ตอนที่ 2
เช้าวันถัดมา ที่กองปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขณะธานินทร์เดินคุยมากับทรงชัยนักการเมืองเก๋าเกมอย่างออกรส ปราบหอบแฟ้มคดีการตายของตี๋ซาเข้ามาหาธานินทร์ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาจะขอคุยเรื่องคดี ท่านกลับบอกให้รอไว้คุยกันทีหลัง ท่านกำลังมีแขก แล้วหันไปทางทรงชัยจะคุยต่อ
“แต่ท่านครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้าเราช้าอาจจะไม่ทันกาลก็ได้นะครับ”
ธานินทร์หันขวับมองปราบสีหน้าไม่พอใจ ขณะที่ทรงชัยมองนายตำรวจหนุ่มก่อนจะทักว่าเคยทำงานให้ตนมาก่อนหรือเปล่า ปราบยังไม่ทันพูดอะไร ธานินทร์รีบเสนอหน้ารายงานว่าปราบเป็นลูกชายของจ่าปรีชา ทรงชัยถึงกับร้องเอะอะ จ่าปรีชาที่เคยเป็นหัวคะแนนให้ตนมาก่อนใช่ไหม ปราบสวนทันทีอย่างไม่ค่อยจะพอใจ
“ขอโทษครับท่าน เท่าที่ทราบพ่อผมไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง”
“ถูกต้อง เท่าที่คุณรู้น่ะใช่” ทรงชัยว่าแล้วหันไปทางธานินทร์ “ฝากดูให้ผมหน่อยแล้วกัน”
ธานินทร์ยิ้มให้ทรงชัยอย่างนอบน้อม ยืนส่งจนลับสายตา ครั้นหันมาทางปราบสีหน้าเปลี่ยนเป็นหงุดหงิด ก่อนจะเดินนำเขาเข้าไปในห้องทำงานตัวเอง ทันทีที่ประตูห้องปิด ธานินทร์ต่อว่าปราบว่าทำอย่างนี้จะหักหน้ากันหรือ เขาไม่ตอบโต้ได้แต่บอกว่าตี๋ซาถูกฆ่าตายเมื่อคืนแล้วส่งภาพถ่ายศพตี๋ซาให้ดู ธานินทร์บ่นอุบไอ้พวกมาเฟียเหล่านี้วันๆทำอะไรบ้างนอกจากฆ่ากัน แล้วถามว่ามีข้อมูลอะไรบ้าง
“ตอนนี้กำลังสอบปากคำชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นครับ แต่ผมคิดว่ามีเรื่องที่น่าเป็นห่วงกว่า นั่นก็คืออาจจะเกิดสงครามขึ้นระหว่างแก๊งครับ”
“ก็ดีสิ งั้นก็ให้พวกมันฆ่ากันเอง แล้วเราค่อยไปเก็บศพจะได้ไม่เหนื่อยไง”
ปราบเสียงกร้าวใส่ แล้วถ้ามีผู้บริสุทธิ์เดือดร้อนจากเหตุการณ์นี้จะทำอย่างไร ธานินทร์ไม่พอใจที่เขาขึ้นเสียง ปราบรู้สึกตัวรีบแก้ตัวที่เสียงกร้าวใส่เพราะ
ไม่อยากให้ผู้บริสุทธิ์ต้องมาตกเป็นเหยื่อ แล้วรายงานว่ามีผู้ต้องสงสัยหนึ่งราย หลังจากตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณนั้นแล้ว เห็นตี๋ซุ้งกับตี๋ซาเข้าไปในโรงงิ้วด้วยกันก่อนเกิดเหตุ ธานินทร์ทักท้วงถึงจะเห็นตี๋ซุ้งอยู่กับคนตายเป็นคนสุดท้ายก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนฆ่า
“แต่ภาพหลักฐานมันชี้ชัดขนาดนี้แล้วนะครับท่าน”
“ไว้มีภาพคนร้ายที่เป็นคนลงมือยิงจริงๆเมื่อไหร่ ตอนนั้นคุณค่อยแน่ใจก็ยังไม่สายเกินไปหรอกนะสารวัตร ระหว่างนี้ผมขอสั่งห้ามคุณทำอะไรโดยพลการนอกเหนือจากคำสั่งของผมเด็ดขาด” น้ำเสียงเอาจริงของธานินทร์ทำให้ปราบไม่กล้าหือ จำต้องทำตามคำสั่ง
ooooooo
หลิวที่ร้องไห้เสียใจต่อการจากไปของอาติยะจนเป็นลมล้มพับ ฝันเห็นตัวเองมีปากเสียงกับพ่อ
ซึ่งยืนกรานไม่ได้เกี่ยวข้องการตายของอาติยะ เธอไม่เชื่อเดินไปที่โต๊ะทำงานของท่านหยิบปืนจากลิ้นชักขึ้นมาเล็งพ่อตัวเอง
“ป๊าเคยบอกใช่ไหมว่าชีวิตต้องแลกด้วยชีวิต”
ตี๋ซุ้งตกใจคิดว่าลูกจะยิงแต่เธอกลับหันกระบอกปืนจ่อขมับตัวเองแล้วลั่นไก...
เสียงปืนดังปัง ทำให้หลิวสะดุ้งตื่น มองไปรอบๆพบว่าตัวเองนอนหมดสติอยู่กับพื้นห้อง เธอค่อยๆยันตัวลุกขึ้นรู้สึกเจ็บแปลบที่ฝ่ามือ ยกขึ้นมาดูจึงเห็นว่ามันเป็นแผลเกิดจากแรงบีบจนสร้อยห้อยจี้คำว่า “รัก” บาดเอา ยิ่งเห็นสร้อยหลิวยิ่งนึกถึงคนให้ น้ำตาไหลออกมาอีก แต่ก็ตั้งใจมั่นนี่จะเป็นน้ำตาหยดสุดท้าย...
ในเวลาไล่เลี่ยกัน เฮียไฮ้กับคุงใช้มือขวาคนสนิทมาหาเฮียกวงที่บ้านเพื่อให้ช่วยสนับสนุนการเลือกตั้งนายกสมาพันธ์การค้าไทยจีนที่กำลังจะมีขึ้น เนื่องจากเขาเคยเป็นนายกสมาพันธ์ที่ทุกคนยังให้ความเกรงใจ คุงใช้เตือนเจ้านายว่ามาเสียเที่ยวเปล่า เฮียไฮ้กลับไม่คิดเช่นนั้น
“ไม่มีอะไรเสียเปล่า เราแค่ยังหาประโยชน์จากมันไม่เจอเท่านั้น”...
เป็นอย่างที่คุงใช้เตือน แม้เฮียไฮ้จะเสนอให้เงินอัดแน่นเต็มกระเป๋าเอกสารแต่เฮียกวงกลับไม่ต้องการ เพราะหากรับเงิน ชื่อเสียงและความดีที่ตนสั่งสมมาทั้งหมดต้องพังลงแน่นอน ที่สำคัญตำแหน่งนายกสมาพันธ์การค้าไทยจีนมีเงินอย่างเดียวเป็นไม่ได้ เฮียไฮ้รีบออกตัวไม่ได้คิดจะใช้เงินซื้อเขา
เฮียกวงยกมือเป็นทำนองไม่ต้องพูดอะไรอีก แล้วชวนเฮียไฮ้เปลี่ยนเรื่องคุย ถ้าเขาไม่ได้ไปไหนต่อตนจะชวนไปดูนกแก้วที่เลี้ยงไว้ ตอนนี้มันเรียกตนกินข้าวได้แล้ว จากนั้นก็ลุกเดินเข้าไปด้านใน คุงใช้มองตามอึดอัดใจ บ่นกับเจ้านายบอกแล้วว่าไม่ควรมา เสียเที่ยวเปล่าๆ เฮียไฮ้ต้องปรามให้ใจเย็นๆ เกมเพิ่งเริ่มเท่านั้น...
ขณะที่เฮียไฮ้เตรียมแผนสองเอาไว้รับมือ ตี๋ซุ้งส่งเต็งล้อพร้อมสมุนนับสิบไปรอรับตี๋เล็กลูกชายคนสุดท้องที่สนามบินสุวรรณภูมิ ครั้นเขาออกมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้าเห็นสมุนมาต้อนรับแค่สิบคนก็ไม่พอใจ ต่อว่าเต็งล้อว่าตนกลับจากเมืองนอกทั้งทีพาคนมาต้อนรับแค่นี้เองหรือ
“พอดีวันนี้ที่สมาคมของเรามีงานสำคัญ จำเป็นต้องใช้คนมาก” คำพูดของเต็งล้อยิ่งทำให้ตี๋เล็กหัวเสีย
“มีเรื่องไหนสำคัญกว่าเรื่องที่ฉันกลับมาอีกหรือไง” โวยจบตี๋เล็กหันไประบายอารมณ์ใส่สมุนแล้วเดินหงุดหงิดออกไป เต็งล้อได้แต่ส่ายหน้าให้กับความเอาแต่ใจตัวเองของเขาก่อนจะสั่งให้สมุนจัดการกับกระเป๋าเดินทางแล้วรีบเดินตามนายน้อยไป ตี๋เล็กเดินมาตามทางในสนามบินกวาดตามองหาตี๋ซุ้งแต่ไม่เห็นก็ถามหา พอรู้ว่าพ่อติดงานมาไม่ได้ทั้งโมโหและน้อยใจปนเปกัน
ระหว่างนั้นมีนักข่าวกลุ่มใหญ่กรูกันผ่านหน้าไปเพื่อทำข่าวใครบางคนจนเกือบจะชนตี๋เล็ก เสียงนักข่าวร้องบอกกันว่าออกมาแล้ว ตี๋เล็กหันไปเห็นรุจีสาวสวยแต่งตัวเปรี้ยวเข็ดฟันเดินออกมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้าก็ตกหลุมรักทันที พวกนักข่าวยิงคำถามใส่เธอเป็นชุด ทำนองว่าที่หายหน้าไปจากวงการเพราะหนีไปทำแท้งที่เมืองนอกใช่ไหม เธอเป็นคนขวางโลกอยู่แล้ว จึงยอมรับหน้าตาเฉยว่าเป็นความจริง
“แล้วพ่อของเด็กเป็นใครกันคะ” นักข่าวซักไม่เลิก “ใช่พระเอกชื่อ ว.แหวนหรือเปล่าคะ”
“อันนี้รุจีก็ไม่แน่ใจนะคะ เอาเป็นว่ารุจีนึกได้เมื่อไหร่แล้วจะบอกก็แล้วกัน ไม่ต้องตามมานะคะ ขอตัวก่อน” พูดจบรุจีสวมแว่นดำเดินเชิดหน้าออกไป ตี๋เล็กบอกเต็งล้อว่าเดี๋ยวมา แล้วตามเธอไปโดยไม่ฟังเสียงทัดทานของฝ่ายหลัง
ooooooo
ตี๋เล็กเดินตามรุจีจนทัน พยายามจะขายขนมจีบ แต่เธอไม่ใช่สาวใสไร้เดียงสาก็เลยไม่หวั่นไหว แถมยังต่อปากต่อคำด้วยอย่างไม่เกรงกลัวแม้เขาจะมีสมุนตามมาอารักขาเป็นพรวน ตี๋เล็กไม่ละความพยายาม เสนอตัวจะเป็นพ่อเด็กในท้องให้ เธอขอร้องอย่าประเมินตัวเองสูง ถึงเธอจะดูง่ายแต่ก็ไม่ได้ง่ายกับทุกคน
“ของอย่างนี้ถ้าไม่ลองจะรู้ได้อย่างไร”
“แต่ฉันไม่มีรสนิยมชอบแทะกระดูกอ่อนชิ้นเล็กๆซะด้วยสิ มันติดคอ ไม่มีอะไรแล้วใช่ไหม โทษทีนะ” รุจีขยับจะไป ความร้อนแรงของเธอถูกใจตี๋เล็กเหลือเกิน จึงคว้ามือเธอไว้ออดอ้อนแล้วเราจะได้เจอกันอีกไหม
“เรื่องนั้นคงต้องสุดแล้วแต่พรหมลิขิตกับความพยายามของคุณเองแล้วล่ะ” รุจียิ้มยั่วก่อนจะผละจากไป...
ในขณะที่ตี๋เล็กเจอกับรักแรกพบ ซ้อซาถูกตำรวจเชิญตัวมาที่นิติเวชเพื่อชี้ศพตี๋ซา ระหว่างรอเจ้าหน้าที่เธอจิตตกอย่างหนัก ตัดสินใจโทร.หาจางเหาที่กำลังไหว้ศาลประจำบ้านริมทะเลอยู่กับเพ่ย พอเขารับสายเธอพยายามทำเสียงให้สดใส ถามสารทุกข์สุกดิบของเขากับเพ่ย พลางต่อว่าทำไมถึงหายไปไม่ส่งข่าวมาบ้าง
“อั๊วขอโทษ อั๊วกับเพ่ยมีความสุขดี แล้วอาม้ากับอาป๊าล่ะ”
ซ้อซากลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่ ขอคุยแค่นี้ก่อน แล้วรีบวางสายกลัวจางเหาจะจับพิรุธได้ เขาแปลกใจกับน้ำเสียงของท่าน เพ่ยเห็นเขาเงียบไปถามว่าอาม้ามีอะไรหรือเปล่า เขาแค่รู้สึกแปลกๆแต่คงไม่มีอะไร
“งั้นก็ดีแล้วล่ะ” พูดได้แค่นั้นเพ่ยวิงเวียนเหมือนจะเป็นลม จางเหาต้องประคองไว้ เสนอให้ไปหาหมอ เธอยืนกรานไม่ได้เป็นอะไร แค่ทำงานบ้านมากไปหน่อย เขายังไม่ทันจะพาไปนั่งพักเธอเป็นลมล้มพับเสียก่อน...
ด้านซ้อซาเดินตามเจ้าหน้าที่มายังห้องเก็บศพ ครั้นเจ้าหน้าที่เปิดผ้าคลุมศพเผยให้เห็นร่างไร้วิญญาณของตี๋ซา เธอกลั้นน้ำตาไม่ไหวโผกอดศพร้องไห้โฮ...
ทันทีที่กลับถึงบ้าน ตี๋เล็กตรงเข้าไปกอดตี๋ซุ้ง ถามว่าสบายดีหรือเปล่า ท่านสบายดีพอจะรู้เรื่องทุกอย่างที่เขาทำเอาไว้ที่เมืองนอก ตี๋เล็กตัดพ้อเพิ่งกลับมาถึง พ่อจะคุยเรื่องนี้เลยหรือ
“เอาเถอะ ลื้อจะเรียนหรือจะใช้ชีวิตยังไงแบบไหน ป๊าคงไม่ห้ามหรอกโตๆกันแล้ว แต่ลื้อจำไว้อย่างนะไม่ใช่ทุกเรื่องที่ป๊าหรือความเป็นธรรมกุลจะแก้ไขได้... กลับมาเหนื่อยๆไปพักผ่อนเถอะ วันนี้ป๊ามีประชุมที่สมาคม ไว้ป๊ากลับมาแล้วค่อยคุยกัน”
ตี๋เล็กตัดพ้องานบางอย่างที่ไม่สำคัญอย่างงานสมาคมทำไมพ่อไม่ให้เต็งล้อไปทำแทน ตนกลับมาทั้งทีมีเรื่องจะเล่าให้พ่อฟังหลายเรื่อง บางเรื่องก็อยากได้คำปรึกษา ขอให้ท่านเลื่อนการประชุมออกไปก่อนไม่ได้หรือ ตี๋ซุ้งยืนกรานให้ลูกรอให้ท่านเสร็จงานก่อน
“ไม่แน่นะ หลังจากวันนี้ป๊าอาจจะมีเวลาให้คำปรึกษากับลื้ออย่างเหลือเฟือเลยก็ได้” ตี๋ซุ้งเห็นลูกชายนิ่วหน้าสงสัย รีบกลบเกลื่อน “ไม่มีอะไรหรอก ป๊าแค่รู้สึกว่าเวลาป๊าเหลือน้อยแล้ว แต่ยังมีเรื่องต้องสะสางอีกมากมายก็เลยอยากรีบจัดการน่ะ” คำพูดของตี๋ซุ้งไม่ใช่แค่ทำให้ตี๋เล็กสะดุดใจ เต็งล้อก็รู้สึกไม่ต่างกัน
ooooooo










