ตอนที่ 4
พุฒิเมธทะเลาะกับกันต์เรื่องที่กันต์จะขายบริษัทว่าเขาไม่มีสิทธิ์ คิดจะทำอะไรต้องผ่านตนก่อนเท่านั้น กันต์อ้างว่าตนมีสิทธิ์เพราะเป็นหุ้นส่วน พอดีศรันย์เข้ามาขอให้ใจเย็นๆ ค่อยๆพูดกัน
กันต์หาว่าพุฒิเมธเป็นแค่ลูกและน้องบุญธรรมคิดจะฮุบบริษัท วิญญาณณฤทธิ์ในร่างบุญสิตาทนไม่ได้
ด่ากันต์ว่าให้ระวังแผนชั่วๆของตัวเองไว้ แล้วบรรยายถึงการร่วมกับพนักงานทุกคนสร้างบริษัทมาด้วยความยากลำบาก บอกว่านี่ไม่ใช่แค่บริษัทแต่เป็นบ้านของทุกคนเป็นความทรงจำ เป็นลมหายใจของมาร์ค
“แกเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่ามาร์คทุ่มเทให้บริษัทแค่ไหน แต่แกกลับทรยศมาร์คคิดจะขายบริษัททิ้ง แกควรจะเป็นคนพยายามรักษาบริษัทนี้ไว้ให้มาร์คด้วยซ้ำ”
กันต์ถูกวิญญาณณฤทธิ์ในร่างบุญสิตาสาวไส้ก็โกรธโต้ว่ามาร์คตายไปแล้วเหลือแค่ชื่อบริษัท อีกหน่อยถ้าบริษัทถูกขายก็คงไม่เหลือแม้แต่ชื่อ
วิญญาณมาร์คในร่างบุญสิตาโกรธจัดจะเข้าเล่นงานกันต์ พุฒิเมธพยายามดึงออกมา แม้ตัวจะถูกกันออกมาแต่ปากบุญสิตาก็ยังด่าไม่หยุดจนได้ยินเสียงนาฬิกาจากมือถือดังขึ้นเธอจึงหยุดกึก เหลือบดูนาฬิกายังเหลือเวลาอีกห้านาที เธอกดปิดโทรศัพท์ แต่ยังแค้นพุ่งเข้าไปจิกหัวกันต์หมายเอาเลือดหัวออก
นาฬิกาลูกตุ้มในห้องเตือนว่าครบชั่วโมงแล้ว เป็นจังหวะที่กันต์ผลักบุญสิตาออกพอดี ร่างเธอล้มลงกองกับพื้น ทุกคนตกใจ กันต์รีบบอกว่าตนยังไม่ได้ทำอะไรเลย
ทุกคนงงว่าบุญสิตาเป็นใครทำไมรู้เรื่องบริษัทดีและแรงเว่อร์ขนาดนี้
พอหมดชั่วโมง วิญญาณณฤทธิ์ก็ออกจากร่างบุญสิตา เขาออกมาหน้าบริษัทบีบมือบ่นเสียดาย...
“ทำไมต้องหมดเวลาตอนนี้ด้วย ยังไม่ได้เอาเลือดหัวคนทรยศออกเลย”
ooooooo
ระหว่างที่บุญสิตาเป็นลมนั้น คนที่บริษัทอยากเช็กว่าเธอเป็นใคร โทร.หาทั้งสมศรี ทราย และซัน สามคนโทร.ไม่ติดบ้าง ไม่รับสายบ้าง สัญญาณไม่ดีบ้าง หาเบอร์ล่าสุดที่ติดต่อกันเป็นเบอร์ของแนนซี่
พอแนนซี่รู้เรื่องก็รีบไปหาถามว่าเพื่อนตนเป็นยังไง พุฒิเมธบอกว่ายังไม่รู้สึกตัว แนนซี่บอกว่าน่าสงสารช่วงนี้เป็นลมบ่อย กันต์โพล่งว่าตนสิน่าสงสารโดนทำร้ายร่างกาย แนนซี่กลัวเพื่อนมีความผิดรีบบอกว่านางเป็นไบโพลาร์ อย่าถือสาเลย
พอดีบุญสิตารู้สึกตัวถามแนนซี่ว่าเกิดอะไรขึ้น แนนซี่ผสมโรงบอกว่านางจำอะไรไม่ได้แบบนี้แหละ
“งั้นก็รีบพาไปพบจิตแพทย์เถอะ เดี๋ยวจะกลายเป็นปัญหาสังคม” พุฒิเมธเป็นห่วง
ooooooo
บ่ายแก่ๆ บุญสิตาออกจากห้องน้ำก็เจอพุฒิเมธมายืนกอดอกรออยู่ เขาถามอย่างจับผิดทันทีว่าเธอเป็นอะไรกับเฮียมาร์คถึงรู้เรื่องทุกอย่างของเขาอย่างละเอียดแบบนี้ บุญสิตาอึกอัก บอกว่าเป็นเพื่อน
พุฒิเมธไม่เชื่อ เธอจึงเฉไฉไปว่าเป็นเพื่อนที่สายด่วนบำบัดทุกข์ เขาโทร.มาเล่าเรื่องเวลาเครียดเลยสนิทกัน รีบพูดแล้วจะเดินหนี ถูกเขาเดินไปดักหน้าถามว่าสายด่วนบำบัดทุกข์อะไร บุญสิตาจึงหยิบนามบัตรให้ เขารับไปดู “สายด่วนบำบัดทุกข์ รับปรึกษาทุกข์ปัญหาชีวิต โทร.5555”
ให้นามบัตรแล้วบอกว่าว่างๆก็ลองโทร.ไปดู ช่วงนี้ดูเขาเครียดๆน่าจะไปบำบัดสักหน่อย พูดแล้วรีบลากลัวถูกซักมากกว่านี้ พุฒิเมธดักไว้อีกแต่บอกอย่าลืมไปหาหมอ เตือนว่าก่อนที่จะช่วยบำบัดใครก็บำบัดตัวเองเสียหน่อยก็ดี แต่ถ้าไม่มีเงินก็มาเบิกกับตนได้ เพราะ “คุณช่วยชีวิตพ่อผมไว้ ที่พูดนี่เพราะเป็นห่วงหรอกนะ”
พุฒิเมธจ้องหน้าอย่างเป็นห่วงจริง บุญสิตาเห็นสายตานั้นก็เขินสะเทิ้นใจบอกไม่ถูก
พอเดินมาหน้าบริษัทเจอแนนซี่รออยู่ แนนซี่กระซิบถามว่าเธอถูกวิญญาณคุณมาร์คสิงอีกแล้วใช่ไหม เขาอยู่แถวนี้หรือเปล่า แน่ใจหรือว่าจะให้เขายืมร่าง บุญสิตาบอกว่าสงสารเขา แนนซี่ถามว่าแล้วไม่สงสารตัวเองหรือ แค่ตัวเธอคนเดียวก็ใช้ชีวิตยากจะแย่แล้ว
“ฉันรู้ แต่ถ้าฉันเป็นเขา ถ้าต้องตายไปแบบนี้ ฉันก็คงอยากได้โอกาสกลับมาหาคนที่ฉันรักเหมือนกัน” แนนซี่ติงว่าเขาตายไปแล้ว เป็นผีก็น่าจะทำใจได้แล้ว “ถึงเขาจะเป็นผีแต่เขาก็มีจิตใจ มีจิตวิญญาณเหมือนเรานะ ตอนฉันเสียพ่อกับแม่ไป ฉันมีเรื่องมากมายอยากจะพูดกับพวกท่าน แต่ฉันก็ทำไม่ได้ ฉันรู้ว่ามันทุกข์ใจขนาดไหน ฉันก็แค่อยากให้โอกาสเขาน่ะ”
“ขอบคุณมากนะ ฉันสัญญา ฉันจะทำให้ชีวิตเธอดีขึ้นเพื่อตอบแทนเธอ” ณฤทธิ์ที่แอบฟังอยู่พูดเบาๆ อย่างซึ้งใจ
ครู่ใหญ่ เมื่อบุญสิตามานั่งใกล้หอนาฬิกาที่สวนสาธารณะ ณฤทธิ์ตามมารายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ให้ฟังตามสัญญา เขาเล่าซึ้งๆว่า
“หลังจากฉันตาย วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันได้สูดอากาศหายใจบนโลกอีกครั้ง ฉันได้ใช้ชีวิต กลับไปเยี่ยมพ่อที่โรงพยาบาล ฉันซื้อของไปให้พ่อ ได้คุยกับพ่อ ได้จับมือ ได้กอดพ่ออีกครั้ง ฉันได้กลับไปที่บริษัทแล้วก็ได้เจอเพื่อนๆ เจอทุกคน ฉันรู้สึกเหมือนได้มีชีวิตอีกครั้งเลย”
“ฉันก็ดีใจที่ทำให้คุณกับพ่อมีความสุข”
“ถึงแม้จะเป็นเวลาแค่สี่ชั่วโมง แต่มันก็เป็นชั่วโมงต้องมนต์ที่ฉันรู้สึกว่าเป็นเวลาที่มีค่ามาก...ขอบคุณมากนะ ที่ให้ฉันยืมร่างไปหาพ่อ” ณฤทธิ์จับมือบุญสิตาแม้จะไม่ได้สัมผัสกันก็ตาม “มันคงเป็นสี่ชั่วโมงที่ดีกว่านี้ ถ้าไม่มีเรื่องกับไอ้กันต์”
“เขาถึงบอกไงว่า 1 นาทีที่โกรธ เท่ากับคุณได้สูญเสียเวลาความสุขบนโลกไป”
ณฤทธิ์บ่นแค้นๆว่าเพราะไอ้กันต์คนเดียวทำให้ตนเสียเวลาดีๆไป บุญสิตาว่าตนไม่ยิ่งกว่าเหรอ ต้องเสียเวลาถึงสี่ชั่วโมง ซ้ำยังเกือบโดนจับเข้าคุกอีก อย่านึกว่าตนไม่รู้นะ แนนซี่เล่าให้ฟังหมดแล้ว ไปทำผิดกฎทำให้ตนเป็นที่น่ารังเกียจในสังคม ณฤทธิ์ขอโทษแต่ไม่มีใครรังเกียจเธอหรอกเพราะเธอช่วยพูดแทนทุกคนในออฟฟิศ บุญสิตาถามว่าแล้วที่บ้านล่ะ เขาพูดอะไรกับคนในครอบครัวตน เพราะตนคุยกับซัน เห็นพูดจาแปลกๆ
พุฒิเมธโกหกตาใสว่าเปล่า ตนแค่ทักทายทำความรู้จักแล้วก็ยืมชุดจากพี่ทรายมาใส่เท่านั้น
บุญสิตาก้มมองตัวเองจึงรู้ว่าตัวเองใส่ชุดของทรายมาถามว่าใครเปลี่ยนชุดให้ตน พอรู้ว่าณฤทธิ์เป็นคนเปลี่ยนให้เธอก็ทั้งอายทั้งโกรธจนเกือบร้องไห้ ณฤทธิ์บอกว่าตอนเปลี่ยนตนปิดไฟไม่เห็นอะไรเลยจริงๆ
บุญสิตาหน้าแดงลุกเดินหนีไปเลย ณฤทธิ์ไม่เข้าใจว่าเธอจะอายไปทำไม แต่ก็แอบรู้สึกผิด
พุฒิเมธเห็นสมบัติดูดเฉาก๊วยกินอย่างเอร็ดอร่อย ถามว่าป้าแก้วซื้อแถวนี้ให้หรือ เจ้าเดียวกับที่เฮียชอบเลย สมบัติบอกว่าหนูซินซื้อมาฝาก เล่าอย่างมีความสุขว่า
“วันนี้หนูซินเขามาเยี่ยมพ่อน่ะ เขาเอาดอกไม้มาให้พ่อด้วย เห็นหนูซินแล้วอดคิดถึงมาร์คไม่ได้” พุฒิเมธแซวว่าดูพ่อจะถูกชะตากับแม่หนูคนนี้มากนะ “ก็เขาคุยสนุกรู้สึกเหมือนได้อยู่กับมาร์ค ว่างๆเมธก็ชวนหนูซินมาเยี่ยมพ่ออีกสิ แกมีเบอร์หนูซินใช่ไหม”
สมบัติยังบอกพุฒิเมธว่า จะเป็นอะไรไหมถ้าพ่อจะให้รับเขาเข้าทำงาน ตอบแทนที่เขาช่วยพ่อเอาไว้ สมบัติมองหน้าอย่างรอคำตอบแต่พุฒิเมธยังไม่ได้ตัดสินใจ ต่อมาก็คุยกับวรรณนา มีข้อสังเกตว่าบุญสิตาดูแปลกๆ รู้สึกพยายามเข้าใกล้ชิดครอบครัวเรามาก ตนไม่กล้าบอกพ่อเพราะท่านกำลังมีความสุข
“น้าว่าเมธคิดมากไปมากกว่า ดูลักษณะท่าทางเขาไม่ใช่คนแบบนั้นเลยนะ แต่ถึงเขาจะเข้าหาเราเพราะมีจุดประสงค์อย่างที่เมธว่าจริงๆ แต่น้าว่าเขาไม่มีเจตนาร้ายหรอก ไม่อย่างนั้นเขาไม่เสี่ยงชีวิตช่วยพ่อเราถึงสองครั้งสองครา บาดเจ็บช้ำในตรงไหนหรือเปล่าก็ไม่รู้ น่าสงสาร ตกงานแถมยังป่วยอีก”
พุฒิเมธฟังวรรณาพูดแล้วก็อดสงสารบุญสิตาไม่ได้เหมือนกัน แต่พอคิดถึงพฤติกรรมห้าวเว่อร์ที่เธอพุ่งเข้าจิกหัวกันต์จะเอาเลือดหัวออก ก็นึกห่วงว่าหรือจะเป็นโรคร้าย มีปัญหาทางสมอง
ooooooo
รุ่งขึ้น ณฤทธิ์ตามไปขอโทษบุญสิตาที่ห้องนอนบอกว่าตนแค่อยากทำให้เธอสวย ตนเป็นผีเห็นอะไรมาจนเบื่อแล้ว ถึงเห็นก็ไม่ได้มีอารมณ์มีความรู้สึกอะไรกับผู้หญิงแล้วเธอจะเครียดไปทำไม คิดเสียว่ามีเพื่อนสาวสิ
ขณะกำลังตึงเครียดกันนั้น บุญสิตาได้รับโทรศัพท์จากเอนัดให้ไปสัมภาษณ์งาน เธอดีใจมากรีบรับปากว่าจะไป ณฤทธิ์แสดงความดีใจด้วยคุยอวดว่าบริษัทตนดี สวัสดิการก็ดี สังคมเพื่อนร่วมงานดีหมด
“คุณไปกรอกใบสมัครให้ฉันเหรอ” บุญสิตาถาม ณฤทธิ์ไม่ทันตอบ เธอก็รีบขอบคุณเขาที่จะได้งานทำ “ฉันได้ทั้งงานพิเศษเขียนบทความแถมยังได้งานบริษัทนี้อีก ฉันไปเตรียมตัวสัมภาษณ์ก่อนนะ”
พอบุญสิตาไป ณฤทธิ์ก็พึมพำสงสัยว่า “จะเรียกสัมภาษณ์ได้ยังไง วันนั้นฉันกรอกข้อมูลมั่วนี่นา”
เมื่อบุญสิตาไปถึงบริษัท พุฒิเมธเป็นคนสัมภาษณ์อ่านชื่อนามสกุลแล้วถามว่าเธอนามสกุลเดียวกับตนตั้งแต่เมื่อไหร่
ที่แท้ณฤทธิ์เอาข้อมูลของตัวเองกรอกเป็นประวัติของบุญสิตา พุฒิเมธจับได้ถามว่าเธอกำลังเล่นขายของหรือ ถึงได้กรอกข้อมูลแบบนี้ แล้วถามใหม่ให้เธอเล่าประวัติตัวเองสั้นๆ บุญสิตาพูดเหมือนแนะนำตัวหน้าชั้น แต่พูดไม่ทันจบพุฒิเมธก็ขัดขึ้นถามว่าตอนนี้อยู่กับใครแล้วค่าใช้จ่ายในบ้านใครเป็นคนดูแล
“พ่อแม่ฉันเสียไปแล้วค่ะ ฉันอยู่กับแม่เลี้ยง พี่สาวเป็นลูกติดแม่ แล้วก็น้องชายที่เป็นลูกของแม่เลี้ยงกับพ่อฉันค่ะ ค่าใช้จ่ายในบ้านฉันเป็นคนดูแล” พุฒิเมธถามข้อมูลส่วนตัวว่าเธอชอบกินอะไร มีแฟนหรือยัง และอยากรู้ว่าเธอจะทุ่มเทเวลาให้บริษัทได้มากแค่ไหน
“ฉันเป็นมังฯค่ะ ชอบกินผักยังไม่มีแฟน” แล้วเปลี่ยนเรื่องบอกว่า “ฉันว่าคุณถามเรื่องเกี่ยวกับการทำงานดีกว่าไหมคะว่าฉันจะทำงานให้คุณได้ยังไง”
“คุณมาสมัครตำแหน่งผู้จัดการ งั้นผมขอถามสั้นๆ ง่ายๆ คุณมีวิธีสานสัมพันธ์กับเอฟซียังไง”
“เอฟซี? คุณหมายถึงเคเอฟซีเหรอคะ อ๋อ...ขอบคุณสำหรับคำถามค่ะ ถ้าฉันต้องสานสัมพันธ์กับเคเอฟซีเพื่อให้เด็กๆเป็นพรีเซ็นเตอร์ งานนี้ฉันจะ...”
“พอเถอะ!” พุฒิเมธขัดขึ้นเซ็งๆ บุญสิตาถามว่าตนพูดอะไรผิดหรือ “ไม่รู้เรื่องวงการบันเทิงเลยแบบนี้ คุณคิดว่าผมจะรับคุณเข้าทำงานเหรอ งั้นผมขอถามคำถามสุดท้าย ทำไมผมต้องรับคุณเข้าทำงานด้วย”
“เพราะฉันรู้เรื่องที่คุณไม่รู้ ฉันรู้เรื่องทุกเรื่องของมาร์คและบริษัทนี้ อย่างน้อยฉันก็รู้ว่า คุณไม่ควรเรียกคนมาสัมภาษณ์ทั้งที่กรอกเอกสารมั่วแบบนี้ ไม่มีมาตรฐานเอาซะเลย”
พุฒิเมธฉุนถามว่าพูดแบบนี้อยากได้งานไหม บุญสิตาท้าว่าเขาไม่กล้าไล่ตนออกหรอก ถ้าไม่อยากรับตนก็คงไม่เรียกคนที่กรอกข้อมูลปัญญาอ่อนแบบนี้มาสัมภาษณ์ ที่สำคัญเขาก็อาจสนใจตนโดยไม่รู้ตัวก็ได้รุกว่า “ว่ายังไงจะรับฉันเข้าทำงานได้รึยัง ฉันอยากทำงานใจจะขาดแล้ว” พุฒิเมธมองหน้าบุญสิตาก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์










