ตอนที่ 61
ตอนที่ 61 สุดที่รักของเธอ ศัตรูหัวใจของเขา (1)
ซูจือเนี่ยนเงียบและหยุดพูด
เสียงชายแปลกหน้าลังเลก่อนจะพูดต่อ “เจ้าของโทรศัพท์เมามากครับ แล้วก็อยู่ลำพังในโรงแรมของเรา...”
คิ้วของซูจือเนี่ยนขมวดเป็นปม เขารีบรุดไปคว้าเสื้อคลุมที่แขวนอยู่ แล้ววิ่งออกจากห้องทำงาน ก่อนชายคนนั้นจะพูดจบประโยคเสียอีก
“...เดี๋ยวคุณจะมารับเธอเอง หรือจะส่งใครมารับใช่ไหมครับ”
ซูจือเนี่ยนก้าวเข้าไปในลิฟต์ถามขึ้นในทันทีที่อีกฝ่ายกล่าวจบ “อยู่ที่โรงแรมไหน”
ถึงเสียงของเขาจะฟังดูเร่งด่วน กระนั้นก็ยังมีความหงุดหงิดแฝงอยู่
“โรงแรมปักกิ่ง…” ซูจือเนี่ยนวางสายก่อนอีกฝ่ายจะกล่าวจบ จากนั้นหันไปทางเฉิงชิงชงผู้ซึ่งยืนทำหน้าข้องใจอยู่นอกลิฟต์ แล้วสั่งให้เธอยกเลิกนัดประชุมมื้อค่ำ ในขณะที่เขากดปุ่ม “ปิด” ในลิฟต์ครั้งแล้วครั้งเล่า
...
เมื่อซูจือเนี่ยนมาถึงโรงแรมปักกิ่ง เขายังไม่ทันเข้าห้อง ก็ได้ยินเสียงร้องเพลงโหยหวนเหมือนแมวจมน้ำของซ่งชิงชุน ดังออกมาจากข้างใน
“ถึงแม้เอ่ยปากบอกเธอไม่ได้ จะดูแลเธอไว้ให้หัวเราะได้เสมอ คนสำคัญของฉันคือเธอ ใฝ่ใจพร่ำเพ้ออยากให้เธอรู้...”*
ซูจือเนี่ยนนิ่วหน้า มือที่จับประตูไว้หยุดชะงัก และเมื่อเขาผลักประตูเปิดออก ก็เห็นซ่งชิงชุนนอนหมดสภาพอยู่บนพื้น ผมเผ้ายุ่งเหยิง มือของเธอจับรองเท้าส้นสูงข้างหนึ่งไว้ประหนึ่งไมโครโฟน กำลังหลับตาขับร้องเพลงด้วยลีลาท่าทางอันดื่มด่ำไปกับเพลง “ฉันเอ่ยปากบอกเธอไม่ได้ เพียงคำไม่กี่คำนั้น ช่างยากจะเอ่ยออกมา...”
ปฏิกิริยาแรกของซูจือเนี่ยนคืออยากหันหน้าหนีไปให้ไกลจากตรงนี้ ทว่ามิอาจกระทำได้ เขาจึงยืนพิงประตู สูดหายใจเข้าลึกก่อนจะก้าวเข้าห้อง ในจังหวะที่ก้าวเข้าไปนั้นเอง เขาเหยียบของแข็งๆ บางอย่าง และเมื่อก้มลงมอง เขาเห็นแท่งลิปสติก ในตอนนั้นเองที่ซูจือเนี่ยนเพิ่งสังเกตเห็นว่าข้าวของของซ่งชิงชุนนั้นอยู่กระจัดกระจายเกลื่อนไปทั่วพื้นห้อง รองเท้าส้นสูงอีกข้างหนึ่งของเธอห้อยต่องแต่งอยู่ที่หน้าต่าง ส่วนกระเป๋าก็ถูกโยนไปอยู่ที่มุมห้อง… แม้แต่ห่อกระดาษทิชชูเปียกก็ถูกวางทิ้งไว้ที่มุมโต๊ะ
ซูจือเนี่ยนเตะแท่งลิปสติกออกให้พ้นทาง ก่อนจะเดินตรงเข้าไปดึงซ่งชิงชุนขึ้นมาจากพื้น
ดวงตาของซ่งชิงชุนซึ่งพร่ามัวเนื่องจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ พินิจมองซูจือเนี่ยนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยุดร้องเพลงแล้วยิ้มกว้างให้ซูจือเนี่ยน
เมื่อมายืนอยู่ใกล้ชิดซ่งชิงชุน ซูจือเนี่ยนก็ได้กลิ่นแอลกอฮอล์หึ่งออกมาจากตัวเธอ ซูจือเนี่ยนนิ่วหน้า ก่อนจะหันขวับไปมองบริกร แล้วถามด้วยน้ำเสียงดุดัน “เธอดื่มไปมากขนาดไหนแล้ว”
ท่าทีแข็งกร้าวของซูจือเนี่ยนทำให้พนักงานเสิร์ฟผงะถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะยกมืออันสั่นเทาของเขาชี้ไปที่โต๊ะอาหาร
ในระหว่างที่ซูจือเนี่ยนหันไปอีกทาง ซ่งชิงชุนพลันยันตัวขึ้นมา โอบแขนไว้รอบคอของเขา ซูจือเนี่ยนตัวแข็ง และก่อนที่เขาจะดึงเธอขึ้นมา เขาได้ยินเธอกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อนยั่วยวนว่า “พี่อี่หนาน ในที่สุดพี่ก็มา พี่รู้ไหมว่าฉันรอพี่มาตลอดบ่ายเลย...”
ด้วยความมึนเมาไร้สติ เธอเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นฉินอี่หนาน
ใบหน้าของซูจือเนี่ยนเปลี่ยนเป็นดำคล้ำขึ้นมาทันที เขาผลักซ่งชิงชุนออกจากตัวเขาโดยไม่ยั้งคิด แล้วหันไปจ้องเขม็งที่บริกรคนนั้น สีหน้าของเขาดำทะมึนยิ่งขึ้นเมื่อสังเกตเห็นขวดไวน์เปล่าเจ็ดแปดขวดบนโต๊ะ เขาแผดเสียงใส่พนักงานเสิร์ฟอย่างเกรี้ยวกราด “ทำไมถึงให้เธอดื่มมากขนาดนี้!”
พนักงานเสิร์ฟผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ก้มหน้าลง ยืนเงียบอยู่ตรงนั้น เขาบ่นในใจว่าลูกค้าคือพระเจ้า และหากลูกค้าต้องการจะดื่ม แล้วเขาจะปฏิเสธได้อย่างไร