ตอนที่ 3
ทุกคนในบ้านรู้แล้วว่าภุมวารีหายตัวไปพร้อมแก้วแหวนเงินทอง เกรียงไกรกับสวาทมาตามที่บ้านเช่าของภาสกรแต่ไม่พบใครสักคน นอกจากเจ้าของบ้านเช่าที่บอกว่าภาสกรบอกคืนบ้านและขนข้าวของไปหมดแล้ว
เมื่อกลับถึงบ้านได้สักครู่ เกรียงไกรและทุกคนตกใจมากที่มีตำรวจมาแจ้งว่าภุมวารีถูกทำร้ายหมดสติตอนนี้อยู่โรงพยาบาล เกรียงไกร สวาท และเอื้อยรีบตามตำรวจไปดูอาการภุมวารีทันที
ระหว่างทางรถตำรวจแล่นสวนกับรถภาสกรที่มุ่งหน้าไปพระนคร ภุมวารีตกใจกับเสียงไซเรนรีบเอนตัวหลบอย่างเร็ว ภาสกรสงสัยถามเธอว่าเป็นอะไร
“เปล่าค่ะ แค่ตกใจเสียงไซเรน ใกล้จะถึงหรือยังคะ”
“อีกประมาณชั่วโมงนึงครับ”
ภุมวารีถอนใจกลุ้ม ท่าทีเหมือนหวาดระแวงอะไรสักอย่าง ภาสกรจับตามองเธอด้วยความรู้สึกว่าอีกฝ่ายต้องปิดบังอะไรแน่ๆ
เมื่อถึงโรงพยาบาล เกรียงไกรยืนยันกับตำรวจว่าคนเจ็บคือภุมวารีลูกสาวของตนจริง
“พลเมืองดีพบเธอถูกทำร้ายทิ้งอยู่ในป่าหญ้าใกล้ๆกับตลาดบน มีบาดแผลเหมือนถูกตีอย่างแรงเข้าที่ศีรษะ เราสันนิษฐานว่าเธอจะถูกคนร้ายชิงทรัพย์ เพราะพบกระเป๋าเงินของเธอตกอยู่ด้วย แต่ภายในมีแค่บัตรประจำตัวนี่ครับ”
สวาทรับกระเป๋าจากตำรวจมาเปิดดูแล้วร้องออกมา “ต๊าย...เหลือแต่กระเป๋าเปล่าๆ แสดงว่ามันล่อคุณผึ้งไปปล้นชัดๆ อย่างนี้เราต้องแจ้งความนะคะคุณเกรียงไกร”
เกรียงไกรนิ่งเฉยไม่สนใจอย่างอื่นนอกจากห่วงลูก แต่ตำรวจสนใจถามว่าภุมวารีรู้จักกับคนร้ายด้วยหรือ?
หลังจากนั้นไม่นาน ท่านชายภานุดิษฐ์ได้รับแจ้งข่าวจากเกรียงไกรเรื่องภุมวารีถูกทำร้าย ท่านชายชวนชายใหญ่ไปโรงพยาบาลด้วยกัน แต่กว่าจะฝ่าด่านหญิงเล็กได้ก็เล่นเอาสองพ่อลูกเหนื่อยใจ
ชายใหญ่เป็นห่วงภุมวารีจับจิต สองพ่อลูกสอบถามอาการจากเกรียงไกร พอรู้ว่าเธอปลอดภัยก็โล่งใจ แต่แล้วสวาทเกือบหลุดปากว่าภุมวารีหนีออกจากบ้าน ดีเสียว่าเกรียงไกรปั้นเรื่องแทรกขึ้นว่าลูกสาวตนถูกโจรปล้นที่ท้ายตลาด โจรคงเห็นเธอแต่งเนื้อแต่งตัวดูมีสตางค์ มันเลยตามไปปล้นตอนลับตาคน...
เมื่อนวลฟื้นขึ้นมาอาการกระทบกระเทือนจากการตกบันไดทำให้เธอจำอะไรไม่ได้แม้แต่ชื่อของตัวเอง เมื่อเธอได้พบเกรียงไกร สวาท และเอื้อยมาห้อมล้อมและเรียกเธอว่า “คุณผึ้ง” ก็เข้าใจว่าตนเองคือภุมวารี ลูกสาวเศรษฐีผู้ร่ำรวยมีฐานะ ลืมตัวตนของนวล เนื้อทอง หญิงสาวชาวบ้านไปจนหมดสิ้น นวลไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจักรกำลังตามหาเธอแทบพลิกแผ่นดิน
มิ่งกับชาติชวนจักรไปอยู่ที่ลานตากฟ้าด้วยกัน แต่จักรขอรอนวล สองคนเลยต้องพูดความจริงว่าเห็นนวลนั่งรถไปกับผู้ชาย จักรไม่เชื่อเพราะนวลไม่รู้จักใครที่นี่สักคน เมื่อเขากลับไปหานวลที่บ้านเช่าก็พบแต่ข้าวของ ออกตามหาทั่วตลาดก็ไม่เจอแม้เงา จึงต้องบอกให้มิ่งกับชาติเดินทางไปก่อน เผื่อนวลย้อนกลับมาจะได้เจอตน
ooooooo
ภาสกรพาภุมวารีกับภานุโรจน์ไปอยู่บ้านเช่าในพระนคร หญิงสาวพอใจกับบ้านหลังใหญ่ ไม่ต่อรองแม้ค่าเช่าราคาแพง คิดแต่ว่าตัวเองต้องมีความสุขที่ได้อยู่กับผู้ชายที่รักสุดหัวใจ
ภานุโรจน์ถามพี่ชายขณะอยู่กันสองคนว่า “บ้านหลังนี้คุณนวลเป็นคนเช่าเหรอครับ” ภาสกรนิ่งไปอย่างละอาย น้องชายรีบออกตัว “อย่าหาว่าผมละลาบละล้วงเลยนะครับพี่ภาส ผมแค่สงสัยว่าทำไมเธอถึงมีเงินมากมายขนาดนั้น”
ภาสกรลังเลไม่รู้จะตอบยังไงดี ไม่อยากบอกว่าเธอหนีตามมา “คุณนวลเธอเป็นลูกพ่อค้า ครอบครัวมีฐานะ”
“แล้วครอบครัวเธอยอมให้เธอมาอยู่กับพี่ภาสเฉยๆอย่างนี้เหรอครับ หรือว่าพี่ภาสตบแต่งกับเธอแล้ว”
“โรจน์!” ภาสกรเผลอเสียงดังใส่น้อง
“ขอโทษครับ ผมแค่ไม่อยากให้พี่ภาสถูกมองไม่ดีว่าไม่ให้เกียรติผู้หญิง”
“โรจน์อย่ากังวลเรื่องของพี่เลย พี่กับคุณนวลจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ต่อไปนี้เราสองคนจะช่วยกันดูแลนายอย่างดีที่สุด”
ภาสกรยิ้มปลอบแล้วประคองน้องนอนพัก ภานุโรจน์ยังมีคำถามในใจหลายอย่าง แต่เกรงใจพี่ชายจึงไม่กล้าเซ้าซี้อีก
เมื่อกลับขึ้นไปหาภุมวารีบนห้องนอน ภาสกรอยากให้เธอโทร.ไปถามทางบ้านเผื่อพ่อจะเป็นห่วง หญิงสาวชะงักแทบหมดอารมณ์พิศวาส เพราะจริงๆก็รู้สึกผิดต่อเกรียงไกรเหมือนกัน ป่านนี้จะใจสลายแค่ไหนเมื่อเข้าใจว่าลูกสาวตายไปแล้ว...แต่คิดได้แค่นั้นก็รีบสลัดทิ้ง
“ไม่ต้องคิดถึงคนอื่นได้ไหมคะคุณภาส ต่อไปนี้โลกของผึ้งจะมีแค่คุณภาสเท่านั้น”
“แต่คนอื่นนั่นคือพ่อของคุณ ถ้าท่านรู้ว่าคุณหายไป คงกระวนกระวายนั่งไม่ติดแน่”
“คุณพ่ออาจจะโล่งใจก็ได้ค่ะ ที่ส่วนเกินของบ้านกระเด็นออกไปเสียที คุณพ่อกำลังหลงเมียใหม่จนแทบจะไม่เห็นหัวผึ้ง ผึ้งจะอยู่จะไปก็มีค่าเท่ากัน ตอนนี้ผึ้งเลือกแล้วว่าจะอยู่กับคุณ คนอื่นก็ไม่มีความหมาย”
ภุมวารีโอบกอดลูบไล้ยั่วยวนจนภาสกรเริ่มรัญจวนตาม
“คุณภาสคือคนสำคัญเพียงคนเดียวของผึ้ง อย่าผลักไสผึ้งออกไปอีกคนเลยนะคะ” เธอประคองหน้าเขามาจุมพิตด้วยความรักและปรารถนาสุดซึ้ง
ooooooo
ที่โรงพยาบาล หญิงเล็กกับดาริกาดอดมาเยี่ยมภุมวารีหลังรู้ว่าเธอฟื้นแล้ว แต่การมาของสองสาวไม่เหมือนคนอื่นทั่วไป เธอมาพร้อมกระเช้าดอกไม้จันทน์ ทำให้เกิดความโกลาหลทะเลาะกับเอื้อยยกใหญ่
ยิ่งเมื่อรู้ว่าภุมวารีความจำเสื่อม หญิงเล็กกับดาริกาสะใจมากไม่เก็บอาการกันเลยสักนิด จนภัทรยศที่มาเห็นทนไม่ได้ดึงดาริกาออกไป ขณะที่ชายใหญ่ก็เล่นงานหญิงเล็ก...แต่แล้วสองพี่น้องชะงัก เมื่อได้ยินเสียงพูดดังแว่วมาจากมุมหนึ่งใกล้ๆ
“ผมได้ข้อมูลเกี่ยวกับหม่อมหลวงภาสกรมาแล้วครับคุณเกรียงไกร”
ชายใหญ่กับหญิงเล็กได้ยินเต็มสองหู พอเหลือบไปก็เห็นเกรียงไกรและสวาทยืนคุยกับตำรวจ
“ตอนนี้หม่อมหลวงภาสกรลาออกจากงานแล้วก็พาน้องชายย้ายออกจากโรงพยาบาลไปแล้วครับ แต่ยังไม่แน่ใจว่าย้ายไปอยู่ที่ไหน”
“จะหนีไปเมืองนอกหรือเปล่าคะ เงินทองเครื่อง ประดับของคุณผึ้งที่มันเอาไป ขายตั้งตัวได้สบาย คุณผึ้งนะคุณผึ้ง อยู่ๆก็เอาของไปยกให้โจร”
“ถ้าคุณเกรียงไกรต้องการทรัพย์สินคืน เราก็ยินดีจัดการให้”
“ไม่ครับ ผมไม่อยากวุ่นวาย ตอนนี้ยายผึ้งก็รู้สึกตัวแล้ว อะไรที่มันแล้วไปแล้วก็ช่างมัน”
“ได้ยังไงคะคุณ แก้วแหวนเงินทองไม่ใช่น้อย”
“ผมไม่อยากให้เป็นเรื่องเอิกเกริก ถ้าคนอื่นรู้เข้าแล้วขุดคุ้ยได้ว่ายายผึ้งหนีตามผู้ชายจนถูกปล้น คราวนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน เอาเป็นว่าขอให้จบแค่นี้ก็แล้วกันครับคุณตำรวจ ขอบคุณมากนะครับ”
เกรียงไกรกับสวาทเดินแยกไป...ชายใหญ่ยืนตัวชาแทบไม่เชื่อหู หญิงเล็กได้สติกรีดเสียงเยาะ
“ฮึ! ที่แท้อย่างนี้เอง เป็นยังไงคะพี่ชายใหญ่ คู่หมั้นคู่หมายของพี่ทำงามหน้าดีไหม คิดจะหนีตามผู้ชายอื่นเลยโดนดักทุบหัวจนเป็นบ้า รู้ถึงไหนก็อายถึงนั่น”
หญิงเล็กหัวเราะเยาะสะใจ ชายใหญ่อึ้ง ผิดหวังเมื่อรู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น
ooooooo
เช้าวันรุ่งขึ้นหญิงเล็กยังไม่วายหาเรื่องพี่ชาย แกล้งถามว่าวันนี้ไม่ออกไปไหนเหรอ แล้วว่าที่คู่หมั้นอาการดีขึ้นหรือยัง พอโดนท่านพ่อส่งสายตาปราม หญิงเล็กกลับทำสุ้มเสียงประชด
“แหม...ก็หญิงอยากรู้ เผื่อว่าจำอะไรๆได้แล้ว จะได้ไปถามให้รู้เรื่องไงคะว่าสิ่งที่เราได้ยินเมื่อคืนมันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า เรื่องที่ว่ามันหนีตามผู้ชายไปเพราะไม่อยากแต่งงานกับพี่ชายใหญ่”
ชายใหญ่ทนฟังไม่ไหวลุกเดินหนีไปทันที ท่านชายติงหญิงเล็กว่าจะซ้ำเติมชายใหญ่ทำไมกัน
“ต้องซ้ำค่ะ พี่ชายใหญ่สมควรจะต้องเจ็บหนักๆ จะได้หายขาดจากโรคเห็นกงจักรเป็นดอกบัว”
ท่านชายส่ายหน้าไม่เห็นด้วย ลุกหนีไปอีกคน หญิงเล็กแสยะยิ้มกำลังย่ามใจว่าชายใหญ่ไม่มีวันเอาภุมวารีมาเป็นเมียแน่
ชายใหญ่เดินมาดูดอกไม้ใบหญ้าพยายามสงบสติอารมณ์เครียดที่รู้ว่าภุมวารีถึงขั้นหนีตามชายอื่น ครั้นเห็นท่านพ่อตามออกมาก็ระบายความอัดอั้นตันใจให้ฟัง
“ผมไม่นึกว่าคุณผึ้งจะรังเกียจผมถึงขนาดทำเรื่องแบบนั้นลงไป”
“พ่อเคยบอกแล้วว่าหนูผึ้งเป็นคนดื้อ แต่คุณไกรก็คงไม่คิดว่าลูกสาวตัวเองจะกล้าทำเรื่องเสื่อมเสียอย่างนั้น”
“เธอคงทุกข์ทรมานมากที่รู้ว่าจะต้องแต่งงานกับผม”
“ไม่มีใครจะมีความสุขกับการแต่งงานที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความรักหรอกชาย พ่อถึงไม่เห็นด้วยกับวิธีการของชายตั้งแต่แรก”
“แต่มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากสถานะที่ต่ำต้อยของการเป็นลูกหนี้ได้”
“ชาย...มันมีทางอื่นอีกตั้งหลายทาง พ่อว่าพ่อจะไปคุยกับคุณเกรียงไกรเรื่องขายไร่”
“ไม่ครับท่านพ่อ ผมไม่ยอมขายไร่ของหม่อมแม่ ผมจะไปคุยกับคุณเกรียงไกรเองว่าในเมื่อคุณผึ้งเธอเจ็บถึงขนาดนี้แล้ว เราควรจะหาทางออกกันอย่างไร”
“ก็แล้วถ้าทางโน้นยังอยากให้ชายแต่งงานล่ะ”
“ผมก็จะแต่งครับ บางทีการที่คุณผึ้งจดจำอะไรไม่ได้เลย อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดของเรื่องนี้ก็ได้” ชายใหญ่มุ่งมั่นไม่เปลี่ยนใจ
ooooooo
ภาสกรดูแลเอาใจใส่ภานุโรจน์ทุกอย่าง ตื่นเช้ามาก็ทำข้าวต้มและป้อนให้น้องด้วย ภุมวารีเห็นแล้วเซ็ง ยิ่งพอภานุโรจน์คลื่นไส้อาเจียนบ้วนข้าวออกมาเต็มพื้น เธอสะอิดสะเอียนทำท่ารังเกียจพาลกินข้าวไม่ลง
แต่ภาสกรไม่รังเกียจ เช็ดถูทำความสะอาดงกๆ จนภุมวารีทนไม่ไหวบอกจะจ้างคนใช้สักคนมาทำงานบ้านและช่วยดูแลน้องชายของเขา
“อีกหน่อยคุณภาสก็ต้องออกไปทำงาน ไม่มีเวลาดูแลบ้านหรอกค่ะ ผึ้งเองก็ทำอะไรไม่เป็นซักอย่าง ยิ่งดูแลคนป่วยยิ่งไม่ต้องพูดถึง”
“แต่มันเป็นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เรายังไม่ควรเสีย”
“ผึ้งใช้เงินตัวเอง คุณภาสไม่ต้องกังวล”
“ทรัพย์สินเงินทองของคุณมันมีวันหมดนะครับ ผมเองก็ยังหางานใหม่ไม่ได้ เราควรจะประหยัดไว้ก่อน”
“แต่ผึ้งไม่อยากเห็นคุณต้องมาทำงานบ้านงกๆ แบบนี้ มันไม่ใช่งานของผู้ชาย”
“งั้นคุณผึ้งก็ต้องช่วยแบ่งเบาภาระผม คุณผึ้งบอกเองไม่ใช่หรือว่าคุณผึ้งไม่กลัวความลำบากถ้าจะต้องมาอยู่กับผม”
ภุมวารีเถียงไม่ออก เริ่มรู้สึกว่าชีวิตคู่กับภาสกรชักจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสียแล้ว...
ส่วนที่โรงพยาบาลในจังหวัดนครปฐม นวลอาการดีขึ้นแต่ยังจำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม ชายใหญ่มาเยี่ยมและยอมรับว่าเขาคือคู่หมายเมื่อเธอเกริ่นถาม
“จะเรียกอย่างนั้นก็ได้ครับ ผู้ใหญ่อยากให้คุณผึ้งกับผมแต่งงานกัน”
“แสดงว่าเรารักกันเหรอคะ”
ชายใหญ่อึกอัก เจ็บแปลบไม่อยากตอบ เลยพาลย้อนถาม “คุณผึ้งจำไม่ได้เลยเหรอครับ”
“บางทีก็เหมือนจะนึกออกค่ะ เห็นเป็นภาพๆ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร พอนึกมากก็ปวดหัว”
“แล้วถ้าผมบอกว่า...ก่อนหน้านี้เรารักกันมาก และกำลังจะแต่งงานกันอยู่แล้ว คุณผึ้งจะว่ายังไงครับ”
“ฉันก็คงต้องเชื่อตามนั้นล่ะค่ะ”
“งั้นก็แสดงว่าคุณผึ้งพร้อมที่จะแต่งงานกับผม”
“ฉันคงต้องแล้วแต่คุณพ่อค่ะ เพราะตอนนี้ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองเลย ฉันไม่รู้ว่าชีวิตของตัวมาจากไหน แล้วจะไปทางไหน ฉันคงต้องให้คุณพ่อตัดสินใจ”
นวลยิ้มซื่อๆ ชายใหญ่เห็นท่าทางเซื่องๆของเธอก็ใจอ่อน รู้สึกว่าเรื่องของภาสกรคงพ้นจากความคิดของอีกฝ่ายไปแล้วอย่างสิ้นเชิง...
เมื่อหมออนุญาตให้กลับบ้านได้ เกรียงไกรกระตือรือร้นอยากพาลูกกลับเผื่อจะทบทวนความทรงจำได้ นวลจึงต้องกลับมาอยู่บ้านหลังใหญ่ของเกรียงไกรในฐานะภุมวารี เริ่มต้นทำความรู้จักกับทุกคนด้วยความตั้งใจ เฟื้อน้ำหูน้ำตาไหลเข้ามากอดเธอด้วยความดีใจ
“หมดเคราะห์หมดโศกนะคะ อย่าให้คนชั่วๆนั่นมันกลับเข้ามาในชีวิตคุณผึ้งอีกเลยนะคะ”
“คนชั่ว ใครคะ”
เอื้อยตกใจรีบส่งสายตาปรามแม่ก่อนดึงตัวมากระซิบบอกว่าคุณผึ้งยังไม่รู้เรื่อง...จากนั้นก็แนะนำว่าเฟื้อคือแม่ของตน เป็นแม่บ้านใหญ่ของที่นี่
นวลพยักหน้ารับและยกมือไหว้เฟื้อ เกรียงไกรเห็นอาการลูกสาวแล้วหนักใจ กลัวจะทำทุกคนแตกตื่นกันหมด จึงสั่งเอื้อยให้พาภุมวารีขึ้นไปพักผ่อน ก่อนหันมาบ่นกับสวาทว่า
“ไม่รู้ว่ากลับมาอยู่บ้านจะช่วยให้ยายผึ้งกลับมาเป็นคนเดิมได้ไหม”
“แต่เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะคะ”
เกรียงไกรชะงัก จ้องหน้าสวาทอย่างไม่พอใจ สวาทรีบแก้ตัว
“ก็คุณผึ้งตอนนี้ดูเป็นคนว่าง่าย ไม่พยศเหมือนก่อน คุณจะพูดจะบอกอะไรเธอก็คงไม่ยาก ไม่ต้องบังคับกันอีกไงคะ” พูดแล้วสวาทแอบยิ้มกริ่ม ยังหวังให้ลูกเลี้ยงแต่งงานออกเรือนไปให้พ้น










