ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

พรายพยากรณ์

SHARE
ตอนที่ 16

ขณะที่ภูมินทร์และพิณชนิดาวิ่งหนีกระเซอะ กระเซิงลึกเข้าไปในป่า ภิชาสินีกับพวกมาถึงกระท่อมที่กักขังตัวทั้งคู่เอาไว้ เห็นเลิศกับสมุนถูกตุ๊กแกรุมกัดสภาพสยดสยองมาก เธอรีบกระซิบบอกให้ปิ่นเพชรพอได้แล้ว เราต้องจับพวกนี้เป็นๆเพื่อถามหาพิณชนิดากับภูมินทร์ เด็กน้อยตะโกนบอกเพื่อนๆ

“พอแล้ว พวกเรา” สิ้นเสียงเหล่าตุ๊กแกพากันโดดหนีเข้าป่า ทิ้งร่างเลือดโชกของสองโจรเอาไว้

ตอนที่ 15

เปรมสุดาเข้ามาอยู่ในบ้านอัครมโหฬารไม่ทันข้ามวันก็วางก้ามใส่ป่านแก้ว เพราะรู้จากปูเปรี้ยวว่าเธอเป็นพวกเดียวกับพิณชนิดา ขู่จะให้ภูมินทร์ไล่ออก ป่านแก้วเก็บเรื่องนี้ไปเล่าให้นวลจันทร์ฟัง

“คอยดูนะคุณนม ป่านแก้วจะฟ้องคุณภูว่าลับหลังคุณเปรมสุดาร้ายกาจแค่ไหน”

ตอนที่ 14

ขณะที่พิณชนิดาเข้าไปซื้อน้ำดื่มให้ภูมินทร์ในร้านสะดวกซื้อ สัณชัยโทร.มาขอร้องให้เธอยอมความ

“ฉันรู้ว่าสิ่งที่แสงโชติทำมันเกินไป ฉันสัญญาจะลงโทษลูกชายให้รู้สำนึก ถ้าแสงโชติหายเจ็บเมื่อไหร่ ฉันจะพาเขาไปกราบขอโทษหนู” คำอ้อนวอนของเขาทำให้พิณชนิดาคิดหนัก

ตอนที่ 13

ภิชาสินีนั่งนิ่งอยู่อึดใจ ก่อนจะเล่าให้พี่สาวฟังว่า อรรถพรบอกรักเธอแต่เธอปฏิเสธไปแล้ว พิณชนิดาไม่เข้าใจทำไมภิชาสินีถึงทำแบบนั้น ในเมื่อเธอก็ชอบเขาเหมือนกัน ภิชาสินีได้แต่พึมพำว่าไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว ระหว่างเธอกับอรรถพรคงจบลงแค่นี้

“ยังไม่จบ พี่จะไม่ยอมให้ภิตัดโอกาสตัวเองกับหมวดอรรถแบบนี้ ไหนลองบอกพี่มาสิ ภิกลัวอะไร”

ตอนที่ 12

ขณะที่ภิชาสินีตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน พิณชนิดาพรวดพราดเข้าไปบอกภูมินทร์ที่กำลังคุยงานอยู่กับก้องภพในห้องทำงาน ว่าคิดวิธีที่จะหาตัวคนบงการฆ่าเขาได้แล้วโดยจะทำนายจากไพ่ แม้จะฟันธงไม่ได้ว่าเป็นคนไหน แต่ก็สามารถตัดคนที่ไม่น่าสงสัยออกไปได้ จะทำให้กลุ่มเป้าหมายแคบลง

“วิธีของคุณพิณน่าสนใจนะครับ ลองดูก็ไม่เสียหาย”

ตอนที่ 11

เอกเดินมาตามทางอย่างเหนื่อยใจ หยิบมือถือขึ้นมาจะโทร.หาพิณชนิดา แต่แล้วเปลี่ยนใจ ไปหาเธอด้วยตัวเองที่อพาร์ตเม้นต์ขวัญทิพย์ แพนเค้กเห็นหน้าก็จำได้ว่าเป็นแฟนเก่าของพิณชนิดา ชวนเมียรักเข้าไปถามว่ามาหาพิณชนิดาหรือ เอกพยักหน้ารับคำ

“น้องพิณไปอยู่ที่อื่นสักระยะจ้ะ”

“ไปอยู่ที่ไหนครับ”

สองผัวเมียเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เอกจำต้องกลับไปอย่างผิดหวัง...

สิ่งที่ปณิตาและเปรมสุดาเล่าให้ฟัง ยิ่งตอกย้ำให้แสงโชติมั่นใจว่าคำพูดที่ตัวเองแอบได้ยินภูมินทร์คุยกับพิณชนิดาเรื่องให้ผีมาช่วยทำบางอย่างเป็นเรื่องจริง เปรมสุดาแก้ตัวแทนว่าภูมินทร์ไม่รู้เรื่องด้วย นังหมอดูนั่นคนเดียวต่างหากที่เอาผีมาเกี่ยวข้อง เธออดเป็นห่วงเขาไม่ได้ กลัวจะถูกนังนั่นทำของใส่จนเสียผู้เสียคน

“น้าให้คนช่วยติดต่อหมอผีคนหนึ่งอยู่ ถ้าเขาตอบตกลงก็เริ่มงานได้เลย”

แสงโชติอยากรู้ว่าสองแม่ลูกจะให้เขาช่วยอะไร ปณิตาแค่อยากให้เขาพาหมอผีเข้าไปในบ้านอัครมโหฬาร เพราะถ้าเธอเป็นคนพาเข้าไป ภูมินทร์คงสงสัยแน่ๆ แสงโชติยินดีทำให้ด้วยความเต็มใจ...

ทางด้านฟ้ารุ่งไม่รู้จะหันหน้าไปหาใคร จึงลงไปหาหมอดูเจ้าประจำที่ใต้ถุนคอนโดฯที่พัก เล่าให้ฟังว่าหมอทำนายไว้แม่นมาก เธอเลิกกับแฟนเรียบร้อยแล้ว หมอดูเห็นเธอร้องไห้เป็นเผาเต่า ปลอบให้ใจเย็นๆ ฟ้ารุ่งอ้อนวอนหมอดูพอจะมีทางไหนทำให้แฟนของเธอกลับได้บ้าง หมอดูหยิบว่านมหาเสน่ห์ให้

“น้องเอาไปมัดกับวัน เดือน ปีเกิดแฟน แล้วท่องคาถาหน้ากระจกในคืนเดือนเพ็ญ เปิดหน้าต่างให้แสงจันทร์เข้ามา ท่องคาถาสามรอบ แล้วดื่มน้ำมนต์นี่ตาม รับรองว่าแฟนน้องต้องกลับมา” หมอดูว่าแล้วยื่นกระดาษเขียนคาถากำกับเอาไว้ให้ฟ้ารุ่ง...

ค่ำวันเดียวกัน ฟ้ารุ่งไม่รอช้าแต่งตัวในชุดเซ็กซี่ ถือว่านมหาเสน่ห์ไว้ในมือ แล้วก้าวไปยืนหน้ากระจกเงา หยิบกระดาษที่เขียนคาถาว่า “รักกู หลงกู กลับมาหากู” ขึ้นมาท่องสามจบ ขาดคำมีเสียงประตูห้องพักเปิด เธอหันขวับเห็นเอกเดินเข้ามา คิดว่าคาถาของหมอดูขลังมาก ท่องจบปุ๊บแฟนกลับมาปั๊บ แต่ที่ไหนได้ เขาแค่มาเอานาฬิกาที่พิณชนิดาซื้อให้ แล้วกลับไป ฟ้ารุ่งแทบคลั่ง หมายหัวพิณชนิดาไว้จะต้องล้างแค้นให้ได้

ooooooo

เช้าวันถัดมา เอกลากกระเป๋าเสื้อผ้าเข้ามาที่อพาร์ตเม้นต์ขวัญทิพย์ จะขอเช่าห้องของพิณชนิดา สองผัวเมียทักท้วงว่าเจ้าของห้องคนเก่ายังเช่าอยู่ เขาโกหกว่าจะคุยเรื่องนั้นกับเธอเอง ทั้งคู่มองหน้ากันลังเล เอกรู้นิสัยคนคู่นี้ดีว่าเห็นแก่เงิน เสนอจะจ่ายค่าเช่าให้ ไม่ได้มาอยู่ฟรี ขวัญทิพย์ตาวาวรีบปรึกษากับแพนเค้ก

“ให้เช่าไปเถอะ ได้ค่าเช่าจากน้องพิณ แล้วยังได้ค่าเช่าจากแฟนน้องพิณอีก สองเด้งเลยนะผัวจ๋า”

แพนเค้กไม่ค่อยจะเห็นด้วยนัก เกรงจะมีปัญหากับพิณชนิดา ขวัญทิพย์ไม่เห็นจะต้องกลัวอะไร ในเมื่อเอกจะไปตกลงกับพิณชนิดาเอง เรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวกับเรา ในที่สุดเอกก็ได้อยู่ห้องพิณชนิดาสมใจ...

ภิชาสินีร้อนใจมากรีบไปหาอรรถพรที่สถานีตำรวจแต่เช้า จ่าเหยินซึ่งอยู่หน้าห้องเขา ซักโน่นถามนี่จนเธองงไปหมด อรรถพรออกมาเห็นจ่าเหยินยื่นหน้าเข้าไปใกล้เธอมากรีบดึงตัวออกมา จ่ายังไม่ทันจะบอกว่าสาวสวยคนนี้มาหาเขา ภิชาสินีลากแขนเขาออกมาเสียก่อน พอถึงที่ปลอดคนก็หยุดเดิน

ผู้หมวดหนุ่มหลงดีใจคิดว่าเธอมีใจให้ถึงต้องพามาคุยกันในที่ที่ไม่มีคนเห็น เธอด่าสวนทันทีว่าเพ้อเจ้อ

เขาไม่เห็นจะเพ้อเจ้อตรงไหน ในเมื่อเธอจับมือเขาไม่ปล่อยแบบนี้ ภิชาสินีรู้สึกตัวรีบปล่อยมือ

“หยุดเลย ฉันไม่ได้นึกพิศวาสคุณสักนิด”

ชายหนุ่มหุบยิ้มแทบไม่ทัน ภิชาสินีมาหาเขาก็เพราะสงสัยว่าหนึ่งจะไปทำเรื่องไม่ดี เพราะเธอเห็น ผีตนหนึ่งตามเขาอยู่ ผีตนนั้นพยายามจะพูดบางอย่างกับเธอ แต่เธอไม่ได้ยิน ก็เลยอยากให้อรรถพรลองไปถามหนึ่งดู เขาขอรูปพรรณสัณฐานของผีที่ว่า พอรู้ว่าเป็นผู้ชาย มีอายุ ถึงกับร้องเอะอะ

“หรือว่าจะเป็นพ่อเลี้ยงหนึ่ง วันก่อนผมเห็นเขาสองคนมีปากเสียงกัน หวังว่าหนึ่งคงจะไม่ทำอะไรบ้าๆ” อรรถพรมองภิชาสินีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก...

เหตุการณ์ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่อรรถพรคาดคิด หนึ่งยืนกรานไม่ได้ทำร้ายพ่อเลี้ยงตัวเอง แม้จะเกลียดเขามากแค่ไหน ก็คงไม่หาเรื่องให้ตัวเองติดคุกแน่ แล้วถามภิชาสินีว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมอยู่ๆถึงพูดเรื่องนี้ เธอเล่าเรื่องที่เห็นผีตามเขาให้ฟัง หนึ่งเอะใจ รีบเอารูปถ่ายพ่อตัวเองให้ดู ปรากฏว่าเป็นคนเดียวกันกับผีตนนั้น เด็กหนุ่มถึงกับทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดแรง สีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด

“พ่อเสียไปตั้งหลายปีแล้ว ทำไมพ่อยังไม่ไปเกิด หรือว่าเป็นเพราะผม...ตอนนี้พ่ออยู่ด้วยหรือเปล่า”

ภิชาสินีมองไปรอบๆห้องพัก เห็นผีพ่อของหนึ่งลอยอยู่ที่หน้าต่าง มองลูกชายด้วยแววตาเศร้ามาก จึงชี้ไปยังจุดนั้น หนึ่งเดินไปหาท่านทั้งน้ำตา โดยมีภิชาสินีกับอรรถพรเดินตาม

“พ่อครับ ทำไมพ่อยังไม่ไปเกิด พ่อเป็นห่วงผมเรื่องอะไร”

ผีพ่อของหนึ่งบอกด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “แม่” ภิชาสินีซึ่งได้ยินคำพูดของเขาเพียงคนเดียว ถ่ายทอดคำพูดนั้นให้หนึ่งฟังอีกทอดหนึ่ง เขาถึงกับชะงัก ใจคอไม่ดีว่าอาจเกิดเรื่องร้ายกับแม่ของตัวเอง รีบโทร.หาแม่แต่ติดต่อไม่ได้ จึงโทร.เข้ามือถือของพ่อเลี้ยง ถึงได้รู้ว่าแม่ป่วย

ครู่ต่อมา หนึ่งพร้อมด้วยอรรถพรและภิชาสินีมาถึงโรงพยาบาล พ่อเลี้ยงขอคุยกับเขาก่อนที่จะให้ไปเยี่ยมแม่ หนึ่งชิงชังพ่อเลี้ยงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วปฏิเสธจะคุยด้วย ภิชาสินีกับอรรถพรต้องช่วยกันกล่อมให้เขาฟังท่านก่อน หนึ่งมีข้อแม้ ถ้าจะให้พูดคุยต้องทำต่อหน้าอรรถพรกับภิชาสินี พ่อเลี้ยงไม่รังเกียจหากทั้งคู่จะอยู่ฟังด้วย แล้วบอกว่าหมอเพิ่งตรวจเจอว่าแม่ของหนึ่งเป็นมะเร็งลำไส้

“โชคดีที่ไม่ได้อยู่ในระยะร้ายแรง ยังมีทางรักษาให้หายได้ ต้องผ่าตัดและทำคีโม แต่แม่นายไม่ยอมทำการรักษา แม่เขามีเหตุผลบางอย่าง...ฉันขอร้อง ช่วยทำให้แม่นายเปลี่ยนใจที”

หนึ่งยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออก ผีพ่อของเขาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ มองลูกน้ำตาคลอเบ้าสงสารจับใจ

ooooooo

หลังได้รับคำอวยพรจากอรรถพรและภิชาสินีให้กล่อมแม่ให้ยอมรักษาตัวสำเร็จ หนึ่งเข้ามาหาแม่ในห้องพักฟื้น เห็นท่านนอนหลับอยู่บนเตียง น้ำตาร่วงด้วยความสะเทือนใจ แม่ค่อยๆรู้สึกตัวลืมตาขึ้น เขารีบเช็ดน้ำตา พอท่านเห็นหน้าเขาเท่านั้นเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเพื่อซ่อนความอ่อนแอและความเจ็บปวดภายใน

“เห็นแก่ที่ฉันไม่สบาย ย้ายมาอยู่ด้วยกันซะ”

“ไม่สบายแล้วทำไมไม่รักษา ถ้าผมป่วยแล้วไม่ยอมรักษา แม่จะทำยังไง แม่จะยืนดูผมตายไปโดยไม่ทำอะไรหรือเปล่า ถึงแม่จะไม่รักผมก็ไม่เป็นไร แต่ช่วยรักตัวเองหน่อยได้ไหม ผมเสียพ่อไปคนหนึ่งแล้ว ถ้าเสียแม่อีกคน ผมจะอยู่อย่างไร” คำอ้อนวอนของหนึ่งทำให้แม่ชะงัก หันมองลูกชายที่มีสีหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ก็ทำใจแข็งต่อไปไม่ไหวถึงกับปล่อยโฮ หนึ่งโผกอดแม่ไว้แน่น สองแม่ลูกต่างขอโทษในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ดีเอาไว้และปรับความเข้าใจกันได้ในที่สุด ผีพ่อของหนึ่งเห็นภาพตรงหน้า ยิ้มพอใจ

ที่หน้าห้องพักฟื้น อรรถพรซึ่งนั่งรออยู่กับภิชาสินีอดสงสัยไม่ได้ ทำไมแม่ของหนึ่งถึงไม่ยอมรักษาตัว

“ไม่ยอมรักษาเท่ากับฆ่าตัวตาย คนที่ทำแบบนี้น่าจะเป็นเพราะความรู้สึกผิด ลึกๆแม่หนึ่งไม่ยอมให้อภัยตัวเอง ก็เลยลงโทษตัวเองด้วยการทำแบบนี้”

“ขอให้หนึ่งเปลี่ยนใจแม่ได้ด้วยเถอะ ผมสงสารหนึ่ง อายุยังน้อยแต่เจออะไรมากมายเหลือเกิน”

ภิชาสินีพยักหน้าเห็นด้วย จังหวะนั้น ผีพ่อของหนึ่งเดินทะลุประตูห้องพักฟื้นออกมายืนมอง ก่อนจะชี้เข้าไปในห้อง เหมือนต้องการให้เธอทำบางอย่างให้...

แม้หนึ่งกับแม่จะปรับความเข้าใจกันได้ แต่เธอยังคงโทษตัวเองที่เป็นสาเหตุให้พ่อของลูกต้องตาย หนึ่งพยายามกล่อมให้ท่านยกโทษให้ตัวเอง และยอมเข้ารับการรักษาโรคมะเร็ง แต่ท่านยืนกรานคำเดิม เขาตัดสินใจเล่าให้ฟังว่าวิญญาณของพ่อมาหาเขา แม่มองหนึ่งสีหน้าเต็มไปด้วยความฉงน

“พ่อมาจริงๆ แม่ก็รู้ว่าผมไม่ใช่คนพูดโกหก”

“พ่อเขาคงเกลียดแม่มาก เขาคงด่าแม่ สาปแช่งให้แม่ตายอย่างทรมานใช่ไหม แม่รู้ดีว่าพ่อของลูกคงไม่มีทางให้อภัยแม่” เธอพูดไปร้องไห้ไปด้วย ภิชาสินีที่เข้ามาทันได้ยินโพล่งขึ้นทันทีว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น

“ที่พ่อของหนึ่งยังอยู่ไม่ใช่เพื่อสาปแช่งคุณ หรืออยู่เพราะแค้นคุณ”

แม่หันไปถามหนึ่งว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ได้ความว่าเธอเป็นพี่ที่อยู่อพาร์ตเมนต์เดียวกัน มีความสามารถพิเศษติดต่อกับวิญญาณได้ ภิชาสินีดูกระดาษโน้ตที่จดตามคำพูดของพ่อของหนึ่ง แล้วแจ้งว่า พ่อของหนึ่งฝากบอกด้วยว่าเรื่องที่เกิดขึ้น เขาก็มีส่วนผิดเพราะมัวแต่ทำงาน ไม่เคยมีเวลาให้ครอบครัว ไม่เคยเข้าใจ ไม่เคยดูแลแม่ของหนึ่งปล่อยให้เธอเหงา แม่แย้งว่านั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่ตนจะไปมีคนอื่น

“พ่อของหนึ่งบอกว่าสาเหตุที่เขาตายไม่ใช่เพราะคุณน้ามีคนอื่น แต่เป็นเพราะตัวเขาเองที่ไม่เคยยอมรับความจริง เอาแต่โทษคนอื่นไม่เคยรักตัวเอง กินแต่เหล้า คุณลุงต่างหากที่ทำร้ายตัวเอง ไม่ใช่คุณน้า”

แม่ถามภิชาสินีทั้งน้ำตาว่าพ่อของหนึ่งอยู่ตรงไหน พอรู้จุดที่เขายืนอยู่ก็หันไปขอโทษที่ทำให้ต้องเจ็บปวด ภิชาสินีถ่ายทอดคำพูดของพ่อให้ฟังว่าเขาให้อภัยและบอกให้เธอควรจะให้อภัยตัวเองด้วย

“ขอบคุณมากนะคะที่ให้อภัยฉัน...ฉันสัญญาจะเริ่มการรักษา เพื่อมีชีวิตอยู่ดูแลหนึ่งให้ดีที่สุด คุณไม่ต้องเป็นห่วงอะไรอีกแล้ว”

หนึ่งให้สัญญาต่อวิญญาณของพ่อเช่นกันว่าจะเป็นคนดี ตั้งใจเรียนและจะดูแลแม่ให้ดีที่สุด อีกทั้งจะหมั่นไปทำบุญให้พ่อบ่อยๆ แล้วตบท้ายว่ารักท่านมากที่สุด พ่อเองก็รักเขาเช่นกัน โดยมีภิชาสินีถ่ายทอดคำพูดนี้ให้หนึ่งฟัง ในเมื่อทุกอย่างลงตัวด้วยดี พ่อของหนึ่งก็หมดห่วง ร่างของเขาค่อยๆสลายปลิวไปบนท้องฟ้า

“คุณลุงไปดีแล้วค่ะ”

หนึ่งกับแม่พยักหน้ารับรู้ ก่อนจะโผกอดกันด้วยความรักและความเข้าใจ

ooooooo

ขณะที่ภิชาสินีกับอรรถพรเดินกลับไปที่รถด้วยความสบายใจที่เห็นหนึ่งกับแม่ลงเอยกันด้วยดี หนึ่งรีบวิ่งเข้ามายกมือไหว้ขอบคุณเธอที่ช่วยเรื่องพ่อกับแม่ และขอบคุณอรรถพรด้วยสำหรับการดูแลเอาใจใส่ที่เขามีให้

“หนึ่งก็ดูแลพี่ตอนที่พี่เจ็บเหมือนกัน ถือว่าเจ๊ากันไม่ติดหนี้บุญคุณ โอเคป่ะ”

“ครับ...เอ่อ พี่ภิครับ ผมอยากขอโทษพี่พิณที่พูดไม่ดีวันที่พวกพี่ย้ายออกไป ผมไม่สบายใจเลย พี่ภิพอจะพาผมไปหาพี่พิณได้ไหมครับ”...

ระหว่างที่ปัญหาภายในครอบครัวของหนึ่งจบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง พิณชนิดา ก้องภพและภูมินทร์นั่งประชุมกันหน้าเครียดอยู่ในห้องทำงานของภูมินทร์ ก้องภพสรุปว่านอกจากแสงโชติที่เป็นผู้ต้องสงสัยเบอร์หนึ่งแล้ว เรายังมีสิรวิทย์อีกคนที่เข้าข่ายนี้ด้วย ภูมินทร์ไม่เชื่อว่าเพื่อนรักของตนจะเป็นอย่างนั้น และเพื่อให้หมดข้อสงสัย เขาตัดสินใจจะไปถามสิรวิทย์ให้รู้เรื่อง พิณชนิดาไม่เห็นด้วย ขืนไปถามก็เท่ากับทำให้ไก่ตื่น

“ฉันกับสิรวิทย์เป็นเพื่อนรักกันมานาน มีอะไรก็ควรคุยกันตรงๆ ถ้าเพื่อนอยากจะฆ่ากัน ฉันก็อยากรู้เหตุผล” ภูมินทร์พูดจบจ้ำอ้าวออกจากห้อง พิณชนิดามองก้องภพด้วยสีหน้าเป็นกังวล จะปล่อยเขาไปแบบนั้นจริงหรือ ก้องภพทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อเขาตัดสินใจแล้วใครก็ห้ามไม่ได้

“แต่พิณไม่อยากให้เขาไปกับคุณวิทย์แบบนี้เลย เกิดคุณวิทย์คิดร้ายกับนายภูมินทร์จริงจะทำยังไง”

“คุณพิณดูจะเป็นห่วงคุณภูมากเลยนะครับ” ก้องภพมองเธอด้วยแววตาเศร้า พิณชนิดารีบแก้ตัวไม่ว่าใคร

ที่ต้องตกอยู่ในอุ้งมือมาร เธอก็เป็นห่วงเหมือนกันทั้งนั้น ด้านภูมินทร์ตรงไปยังลูกน้องของสิรวิทย์ที่ซุ่มดูอยู่หน้าออฟฟิศ สั่งให้กลับไปบอกเจ้านายพวกเขาด้วยว่าถ้ายังเห็นตนเป็นเพื่อนให้ไปเจอกันที่ร้านเดิม...

ตอนที่ 10

ภูมินทร์และนวลจันทร์พาพิณชนิดากับน้องๆ มาที่ห้องพักรับรองแขก นวลจันทร์เป็นห่วงว่านอนเตียงเดียวกันสามคนจะเบียดกันแย่ เสนอให้ป่านแก้วจัดที่นอนมาเพิ่มให้อีกหนึ่งหลัง ภิชาสินีปฏิเสธทันที

“ไม่ต้องหรอกค่ะ ปิ่นเพชรนอนพื้นแป๊บเดียวก็ขึ้นมานอนเตียง อีกอย่างพวกเราชอบนอนเบียดกันอบอุ่นดี”

นวลจันทร์พยักหน้ารับทราบ ภูมินทร์ได้ยินชื่อ ปิ่นเพชร รู้สึกคุ้นๆอย่างบอกไม่ถูก เหมือนเคยได้ยินว่าเป็นชื่อของตัวอะไรสักตัวมาก่อน พิณชนิดากลัวเขาจะจำได้ว่าสมัยเคยอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ขวัญทิพย์ มีตุ๊กแกชื่อปิ่นเพชร รีบช่วยกันกับภิชาสินีเบี่ยงเบนความสนใจจนเขาไม่ติดใจสงสัยอะไรอีก

“รีบๆจัดของเถอะ เดี๋ยวฉันจะให้ก้องภพพาไปจัดการเรื่องเอกสารการทำงานที่บริษัท” ภูมินทร์พูดจบ ออกจากห้อง โดยมีนวลจันทร์ตามไปติดๆ ปิ่นเพชรชอบใจมากที่ได้อยู่ห้องนอนใหญ่โต แถมมีที่กว้างขวางให้วิ่งเล่น ชักไม่อยากกลับไปที่เก่า พิณชนิดามีงอนว่าประชดว่าถ้าชอบที่นี่มากนักก็อยู่ยาวไปเลย ไม่ต้องกลับไปห้องรูหนูของตนก็ได้ ปิ่นเพชรเข้ามากอดอย่างเอาใจ ก่อนจะบอกว่าล้อเล่น ภิชาสินีนึกอะไรขึ้นมาได้

“พี่พิณไว้ใจยัยเปรมสุดาจริงๆหรือ คนมีเรื่องกันมาขนาดนั้น อยู่ๆมาขอเป็นเพื่อน ภิว่ามันแปลกๆ”

“ไม่เห็นแปลกเลย เธออาจจะเพิ่งคิดได้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ”

ภิชาสินีไม่คิดว่าคนแบบเปรมสุดาจะปรับปรุงตัวได้ เตือนพี่สาวให้ระวังตัวไว้บ้างก็ดี

อีกมุมหนึ่งของบ้าน เปรมสุดาได้ยินภูมินทร์สั่งก้องภพว่าหลังจากจัดการเรื่องเอกสารการทำงานของพิณชนิดาเรียบร้อยแล้ว ให้พาเธอไปซื้อเสื้อผ้าสำหรับใส่ทำงานด้วย ก็เลยอาสาจะดูแลเรื่องเสื้อผ้าให้เองเพื่อแก้ตัวที่เคยทำไม่ดีกับเธอ แล้วมองเขาด้วยสายตาอ้อนวอน ภูมินทร์ก็เลยยอมให้โอกาสเปรมสุดาได้แก้ตัว...

ตอนที่ 9

ภายในห้องพักของแยมส้ม ขณะเทพค้นหากระเป๋าเงินตัวเองง่วนอยู่ มีเสียงอรรถพรดังขึ้นด้านหลัง

“หานี่อยู่ใช่ไหม...แกนี่เองที่เป็นคนฆ่าแยมส้ม”

ตอนที่ 8

แม้ผีพรายชมพู่จะเลิกตามรังควานภูมินทร์และไปผุดไปเกิดแล้วก็ตาม แต่พิณชนิดายังอดเป็นห่วงเขาไม่ได้ เนื่องจากคนที่ตามฆ่าเขายังลอยนวลอยู่เท่ากับเขายังไม่ปลอดภัย ภิชาสินีแนะให้เธอลองเปิดไพ่ยิปซีตรวจดวงชะตาให้ภูมินทร์อีกครั้งหนึ่งเผื่อจะได้เบาะแสคนร้าย พิณชนิดาเห็นดีด้วย เปิดไพ่ขึ้นมาทีละใบ

ปราชญ์ที่ยืนดูอยู่ข้างๆภิชาสินี กานต์กมลและพัณทิพาบ่นอย่างไม่ค่อยจะชอบใจนัก ทำไมลูกสาวคนโตของตัวเองถึงต้องเข้าไปยุ่งกับเรื่องของนายคนนี้ กานต์กมลเถียงแทนลูก ว่าเป็นเพราะแกเป็นคนดี ชอบช่วยเหลือคนอื่น จังหวะนั้นมีเสียงมือถือของภิชาสินีดังขึ้น เธอรีบรับสาย

“ว่าไงแก...ลืมไปเลยว่าวันนี้มีสอบ แย่แล้ว...ภิไปก่อนนะพี่พิณ” ภิชาสินีพูดจบ คว้ากระเป๋าใส่หนังสือวิ่งปรู๊ดออกจากห้อง พิณชนิดามองตาม ก่อนจะเปิดไพ่ใบสุดท้ายขึ้นมาดูถึงกับร้องเอะอะ

“นายภูมินทร์กำลังจะโดนวางยา”...

คนที่พิณชนิดาดูดวงให้กำลังนั่งอ่านเอกสารการประชุมอยู่ที่โต๊ะสนามข้างบ้าน พลันใบหน้ายิ้มแย้มของหมอดูสาวผุดขึ้นมาในห้วงความคิด เขาเผลอยิ้มมีความสุข แล้วนึกขึ้นได้ว่าจะยิ้มให้เกิดอะไรขึ้นมา รีบสะบัดหัวไล่ภาพของเธอออกไป แล้วก้มหน้าอ่านเอกสารต่อ แสงโชติเดินผ่านมาเห็นพอดี เข้ามากระเซ้าว่ายังไม่ไปง้อเปรมสุดาแฟนตัวเองอีกหรือ เห็นร้องห่มร้องไห้ออกจากงาน ภูมินทร์ปฏิเสธว่าเธอไม่ใช่แฟนของเขา

“ถ้าไม่ใช่แฟนแล้วจะเป็นอะไร คนทั้งสังคมรู้กันทั้งนั้นว่าพี่กับสุดาเป็นคู่หมั้นคู่หมายกัน”

“คนอื่นจะมองยังไงฉันไม่รู้ แต่สำหรับฉัน สุดาเป็นแค่เพื่อน” ภูมินทร์พูดจบ จะลุกหนี แสงโชติแกล้งพูดดักคอ ถ้าเปรมสุดาเป็นแค่เพื่อนแล้วพิณชนิดาเป็นอะไร เขาถึงกับหยุดกึก แสงโชติมองอย่างรู้ทัน

“ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นพี่พาผู้หญิงมากินข้าวที่บ้าน ท่าทางคุณพิณคงจะมีความสำคัญกับพี่มาก”

ภูมินทร์หันขวับ “เอาเวลาที่มายุ่งเรื่องของฉันไปเตรียมเรื่องพรีเซนต์ที่ประชุมวันนี้ดีกว่า อย่าให้เสียหน้าเหมือนครั้งที่แล้วอีก ฉันอายแทน” แดกดันจบ ภูมินทร์ผละจากไป แสงโชติยิ้มร้ายเพราะรู้แล้วว่าจุดอ่อนของญาติผู้พี่ก็คือพิณชนิดานั่นเอง

ooooooo

ในเวลาเดียวกัน พิณชนิดาเดินงุ่นง่านอยู่ในห้องพัก คิดไม่ตกจะเตือนภูมินทร์อย่างไรดี ผีกานต์-กมลถึงกับออกปากกับสามีและพี่สามี ดูท่าลูกสาวของตนจะห่วงภูมินทร์มาก แบบนี้เดาได้ไม่ยากว่าแกมีใจให้

“ไม่มีทาง ลูกพิณเป็นคนฉลาด ไม่มีทางชายตาแลผู้ชายเฮงซวยอย่างนายนั่น” ปราชญ์เถียงคอเป็นเอ็น

ทั้งกานต์กมลและพัณทิพาต่างส่ายหน้าให้กับการไม่ยอมรับความจริงของเขา จังหวะนั้นแสงโชติโทร.เข้ามือถือของพิณชนิดา ถามว่าวันนี้ว่างหรือเปล่า เธอยังไม่ทันจะตอบอะไร เจ๊ตุ่มลูกค้าที่นัดทำนายดวงกับไพ่ยิปซีมาหาเสียก่อน เธอรีบบอกเขาว่าไม่ว่างแล้ววางสายทันที แสงโชติชักสีหน้าไม่พอใจ คิดว่าเธอเล่นตัว จัดแจงโทร.หาสมุนของตัวเอง สั่งการให้สืบหาที่อยู่ของพิณชนิดาโดยด่วน...

ทางด้านสัณชัยเห็นลูกชายจะไปข้างนอก ทักท้วงว่าทำไมไม่เข้าออฟฟิศ วันนี้มีประชุมโปรเจกต์สำคัญของเรา เขาไม่ลืมแน่นอน แต่กว่าจะประชุมก็ตั้งบ่ายโมง เขามีธุระสำคัญต้องไปทำ แล้วขึ้นรถขับออกไป สัณชัยพึมพำเสียงเครียดจะมีอะไรสำคัญกว่าการประชุมครั้งนี้

ธุระสำคัญที่แสงโชติว่าก็คือจะแวะไปหาพิณชนิดาที่ห้องพักพร้อมด้วยดอกกุหลาบแดงช่อใหญ่ ขณะเขากำลังโทร.ถามสมุนถึงเส้นทางไปอพาร์ตเมนต์ที่พักของเธอ มีผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งข้ามถนน แต่เกิดสะดุดขาตัวเองหกล้ม แสงโชติเหยียบเบรกตัวโก่ง ด่าเสียงลั่นข้ามถนนประสาอะไร แล้วบอกสมุนว่าอีกสักครู่จะโทร.กลับ จากนั้นก็ลงจากรถเข้าไปดูคู่กรณีว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า

พอเห็นความงามของคู่กรณีชัดๆ แสงโชติถึงกับยิ้มกริ่ม แยมส้มเองก็ดูจะสนใจชายหนุ่มตรงหน้าที่ดูดีมีเงิน แถมขับรถหรูราคาแพงระยับ ต่างฝ่ายต่างต้องตาต้องใจกัน เดาได้ไม่ยากว่าจะลงเอยอย่างไร...

ที่ห้องพักของพิณชนิดา เจ๊ตุ่มกะเทยร่างยักษ์กรีดร้องห้องแทบแตกเมื่อพิณชนิดาทำนายว่าเจ๊จะโดนแฟนคนใหม่ปอกลอกเหมือนรายอื่นๆที่ผ่านมา เจ๊ตุ่มต้องการให้เธอช่วยแก้กรรมให้ เธออธิบายว่ากรรมเกิดจากความคิดและการกระทำของเราเอง ถ้าจะแก้กรรมก็ต้องเริ่มแก้ที่ความคิดของเราเสียก่อน

“ถ้าอยากเจอผู้ชายที่รักเจ๊จากตัวตนของเจ๊จริงๆ เจ๊ก็ต้องเริ่มที่จะรักผู้ชายที่ตัวตนของเขาจริงๆ ไม่ใช่รักจากหน้าตาของเขา แก้กรรมไม่ต้องทำพิธีอะไร แค่เปลี่ยนวิธีคิดของเจ๊เท่านั้น ความคิดเปลี่ยนชีวิตก็เปลี่ยน”

“ขอบคุณมากนะฮะหมอพิณ เจ๊คิดอะไรได้เยอะเลย” เจ๊ตุ่มว่าแล้วขอตัวกลับ พิณชนิดาเดินมาส่งที่ประตูห้องพัก มองตามเจ๊จากไปอย่างรู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น แล้วนึกเรื่องของภูมินทร์ขึ้นมาได้ ยังคิดไม่ตกจะทำอย่างไรดี ปิ่นเพชรแนะให้โทร.ไปเตือน ถ้าเขาไม่ฟังก็ให้โทร.ไปบอกลูกน้องคนสนิทของเขา

พิณชนิดารีบหยิบมือถือขึ้นมาโทร.หาก้องภพ แต่ไม่มีใครรับสาย เพราะเขามัววุ่นวายอยู่กับการต้อนรับผู้ถือหุ้นของบริษัทอัครมโหฬารที่มาร่วมประชุม เธอวางสายอย่างเซ็งจัด

“บางทีนายภูมินทร์อาจจะดวงถึงฆาตแล้ว คนมันจะตายใครหน้าไหนก็ช่วยไม่ได้”

“ทำไมไปแช่งเขาแบบนั้นล่ะปิ่นเพชร ถึงนายภูมินทร์จะดวงตก แต่คงไม่ถึงฆาต แค่โทร.ไปเตือน มันยังไม่ถือว่าช่วยเต็มที่ เราต้องพยายามให้มากกว่านี้”

ปิ่นเพชรทักท้วงทำไมต้องพยายามด้วย ในเมื่อไม่ใช่เรื่องของเราสักหน่อย หรือว่าเธอมีใจให้ภูมินทร์ พิณชนิดาปฏิเสธเป็นพัลวันว่าไม่ได้ชอบ แต่ที่ช่วยเหลือก็เพื่อเห็นแก่มนุษยธรรม ปิ่นเพชรเบือนหน้าหนี ขี้เกียจเถียงกับคนปากแข็ง อะไรก็อ้างเพื่อมนุษยธรรม เธอขอร้องให้เขาช่วยกันคิดดีกว่าว่าจะช่วยภูมินทร์อย่างไร แล้วเดินครุ่นคิดไปมาอยู่ในห้อง สักพักก็คิดแผนแยบยลขึ้นมาได้

ooooooo

ที่ห้องพักของแยมส้ม แสงโชติเพิ่งเสร็จกิจกับเจ้าของห้อง นอนตระกองกอดกันอยู่บนเตียง พลันมีเสียงมือถือของเขาดังขึ้น สัณชัยโทร.มาตามให้เข้าบริษัท ผู้ถือหุ้นมาพร้อมหน้าและจะเริ่มประชุมกันแล้ว เขามัวแต่ไปมุดหัวอยู่ไหน แสงโชติรับคำจะรีบไปเดี๋ยวนี้ วางสายแล้วลุกขึ้นสวมกางเกง

“ผมมีประชุมด่วน ต้องรีบไป”

แยมส้มนึกสนุกหยิบมือถือมาถ่ายรูปตัวเองโดยมีแสงโชติที่กำลังสวมเสื้อผ้าเป็นแบ็กกราวด์อยู่ด้านหลัง เขาตกใจ สั่งให้ลบรูปทิ้ง เธอสงสัยทำไมต้องลบ เขาไม่ต้องการให้มีเหตุภาพหลุดออกไป เกิดเป็นข่าวฉาวขึ้นมา พ่อของเขาต้องไม่ชอบใจแน่ เธอไม่เห็นจะต้องกลัว ก็บอกท่านไปเลยว่าเราสองคนเป็นอะไรกัน พอเห็นเขาก้มหน้าก้มตาแต่งตัวต่อไปไม่พูดอะไร เธอโวยใส่ คิดจะเก็บเธอไว้เงียบๆใช่ไหม

“มันไม่ใช่เรื่องที่ผมจะต้องเอาไปป่าวประกาศ แล้วอีกอย่างเราเพิ่งเจอกันเมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว ทำไมผมต้องให้ความสำคัญกับคุณด้วย ในเมื่อคุณง่ายมาผมก็ง่ายไป แค่สนุกชั่วคราวก็เท่านั้น แต่ถ้าคุณเรื่องมากนัก เราก็จบกันแค่นี้” แสงโชติตัดบท แยมส้มประกาศลั่นหากคิดจะทิ้งกันง่ายๆ รับรองได้เป็นข่าวฉาวแน่ เขาหันขวับ มองเธอด้วยสายตากร้าว...

ด้วยความช่วยเหลือของปิ่นเพชรทำให้พิณชนิดาเล็ดลอดเข้าไปข้างในบริษัทอัครมโหฬารได้สำเร็จ แอบขโมยชุดแม่บ้านของบริษัท สวมหน้ากากอนามัยตรงไปยังห้องทำงานของภูมินทร์...

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ขวัญทิพย์กับแพนเค้กทุบประตูห้องพักของแยมส้มอยู่นานสองนานไม่มีใครขานตอบ จึงขู่จะพังประตูเข้าไปถ้าเธอไม่ออกมา เงียบไม่มีเสียงใดๆออกมาจากห้อง ขวัญทิพย์สั่งให้แพนเค้กพังประตู เขาใช้ตัวกระแทกประตูอยู่หลายครั้งแต่มันไม่ยอมเปิด เธอจึงต้องช่วยอีกแรงหนึ่ง


สองแรงแข็งขันกระแทกประตูจนเปิดผลัวะ สองผัวเมียล้มกลิ้งตามแรงกระแทกไปกองอยู่ข้างศพแยมส้มที่นอนจมกองเลือดอยู่กับพื้น ตาลืมโพลง ในมือกำแบงก์พันบาทเอาไว้หลายใบ พร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่ง สองผัวเมียเห็นศพน่าสยดสยองของเธอ ก็ร้องลั่นอพาร์ตเมนต์แทบแตก...

ตอนที่ 7

คำทำนายของพิณชนิดาแม่นราวกับจับวาง ผีพรายที่ดักฉุดคนจมน้ำตายยังไม่ยอมไปผุดไปเกิดตามมาหลอกหลอนภูมินทร์ถึงห้องทำงานซึ่งมีเพียงเขากับเอ๋ เลขาฯหน้าห้องที่ยังทำงานอยู่ ระหว่างที่เอ๋ไปเข้าห้องน้ำ ผีพรายแกล้งทุบประตูห้องทำงาน ทีแรกภูมินทร์คิดว่าเอ๋เป็นคนเคาะ แล้วไม่เปิดเข้ามาก็เล่นงานยกใหญ่

เธอปฏิเสธว่าไม่ได้เคาะไปเข้าห้องน้ำเพิ่งกลับมา เขาแปลกใจมาก ถ้าไม่ใช่เธอแล้วจะเป็นใคร เอ๋หน้าตาเลิ่กลั่ก ทำท่าจะร้องไห้ เพราะทั้งชั้นตอนนี้มีเพียงเขากับเธอเท่านั้น ถ้าไม่ใช่เราสองคนเคาะ ก็น่าจะเป็นผี เขาหาว่าเธอพูดจาเหลวไหล

“ฉันเซ็นเอกสารหมดเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้ดำเนินการต่อด้วย” ภูมินทร์พูดจบเดินออกจากห้อง เอ๋หน้าตื่น รีบคว้ากระเป๋าถือตัวเองวิ่งตาม ผีพรายเนื้อตัวซีดเซียวชุ่มไปด้วยน้ำ มองตามภูมินทร์อย่างอาฆาตมาดร้าย...

ครู่ต่อมา ภูมินทร์เปิดรถตัวเองเข้าไปนั่งประจำที่คนขับ เห็นทางหางตามีผู้หญิงสวมชุดขาวยืนอยู่ไกลๆ หันขวับไปดู แต่ไม่เจอใคร ชักใจคอไม่ดี รีบสตาร์ตรถ ทันใดนั้นมีเสียงเคาะกระจก เขาสะดุ้งโหยง หันไปเห็นเอ๋ยืนยิ้มแหยๆอยู่ข้างรถ ก็โกรธมากที่ทำให้ตกใจ เลื่อนกระจกรถลง ตวาดใส่ว่าเคาะทำไม

“เอ๋จะมาเตือนคุณภูมินทร์ว่าอย่าลืมประชุม 11 โมงเช้าพรุ่งนี้ค่ะ”

“รู้แล้ว” ภูมินทร์เลื่อนกระจกรถขึ้น แล้วเคลื่อนรถออกไป เอ๋มองตามแปลกใจที่เห็นคนนั่งเบาะหลังรถของเขา บ่นพึมพำทำไมเมื่อครู่นี้ถึงไม่เห็น เธอขยี้ตาแล้วมองอีกครั้งกลับไม่เห็นใคร

“สงสัยจะตาฝาด...วังเวงยังไงก็ไม่รู้ รีบกลับดีกว่า” เอ๋วิ่งปรู๊ดไปที่รถของตัวเอง

ooooooo

ในเวลาไล่เลี่ยกัน ภิชาสินีเห็นพิณชนิดานั่งเหม่ออยู่หน้ากองไพ่ยิปซี เข้ามาสะกิดถามว่าคิดอะไรอยู่ เธอเล่าให้ฟังว่าดูดวงให้ภูมินทร์ซึ่งตอนนี้กำลังแย่ ดวงตกสุดขีด วันนี้ก็เกือบถูกยิงตาย ถ้าไม่ได้เธอช่วยไว้ป่านนี้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว พิณชนิดาดูจากการลงมือแล้ว พวกคนร้ายน่าจะเป็นมืออาชีพ

“ทำไมพี่พิณถึงได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของนายภูมินทร์อยู่เรื่อย”

“เนื้อคู่กันก็แบบนี้แหละ” ปิ่นเพชรกระเซ้า พิณชนิดาแก้เกี้ยวว่ามันก็แค่เหตุบังเอิญ ภิชาสินีเห็นไพ่ที่พี่สาวกำลังทำนายหงายอยู่ซักว่าหมายถึงอะไร พิณชนิดาถอนใจก่อนจะบอกว่าช่วงนี้ภูมินทร์กำลังถูกวิญญาณชั่วร้ายตามรังควาน ไพ่ Devil หมายถึงความรุนแรงโทสะและความอาฆาตแค้น แสดงว่าเขาคงเคยทำบางอย่างให้วิญญาณดวงนี้เจ็บใจมาก เธอกลัวว่าเขาจะเกิดอันตราย ถ้าไม่ช่วยคงอยู่ไม่พ้นปีนี้แน่

ปิ่นเพชรเห็นพิณชนิดาเป็นห่วงเป็นใยภูมินทร์ก็อดกระเซ้าไม่ได้ แม้ปากจะเถียงว่าไม่ได้เป็นห่วงแค่ทำเพื่อมนุษยธรรม แต่การกระทำมันฟ้อง พิณชนิดาแก้ตัวไม่ขึ้น รีบตัดบทขอตัวไปอาบน้ำแล้วเข้าห้องนอนไปเลย

ภิชาสินีพลอยเป็นกังวลไปกับพี่สาวด้วยหันไปปรึกษาผีพ่อ แม่และป้าจะเอาอย่างไรดี จะให้พิณชนิดาช่วยภูมินทร์ดีไหม กานต์กมลกับพัณทิพาเห็นควรให้ช่วยแต่ปราชญ์ค้านหัวชนฝา ภิชาสินีเห็นด้วยกับพ่อจึงเข้าไปบอกพิณชนิดาว่าน่าจะอยู่ห่างๆภูมินทร์เอาไว้ ในเมื่อเขาไม่ได้ขอให้ช่วยก็ไม่ใช่ความผิดของเราหากเกิดอะไรขึ้น พิณชนิดาทำอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าเธออยู่เฉยแล้วเขาเกิดตายขึ้นมา คงเป็นบาปติดตัวที่เธอรู้แล้วไม่เตือน

“เตือนแล้ว นายภูมินทร์อาจจะไม่เชื่อพี่ก็ได้นะ เรื่องผีสาง ถ้าไม่เห็นกับตัวไม่มีใครเชื่อง่ายๆ โดยเฉพาะคนหัวแข็งแบบนั้น ขืนพี่บอกไป จะโดนเขาตอกหน้ากลับมาว่าบ้า”

พิณชนิดาครุ่นคิดคล้อยตามคำพูดของน้อง แต่ในใจอดเป็นห่วงภูมินทร์ไม่ได้...

คนที่พิณชนิดาเป็นห่วงกำลังถูกผีพรายจ้องมองอยู่ เขาเองก็รู้สึกได้ เหลือบดูกระจกส่องหลัง แต่ไม่เจอใคร

ถึงกับบ่นอุบ สงสัยจะทำงานมากไปจนฟุ้งซ่าน คิดไปเองว่ามีใครมาจ้องมองตลอดเวลา ภูมินทร์สะบัดหัวไล่ความมึน ก่อนจะขับรถต่อไป โดยไม่รู้เลยว่าผีพรายปรากฏตัวขึ้นที่เบาะหลังรถ มองเขาอย่างอาฆาต

“แกต้องชดใช้ในสิ่งที่แกทำกับฉัน”...

หลังจากคิดอยู่หลายตลบ ในที่สุดพิณชนิดาตัดสินใจจะช่วยเหลือภูมินทร์ คว้ามือถือขึ้นมาโทร.หา ก้องภพ เตือนเรื่องที่เจ้านายของเขากำลังถูกผีร้ายตามรังควาน เขาถึงกับออกปากไม่รู้จะพูดอย่างไรดี

“ไม่ต้องพูดค่ะ แค่ทำตามที่บอกก็พอ คุณก้องต้องหาสร้อยพระให้นายภูมินทร์ใส่ป้องกันตัว ถ้าเป็นไปได้ ก็พาไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร”

“ต่อให้ผมพูดให้ตาย คุณภูก็ไม่มีทางเชื่อผมหรอกครับ”

“คุณก้องต้องพยายามนะคะ ผีตนนี้เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น เธอต้องเอานายภูมินทร์ถึงตายแน่”

ooooooo

ในเวลาเดียวกัน ขณะภูมินทร์กำลังขับรถบ่ายหน้ากลับบ้านท่ามกลางความเงียบสงัดยามค่ำคืน เห็นผู้หญิงในชุดขาวคนหนึ่ง ตัวเปียกโชก ยืนโบกรถอยู่ริมถนนเบื้องหน้า เขาได้แต่ขับรถผ่าน ไม่กล้าจอดรับ

“แต่งตัวประหลาด ยืนโบกรถแบบนั้น ใครจะกล้ารับ น่ากลัวยังกับผี” ภูมินทร์พูดยังไม่ทันขาดคำ เห็นผู้หญิงในชุดขาวตัวเปียกปอน ยืนโบกรถอยู่ริมถนนอีกครั้ง คราวนี้เขารู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล เหยียบคันเร่งผ่าน โดยไม่กล้าแม้แต่จะมอง ไม่กี่อึดใจ ผู้หญิงในชุดขาวก็ปรากฏตัวขึ้นริมถนนเป็นครั้งที่สาม

เขาตัดสินใจหันมองระหว่างที่รถแล่นผ่าน เธอเอาแต่ก้มหน้า พอเขาหันมองที่ถนนอีกครั้ง ผู้หญิงชุดขาวคนเดิมยืนขวางอยู่เบื้องหน้า ภูมินทร์หักพวงมาลัยหลบ รถเสียหลักไถลลงข้างทาง พุ่งเข้าหาต้นไม้ใหญ่ โชคยังดี ที่เหยียบเบรกได้ทันก่อนจะชน ชายหนุ่มถอนใจเฮือก แล้วซบหน้ากับพวงมาลัยรถ มีเสียงมือถือของเขาดังขึ้น ก้องภพโทร.มาถามว่าอยู่ที่ไหน ทำไมยังไม่ถึงบ้าน

“เกิดอุบัติเหตุขึ้นนิดหน่อย”

“ที่ไหนครับ คุณภูบาดเจ็บหรือเปล่า”

ภูมินทร์ยังไม่ทันจะตอบ รู้สึกเหมือนมีเงาบางอย่างที่ประตูรถฝั่งตัวเองนั่ง กลัวสุดๆไม่กล้ามอง ก้องภพเห็นเขาเงียบไปพยายามร้องเรียก เขารีบกดวางสาย แล้วนั่งตัวแข็ง มีเสียงเคาะกระจกรถดังขึ้น เขายังคงก้มหน้าไม่กล้ามอง เสียงเคาะแรงและถี่ขึ้น ภูมินทร์กลัวตัวสั่น ยกมือไหว้ปลกๆ

“ผมกลัวแล้ว อย่ามาหลอกมาหลอนกันเลย ไปที่ชอบๆเถอะ”

ปรากฏว่าที่เขาไหว้ไม่ใช่ผี แต่เป็นคุณลุงพลเมืองดีเห็นรถประสบอุบัติเหตุจึงเข้ามาช่วยเหลือ ภูมินทร์กลัวเกินกว่าจะขับรถไหว วานให้คุณลุงช่วยพาไปส่งบ้าน

ไม่นานนัก ทั้งคู่ก็มาถึงหน้าประตูรั้วบ้านอัครมโหฬาร ภูมินทร์ควักเงินให้คุณลุงสองพันบาทเป็นค่าเสียเวลา เขาไม่ต้องการเงิน แค่อยากจะช่วยเหลือคนเดือดร้อน

ภูมินทร์ไหว้ขอบคุณเขา แล้วรีบเรียก รปภ.มาเปิดประตูให้ ผีพรายจะพุ่งตาม แต่ถูกลำแสงสว่างกระแทกร่างกระเด็น เจ้าที่ปรากฏตัวขึ้น ชี้หน้าผีพรายอย่างเอาเรื่อง

“นี่ไม่ใช่ที่ของเจ้า เข้าไม่ได้” เจ้าที่เบ่งพลังอวดศักดา ผีพรายรู้ตัวว่าสู้ไม่ได้ จำต้องล่าถอย...

โดนผีหลอกเต็มๆ ทำให้ภูมินทร์กลัวขึ้นสมอง ยิ่งได้ยินเสียงหมาหอนลอยมาจากนอกกำแพงบ้าน โดดกอดเอวนวลจันทร์ที่มารอท่าเขากลับบ้านไว้แน่น

“คืนนี้ภูอยากนอนกับนมครับ อยากให้นมกล่อมนอนเหมือนตอนเด็กๆ ให้ภูนอนด้วยเถอะครับ คืนนี้ภูไม่อยากนอนคนเดียว” ออดอ้อนเสียงหวานขนาดนั้น นวลจันทร์จะปฏิเสธลงได้อย่างไร

ooooooo

ก้องภพรีบมาที่บ้านอัครมโหฬารแต่เช้า ทันทีที่เจอหน้าเจ้านาย ซักด้วยความเป็นห่วง เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น ภูมินทร์เห็นปูเปรี้ยว ป่านแก้วและนวลจันทร์อยู่แถวนั้น คว้าแขนลูกน้องคนสนิทไปคุยกันตามลำพัง ปูเปรี้ยวชะเง้อคอมองตามอย่างสอดรู้สอดเห็น เลยโดนป่านแก้วเล่นงานฐานสาระแนเรื่องของเจ้านาย

สองสาวจะวางมวยกัน นวลจันทร์เห็นท่าไม่ดีรีบเข้ามาแยก ขู่ถ้าไม่หยุดทะเลาะกัน จะให้ไปทำงานที่สวนแทนงานบ้าน ทั้งคู่ถึงสงบปากสงบคำกันได้

ภูมินทร์ลากก้องภพมาถึงมุมปลอดคน เล่าเรื่องที่เจอผีให้ฟัง เขาตกใจมาก นี่เท่ากับว่าเรื่องที่พิณชนิดา โทร.มาบอกเขาว่าเจ้านายถูกผีตามรังควานก็เป็นเรื่องจริง ภูมินทร์ฟันธงว่ายัยประหลาดต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ หรือไม่ก็อาจเป็นคนส่งผีมาหลอกตน ก้องภพไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ เธอจะไปเอาผีมาจากไหน

“ยัยนั่นเลี้ยงตุ๊กแกผีได้ ทำไมจะเลี้ยงผีไม่ได้ ฉันไม่ยอมให้ยัยนั่นทำกับฉันแบบนี้แน่” ภูมินทร์พูดจบ เดินออกไปอย่างหัวเสีย ก้องภพรีบเดินตาม...

ที่อพาร์ตเมนต์ขวัญทิพย์ พิณชนิดาหลงด่าภูมินทร์ยกใหญ่ว่าเป็นโรคจิต ขโมยชุดชั้นตัวเองที่ตากไว้ตรงระเบียงห้องพัก แต่ปรากฏว่า หนูต่างหากที่คาบชุดชั้นในไปซุกซอกตู้เพื่อทำรัง เธอเจอตอนกำลังกวาดบ้าน ภิชาสินีกับปิ่นเพชรมองพิณชนิดาอย่างตำหนิที่กล่าวหาว่าร้ายคนอื่นโดยไม่มีหลักฐานแน่ชัดเสียก่อน

“คนไม่รู้ ย่อมไม่ผิด” พิณชนิดาทำไม่รู้ไม่ชี้กวาดห้องต่อไป ภิชาสินีขอให้วางมือไว้ก่อน ออกไปหาอะไรกินกันดีกว่า เธอหิวตาลายแล้ว ครู่ต่อมา ขณะพี่น้องสองสาวออกมาที่หน้าอพาร์ตเมนต์ที่พัก ภูมินทร์ลงจากรถปรี่เข้ามาต่อว่าพิณชนิดาว่าอยากได้เขาเป็นสามีจนตัวซีดตัวสั่น ถึงขั้นส่งผีไปทำร้าย เธอปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ และที่สำคัญไม่สิ้นคิดขนาดเอาผู้ชายปากขยะอย่างเขามาเป็นสามีแน่นอน

“เลิกโกหกเรียกร้องความสนใจสักที ถ้าไม่ใช่ฝีมือเธอแล้วจะเป็นใคร”

พิณชนิดายังไม่ทันจะว่าอะไร ภิชาสินีชิงพูดขึ้นก่อนว่าผีผู้หญิงคนนั้นมาหาเขาเพราะตัวเขาเอง ไม่เกี่ยวกับใครทั้งนั้น ภูมินทร์แปลกใจ เธอรู้ได้อย่างไรว่าเป็นผู้หญิง ภิชาสินีเห็นผีตนนั้นยืนอยู่ด้านหลังของเขา ภูมินทร์ไม่เชื่อว่าเธอจะเห็นผี ภิชาสินีบอกลักษณะของผีตนนั้นได้อย่างถูกต้อง เขาถึงกับพูดอะไรไม่ออก

เพื่อให้รู้ความจริงว่าทำไมผีตนนั้นถึงตามรังควานภูมินทร์ ภิชาสินีตัดสินใจเข้าไปซักถามสาเหตุ ผีพรายยืนนิ่งไม่ยอมตอบคำถาม นายปากเสียยังไม่ปักใจเชื่อภิชาสินีเท่าใดนัก ถามกวนๆว่าคุยกันรู้เรื่องหรือยัง ผีที่เธอว่าเป็นใครมาจากไหน ผีพรายพุ่งเข้าหาเขาอย่างเอาเรื่อง ภิชาสินีรีบขวางไว้

“ฉันช่วยคุณขึ้นมาจากน้ำเพื่อให้คุณไปเกิดในภพภูมิที่ดี ไม่ใช่มาตามจองล้างจองผลาญคนอื่นแบบนี้”

“ถ้าไม่ใช่เพราะมัน ฉันคงไม่ตาย” ผีพรายชี้หน้าภูมินทร์ ตาวาวด้วยความแค้น

ooooooo

จากนั้นเรื่องราวแสนรันทดก็พรั่งพรูออกจากปากผีพราย เธอชื่อชมพู่ เคยทำงานที่บริษัทอัครมโหฬาร แต่ถูกภูมินทร์ไล่ออกเมื่อปีก่อนเพราะตรวจทานเอกสารการเงินผิดพลาดติดต่อกันเป็นครั้งที่สาม

ชมพู่คิดสั้นใช้เหล้าดับความกลุ้ม นั่งดื่มอยู่ในร้านลาบส้มตำข้างถนนจนเมามายครองสติไม่อยู่ โวยวายด่าทอภูมินทร์ว่าใจร้าย ผิดพลาดแค่นี้ทำไมถึงต้องไล่ออก หนี้บัตรเครดิตท่วมหัว งานการก็ไม่มีทำ เธอไม่รู้เลยว่าตัวเองตกเป็นเป้าสายตาของโจรกระจอก 2 คนที่แอบมองเธออยู่

ระหว่างชมพู่เดินเมาปลิ้นมาตามทางจะกลับที่พัก ถูกโจรกระจอกเข้ามากระชากกระเป๋า เธอขัดขืนไม่ยอมให้ทั้งๆที่มีเงินในนั้นไม่กี่บาท ปากก็ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังลั่น โจรตกใจชักมีดขู่

“ถ้าไม่หุบปาก แทงไส้ไหลแน่”

“ของจริงหรือเปล่า ฉันว่ามีดปลอมแน่ๆ ไหนดูซิ มีดจริงหรือปลอม” ความเมาทำให้ชมพู่บ้าบิ่นเข้าไปแย่งมีดในมือโจร ยื้อกันไปแย่งกันมา โจรเสียหลักหงายหลัง เธอล้มตามทับมีดเสียบหัวใจพอดี พวกโจรกลัวความผิด ช่วยกันจับศพชมพู่มัดกับก้อนหินถ่วงแม่น้ำ ตั้งแต่นั้นเธอต้องกลายเป็นผีพรายเฝ้าท้องน้ำ

ทั้งพิณชนิดาและก้องภพต่างเศร้าใจที่ได้ยินเรื่องราวของเธอจากปากภิชาสินี แต่ภูมินทร์กลับโวยวายใส่ผีพราย ทำไมไม่ไปจัดการไอ้คนที่ทำให้เธอตาย มารังควานเขาเรื่องอะไร เขาไม่เกี่ยวด้วยสักหน่อย ผีพรายชี้หน้า ถ้าไม่เป็นเพราะภูมินทร์ไล่เธอออก เธอคงไม่กินเหล้าเมาไปเจอโจรชั่วแล้วโดนฆ่าตายแบบนั้น

ตอนที่ 6

ภูมินทร์สรุปเอาเองว่าโซฟาตัวนั้นไม่ใช่คำตอบแต่เป็นเพราะห้องพักของพิณชนิดาต่างหากที่ทำให้ตัวเองหลับสบาย จึงส่งก้องภพไปที่นั่นแต่เช้าเพื่อขอเช่าห้องต่อ หญิงสาวโกรธจัด โวยวายลั่น หากเจ้านายของเขาทำอย่างนั้น แล้วพวกตนจะไปอยู่ที่ไหน

“ใจเย็นๆนะครับ คุณภูจะให้ค่าขนย้าย ค่าเช่าและค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่คุณพิณต้องการ ขอเพียงแค่ให้คุณภูเช่าห้องนี้ต่อ” ก้องภพบอกด้วยท่าทางเกรงใจสุดๆ พิณชนิดาสวนขึ้นทันควัน

ตอนที่ 5

ค่ำวันเดียวกัน พิณชนิดากลับถึงบ้านอย่างอารมณ์ดี เล่าให้ภิชาสินีฟังว่าภูมินทร์รับปากว่าจะไปงานแต่งงานกับเธอแล้ว คราวนี้เธอจะได้ลบคำสบ ประมาทของยัยฟ้ารุ่งได้สักที ภิชาสินีนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะหยิบตุ๊กตาเซรามิกขึ้นมาให้พี่สาวดู เล่าว่าตุ๊กตาตัวนี้เป็นของเด็กหญิงอายุ 8 ขวบคนหนึ่ง

“พ่อของแกเสียไปตั้งแต่ยังจำหน้าพ่อไม่ได้ แกไม่อยากให้เพื่อนรู้ว่าไม่มีพ่อ ก็เลยโกหกสร้างเรื่องว่าพ่อเป็นนักธุรกิจที่รวยมาก ทำให้ไม่มีเวลามางานวันพ่อที่โรงเรียน จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนรู้ความจริงว่าพ่อของแกเป็นตำรวจยศจ่า โดนคนร้ายฆ่าตาย เพื่อนๆพากันล้อและหาว่าแกเป็นยัยขี้โกหก”

ภิชาสินีหยุดมองหน้าพี่สาวอึดใจ ก่อนจะเล่าเพิ่มเติมว่าเมื่อวันก่อน แม่ของเด็กน้อยจะเอาตุ๊กตาเซรามิก ซึ่งพ่อให้ไปทิ้งเนื่องจากเห็นว่าบิ่น แกไม่ยอมให้เอาไปทิ้ง กลัวพ่อกลับมาไม่เห็นจะเสียใจ แม่ขอร้องให้ลูกยอมรับ

ความจริงว่าพ่อตายไปแล้วแล้วเอาตุ๊กตาใส่ถุงกระดาษไปทิ้งขยะ เด็กน้อยแอบออกจากบ้าน กำลังจะวิ่งข้ามถนนไปเอาตุ๊กตาคืนแต่ถูกรถชนเสียก่อน
“เด็กคนนั้นไม่ตาย แต่หมอบอกว่าสมองของเธอได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแรงอาจจะไม่ฟื้น”

ที่ภิชาสินีเล่าเรื่องนี้ให้พิณชนิดาฟัง ก็เพราะไม่อยากให้พี่เป็นเหมือนเด็กคนนี้ การโกหกอาจทำให้เรามีความสุข แต่มันเป็นความสุขแค่ชั่วครู่เท่านั้น พิณชนิดาบ่นอุบโกหกไปแล้วจะให้ทำอย่างไร

ooooooo

เช้าวันถัดมา ภูมินทร์ลงทุนขับรถไปรับพิณชนิดาเพื่อพาไปศูนย์บริการความงามด้วยตัวเอง สร้างความประหลาดใจให้ก้องภพ ป่านแก้วและนวลจันทร์เป็นอย่างมาก ก้องภพถึงกับออกปาก

“ยี่สิบปีที่ผมรู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณภูเป็นแบบนี้มาก่อน คนเดียวที่คุณภูทำแบบนี้ด้วย คือแฟนคนแรกที่หักอกคุณภู”

“คุณก้องคิดว่าคุณหนูสนใจแม่หนูพิณคนนั้น” นวลจันทร์เห็นก้องภพนั่งเงียบ อดคลางแคลงใจไม่ได้

ทั้งสามมัวแต่คุยกัน ไม่ทันเห็นปูเปรี้ยวแอบฟังอยู่ด้วยความตกใจ...

ทางด้านพิณชนิดาขึ้นรถของภูมินทร์ได้จัดแจงเอื้อมมือจะเปิดเพลงฟัง แต่เขาสั่งห้ามเธอแตะต้องอะไรในรถทั้งนั้น แล้วกดปุ่มที่พวงมาลัยรถ เสียงเพลงบรรเลงดังขึ้นเบาๆ พิณชนิดาทำหน้าเซ็ง ก่อนจะติงว่าไม่มีเพลงที่ฟังแล้วสนุกสนานกว่านี้หรือ เพลงแบบนี้ฟังแล้วจะหลับ แล้วอ้าปากหาว ภูมินทร์เบ้ปาก

“คนไร้รสนิยมอย่างเธอก็คิดได้เท่านี้ การฟังเพลงบรรเลงเป็นการช่วยฝึกสมอง ทำให้เราฉลาด อย่างเธอควรจะฟังทั้งวันแล้วก็ทุกวัน...” ภูมินทร์บ่นยังไม่ทันขาดคำ ได้ยินเสียงกรนเบาๆ หันไปเห็นพิณชนิดาหลับเงยหน้าอ้าปากไปแล้ว พยายามเขย่าตัวปลุก เธอยังคงหลับต่อไม่รู้เรื่อง

“น่าอิจฉาจริงๆ หลับได้ทุกที่ หลับได้ตลอดเวลา” ภูมินทร์เห็นรถติดไฟแดง ใช้มือดันคางพิณชนิดาให้ปิดปาก แต่พอปล่อยมือเธอก็อ้าปากกว้างเหมือนเดิม เขาอดขำไม่ได้ ทันใดนั้น เธอเอนหัวมาซบไหล่ เขาสะกิดเรียกก็ไม่ยอมตื่น เป็นจังหวะไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเขียว รถคันหลังบีบแตรไล่ เขาจำต้องปล่อยเลยตามเลย...

ขณะที่ภูมินทร์พาพิณชนิดาไปปรับลุคใหม่ให้งามไร้ที่ติ ภิชาสินีชวนอรรถพรไปเยี่ยมเด็กน้อยซึ่งนอนไม่ได้สติอยู่ที่ห้องไอซียู พร้อมกับคืนตุ๊กตาเซรามิก
ให้แม่ของแกซึ่งร้องไห้โฮเมื่อเห็นมัน เธอโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุให้ลูกต้องโดนรถชน แล้วนำตุ๊กตาตัวนั้นไปวางบนเตียงข้างๆเด็กน้อย ภิชาสินีเห็นวิญญาณของแกยืนลูบหลังแม่ราวกับจะปลอบใจ จึงบอกให้เธอรู้ตัว แม่หันขวับ ถามเสียงเข้มว่าพูดจริงหรือ

“ค่ะ คุณอาจจะไม่เชื่อ แต่ฉันเป็นคนมีเซ้นส์ น้องแกรู้สึกผิดกับคุณแม่มากนะคะ แกฝากให้ฉันขอโทษคุณแม่ แล้วแกก็รู้สึกเสียใจที่แกต้องโกหกเพื่อนๆว่าพ่อยังมีชีวิตอยู่”

แม่ของเด็กน้อยอยากรู้ว่าลูกอยู่ตรงไหน ภิชาสินีชี้ไปทางที่เด็กยืนอยู่ เธอหันตามทิศทางที่ภิชาสินีบอก อ้อนวอนขอให้ลูกกลับมาหา เธอไม่เคยโกรธลูกแม้แต่น้อย เพื่อนๆของลูกทุกคนก็ไม่มีใครโกรธ เด็กน้อยหน้าเศร้าสุดๆ พลอยทำให้ภิชาสินีเศร้าใจตามไปด้วย สักพัก ภิชาสินีกับอรรถพรก็ขอตัวกลับ

ระหว่างเดินออกจากห้องไอซียู เห็นตำรวจนายหนึ่ง เดินสวนเข้ามา หญิงสาวชะงักฝีเท้า อรรถพรถามดักคอว่าเห็นอะไรบางอย่างใช่ไหม เธอพยักหน้ารับ พอตำรวจคล้อยหลัง เธอสังเกตเห็นมีรอยมีดฟันที่คอของเขา เหลือบมองเข้าไปในห้องไอซียู เห็นวิญญาณเด็กน้อยเงยหน้ามาเจอผี ตำรวจนายนั้นก็ดีใจวิ่งเข้ามากอด ภิชาสินียิ้มทั้งน้ำตา อรรถพรซักเป็นการใหญ่ว่าเธอเห็นอะไรช่วยบอกให้รู้ด้วย

“น้องแกเจอพ่อแล้ว”

“จริงเหรอ...เดี๋ยวนะ วิญญาณพ่อน้องมาที่นี่ไม่ใช่จะมาเอาตัวน้องไปนะ”

ภิชาสินีหันกลับไปมองอีกครั้งถึงกับหน้าเสีย

เมื่อไม่เห็นทั้งพ่อทั้งเด็กน้อย ทันใดนั้น แม่ของเด็กน้อยวิ่งหน้าตื่นออกมาบอกว่าลูกของเธอฟื้นแล้ว ขอบคุณทั้งคู่มาก ภิชาสินียกความดีให้พ่อของเด็กน้อยว่าเป็นคนที่ช่วยให้แกฟื้นไม่ใช่พวกตน แม่ถึงกับอึ้ง ก่อนจะร้องไห้ออกมาด้วยความปีติ

ooooooo

ณ ศูนย์บริการความงามครบวงจร ภูมินทร์สั่งให้พนักงานของศูนย์จับพิณชนิดาขัดสีฉวีวรรณ ตั้งแต่หัวจดเท้า ทั้งมาส์กหน้า ทาขมิ้น สปาเส้นผม อบตัวด้วยสมุนไพร และแวกซ์ขน ตรงไหนที่เธอมีจุดบกพร่อง เขาสั่งให้จัดการให้เรียบร้อย พิณชนิดาถึงกับหน้าเหลอมารู้จุดบกพร่องของตัวเองตั้งแต่ตอนไหน แล้วนึกขึ้นได้

“นายนี่มันไร้มารยาทจริงๆ แอบดูสัดส่วนฉันตอนที่ฉันหลับใช่หรือเปล่า”

ภูมินทร์ยิ้มแทนคำตอบ พอเห็นพิณชนิดาอ้าปากจะด่า รีบยกมือห้าม “หยุด...บอกแล้วไง ถ้าอยากให้ฉันออกงานคู่กับเธอเธอต้องไร้ที่ติ”...

ในขณะที่พิณชนิดากำลังเข้าคอร์สเสริมความงามแบบจัดเต็ม เปรมสุดาเพิ่งงัวเงียลุกขึ้นจากที่นอน มองไปที่นาฬิกาติดผนังซึ่งบอกเวลาเที่ยงตรง คว้ามือถือขึ้นมาดู เห็นมิสคอลจากปูเปรี้ยวเป็นสิบหน ถึงกับตาสว่าง คิดว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับภูมินทร์ รีบโทร.กลับ ปูเปรี้ยวแอบเข้าไปรับสายในห้องน้ำ

“ไม่ทันแล้วล่ะค่ะคุณสุดา มัวแต่นอนกินบ้าน กินเมืองแบบนี้ ก็ไม่ต้องสู้ใครเขาแล้วล่ะค่ะ”

“นี่...ฉันเป็นเจ้านายแกนะ พูดจาให้มันดีๆ ที่แกพูดว่าไม่ต้องสู้ใครเขาแล้ว หมายความว่าอย่างไร”

พอรู้จากปูเปรี้ยวว่าภูมินทร์มีกิ๊กเท่านั้น เปรมสุดาร้องกรี๊ดๆบ้านแทบแตก วิ่งลงไปฟ้องแม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ปณิตาซักเป็นชุดว่านังกิ๊กนั่นเป็นใคร อยู่ที่ไหน ลูกเต้าเหล่าใคร เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ปณิตาสั่งไม่ให้เธอนิ่งเฉยเด็ดขาด ต้องทำอะไรสักอย่าง เปรมสุดาไม่รู้จะทำอย่างไรในเมื่อภูมินทร์ไม่แลเธอสักนิด

“ในเมื่อเข้าทางตาภูไม่ได้ผล ก็ต้องสืบหาให้เจอว่ากิ๊กตาภูเป็นใคร แล้วเราก็เล่นงานนังนั่นแทน”...

สามชั่วโมงผ่านไป พนักงานก็พาพิณชนิดาที่ถูกขัดสีฉวีวรรณในสภาพราศีคุณนายจับออกมาจากห้องด้านใน ภูมินทร์มีชะงักเล็กน้อย ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นปกติ

“ทำตั้งนานได้แค่เนี้ย”

พิณชนิดาแทบล้มทั้งยืน อุตส่าห์ทนเจ็บ ทนร้อน ทนให้พนักงานขัดหนังแทบถลอก กลับไม่ได้แม้แต่คำชม เดินตามภูมินทร์ออกไปอย่างหัวเสีย ครู่ต่อมา เขาพาเธอไปที่ร้านเสริมสวย เพื่อทำผมทำเล็บ จากนั้นภูมินทร์พาไปที่ร้านขายเสื้อผ้าแบรนด์เนม สั่งให้พนักงานนำชุดที่ใส่แล้วดูดีมีสไตล์มาให้ แล้วเหลือบไปเห็นพิณชนิดาเอาชุดโน้นชุดนี้มาทาบกับตัว พลางส่องกระจกสีหน้าแฮปปี้มาก เดินไปกระชากชุดจากมือด่าว่า “ไร้รสนิยม”

“พูดคำอื่นเป็นบ้างไหม” พิณชนิดาชักฉุน คราวนี้เขาเน้นคำว่าไร้รสนิยมทีละคำเสียงดังฟังชัด แล้วไล่ให้ไปลองชุดที่พนักงานเลือกให้ ไม่นานนัก พิณชนิดาออกมาในชุดราตรียาวแขนกุด คอเสื้อคว้านลงมาถึงอกแต่มีผ้าลูกไม้ปิดเอาไว้ ภูมินทร์ไม่ค่อยจะถูกใจ หันไปบอกพนักงานว่าดูตันๆไปหน่อย พิณชนิดาจัดแจงหันหลังให้ดู เขาถึงกับอึ้ง เพราะด้านหลังคว้านลึกถึงเอว ช่วงหมุนตัวกลับเธอสะบัดกระโปรงเผยให้เห็นรอยผ่าสูงถึงต้นขา

“แบบนี้โอหรือยังคะ” ไม่พูดเปล่า พิณชนิดายื่นขาเรียวสวยออกมาโชว์ ภูมินทร์ถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อก

จากนั้นไม่นาน ภูมินทร์ขับรถมาส่งพิณชนิดาที่หน้าอพาร์ตเมนต์ขวัญทิพย์ นัดแนะว่าพรุ่งนี้หกโมงเย็นจะมารับ ห้ามให้เขามารอเด็ดขาด เธอรับคำแล้วหันไปหยิบถุงที่วางอยู่เบาะหลัง เขาหันมาเจอหน้าเธออยู่ใกล้แค่คืบ ถึงกับหยุดกึก ก่อนจะรีบเบือนหน้าไปทางอื่น พิณชนิดาซุ่มซ่ามยกถุงกระแทกหัวเขาถึงกับร้องโอ๊ย

“อุ๊ย...โทษที” พิณชนิดาพูดจบ หอบถุงใส่เสื้อผ้าหลายใบลงจากรถ โดยมีภูมินทร์มองค้อนไล่หลัง...

พัณทิพาเห็นชุดที่หลานสาวจะใส่ไปงานถึงกับร้องวี้ดว้าย ชมไม่หยุดปากว่าเริ่ดมาก กานต์กมลกับปิ่นเพชรก็พากันชื่นชมเช่นเดียวกัน ปราชญ์ไม่พอใจที่ทุกคนสนใจแต่ชุดแทนที่จะเป็นห่วงพิณชนิดากันบ้าง พัณทิพาไม่เข้าใจ มีอะไรต้องให้เป็นห่วง

“อยู่ดีๆไอ้หมอนั่นก็ยอมไปกับยัยพิณ พายัยพิณไปซื้อของ มันต้องคิดมิดีมิร้ายกับลูกแน่ๆ ตกลงไม่มีใครคิดจะทำอะไรเลยใช่ไหม” เงียบไม่มีใครตอบ ปราชญ์ชักฉุน “ผมทำเองคนเดียวก็ได้”

ooooooo

เลยเวลาต้องจ่ายค่าเช่าห้องพักมาสามวันแล้ว หนึ่งลองเช็กเอทีเอ็มดูอีกครั้งก็ไม่เห็นแม่เข้าเงินให้ ทั้งเนื้อทั้งตัวเหลืออยู่แค่ 300 บาท ถึงกับหน้าเครียด ครั้นจะกลับขึ้นห้องก็เห็นขวัญทิพย์กับแพนเค้กเดินเตร่อยู่ เขาพยายามจะหลบ แต่ไม่พ้นสายตาของสองผัวเมีย ปรี่มาดักหน้า ทวงค่าเช่าที่ค้างอยู่ หนึ่งทำเป็นนึกได้

“อุตะ จริงด้วย ผมลืม ถ้าไงพรุ่งนี้ผมเอามาให้นะครับ”

“พูดแบบนี้มาสามวันแล้ว จะไม่มีวันพรุ่งนี้อีกต่อไป” แพนเค้กเสียงกร้าว

“เออคือ...ถ้าไม่มีวันพรุ่งนี้ ก็เป็นวันมะรืนนี้ก็ได้ครับ”

แพนเค้กคิดไม่ทันก็เลยเออออไปด้วย กว่าจะรู้ตัวว่าเสียรู้ให้เด็ก หนึ่งวิ่งหน้าตั้งเข้าไปข้างในแล้ว เมื่อกลับถึงห้องพัก หนึ่งรีบโทร.หาแม่เพื่อทวงถามเรื่องเงินแต่กลับเป็นพ่อเลี้ยงของเขารับสายแทน ยิ่งได้รู้ว่าแม่กำลังมีความสุขกับครอบครัวใหม่อยู่ที่ญี่ปุ่น ทั้งน้อยใจทั้งเจ็บใจที่แม่ไม่นึกถึงตนเอง ไม่รอให้ท่านมาพูดสาย ปามือถือทิ้ง พอเห็นมันแตกเป็นเสี่ยงๆก็ได้สติ รีบเข้าไปลูบๆคลำๆ ด้วยความเสียดาย เงินจะซื้อเครื่องใหม่ก็ไม่มี

พลันมีเสียงออดหน้าห้องดังขึ้น หนึ่งเดินไปเปิด ประตูรับ อรรถพรยิ้มทักทายพร้อมกับยื่นถุงใส่บะหมี่จับกังของฝากให้ เขาน้ำตาแทบร่วงกับความมีน้ำใจของพี่ข้างห้อง คว้ามือมากุมไว้ ตัดสินใจขอยืมเงินไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ผู้หมวดหนุ่มควักเงินให้ไม่มีอิดออด ยิ่งทำให้หนึ่งซาบซึ้งใจมากโผกอดเขาแน่น เขาต้องรีบดันตัวออก

“พี่ขอถามอะไรหน่อยสิ ตั้งแต่พี่มาอยู่ที่นี่ ไม่เคยเห็นพ่อแม่แกเลย เขาอยู่ต่างจังหวัดหรือ”

“พ่อผมอยู่สวรรค์ แม่ผมอยู่กรุงเทพฯนี่แหละ แต่มีครอบครัวใหม่แล้ว...ผมเอาเงินไปจ่ายพี่ขวัญก่อนนะพี่” หนึ่งตัดบท ก่อนจะเดินยิ้มร่าเริงออกไป พอพ้นสายตาอรรถพร เท่านั้น ถึงกับทรุดตัวลงนั่งร้องไห้...

ฝ่ายเปรมสุดาไม่รอช้า แจ้นไปขอความช่วยเหลือจากสิรวิทย์ให้ช่วยสืบหากิ๊กของภูมินทร์ แม้จะไม่เชื่อว่าเพื่อนรักของตัวเองจะมีกิ๊ก แต่เพื่อความสบายใจของเธอ เขายินดีจะทำให้...

ด้วยความที่หวงลูกสาวมาก ปราชญ์หายตัวไปโผล่หน้าคฤหาสน์ของภูมินทร์ หวังจะหลอกเขาให้หัวโกร๋นจะได้ไม่มาข้องแวะกับพิณชนิดาอีกต่อไป แต่เข้าข้างในไม่ได้เพราะผีบ้านผีเรือนไม่อนุญาต ปราชญ์ไม่สนใจจะเข้าให้ได้ เจอผลักกระเด็นจนตัวลอยไปไกล

“มีฝีมือแค่นี้เองน่ะหรือ” ปราชญ์ลุกขึ้นมองผีเจ้าที่อย่างเอาเรื่อง ก่อนจะพุ่งเข้าใส่...

ไม่กี่อึดใจถัดมา ปราชญ์พาหน้าตาบอบช้ำ ปากแตก กลับไปให้กานต์กมลช่วยทำแผลให้ โดยมีพัณทิพยายืนมองอย่างหมั่นไส้ แถมยังสมน้ำหน้าเขาซ้ำ ปราชญ์โวยใส่ แทนที่จะเห็นใจน้องชายตัวเองกลับมาเยาะเย้ย

“ก็แกอยากทำอะไรไม่คิดทำไม มันก็สมควรแล้วที่ต้องเจอแบบนี้ จะได้หายปากเก่งสักที”

กานต์กมลขอร้องสามีให้เลิกยุ่งกับเรื่องของลูกได้แล้ว เราเป็นแค่วิญญาณ ไม่สามารถทำอะไรได้ เขาไม่ฟัง ยืนกรานจะยุ่งต่อไป ในเมื่อลูกเจอคนไม่ดี เราเป็นพ่อเป็นแม่ก็ต้องขัดขวาง แม้จะทำด้วยตัวเองไม่ได้ เขาจะวานให้ภิชาสินีทำแทน

ooooooo

เหตุการณ์ไม่เป็นอย่างที่ปราชญ์หวัง นอกจากภิชาสินีจะไม่ยอมช่วยแล้ว ยังบอกอีกว่าชีวิตใครชีวิตมัน เราไปขีดเส้นให้ใครเดินไม่ได้ ปราชญ์ไม่ยอมรามือสั่งเสียงเข้มให้เธอทำตามที่ตนต้องการ ภิชาสินีหมดความอดทนตบโต๊ะดังปัง ทั้งปิ่นเพชรกับสามผีพ่อแม่ป้าพากันสะดุ้งโหยง ปิ่นเพชรรู้งานรีบหายตัวไปทันที

“พ่อเลิกยุ่งกับพี่พิณสักทีได้ไหมคะ”

“ยัยภิ ลูกพูดแรงไปหรือเปล่า”

“ภิพูดไม่แรงหรอกค่ะแม่ ภิเหนื่อย แล้วก็เบื่อมากที่ต้องมานั่งฟังทุกคน ใครๆก็มองภิเป็นคนประหลาดที่ชอบพูดคนเดียว พ่อแม่ป้าทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว นี่มันเป็นเรื่องของคนไม่ใช่เรื่องของผี”

ปราชญ์โกรธมาก ตบหน้าภิชาสินีฉาดใหญ่ โทษฐานไม่รักดี พูดจากับพ่อ แม่และป้าแบบนี้ได้อย่างไร ที่พวกตนทำไปทั้งหมดก็เพราะเป็นห่วงลูกทั้งสองคน ภิชาสินีเชื่อว่าแม่กับป้าเป็นห่วงพวกเรา แต่สำหรับพ่อ น่าจะเป็นห่วงพี่พิณคนเดียว เธอรู้อยู่เต็มอกว่าพ่อรักพี่พิณมากกว่าตนเอง พูดได้แค่นั้นก็เดินหนีเข้าห้องนอน

ทั้งพัณทิพาและกานต์กมลต่างมองเขาอย่างตำหนิก่อนจะพากันหายตัวตามไปปลอบภิชาสินีไม่ให้คิดอะไรมาก ปราชญ์แค่เห็นเธอเข้มแข็งกว่าก็เลยเป็นห่วงพิณชนิดามากกว่า ภิชาสินีปล่อยโฮอย่างอัดอั้น...

วันนี้สิรวิทย์มีนัดมาไดรฟ์กอล์ฟกับก้องภพ จึงถือโอกาสสอบถามถึงเรื่องที่เปรมสุดาบอกเขาว่าภูมินทร์มีกิ๊ก ก้องภพขอร้องอย่าเรียกว่ากิ๊ก เรียกว่าผู้หญิงที่คุณภูสนใจจะเหมาะกว่า สิรวิทย์หูผึ่ง อยากรู้มากว่าเป็นใคร เขาได้แต่ยิ้มไม่ยอมบอกอะไรอีก...

ใกล้ถึงเวลานัดหมาย ภูมินทร์ดูความเรียบร้อยของเสื้อผ้าหน้าผมในกระจกเงาเป็นครั้งสุดท้าย ตอนที่นวลจันทร์ถือกล่องกำมะหยี่ใส่เครื่องเพชรเข้ามาให้ เขาเปิดกล่องดูเห็นสร้อยเพชรพร้อมต่างหูน้ำงาม ยิ้มพอใจก่อนจะปิดไว้อย่างเดิม แล้วหอมแก้มนวลจันทร์หนึ่งฟอดก่อนจะออกจากห้อง

“ปากบอกไม่สนใจหนูพิณ แต่นมว่าคุณหนูไม่รู้ใจตัวเองมากกว่า” นวลจันทร์พึมพำไล่หลัง...

ในเวลาต่อมา ก้องภพขับรถพาภูมินทร์มาจอดรอพิณชนิดาหน้าอพาร์ตเมนต์ขวัญทิพย์ แล้วอาสาจะลงไปตามเธอให้ เขาเห็นยังไม่ถึงเวลานัดจึงบอกว่าไม่ต้อง จนกระทั่งเลยเวลานัดไปครึ่งชั่วโมงแล้ว ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของสาวคู่เดต ภูมินทร์เริ่มบ่นอย่างหงุดหงิด ถ้าไม่เป็นเพราะอยากได้โซฟาตัวนั้น เขาคงกลับไปแล้ว

“ถ้างั้นผมไปตามนะครับ” ก้องภพไม่รอคำตอบ รีบลงจากรถ แต่ต้องชะงักเมื่อเห็นพิณชนิดาในชุดราตรีสุดหรูก้าวออกมาจากอพาร์ตเมนต์ ภูมินทร์เห็นเขายืนตาค้าง ลงจากรถมาถามว่าเป็นอะไร พอหันไปเห็นความงามสง่าของพิณชนิดาที่ก้าวมายืนประจันหน้าถึงกับตะลึงอ้าปากค้าง

“ขอโทษนะคะที่มาช้า”

“ไม่เป็นไร ขึ้นรถได้แล้ว” นอกจากจะไม่เหวี่ยงไม่วีน ภูมินทร์ยังเปิดประตูรถให้พิณชนิดานั่งคู่กับตัวเองที่เบาะหลังอีกด้วย ก้องภพอึ้งเป็นรอบที่สองเพราะไม่เคยเห็นเจ้านายทำอย่างนี้ให้ใครมาก่อน พอตั้งสติได้รีบขึ้นนั่งประจำที่คนขับ ก่อนจะเคลื่อนรถออกไป ภูมินทร์ยังคงตะลึงต่ออีกพักหนึ่ง ถึงหยิบกล่องเครื่องเพชรให้ เธอเปิดดูถึงกับตาวาว ถามว่าให้ตนหรือ เขาแค่ให้ยืมเท่านั้นเพราะเขาออกงานคู่ใครคนนั้นจะต้องไร้ที่ติ

พิณชนิดาสวมต่างหูก่อน แล้วหยิบสร้อยขึ้นมาใส่แต่ไม่ถนัด ภูมินทร์เห็นแล้วขัดใจ อาสาจะใส่ให้ แล้วโน้มตัวเข้าไปหา ทำให้ใบหน้าของทั้งคู่ใกล้กันมาก พิณชนิดาใจเต้นไม่เป็นส่ำ ก้องภพมัวแต่มองกระจกส่องหลังไม่ทันดูถนน พอหันกลับไปมองอีกที รีบเหยียบเบรกแทบไม่ทัน รถเกือบจะชนท้ายรถคันหน้า

ตอนที่ 4

ภูมินทร์ฟื้นขึ้นในห้องพักผู้ป่วยในเช้าวันถัดมา เขาไม่ได้เป็นอะไรมากกระสุนแค่ถากไปเท่านั้น เหตุการณ์ ครั้งนี้ทำให้ความจำของเขากลับคืนมา จำได้ว่าตัวเองเป็นใคร แต่กลับจำเรื่องราวก่อนจะถูกยิงไม่ได้ จำหน้าพิณชนิดาที่อุตส่าห์นั่งเฝ้าตั้งแต่เมื่อวานยันเช้าก็ไม่ได้ แถมทำท่ารังเกียจอีกต่างหาก อรรถพรไม่พอใจมาก

“คุณควรให้เกียรติผู้หญิงที่ช่วยชีวิตคุณบ้างนะครับ เธอเฝ้าคุณทั้งคืน ที่มากกว่านั้นช่วงที่คุณถูกทำร้ายจนความจำเสื่อม คุณพิณให้ที่พักให้อาหาร ดูแลคุณมาตลอด”

ตอนที่ 3

ภูมินทร์อาบน้ำเสร็จ ออกมาเจอพิณชนิดายืนอยู่หน้าห้องน้ำ โวยวายลั่นว่ามายืนอยู่ตรงนี้คิดจะแอบดูตนอาบน้ำหรือ เธอไม่ได้พิศวาสขนาดนั้นแค่จะบอกให้เขาอยู่แต่ในห้องนอนของเธอ ห้ามออกมาข้างนอกเด็ดขาด วันนี้เธอมีลูกค้า พลันมีเสียงมือถือของเธอดังขึ้น เจ้าของอู่ซ่อมรถโทร.มาแจ้งว่ากระจกรถของเธอแตก

ไม่นานนัก พิณชนิดามาถึงอู่ซ่อมรถ เห็นสภาพกระจกที่แตกในลักษณะเหมือนถูกทุบ พึมพำหน้าเครียด

ตอนที่ 2

เมื่อสิรวิทย์ได้ภาพจากกล้องวงจรบริเวณที่รถของภูมินทร์จอดทิ้งไว้ ก็รีบนำไปให้ก้องภพ สัณชัยและแสงโชติดู เปรมสุดาพาปณิตาตามมาสมทบซักถามสิรวิทย์ว่าได้เรื่องอะไรบ้างไหม

“ดูจากภาพเหมือนภูกำลังจะหนี”

ตอนที่ 1

พิณชนิดา หมอดูไพ่ยิปซีหรือที่ลูกค้ามักจะ เรียกว่า “หมอพิณ พูดเลย” เป็นหมอดูสาวที่ดูดวงแม่นมาก กำลังดูดวงให้เจ๊เคียวอยู่ที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง หลังจากเปิดไพ่ 3 ใบขึ้นมาพร้อมกัน พิณชนิดาทำนายว่าเธอจะมีเคราะห์หนักถึงขั้นตาย เธอโกรธจัดหาว่าหมอแช่ง ตะโกนเรียกสมุนด้วยภาษาไทยที่ไม่ค่อยชัด

“เหล็กๆ...จัดชุดใหญ่ให้นังหมอลู...ลวงโลก”

พรายพยากรณ์ เรื่องย่อละคร

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"คิมเบอร์ลี่" เก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ออกแรงปะทะ "น้ำหนึ่ง" ใน "สองเสน่หา"

"คิมเบอร์ลี่" เก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ออกแรงปะทะ "น้ำหนึ่ง" ใน "สองเสน่หา"
6 พ.ค. 2564

06:31 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 6 พฤษภาคม 2564 เวลา 19:26 น.