดรอดเข้ามาในประเทศ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
- อ. พญ.รพีพรรณ รัตนวงศ์นรา มอร์ด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
- ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (CDC) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ข้อมูล ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569