ระบบการศึกษาไทยถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างจริงจังอีกครั้งในวาระที่รัฐบาล กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานเกี่ยวข้องกำลังหารือกับนักลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อดึงการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาในประเทศ
ภายใต้เจตจำนงในการเปลี่ยนกติกาการส่งเสริมการลงทุนใหม่ ให้นักลงทุนที่เข้ามาต้องสร้างทักษะ และส่งผ่านเทคโนโลยีขั้นสูงให้แก่แรงงานในภาคอุตสาหกรรมไทยที่เข้ามาร่วมลงทุนด้วย
แต่ปัญหาที่ได้รับเสียงสะท้อนกลับมาก็คือ ระบบการศึกษาไทยตามโลกไม่ทัน ทั้งยังไม่สามารถป้อนคนเข้าสู่ตลาดแรงงานตามที่นักลงทุนต้องการได้...ไม่ว่าจะเป็น AI, Semiconductor, Robotics, Data Center, Cloud หรือแม้แต่อุตสาหกรรมที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศไทย เช่น รถยนต์ EV เป็นต้น
มีคำถามว่า ระหว่าง “หลักสูตรล้าสมัย” กับ “อาจารย์ที่วิ่งตามโลกไม่ทัน” ฝ่ายใดกลายเป็นตุ้มถ่วงหนักสุดในระบบการศึกษาไทย คำตอบคือ “อาจารย์” ซึ่งเป็นคนเขียนหลักสูตร…
ในโลกปัจจุบัน คนที่ควรเรียนรู้ก่อนใครที่สุดคือ “อาจารย์” เพราะโลกหมุนเร็วมาก โดยเฉพาะโลกของ AI รวมทั้งเศรษฐกิจใหม่ที่เปลี่ยนวิธีการทำงานไปในแทบจะทุกอุตสาหกรรมแล้ว
สำคัญก็คือ หลายบริษัทเริ่มพบปัญหาว่า เด็กที่ถูกส่งไปฝึกงานกับภาคธุรกิจได้เรียนรู้เครื่องมือ และวิธีการทำงานใหม่ๆ กลับมา แต่เมื่อกลับเข้าห้องเรียน พวกเขาต้องเจอกับการเรียนการสอนแบบเดิม และวิธีคิดแบบเดิม จนบางครั้งเหมือนถูกดึงย้อนกลับไปในอดีต เพราะมีอาจารย์จำนวนไม่น้อย ยังใช้เอกสารการเรียนการสอนชุดเดิมมานานหลายสิบปี ทั้งที่โลกภายนอกเปลี่ยนไปมหาศาลแล้ว
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า จะสร้างหลักสูตรใหม่อย่างไร แต่จะสร้างอาจารย์รุ่นใหม่ได้อย่างไร?!
...
เพราะถ้าอาจารย์ไม่เคยออกไปทำงานจริง ไม่เคยเผชิญปัญหาในภาคธุรกิจ ภาครัฐ หรือภาคอุตสาหกรรมจริง ก็ยากที่จะเข้าใจว่า โลกการทำงานปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างไร
อาจารย์ที่สอนธุรกิจ ควรเคยทำธุรกิจจริง อาจารย์ที่สอนรัฐศาสตร์ ควรเคยทำงานในภาครัฐ หรือท้องถิ่น และอาจารย์ด้านนิเทศศาสตร์ ก็ควรที่จะเคยทำงานสื่อจริงๆ เพราะความรู้ใหม่จำนวนมาก ไม่ได้เกิดจาก “ตำรา” แต่เกิดจากภาค “สนามจริง”
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนระบบการศึกษาใหม่ทำได้ยากมาก เพราะมหาวิทยาลัยไทยยังมีวัฒนธรรมแบบลำดับขั้นสูง และผูกติดกับระบบอาวุโสอย่างมากอยู่
แม้แต่การเปลี่ยนผู้สอนในภาควิชาเดิม ก็อาจกลายเป็นความขัดแย้งภายในคณะได้ เพราะหลายคนสอนวิชาเดิมมาหลายสิบปี และรู้สึกว่านั่นคือพื้นที่ของตัวเอง
อีกปัญหาที่อันตรายไม่แพ้กัน คือความพอใจในความสำเร็จเดิม หลายมหาวิทยาลัยอาจยังคิดว่า “แค่นี้ก็ดีแล้ว” เพราะยังเป็นมหาวิทยาลัย “อันดับต้นๆ” ของประเทศ แต่ในความจริง หากมองในระดับภูมิภาค ระบบการศึกษาของไทยกำลังถูกประเทศอื่นแซงหน้าอย่างต่อเนื่อง
แม้คะแนนด้านการวิจัย และการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยไทยจะดีขึ้น แต่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม กลับพัฒนาเร็วกว่า ทำให้อันดับมหาวิทยาลัยไทยในอาเซียนลดอันดับลงเรื่อยๆ
ปัญหาสำคัญอีกด้านของระบบการศึกษาไทยก็คือ ประเทศไทยลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่ำมาก เมื่อเทียบกับประเทศชั้นนำ
ไทยใช้งบ R&D ไม่ถึง 1% ของ GDP (19 ล้านล้านบาท) ในขณะที่จีนใช้เงินลงทุนเรื่องนี้ประมาณ 3 - 4% ของ GDP (20.85 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 104.1879 ล้านล้านหยวน)
ขณะเดียวกันภาคเอกชนไทย โดยเฉพาะ SMEs จำนวนมาก ก็แทบไม่มีการลงทุนด้านการวิจัยเลย ยิ่งไปกว่านั้น แม้งบวิจัยที่มีอยู่ก็ยังใช้ได้ยาก เพราะติดระบบราชการ ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง และกระบวนการอนุมัติที่ล่าช้า
ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยเริ่มปรับตัวมากขึ้นผ่านโครงการเชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจ เช่น Skill Bridge ที่เปิดให้บริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่เข้าร่วมออกแบบหลักสูตร การพัฒนาคน และสร้างทักษะที่ตลาดต้องการได้จริง รวมถึงพยายามดึง “คนเก่งจากทั่วโลก” เข้ามาทำงานในไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น AI, Semiconductor, EV และ Green Technology
แต่ปัญหาคือ ติดระบบวีซ่าและกฎระเบียบของไทยที่ซับซ้อนเกินไปในหลายสาขา หลายประเภท หลายหน่วยงาน และหลายเงื่อนไข จนแม้แต่คนต่างชาติเองก็ยังสับสน
หลายครั้ง ประเทศไทยมีเครื่องมือรองรับอยู่แล้ว แต่กระจัดกระจาย ใช้งานยาก และช้ากว่าความเร็วของโลกสมัยใหม่ จนบางครั้งนักลงทุน หรือผู้เชี่ยวชาญต่างชาติที่อยากเข้ามาทำงานในประเทศไทย กลับถอดใจต้องเลือกไปประเทศอื่นที่ตัดสินใจได้เร็วกว่า และมีระบบที่ง่ายกว่าแทน
ยังมีอีกหลายประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาด้วย เช่น ค่าจ้างเงินเดือนจ่ายไหวไหม ระบบการศึกษาหรือตำราเรียนสอดคล้องกัน เป็นสากล และรับตำราตามระบบของเขาได้หรือไม่ด้วย
ท้ายที่สุด ปัญหาของประเทศไทยอาจไม่ใช่ “ไม่มีศักยภาพ” แต่เป็น “ระบบ” ทั้งหมดที่ขยับได้ยาก ช้าเกินไป ไม่คล่องตัว และไม่ยืดหยุ่น รวมถึง “คน” ต่างหากที่เป็นตุ้มถ่วงในโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วขึ้นทุกวัน