ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

อุบัติเหตุ

SHARE
ตอนที่ 20

อารุมอาสาไปที่บ้านแววอย่างเร่งด่วน สอบถามคนข้างบ้านได้ความว่าแววกับหงวนไปต่างจังหวัด แต่พอเดินกลับมามองเข้าไปในบ้านอีกทีก็เห็นชีพกำลังลุกลี้ลุกลนอยู่ข้างใน

เมื่อ อารุมส่งเสียง ชีพตกใจมากรีบคว้ากระเป๋าปีนรั้วออกไปทางหลังบ้าน อารุมไล่ตามไม่ลดละ แล้วโดนชีพใช้ไม้ฟาดกลางหลังจนล้มกลิ้ง ก่อนที่มันจะวิ่งไปขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้างหนีไป

ชีพใช้ปืนบังคับจี้ มอเตอร์ไซค์หลบเข้าซอย โดยมีอารุมขับรถตามทั้งที่ตัวเองบาดเจ็บ ในที่สุดชีพก็จนมุมเพราะหนีไปเจอตำรวจโดยบังเอิญ...หลังจากชีพโดนตำรวจ จับกุมตัวไปแล้ว อารุมนำกระเป๋าใส่ของมีค่าที่ชีพขนออกจากบ้านกลับมาให้วิศนี ซึ่งเธอยืนยันว่าเป็นของแววทั้งหมด

“ความทรงจำคุณกลับมาแล้วเหรอครับ” อารุมถามอย่างจับผิด วิศนีชะงักและพยายามคิดหาเหตุผล บอกว่าเคยเห็นแม่ใส่ “แม่คุณใส่มาหมดนี่เลยเหรอครับ”

“คุณจะมาคาดคั้นอะไรฉัน” วิศนีทำโกรธกลบเกลื่อน แล้วลุกหนีไปยืนหันหลังให้ ไม่กล้าสู้หน้าเขา

อีก มุมหนึ่งในบ้าน อำนวยยืนมองวิศนีกับอารุมคุยกัน กรแก้วเดินเข้ามาเมียงมองก่อนตั้งคำถามกับอำนวยว่า แน่ใจแล้วหรือที่จะเปิดทางให้เขาสองคนอยู่ด้วยกัน

“ผมควรจะขัดขวางเหรอ ในเมื่อเราก็รู้กันดีอยู่ว่าพวกเขาผูกพันกันมากแค่ไหน ผมเกือบจะพลาดไปที่คิดจะบังคับจิตใจวิศนีแต่งงานกับคนอื่น โดยไม่รู้ว่าผู้ชายที่ผมเลือกเป็นคนเลวร้าย ส่วนคนที่ผมพยายามปฏิเสธเพราะเห็นว่าไม่คู่ควรกับลูก ที่แท้แล้วก็คือคนที่เหมาะสมกับแกที่สุด”

“ถ้าเป็นเรื่องนั้น ฉันก็ผิดเองที่ชักนำคุณหญิง

อวลอบกับลูกชายเข้ามาโดยไม่ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน”

“เราต่างก็ผิดทั้งคู่ที่เกือบจะทำให้ชีวิตวิศนีตกนรก เพราะฉะนั้นถ้ามีอะไรที่ทำได้หลังจากนี้ให้ลูกมีความสุข ผมก็จะทำ”

“แต่คุณวิศนีเธอไม่ได้รักอารุมแล้วนะคะ”

“เพราะแกจำอารุมไม่ได้ใช่ไหม ก็คงต้องให้เวลา หรือไม่ก็ปล่อยให้อารุมพยายามรื้อฟื้นเรื่องของพวกเขาขึ้นมาให้ได้”

“ไม่ใช่ค่ะ คุณวิศนีไม่ได้ความจำเสื่อม แต่เธอเลือกที่จะไม่จำเรื่องของเธอกับอารุม”

กรแก้วตัดสินใจเล่าเรื่องราวให้อำนวยฟัง...เป็นเวลาที่อารุมกำลังดักหน้าดักหลังวิศนี เหมือนจะค้นหาความจริงที่เธอปิดบัง

“ผมแค่แปลกใจว่าทำไมคุณจำบางเรื่องได้ แต่เรื่องของผม คุณกลับจำไม่ได้”

“อาจจะเป็นเพราะเรื่องที่เกี่ยวกับคุณมันมีความทรงจำที่เลวร้ายจนสมองฉันไม่ยอมเปิดรับอีกมั้งคะ”

“มัน ไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอกครับ สำหรับผมมันเป็นความทรงจำที่มีค่า...ตอนนี้เรื่องร้ายๆมันก็ผ่านพ้นไปแล้ว คุณน่าจะรู้ว่าที่ผ่านมาผมจริงใจแล้วก็หวังดีกับคุณจริงๆ ไม่มีอะไรเคลือบแฝงอย่างที่โยธินกับแม่พยายามเป่าหูคุณ ทำไมคุณถึงไม่ให้โอกาสผมบ้าง”

“ฉันเพิ่งจะยกเลิกงานแต่งงานเพราะเจ้าบ่าวถูกตำรวจจับ คุณคิดจะให้ฉันเปิดรับผู้ชายคนใหม่แล้วเหรอ คุณคิดว่าฉันเป็นคนยังไง”

“จะต้องให้ผมทำยังไง คุณถึงจะเข้าใจว่าเราไม่ใช่คนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน”

“ไม่ต้องทำยังไง แค่อย่าพยายามจะดีกว่า”

“ผมจะคิดว่าคุณแค่เหนื่อยถึงพูดแบบนี้ออกมา พักผ่อนเถอะครับ แล้วผมจะมาใหม่วันหลัง”

อารุมหันหลังเดินคอตกออกไป วิศนีเพิ่งสังเกตเห็นที่หลังของเขามีเลือดซึมเป็นทางยาว

“คุณอารุม...หลังคุณเป็นอะไร เลือดซึมเป็นทางเลย”

“คงเป็นตอนที่ชีพมันเอาไม้ฟาดผมน่ะ ไม่เป็นไรหรอก”

“เดี๋ยวก่อน ไหนๆคุณก็เจ็บตัวเพื่อจะช่วยแม่ฉัน เดี๋ยวฉันจะทำแผลให้”

วิศนีกุลีกุจอไปเอาอุปกรณ์ทำแผล อารุมถอดเสื้อแล้วนอนคว่ำ อมยิ้มน้อยๆอย่างรู้สึกดีที่เธอห่วงใย

“คุณห่วงผมเหรอ”

“เปล่าซะหน่อย”

“ถ้าคุณไม่ห่วง คุณคงปล่อยให้ผมกลับไปทั้งที่เลือดออกเต็มหลังแล้ว”

วิศนีหยุดทำแผลทันที อารุมลุกขึ้นนั่งเผชิญหน้า จับมือเธอ พลางส่งสายตาวิงวอน

“วิศนี...ยอมรับเถอะครับว่าคุณยังพอจะรู้สึกอะไรกับผมอยู่บ้าง ต่อให้คุณจำได้ไม่หมดทุกอย่าง แต่ก็มีอะไรระหว่างเราที่คุณรู้สึกคุ้นเคยใช่ไหม”

“ไม่ใช่ ฉันไม่รู้สึกอะไรเลย ที่ทำแผลให้คุณก็เพราะเห็นแก่น้ำใจของคุณ ถ้าคุณยังตื๊อจะคิดเข้าข้างตัวเอง ฉันก็คงทำให้ไม่ลง”

“ไม่จริง คุณจะปฏิเสธใจตัวเองไปถึงไหน คุณยังรักผมอยู่ ผมเชื่ออย่างนั้นนะวิศนี”

อารุมดึงเธอมากอดแน่น วิศนีผลักไสแล้วตบหน้าเขาด้วยความโมโห “คนฉวยโอกาส อย่าทำให้ฉันเกลียดคุณไปมากกว่านี้เลย”

หญิง สาวเดินหนีไปแล้ว อารุมถอนใจหนักหน่วง... กลับออกไปด้วยความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า อำนวยไม่รู้ว่าทั้งคู่คุยอะไรกัน แต่เห็นวิศนีร้องไห้หลังจากอารุมออกรถไปแล้ว

“หนูเป็นคนไล่เขาไปเอง แล้วทำไมถึงร้องไห้” อำนวยเดินเข้ามาโอบไหล่ลูกสาว “พ่อรู้เรื่องจากคุณ

กรแก้วหมดแล้ว ทำไมถึงทำอย่างนี้ล่ะ หนูทำร้ายหัวใจตัวเองทำไม”

“มันเป็นทางออกที่ดีที่สุดค่ะพ่อ หนูกับเขาไม่ควรจะลงเอยกัน”

“ทำไมล่ะ พ่อก็เห็นว่าเขารักหนูมาก”

“เขาไม่ได้รักหนูหรอกค่ะ เขาแค่รู้สึกผิดเท่านั้น รู้สึกผิดที่เขาเคยทำร้ายหนูเอาไว้”

“หนูรู้ได้ยังไง”

“คน เราจะรักผู้หญิงที่ทำให้แฟนของตัวเองตายได้เหรอคะพ่อ ขนาดหนูยังตะขิดตะขวงใจตัวเองเลย อารุมก็เหมือนกัน วันนี้เขาอาจจะพยายามลืม แต่เรื่องที่เกิดขึ้นมันก็เหมือนแผลเป็นที่ไม่มีวันหายไป แต่เมื่อไหร่ที่สายตาเหลือบไปเห็น มันก็อดไม่ได้ที่จะเจ็บแปลบขึ้นมาอีก”

“มัน ไม่ใช่เหตุผลที่หนูจะลงโทษตัวเองเลยนะ หนูควรจะปลดปล่อยความรู้สึกผิดนั้นออกไป ไม่ใช่อุ้มมันเอาไว้ แล้วก็โยนสิ่งที่ควรจะเป็นความสุขทิ้ง”

“หนูไม่แน่ใจว่าหนูสมควรจะมีความสุข”

“เพราะ อย่างนี้นี่เอง หนูถึงไม่ขัดขืนตอนที่พ่อจะให้หนูแต่งงานกับโยธิน...วิศนี ชีวิตคนเรามันไม่ได้ยืนยาว ความทุกข์ความสุขมันวนเวียนอยู่รอบตัวเราอยู่แล้ว ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ หนูก็มีสิทธิ์ที่จะได้สัมผัสทั้งสองด้านของชีวิต พ่อเชื่อว่าหนูผ่านช่วงที่ได้รับบทเรียนชีวิตมาแล้ว หนูควรจะให้อภัยตัวเองได้แล้วนะ”

วิศนีนิ่งเงียบ ไม่ตอบรับหรือต่อต้านใดๆอีก

ooooooo

เมื่อรู้ว่าอารุมกับวิศนียังไม่คืนดีกันเสียที เดช-ชาติกับนีรนุชจึงวางแผนช่วยเหลือ โดยชวนวิศนีมากินข้าวฝีมือแม่ของเดชชาติ แล้วแอบวางยานอนหลับในเครื่องดื่มจนเธอหมดสติ ก่อนจะให้อารุมอุ้มขึ้นรถมุ่งหน้าไปจังหวัดตราดเพื่อฟื้นความทรงจำที่มีต่อกัน

ไม่ทันถึงตราด วิศนีรู้สึกตัวและโวยวายไปตลอดทางเพราะถูกมัดมือและปิดตา กระทั่งถึงบ้านวิโรจน์ อา- รุมรวบรัดพาเธอลงเรือไปที่เกาะพร้อมเสบียงที่เพ็ญเตรียมไว้ให้ แล้วพยายามรื้อฟื้นความทรงจำโดยไม่รู้ว่าความจริงวิศนีไม่ได้ความจำเสื่อม

หลายครั้งที่วิศนีทำให้อารุมคลางแคลงใจและคอยจับผิด แต่เธอก็หาข้ออ้างเอาตัวรอดได้ตลอด จนกระทั่งถึงเวลากินอาหาร เธอห้ามเสียงหลงไม่ให้เขากินน้ำพริกเผาที่มีกุ้งแห้งเป็นส่วนผสม เพราะรู้ว่าเขาแพ้กุ้ง กินเข้าไปทีไรอาการหนักทุกที

“คุณจำได้จริงๆด้วยว่าผมแพ้กุ้ง ที่จริงคุณไม่เคยลืมเรื่องของผมเลยใช่ไหม”

อารุมยิ้มร่า ขณะที่วิศนีหน้าเหวอ รู้ตัวว่าพลาดไปแล้ว แก้ตัวไม่ออกรีบลุกขึ้นเดินหนี โดยมีอารุมก้าวตามมาสวมกอดเธอด้วยความตื่นเต้นยินดี

“ผมดีใจนะครับที่คุณยังจำได้ แล้วที่สำคัญมันทำให้ผมเห็นว่าคุณเป็นห่วงผม”

“ในเมื่อคุณหายสงสัยแล้วก็พาฉันกลับบ้านเถอะ”

“ทำไมคุณต้องโกหกผมด้วย”

“เพราะฉันอยากให้คุณลืมฉันให้ได้เหมือนกัน เราจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ของตัวเอง โดยไม่ต้องทรมานจิตใจกันอีก”

“ผมไม่มีวันจะลืมคุณ เหมือนที่คุณเองก็ไม่มีวันจะลืมผมได้”

“แต่เรื่องของเราไม่มีทางจบลงด้วยดี”

“ถ้าเป็นก่อนหน้านี้อาจจะยาก แต่ตอนนี้อะไรๆก็คลี่คลายลงไปแล้ว คุณพ่อคุณก็ยอมรับผม”

“คุณยังมีคุณกุสุมา”

“ผมไม่ได้คิดอะไรกับกุสุมานะ”

“แต่เธอรักคุณมากจนฉันไม่อยากจะทำร้ายเธอ เหมือนที่ฉันทำร้ายคุณนนทางอ้อมมาแล้ว”

“ผมจะคุยกับกุสุมาเอง เพื่อนแท้น่าจะดีใจที่เห็นเพื่อนมีความสุข ผมมั่นใจว่ากุสุมาต้องเข้าใจ แต่

ที่สำคัญคุณต้องให้โอกาสผม ให้โอกาสเราสองคนได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งนะครับ”

วิศนีแววตาอ่อนลง พยักหน้ารับแทนคำตอบ อารุมมีความสุขเหลือล้น กอดและหอมเธออย่างรักใคร่...หลังจากนั้นทั้งคู่พากันกลับกรุงเทพฯ อารุมขับรถไปส่งวิศนีที่บ้าน โดยไม่รู้ว่ากุสุมาซุ่มมองด้วยความอิจฉาริษยาวิศนี

ยิ่งเห็นความหวานชื่นของทั้งคู่ ทำให้กุสุมาทนไม่ไหว ปรากฏตัวด้วยท่าทีขึงขังเหมือนจะทำร้ายวิศนี

“สุ! คุณมาทำอะไรที่นี่”

“ก็มาดักรออารุมน่ะสิ สุนึกแล้วเชียว พองานแต่งงานมันล้มเลิก อารุมจะต้องรีบตามมาต่อคิวมัน”

“คุณกุสุมา...กรุณาระวังคำพูดของคุณด้วยนะคะ”

“ฉันไม่ระวัง คนอย่างเธอมันก็ผู้หญิงหน้าด้าน ไม่มีสามัญสำนึก ฆ่าคนตายแล้วยังจะมีหน้ามาเอาแฟนเขาไปกก”

“หยุดได้แล้วสุ ยิ่งคุณทำอย่างนี้ มันยิ่งทำให้คุณดูน่ารังเกียจกว่าเดิมเสียอีก”

“นี่อารุมเห็นค่ามันมากกว่านนใช่ไหม”

“เลิกเอานนมาอ้างได้แล้ว นนไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณใช้ประโยชน์จากนนมากเกินไปแล้ว หยุดสักที ในสายตาของผมตอนนี้คุณไม่ใช่เพื่อนของนนด้วยซ้ำ ผมเคยคิดจะคุยกับคุณดีๆ เพื่อเห็นแก่ความเป็นเพื่อนของเรา แต่ถึงตอนนี้ผมคิดว่าจิตใจที่เต็มไปด้วยความริษยาของคุณคงไม่เปิดรับฟังอะไรทั้งนั้น กลับไปซะเถอะ อย่ามาเกี่ยวข้องกับเราสองคนอีกเลย”
อารุมพูดพลางจับมือวิศนีไว้ แล้วจะพาเดินเข้าบ้าน กุสุมามองอย่างเจ็บใจ น้ำตาไหลซึมออกมา

“อารุม...อารุมเกลียดสุแล้วเหรอ” กุสุมาถลาไปจับมือเขา พอเขาสะบัดหนี ก็ยิ่งฟูมฟายพาลใส่วิศนี “เพราะแก เพราะแกคนเดียวนังวิศนี”

กุสุมาถลันเข้าไปจิกผมจะตบตีวิศนี แต่อารุมเข้าขวางแล้วผลักเธอจนล้มลงก่อนพาวิศนีเข้าบ้านโดยไม่ฟังเสียงกรีดร้องโหยหวนของกุสุมา ที่ชักดิ้นชักงออยู่กับพื้น...

วิศนีไม่สบายใจกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น สักครู่อารุมเข้ามาบอกเธอว่าประยุทธพากุสุมาไปส่งบ้านแล้ว

“คุณกุสุมาเกลียดฉันมาก คงไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอกค่ะ”

“ป้าของสุเคยบอกว่าอยากพาสุไปพบจิตแพทย์ เพราะสุเป็นคนเครียดจัดมานานแล้ว บางทีก็เหมือนมีสองบุคลิก อารมณ์เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาง่าย ท่านกลัวว่าสุจะเตลิดไปมากกว่านี้ ผมจะลองไปปรึกษาท่านดู”

“ฉันสงสารเธอนะคะ แต่ฉันก็...กลัวเธอ”

“ผมเข้าใจ ผมจะปกป้องคุณเองนะ”

วิศนีค่อยยิ้มออก เบาใจเมื่ออยู่ในอ้อมกอดของอารุม...หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้น ทั้งคู่ไปที่บ้านเดชชาติ วิศนีไหว้ขอโทษพิมที่ทำให้เข้าใจผิดว่าตนความจำเสื่อม

“โถ...ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”

“ไม่เป็นไรได้ยังไงแม่ แม่ทุบผมฟรีตั้งหลายที” เดชชาติท้วงขึ้นมา พิมเลยหันขวับไปจ้องตาเขียว

“แกมันก็สมควรโดนแล้ว มีอย่างที่ไหน คิดแผนวางยาคุณวิศนี”

“นุชกับพี่ชาติต้องขอโทษคุณวิศนีอีกครั้งนะคะ ถ้าวิธีของพวกเรามันเกินกว่าเหตุไปหน่อย”

“คุณวิศนีไม่โกรธหรอก...จริงไหมจ๊ะ” อารุมถือโอกาสโอบวิศนีโชว์ทุกคน

“ไม่โกรธหรอกค่ะคุณนุช เพราะฉันควรโกรธคุณมากกว่า ที่ลากคนโน้นคนนี้มาวุ่นวายไปด้วย”

“อ้าว...ผมผิดเหรอเนี่ย ก็คุณหลอกผมก่อน” พูดแล้วเห็นสีหน้างอนๆของวิศนี ก็รีบกลับคำ “จ้า...ผิดก็ได้จ้า”

ทุกคนเห็นอารุมกับวิศนีเข้าใจกันได้ก็ยิ้มหน้าบานไปตามกัน...พอมีโอกาสคุยกันสองคนประสาเพื่อนสนิท เดชชาติอดแซวอารุมไม่ได้ว่า ยังไม่ทันไรก็ส่อแววกลัวเมียซะแล้ว

“ยังไงก็กลัวเพราะรักแหละวะ”

“แล้วคุยกับว่าที่พ่อตาหรือยัง”

“ฉันไม่อยากรีบร้อน เดี๋ยวมันจะดูไม่ดี”

“ทำไมวะ”

“ก็กว่าจะมาลงเอยแบบนี้ได้ ฉันก็ทำให้คุณวิศนีกับครอบครัวเจ็บมาเยอะ ถ้าฉันหน้าด้านเข้าไปพูดเรื่องเธอตอนนี้ มันจะเหมือนกับฉันอยากสบาย อยากเป็นลูกเขยท่านจนตัวสั่น”

“คิดมากน่า ฉันว่าท่านประธานไม่ได้คิดอะไรกับแกแล้วนะเว้ย ไม่งั้นคงไม่ให้เหยียบบ้านแล้ว...เชื่อฉันเถอะอารุม ตอนนี้ไฟเขียวผ่านตลอด ถ้าแกไม่ขยับตัวทำอะไร มันก็จะกลายเป็นว่าแกไม่จริงจังกับคุณวิศนี...ถ้าผู้หญิงคนนี้คือคนที่แกอยากจะร่วมชีวิตด้วย แกก็ต้องทำให้เธอกับครอบครัวมั่นใจในตัวแกนะ”

อารุมนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แล้วมองไปที่วิศนีกับน้องๆของเดชชาติที่เล่นฟุตบอลกันอย่างสนุกสนาน อดใจไม่ไหวต้องเข้าไปแจม...

ส่วนในบ้าน นีรนุชช่วยพิมล้างถ้วยจาน ทั้งคู่มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นภาพความสุขของอารุมกับวิศนีแล้วพลอยยิ้มอย่างเป็นปลื้ม ชื่นชม

“ป้าดีใจนะที่ทั้งคุณวิศนีกับอารุมมีความสุขซะที ทีนี้ก็เหลือนุชกับเจ้าชาตินี่แหละ”

คำพูดของพิมเล่นเอานีรนุชสะดุ้งทำจานหลุดมือตกแตก รีบขอโทษขอโพยหน้าตาตื่น

“ใจลอยอะไรล่ะลูก”

“เมื่อกี้ป้าพูดว่าไงนะคะ”

“ป้าบอกว่าก็เหลือหนูกับเจ้าชาติสองคน ที่ยังไม่ลงเอยกันซักที หนูไม่สนใจลูกชายป้าบ้างเหรอ”

นีรนุชหน้าแดงขวยเขิน พิมเห็นแล้วเข้าใจไปอีกอย่าง

“เอ้า...ไม่เป็นไร เจ้าชาติมันอาจจะไม่ใช่สเปก เอาไว้หนูเจอคนถูกใจเมื่อไหร่พามาให้ป้ารู้จักบ้างแล้วกันนะ”

พิมล้างจานต่อ ไม่ได้สนใจอีก เลยไม่เห็นว่านีรนุชเหลือบมองด้วยสีหน้าซึมๆ แอบบ่นในใจว่า

“ป้าขา...ไม่ใช่ว่าหนูไม่สนใจลูกชายป้า แต่ลูกชายป้าต่างหากที่ไม่เคยสนใจหนูเลย”

ooooooo

นีรนุชแอบรักเดชชาติ ขนาดเพื่อนร่วมงานที่บริษัทยังมองออก แต่เดชชาติกลับทำเหมือนไม่รู้เรื่อง แถมยังพูดจาไม่ระวังปากทำให้นีรนุชเสียใจโดยไม่รู้ตัว...หาว่าเธอเป็นเด็กกะโปโล ไม่คู่ควรเป็นแฟน เพราะคนอย่างเขาถ้าจะมีแฟนต้องเลือกที่พึ่งพาได้

นีรนุชแอบได้ยิน แทบจะร้องไห้ด้วยความเสียใจ แต่พอถึงคืนวันงานฉลองครบรอบ 20 ปีของบริษัท ซึ่งอำนวยจัดงานเลี้ยงอย่างอบอุ่นกันเองที่บ้าน เดชชาติกลับมองนีรนุชเปลี่ยนไป เพราะคืนนี้เธอสวยมากในชุดของวิศนีที่ให้ยืม เนื่องจากชุดเดิมที่ใส่มาจากบ้านโดนแขกคนหนึ่งทำเครื่องดื่มหกใส่

เมื่อมีหนุ่มหน้ามนคนอื่นมาขอนีรนุชเต้นรำ เดช–ชาติจึงยอมไม่ได้ บอกว่าตนจองสาวคนนี้ไว้ก่อนแล้ว ฝ่ายอารุมกับวิศนีก็หวานใส่กันเหลือเกิน เขามีสร้อยคอมามอบให้เธอเหมือนเป็นการจับจอง ส่วนแหวนที่เข้าชุดกัน สัญญาจะให้ในวันแต่งงาน

ก่อนที่วิศนีกับอารุมจะออกไปเต้นรำร่วมกับคู่อื่นๆ อำนวยมีโอกาสเข้ามาคุยกับอารุมตามลำพัง

“เราทำงานด้วยกันมากี่ปีนะอารุม”

“ก็ประมาณ 6 ปีครับ”

“6 ปีเองเหรอ ผมนึกว่าคุณอยู่มานานกว่านั้นซะอีก เพราะผมรู้สึกว่าเราคุ้นเคยกันมากเหลือเกิน...คุณจะว่ายังไง ถ้าผมจะบอกว่าห้องผู้จัดการฝ่ายขายยังว่างอยู่ แล้วเราก็ต้องการคนทำงานเก่งๆกลับไปรับผิดชอบเหมือนเดิม”

“แต่ว่าผมเคย...”

“ผมจำไม่ได้แล้วล่ะว่ามันเคยมีอะไรเกิดขึ้น รู้แต่ว่าตั้งแต่วันนั้นผมก็เสียลูกน้องมือดีไปคนหนึ่ง ซึ่งทำให้ผมยังเสียดายมาจนถึงทุกวันนี้...ลองเก็บไปคิดดูนะ ถ้าคุณไม่ได้รังเกียจบริษัทของเรา”

อำนวยทิ้งท้ายแล้วตบไหล่อารุมก่อนเดินแยกไปทักทายลูกน้องคนอื่นๆด้วยรอยยิ้ม ขณะทุกคนกำลังสนุกสนานกันเต็มที่ ไม่มีใครคาดคิดว่ากุสุมาซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด จ้องมองไปยังวิศนีกับอารุมที่เต้นรำหยอกล้อกันอย่างมีความสุข

กุสุมาพกพาความเจ็บแค้นมาเต็มพิกัด หมายสังหารวิศนีไม่ให้ได้สมหวังกับอารุม ขณะเธอเล็งปืนใส่เป้าหมาย เดชชาติเห็นโดยบังเอิญ เขาร้องบอกวิศนีและอารุมพร้อมๆกับตัวเองกระโดดเข้าไปผลักทั้งคู่หลบกระสุน

เสียงปืนดังปัง! ทุกคนในงานกรีดร้องแตกฮือ วิ่งหาที่กำบังกันอลหม่าน เพราะกุสุมาถือปืนส่ายไปมาเหมือนคนบ้า แต่ก่อนที่เธอจะลั่นไกอีกครั้ง มีฝรั่งคนหนึ่งพุ่งเข้าชาร์ต พร้อมกับร้องบอกให้โทร.แจ้งตำรวจ กุสุมาเลิ่กลั่กหวาดกลัว กระทืบเท้าฝรั่งหนุ่มแล้ววิ่งหนีเอาตัวรอดออกจากบ้านไปทันที

ที่แท้ฝรั่งคนนี้คือแอนโธนี่เพื่อนสนิทของวิศนีนั่นเอง ทั้งคู่รู้จักกันตั้งแต่วิศนีอยู่อังกฤษ และตอนนี้แอนโธนี่ถูกส่งมาเป็นผู้บริหารโรงแรมของคุณหญิงอวลอบที่ขายให้ฝรั่งไป

อารุมเห็นความสนิทสนมของวิศนีกับเพื่อนเก่าแล้วไม่ค่อยชอบใจนัก ขอตัวไปดูเดชชาติที่เพื่อนร่วมงานพาส่งโรงพยาบาลหลังรู้ว่าเขาได้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ

เดชชาติแค่โดนกระสุนถากแขน แต่เป็นลมเพราะเห็นเลือด ส่วนนีรนุชก็ไม่รู้อะไร เอาแต่ร้องไห้กลัวเดชชาติตาย ยิ่งพอเห็นบุรุษพยาบาลเข็นศพคลุมผ้าออกจากห้องฉุกเฉิน เกิดเข้าใจผิดไปเอง ฟูมฟายน้ำตาเป็นการใหญ่ กว่าจะรู้ว่าไม่ใช่เดชชาติก็กอดศพนั้นอยู่นานสองนาน

“ชาติไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก กระสุนถากที่แขนนิดเดียว แต่ที่สลบไปเพราะเห็นเลือดตัวเอง” อารุม ชี้แจงขณะนั่งอยู่ต่อหน้าพวกนีรนุช และเดชชาติที่ทำแผลเรียบร้อยแล้ว

“ก็ฉันนึกว่าตัวเองจะตายนี่...ขอโทษนะ” เดชชาติยิ้มเจื่อนๆ

“โธ่เอ๊ยยายนุช แล้วเธอไปกอดศพใครเนี่ย” ลูกเกดทำท่าขนลุกขนพอง ยุพเยาว์กับชมพู่พลอยเป็นไปด้วย ส่วนเดชชาติหัวเราะหึๆ ลูบศีรษะนีรนุชไปมา

“เด็กเอ๊ย...เฟอะฟะตามเคยนะเรา”

พลันนีรนุชลุกพรวดขึ้น จากที่อายเพราะหน้าแตก เจอเดชชาติหัวเราะก็ปรี๊ดด้วยความน้อยใจ

“ขอโทษนะคะที่ความห่วงใยของนุชมันมีค่าแค่ความเฟอะฟะ”

ทุกคนชะงักที่อยู่ๆนีรนุชของขึ้น รับไหว้แทบไม่ทันเมื่อเธอบอกลาแล้วเดินลิ่วออกไปโบกแท็กซี่กลับบ้าน โดยที่เดชชาติก็ตามไม่ทัน

นีรนุชนั่งสะอื้นไปในรถแท็กซี่ น้อยใจที่เดชชาติเห็นความห่วงใยของตนเป็นเรื่องตลก พอกลับถึงบ้านเป็นจังหวะที่ป้าโทร.มาจากสิงคโปร์ นีรนุชรับสายแล้วพูดคุยอะไรบางอย่างกับป้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ooooooo

วันรุ่งขึ้น เดชชาติรีบมาทำงาน นึกว่าจะเจอนีรนุช ที่ออกจากบ้านแต่ไก่โห่...นานเข้ายังไม่เห็นมาจึงเดินไปถามชมพู่กับลูกเกด ได้คำตอบว่านีรนุชโทร.มาลา งานบอกว่ามีธุระ
นีรนุชไปรอรับป้าที่มาจากสิงคโปร์ ตกเย็นเดชชาติเลิกงานกลับบ้านถึงรู้จากน้องๆว่านีรนุชมีป้ามาค้างด้วยที่บ้าน ที่สำคัญเขาจะมาชวนหลานสาวไปอยู่ด้วย

เดชชาติฟังแล้วสีหน้าไม่สู้ดี พอมาได้ยินกับหู ตัวเองยิ่งใจหาย เพราะนีรนุชตั้งใจแล้วว่าจะไปยื่นใบลา ออกที่บริษัท

“นี่แสดงว่าเป็นเรื่องจริง นุชจะไปอยู่กับป้าเหรอ”

“ป้าชวนนุชไปเรียนต่อโท แล้วก็จะให้ช่วยดูแลร้านอาหารที่โน่นด้วย”

“จะเรียนโทก็เรียนที่นี่ได้นี่นา มหาวิทยาลัยตั้งเยอะแยะ เดี๋ยวพี่ช่วยติวสอบเข้าก็ได้”

“อย่าเลยค่ะ นุชอยากไปเรียนที่โน่นมากกว่า”

“ทำไมล่ะนุช ถ้านุชไปแล้วบ้านนี้ล่ะ”

“นุชจะขาย”

“ไม่ได้นะ นุชจะขายบ้านนี้ไม่ได้นะ เราอยู่ด้วยกันมาตั้งนาน”

หญิงสาวน้ำตารื้น อดใจหายไม่ได้เหมือนกัน แต่พยายามทำใจแข็ง

“ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องมีวันเปลี่ยนแปลงนะพี่ชาติ อยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น นุชไม่มีใครเหลืออีกแล้ว พ่อ แม่ พี่สาวนุชก็ไม่อยู่แล้ว นุชไม่มีอะไรผูกพันกับที่นี่อีก”

“แล้วพี่ล่ะ”

“เราก็เป็นแค่เพื่อนบ้านกันเท่านั้นไม่ใช่เหรอคะ” พูดจบเธอเดินหนีเข้าบ้าน ทิ้งเดชชาติยืนอึ้ง มองตามด้วยความสับสน...ในที่สุดต้องไปปรับทุกข์กับอารุมอย่างเร่งด่วน

“ฉันไม่รู้ว่าทำไมอยู่ๆนุชถึงบุ่มบ่ามตัดสินใจ จะปรึกษาฉันสักคำก็ไม่มี อยู่ๆก็จะไปซะงั้น”

“ฉันว่ามันก็ดีเหมือนกันนะ นุชจะได้มีโอกาสเรียนต่อโท แล้วญาติทางโน้นก็มีร้านอาหารของตัวเองด้วยไม่ใช่เหรอ นุชคงทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยได้”

“เฮ้ย นี่ฉันมาเล่าให้ฟังเพื่อจะให้แกช่วยหาทางยับยั้งยายนุชนะเว้ย ไม่ใช่ช่วยเชียร์ให้ไป”

“ฉันก็พูดไปตามประสาคนเป็นพี่ชาย ไม่มีพี่ที่ไหนไม่อยากให้น้องได้ดีหรอก”

“แล้วอยู่ที่นี่มันจะไม่ได้ดียังไงวะ”

“โอกาสมันก็ต่างกัน ถ้านุชมีโอกาสที่ดีกว่าทางนี้ แล้วตัวเขาก็อยากไป แกจะไปขัดขวางเขาทำไม”

“ก็ฉันไม่ชินถ้าจะไม่มียายตัวยุ่งคอยป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ คอยเขย่ากระป๋องให้ฉันเปิดหน้าต่างไปคุยด้วยดึกๆดื่นๆ หรือคอยพรวดพราดเข้ามาปลุกฉันถึงในห้องตอนฉันนอนแก้ผ้า ถ้านุชไปอยู่ที่อื่น ฉันคงเหงาน่าดู”

“แค่นั้นเองเหรอวะชาติ แกกลัวว่าตัวเองจะเหงา เลยอยากผูกนุชไว้ใกล้ๆแก แค่นั้นเองเหรอ นุชเป็นคนมีหัวจิตหัวใจนะเว้ย ถ้าแกเห็นค่าเขาแค่นั้น ฉันไม่เห็นด้วยว่ะที่แกจะรั้งเขาไว้ แต่ถ้าในใจแกมีอะไรมากกว่านั้นที่อยากรั้งนุชเอาไว้...ค้นหามันให้เจอ แล้วบอกให้นุชรู้ซะ ตอนที่ยังมีโอกาส นุชอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้”

เดชชาติหน้ายุ่ง นิ่งไปอย่างครุ่นคิด แต่แล้วก็ปรับสีหน้าเป็นปกติ ถามถึงวิศนีเมื่ออารุมเดินออกมาส่งที่หน้าคอนโดฯ

อารุมได้ยินชื่อวิศนีก็มีสีหน้าเซ็งๆขึ้นทันที บ่นให้เดชชาติฟังว่าช่วงนี้เธอไม่ค่อยมีเวลาเจอตนเลย มัวแต่ขลุกอยู่กับเพื่อนฝรั่ง

“นี่อย่าบอกนะเว้ยว่าแกหึง”

“ก็มันน่าหึงนี่” อารุมหลุดปาก แต่พอเห็นเพื่อนมองยิ้มๆ ก็รีบตัดบท “เอาเหอะ ฉันจะจัดการเรื่องของฉันเอง แกไปจัดการเรื่องตัวเองให้เรียบร้อย โชคดีเว้ย”

เดชชาติพยักหน้า เดินจากมาไม่กี่ก้าวก็ถอนใจดังเฮือก กลุ้มเรื่องตัวเองไม่จบสิ้น!

ooooooo

ในที่สุด นีรนุชก็ตัดสินใจไปสิงคโปร์กับป้า แต่ไม่ทันขึ้นเครื่อง เดชชาติกับอารุมตามมาที่สนามบินแต่ตามหาเธอเท่าไหร่ก็ไม่พบ กระทั่งเดชชาติคิดว่าหญิงสาวไปแล้ว จึงส่งข้อความเข้ามือถือของเธอเสียยืดยาว เนื่องจากรู้ใจตัวเองแล้วว่าคิดอะไรยังไงกับเธอกันแน่

ตอนที่ 19

ไม่ว่าจะโดนอารุมผลักไสไล่ส่งสักกี่ครั้งแต่กุสุมาก็ยังไม่ เปลี่ยนใจไปจากเขา เธอยังคงวนเวียนมาที่คอนโดฯ แล้วเผอิญเจอนีรนุชที่ตั้งใจเอาอาหารมาฝากอารุม

สองสาวทะเลาะเบาะแว้งกัน เอ็ดอึง เพราะกุสุมาขัดขวางไม่ยอมให้นีรนุชขึ้นไปหาอารุม เมื่อกุสุมาเถียงสู้ไม่ได้ก็จะลงไม้ลงมือ นีรนุชเลยต้องเรียก รปภ.เข้ามาช่วย

หลังจากกุสุมาล่าถอยกลับไปแล้ว นีรนุชขึ้นไปพบอารุมที่ห้อง เล่าเหตุการณ์ให้ฟังคร่าวๆก่อนอาสาทำไข่เจียวให้กิน เพราะอาหารที่เธอตั้งใจเอามาให้ถูกกุสุมาโยนทิ้งหกกระจายไปหมดแล้ว

“ไม่ต้องหรอกนุช พี่ไม่หิว พี่อยากไปเยี่ยมคุณวิศนี”

“อย่าเพิ่งไปเลยค่ะ เดี๋ยวก็ถูกไล่กลับมาอีก นุชให้พี่ชาติไปดูให้อยู่ค่ะ”

ขณะ นั้นเดชชาติถึงโรงพยาบาลแล้ว และกำลังพูดคุยกับกรแก้วด้วยความเป็นห่วงวิศนีที่ยังไม่ฟื้น จู่ๆแววพรวดพราดเข้ามาไล่ทั้งคู่ออกจากห้องแล้วปิดประตูทันที

ที่แท้แวว หลบหนีเจ้าหนี้หลายรายที่ตามทวงไม่ลดละ กรแก้วอายแทนจึงต้อนบรรดาเจ้าหนี้ของแววลงไปข้างล่างแล้วใช้หนี้ให้ทุกราย ก่อนจะกลับขึ้นมาและพบว่าวิศนีรู้สึกตัวพอดี

แวว กรแก้ว และเดชชาติดีใจมากที่วิศนีฟื้น แต่ครู่เดียวทุกคนก็ตกอกตกใจเพราะวิศนีจำใครไม่ได้เลยแม้แต่ตัวเอง

“ลูกฉันความจำเสื่อมเหรอหมอ ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ”

“เป็นไปได้ว่าสมองจะกระทบกระเทือนตอนที่หกล้มน่ะครับ หมอคงต้องเช็กคลื่นสมองอีกรอบครับ”

แวว หน้าซีดหน้าเสีย ขณะที่กรแก้วกับเดชชาติสบตากันอย่างเป็นกังวล อวลอบกับโยธินมาทีหลังพอทราบเรื่องก็หน้าเจื่อนกันไปเหมือนกัน สองแม่ลูกพยายามป้อนข้อมูลเพื่อฟื้นความจำให้วิศนี เพราะไม่ต้องการเลื่อนกำหนดการแต่งงาน แต่กรแก้วเห็นว่าควรจะเลื่อนออกไปก่อนดีกว่า

“เลื่อนได้ยังไงคะ พี่ให้คนเตรียมงานไปแล้ว”

“แต่คุณวิศนียังไม่หายดีนะคะ”

“เธอก็ดูปกติดีนี่ครับ ตอนนี้อาจจะยังงงๆ เพราะจำเรื่องของตัวเองไม่ได้ แต่ผมว่าเดี๋ยวความทรงจำเธอก็กลับมาเอง”

“น้องกรคะ พี่รู้นะว่าน้องคงจะเหนื่อยมากที่ต้องดูแลคนป่วยพร้อมกันสองคนแบบนี้ ทำไมไม่ให้พี่เข้ามาช่วยดูแลหนูวิศนีล่ะคะ”

อวล อบกับโยธินพยายามโน้มน้าวเต็มที่ แต่กรแก้วก็ยังมีสีหน้าลังเลอยู่ดี ฝ่ายเดชชาติรีบกลับไปส่งข่าวอารุมกับนีรนุช แม้หมอบอกว่าอาจจะเป็นแค่ชั่วคราว อารุมก็รู้สึกผิดมากมาย โทษว่าตัวเองเป็นต้นเหตุ

“ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นหรอกค่ะพี่อารุม พี่อย่าโทษตัวเองสิคะ”

“พี่จะไปเยี่ยมเขา”

“แกไปตอนนี้ไม่ได้หรอก เพราะว่าคุณกรแก้วกับคุณแววผลัดกันมาเฝ้า แถมไอ้โยธินก็ยังเทียวไปเทียวมาอีกด้วย”

“แกช่วยฉันหน่อยสิวะ ฉันต้องการพบคุณวิศนีจริงๆ” อารุมเอ่ยเสียงเศร้า แววตาวิงวอนจนเดชชาติปฏิเสธไม่ได้...

เดช ชาติกลับไปที่โรงพยาบาลอีกครั้งพร้อมขนมนมเนยฝีมือแม่ หวังจะช่วยฟื้นความจำให้วิศนีที่เคยกินและเคยช่วยแม่ของตนทำ ปรากฏว่าวิศนีส่ายหน้าพร้อมกับส่งขนมคืนมา

“ขอโทษนะคะ ฉันจำไม่ได้จริงๆ”

“ไม่เป็นไรครับ เรายังมีเวลาที่จะทำความรู้จักกันใหม่ คุณวิศนีอยากลงไปเดินเล่นไหมครับ”

เมื่อ วิศนีไม่ปฏิเสธ เดชชาติจึงพาเธอลงไปชั้นล่าง และส่งซิกอารุมกับนีรนุชที่รออยู่ให้เข้ามา โดยแนะนำว่าอารุมเป็นเพื่อนของตน และเป็นเพื่อนกับวิศนีด้วย

“เดี๋ยวผมกับนุชขอไปซื้อน้ำก่อนนะครับ ดูแลคุณวิศนีด้วยนะอารุม”

เดชชาติเปิดโอกาสให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกันตามลำพัง ส่วนตัวเองกับนีรนุชหลบไปแอบมองอยู่ห่างๆ อารุมพาวิศนีไปมุมหนึ่งที่ไม่มีคนพลุกพล่าน

“เราไม่ควรมาไกลนะคะ เดี๋ยวคุณคนนั้นจะหาเราไม่เจอ”

“เดชชาติไม่ตามมาหรอกครับ มันฝากให้ผมดูแลคุณแล้วไง”

“แต่ฉันไม่รู้จักคุณเลยนะคะ ไม่มีความทรงจำอะไรเกี่ยวกับคุณเลย คุณเป็นใครกันแน่ เป็นเพื่อนฉันจริงเหรอ”

“ไม่ใช่...คุณไม่ได้เป็นเพื่อนกับผม”

วิศนีหน้าเสียทำท่าจะลุกหนี แต่อารุมจับแขนเธอไว้ แล้วเลื่อนลงมาที่มือ ยกมือเธอแตะที่หัวใจของตน

“คุณจำเสียงหัวใจแบบนี้ได้ไหม จำได้ไหมว่าคุณเคยได้ยินมันมาก่อน”

“ทำไมฉันถึงต้องเคยได้ยิน”

“เพราะเราเป็นคนรักกัน คุณเคยรักผมนะวิศนี แล้วผมก็รักคุณ”

“ไม่...ไม่จริง ฉันไม่เชื่อคุณ”

“เราสองคนคือคนรักกันจริงๆ ก่อนหน้านี้เราอยู่ด้วยกันที่ต่างจังหวัด แต่คุณหนีผมกลับมา”

“เป็นไปไม่ได้ พวกคุณเป็นใครกันแน่ ต้องการอะไร”

“ผมไม่ได้ต้องการอะไร นอกจากอยากได้คนรักของผมกลับมา” พูดขาดคำ อารุมดึงวิศนีเข้ามากอดแน่น “แล้วอ้อมกอดนี้ล่ะ คุณจำได้ไหม”

วิศ นีตัวชา สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากกายของอารุม แต่ทันใดโยธินเข้ามากระชากอารุมไปชกโครม แล้วยังจะตามกระทืบซ้ำถ้าวิศนีไม่รั้งเขาไว้เสียก่อน

“ฉันไม่เชื่อที่คุณพูดแม้แต่คำเดียว คุณจะเป็นคนรักของฉันได้ยังไง ในเมื่อคุณโยธินเป็นคู่หมั้นฉัน แล้วเราก็กำลังจะแต่งงานกัน”

“ไม่ใช่นะ” อารุมแย้งทันที

“ทำไม จะไม่ใช่ แกไปถามใครๆเขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าฉันกับคุณวิศนีเป็นอะไรกัน เลิกเอาเรื่องจอมปลอมของแกมาใส่หัวแฟนฉันได้แล้ว” โยธินตวาดอารุม แล้วประคองวิศนีออกไป

เดชชาติกับนีรนุชวิ่งเข้ามาหาอารุม ปลอบด้วยความเห็นใจและสงสาร

“ใจเย็นๆนะเว้ยอารุม ของแบบนี้มันต้องใช้เวลา ถ้าแกมาหาคุณวิศนีบ่อยๆ เธอจะต้องจำทุกอย่างได้”

“พวกเราจะคอยส่งข่าวเวลาที่นายโยธินอยู่ที่บริษัท จะได้ไม่มีคนมาขัดขวางพี่อีก”

“ขอบใจ มากนะ...ฉันก็ไม่ยอมแพ้หรอก ฉันเป็นคนทำให้เธอเป็นแบบนี้ ยังไงฉันก็ต้องรับผิดชอบให้คุณวิศนีได้ความทรงจำกลับคืนมาให้ได้” อารุมกล่าวหนักแน่น สีหน้ามุ่งมั่นมาก...

โยธินพาวิศนีกลับห้อง โดยมีอวลอบตามประกบและคอยป้อนข้อมูลเพื่อให้วิศนีไม่ไว้ใจอารุม

“ไอ้อารุมมันรู้จักกับหนูวิศนีจริงค่ะ แต่มันไม่ใช่คนรักของหนู มันเกลียดหนูจะตาย”

“คุณวิศนีต้องระวังตัวนะครับ มันยังแค้นคุณวิศนีอยู่ เพราะคุณเคยทำให้คนรักของมันตาย”

“ใช่ค่ะ ก่อนหน้านี้มันก็ลักพาตัวหนูไปแล้วครั้งหนึ่ง แล้วที่หนูหกล้มหัวฟาดพื้น ก็เพราะมันพยายามจะจับตัวหนูไปอีกนี่แหละ”

“คุณวิศนีอย่าให้มันเข้ามาใกล้อีกนะครับ เจอมันที่ไหนก็เรียกคนมาลากตัวมันไปได้เลย”

“พอได้ แล้วค่ะ ฉันไม่อยากฟังเรื่องพวกนี้แล้ว ฉันปวดหัว” วิศนีตัดบทจนสองแม่ลูกตกใจ และต้องยอมกลับออกไปเมื่อวิศนีเรียกพยาบาลเข้ามาเชิญตัว...

เมื่อกลับไปถึงบ้าน โยธินอดบ่นกับอวลอบไม่ได้ว่าวิศนีอาการขึ้นๆลงๆแบบนี้จะเข้าพิธีแต่งงานไหวหรือ?

“ยังไงก็ต้องเข้า เรารอช้าไม่ได้หรอกนะ วิศนีจำอะไรไม่ได้แบบนี้ก็ดีแล้ว จะได้เอาข้อมูลใส่หัวได้ง่ายๆ”

“งั้นผมจะเป่าหูเรื่องไอ้อารุมเป็นคนเลวให้คุณวิศนีฟังทุกวัน”

“แค่ ไอ้อารุมคนเดียวไม่พอ เพื่อนมันอีกสองคนด้วย แกต้องทำให้วิศนีเกลียดพวกมันให้หมด วิศนีจะได้รู้สึกว่าไม่มีที่พึ่งที่ไหนอีก นอกจากเราสองคนแม่ลูก”

อวลอบ ทำตามที่พูดอย่างเร่งด่วน เข้าบริษัทอำนวยแล้วติดประกาศปรับโครงสร้างบริษัทใหม่ โดยมีพนักงานหลายคนโดนปลด และอีกหลายคนก็ถูกลดตำแหน่ง ซึ่งในจำนวนนี้มีเดชชาติกับนีรนุชรวมอยู่ด้วย ทั้งคู่ไม่พอใจเพราะรู้ว่าสองแม่ลูกจงใจกลั่นแกล้ง จึงบุกเข้าไปหาถึงห้องทำงาน

“คุณไม่มีสิทธิ์มาย้ายตำแหน่งเราโดยพลการ” นีรนุชโวยวาย

“ทำไมจะไม่มี ในเมื่อฉันเป็นผู้บริหารของที่นี่ ได้รับอำนาจจากคุณวิศนี”

“พอดี ฉันเห็นว่าตัวแทนขายของเรามันเยอะเกินไป ในขณะที่ตำแหน่งระดับล่างๆยังขาดคนอีกเยอะ ดูหน่วยก้านแล้วคุณสองคนก็น่าจะทำได้ดี ถึงอยากจะสนับสนุน”

“แกจะอ้างอะไรก็ได้ แต่ฉันรู้เจตนาแกดี ไอ้โยธิน”

“อย่ามาขึ้นไอ้ขึ้นอีกับพวกฉันนะ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง พวกฉันไม่ได้บังคับเธอสองคน ถ้าไม่พอใจกับงานใหม่ ก็เชิญลาออกไปสิ”

“ก็ได้ พวกฉันลาออก” เดชชาติประกาศชัด แล้วพานีรนุชผลุนผลันกลับออกมาด้วยความโมโห

สองแม่ลูกยิ้มให้กันอย่างสะใจ ที่แผนการสำเร็จอย่างง่ายดาย!

เมื่ออารุมทราบเรื่องจากเดชชาติและนีรนุชก็หนักใจแทนวิศนีกับอำนวยที่ยังป่วยอยู่ด้วยกันทั้งคู่

“พวกมันจงใจบีบเราออกจากงานค่ะพี่อารุม มันให้นุชลดตำแหน่งไปเป็นแม่บ้านบริษัท”

“ของฉันเจอเป็น รปภ.เลยเหอะ ใครจะยอมวะ”

“ยังไม่พอนะพี่อารุม พวกมันสยายปีกเต็มบริษัท ใครไปประจบเข้าเป็นพวกก็ได้เลื่อนตำแหน่งใหญ่ ใครต่อต้านก็ถูกปลดออก”

“ได้ยินอย่างนี้ ฉันยิ่งไม่สบายใจ ถ้ามันควบคุมบริษัทได้ก็เท่ากับว่าคุณวิศนีจะไม่เหลืออะไรเลยนะ”

“หรือว่านี่คือเป้าหมายของสองแม่ลูก ที่ท่านประธานเจ็บหนักไม่ใช่เพราะโจรกระจอกที่ไหน แต่เป็นพวกมัน”

คำพูดของเดชชาติทำให้อารุมชะงัก...ครุ่นคิดด้วยความสงสัย

ด้วยความตั้งใจที่จะทำให้ความจำของวิศนีกลับ

ตอนที่ 18

นอกจากโยธินจะเข้ามาวางท่าเป็นเจ้านายในบริษัทแล้ว อวลอบก็ยังมาแสดงตัวในตำแหน่งรักษาการแทนประธานกรรมการ เธอตั้งใจยึดห้องทำงานของอำนวยและฮุบกิจการอย่างเต็มที่ โดยไม่ฟังเสียงทัดทานของลูกชายที่เกรงว่าจะประเจิดประเจ้อเกินไป

ด้าน กุสุมา หลังจากไม่ประสบความสำเร็จในการตามตื๊ออารุม เธอคิดหาตัวช่วยด้วยการนัดพบโยธินเพื่อให้เขาพยายามแยกวิศนีออกจากอารุม โดยบอกข้อมูลว่าอารุมไปเฝ้าอำนวยทุกวันเพื่อใกล้ชิดวิศนี

โยธินยังรู้สึก ผิดต่ออำนวยจึงหลุดปากว่าตนไม่กล้าไปที่นั่น ทำให้กุสุมาจ้องมองอย่างสงสัย เขาเลยตัดบทก่อนที่เธอจะคาดคั้น “เอาเป็นว่าผมจะประกบวิศนีให้มากกว่านี้ ส่วนคุณก็คอยดูแลคนของตัวเองให้ดีแล้วกัน”

เย็นนั้น อารุมดึงดันไปส่งวิศนีที่บ้านจนได้ และบอกด้วยว่าพรุ่งนี้จะมารับเธอไปโรงพยาบาล แต่วิศนีปฏิเสธเสียงแข็ง เขาจึงตัดพ้อด้วยความน้อยใจว่า ทำไมต้องปฏิเสธตนอยู่เรื่อย

“ก็แล้วทำไม คุณต้องมาคอยวุ่นวายกับฉันอยู่เรื่อย คุณคิดเหรอว่าสิ่งต่างๆที่คุณพยายามทำมันจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น มันไม่มีประโยชน์หรอกนะคะ วันนี้คุณอาจจะรู้สึกผิดที่ทำให้ฉันเสียใจ ถึงพยายามจะทำดีกับฉันเป็นการชดเชย แต่ลึกๆแล้วคุณก็ยังรู้สึกผิดต่อคุณนนทลีอยู่ คุณไม่มีวันที่จะปล่อยให้ฉันมีความสุขได้จริงๆหรอก เมื่อไหร่ ที่คุณคิดถึงเรื่องนั้นขึ้นมา คุณก็จะหาทางทำร้ายฉันอีก...ฉันรับมันไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ฉันไม่อยากเป็นเหยื่ออารมณ์ของคุณ”

วิศนีเดินลิ่วเข้าบ้าน ทิ้งให้อารุมยืนคอตก เศร้าสร้อยที่ง้อไม่สำเร็จสักที! เมื่อเข้ามาในบ้าน วิศนีสีหน้าเบื่อหน่าย เพราะแววยังหาเรื่องกรแก้วไม่เลิก แววจงใจเอาสร้อยราคาแพงของกรแก้วมาใส่ พอโดนทวงคืนหนักเข้าก็แกล้งดึงเสียขาดกระเด็น

กรแก้วโกรธมากแต่ระงับ อารมณ์ตามแบบฉบับของผู้ดี บอกวิศนีที่มาขอโทษแทนแววว่า ตนจะไปอยู่บ้านพี่สาวสักพัก แล้วเจอกันที่โรงพยาบาล...แววรู้เห็นก็สะใจเป็นบ้า พูดสมน้ำหน้ากรแก้วไล่หลัง วิศนีทนไม่ไหวต่อว่าแม่อย่างเอือมๆ ว่าทำอย่างนี้ทำไม?

“ก็กำจัดเสี้ยนหนามให้หนูน่ะสิ แม่นึกแล้วว่ามันหน้าบาง โดนก่อกวนเข้าหน่อยก็ทนอยู่ไม่ได้หรอก นี่ถือว่าเอาคืนทบต้นทบดอกให้หนูเลยนะลูก ทีนี้ก็จะไม่มีใครมายุ่งกับของของหนูได้อีกแล้ว แต่หนูอย่าเพิ่งวางใจนะ มันไม่ได้ทางบ้านนี้ มันก็ต้องวิ่งโร่ไปทางบริษัทพ่อหนูแน่”

แววใช่แค่ คิด แต่กระทำอย่างเร่งด่วนด้วยการไปปรากฏตัวในบริษัทพร้อมวิศนี แล้วพยายามจะโละทิ้งโยธินกับอวลอบ จนเกิดมีปากเสียงกันก่อนที่วิศนีจะไกล่เกลี่ยได้ เธอต้องการให้โยธินช่วยสอนงาน อวลอบยิ้มย่องพอใจ ยุโยธินให้รีบทำคะแนนโดยเร็ว แต่แล้วจู่ๆ คู่แข่งอีกคนของโยธินก็ปรากฏตัว

วิเศษ หลงใหลได้ปลื้มวิศนีไม่เสื่อมคลาย มาดักหน้าดักหลังเธอจนเกือบวางมวยกับโยธิน วิศนีสุดแสนรำคาญจึงตัดรอนเสียงแข็ง ทำให้วิเศษผิดหวังอย่างแรง เดินใจลอยออกไปหน้าบริษัทเกือบโดนรถชนถ้าไม่ได้ นีรนุชเข้ามาช่วยเหลือไว้

ความดีและความสวยของหญิงสาวทำเอาวิเศษเก็บมาเพ้อฝัน เปลี่ยนเป้าหมายจากวิศนีเป็นนีรนุชอย่างง่ายดาย!

ด้าน โยธิน เมื่อมีโอกาสใกล้ชิดวิศนีก็แอบส่งข่าวกุสุมาเพื่อร่วมมือกันวางแผนให้วิศนี กับอารุมบาดหมางกันยิ่ง ขึ้น โดยโยธินพาวิศนีมากินข้าว แล้วให้กุสุมาตื๊ออารุมมาเจอ

เมื่อสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน กุสุมาจงใจยั่วเย้ยวิศนี แต่เมื่อวิศนีนิ่งเฉยไม่แสดงความรู้สึกใดๆ จึงตามเข้าไปหาเรื่องถึงห้องน้ำ

“วันนี้วันเกิดฉันจริงๆนะ จะไม่อวยพรฉันหน่อยเหรอคุณวิศนี”

“ไม่ดีกว่าค่ะ ฉันว่าคุณได้ของขวัญที่ตัวเองอยากได้ที่สุดในชีวิตไปแล้วนี่ คงไม่ต้องการอะไรอีก”

“อารุม เขาเอาใจฉันมากเลยนะคะ เดี๋ยวเสร็จจากทานข้าว เขาก็จะพาฉันไปทำบุญวันเกิดที่วัด เอ๊ะ ใช่ที่เขาเคยพาคุณไปแล้วไปเจอกับนนที่นั่นหรือเปล่า...คุณโชคร้ายนะ แต่ฉันน่ะโชคดีเพราะไม่มีนนอีกต่อไปแล้ว เขาก็เลยไม่ต้องรู้สึกผิดกับใคร”

“ดีใจด้วยค่ะ”

“ดีใจจริงหรือเปล่า อย่าทำเป็นสร้างภาพแล้วแอบวางแผนเข้าหาอารุมลับหลังก็แล้วกัน”

“ฉันทำอย่างนั้นไม่เป็นหรอกค่ะ ทั้งโลกคงมีคุณคนเดียวที่ทำได้”

“วิศนี!” กุสุมาโกรธจัดเงื้อมือจะตบ...แต่แล้วไม่กล้าเมื่อเห็นสายตาคมกริบของวิศนี!

หลัง จากแยกกับกุสุมาในค่ำนั้น อารุมรีบไปหาวิศนีที่บ้านเพื่อจะอธิบายถึงความจำเป็นที่ต้องไปไหนมาไหนกับ กุสุมา แต่วิศนีไม่ต้อนรับแถมให้คนขับรถไล่เขากลับไป...

กรแก้วหลบไปสงบ ใจที่บ้านพี่สาวได้วันเดียวก็ย้อนกลับมาเพราะลืมของใช้จำเป็น ปรากฏว่าแววพาขาไพ่มาตั้งวงอย่างเฮฮา แววพูดจาเย้ยหยามกรแก้วว่าไปไม่รอด แกมกาญจน์มากับน้องสาวด้วยเจ็บใจแทน จึงแอบโทร.แจ้งตำรวจมาจับ

เมื่อวิศ นีรู้ข่าวว่าแม่โดนตำรวจจับก็รีบร้อนไปประกันตัวที่โรงพัก จากนั้นเธอพยายามโน้มน้าวแม่ให้กลับไปอยู่บ้านตัวเอง แววยึกยักไปมาแต่พอเห็นเงินที่ลูกยื่นให้ก็ตาโต โอนอ่อนผ่อนตามในที่สุด

เคลียร์ เรื่องแม่ได้แล้ว วิศนีย้อนกลับไปหาพ่อที่โรงพยาบาลในสภาพเหนื่อยทั้งใจกาย เธอฟุบหน้ากับเตียงรำพึงรำพันเสียงสั่นเครือ อยากให้พ่อฟื้นขึ้นมาเร็วๆ จะได้กลับไปอยู่บ้านของเรา...

อารุมเข้ามารู้เห็น สงสารเธอจับใจ ปลุกปลอบว่าอีกไม่นานพ่อของเธอต้องหาย วิศนีมองหน้าเขานิ่ง ทิฐิที่สร้างขึ้นมาก่อนหน้านี้ทลายลงชั่วคราว เพราะอยากมีคนปรับทุกข์

“แต่นี่มันก็หลายวันแล้ว ถ้าพ่อไม่เป็นอะไร ทำไมไม่ฟื้นขึ้นมาสักที”

ตอนที่ 17

เมื่อติดต่อโยธินไม่ได้ วิเวียนจำต้องกลับเข้ามาทำงานด้วยท่าทีหวาดระแวง พออำนวยสั่งให้ทำงบดุลมาให้ดู เธอยิ่งหน้าซีดเผือด มีพิรุธจนอำนวยรู้สึกแปลกใจ

ที่สุดวิเวียนก็อยู่ไม่ได้ หนีกลับไปโดยไม่นำงบดุลมาให้ นั่นยิ่งทำให้อำนวยสงสัย รีบสั่งยุพเยาว์จัดการแทน... แล้วจากนั้นไม่นานความจริงก็ปรากฏ เป็นจังหวะที่โยธินเข้ามาพอดี!

ตอนที่ 16

เช้าขึ้นตื่นมาไม่เห็นวิศนี...อารุมเที่ยวตามหาทั่วบ้าน และชายหาดที่เธอชอบไปแต่ไม่พบสักแห่ง จึงย้อนกลับมาสำรวจห้องนอน พบว่าเสื้อผ้าในตู้ของเธอหายไปหมด

อารุมร้อนใจไปถามฉายกับเพ็ญที่ บ้าน ปรากฏว่าสองผัวเมียไม่รู้เห็น แต่ก็รีบไปสอบถามชาวบ้านละแวกใกล้เคียงจนได้ความว่าเห็นวิศนีหิ้วกระเป๋า ขึ้นรถสองแถวไปแต่เช้า เมื่อเพ็ญถามอารุมว่าทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า เขาส่ายหน้าเพราะจำเหตุการณ์เมื่อคืนไม่ได้ แต่จันทร์พูดโพล่งด้วยความสะใจและหมั่นไส้วิศนี

“ก็คงจะเรียกร้องความสนใจเหมือนเคย พี่อารุมอย่าไปสนเลย ถ้าเขาน้อยใจอยากตายก็ปล่อยให้ตายๆไปเถอะ อยู่ไปก็รกโลก”

“อย่าพูดอย่างนี้นะจันทร์ เขาเป็นเมียพี่”

จันทร์ อ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อหู ไม่นึกว่าอารุมจะยอมรับออกมาตรงๆ เลยเดินตะบึงตะบอนออกไปหน้าบ้าน พลันต้องแปลกใจกับรถคันหรูที่แล่นมาจอด

โยธิน มาพร้อมอวลอบ ลงจากรถเรียกหาวิศนีลั่นไปหมด อารุมและทุกคนออกมาเผชิญหน้า ยืนยันกับสองแม่ลูกว่าวิศนีไม่ได้อยู่ที่นี่ โยธินไม่เชื่อจะเข้ามาค้นในบ้าน ฉายกับอารุมขัดขวางจึงเกิดวางมวยแลกหมัดกันไปมา จันทร์ตกใจมากร้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน และบอกสองแม่ลูกว่าวิศนีไปจากที่นี่แล้ว ให้พวกเขาไปตามหากันที่อื่น

ปรากฏ ว่าโยธินเชื่อคำพูดจันทร์ เดินนำหน้าอวลอบกลับไปที่รถ “กุสุมาบอกว่าเด็กคนนั้นเป็นคนโทร. บอกให้กุสุมามาที่นี่เพื่อขัดขวางอารุมกับคุณวิศนี ผมว่ามันก็คงไม่อยากให้คุณวิศนีอยู่ที่นี่เหมือนกัน”

“แล้วนี่หนูวิศนีไปอยู่ที่ไหน ทำไมจะต้องมาบังเอิญคลาดกันวันนี้ด้วยนะ” อวลอบบ่นอย่างหงุดหงิด พอขึ้นรถก็รีบโทร.รายงานกรแก้วทันที...

อำนวย เพิ่งกลับจากญี่ปุ่น ยิ้มรับข่าวดีว่าวิศนียังมีชีวิตอยู่ แต่พอรู้ว่าเธอไปอยู่กับอารุม รอยยิ้มนั้นเหือดหายกลายเป็นความเครียดเข้ามาแทนที่

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย วิศนีไปอยู่กับไอ้...นายอารุมงั้นเหรอ มันไปได้ยังไง”

“เรา ยังไม่รู้ข้อเท็จจริง อย่าเพิ่งไปตีตนไปก่อนไข้ เอาแค่ตอนนี้แน่ใจได้แล้วว่าไม่ได้เกิดเรื่องร้ายขึ้น ยังไงเราจะต้องพบเธอแน่ๆค่ะ” กรแก้วปลอบใจสามี ทั้งที่ตัวเองก็ไม่สบายใจเท่าไหร่นัก

ooooooo

วิศนีถึง กรุงเทพฯ แต่ยังไม่รู้จะไปไหนต่อ เธอโทร.ให้เดชชาติมารับและขอไปอาศัยอยู่ที่บ้านของเขาเป็นการชั่วคราว เดชชาติเต็มใจอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องยกเลิกนัดนีรนุชดูคอนเสิร์ตเย็นนี้ไปก่อน แม่และน้องๆของเดชชาติต้อนรับวิศนีด้วยความเต็มใจเช่นกัน เพราะรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างไรหญิงสาวก็เกรงใจทุกคน จะรีบหาที่อยู่ใหม่เพื่อรบกวนพวกเขาให้น้อยที่สุด

“คุณชาติจะไม่ถามฉันเหรอคะ ว่าเกิดอะไรขึ้น ฉันถึงออกมาจากที่นั่น” วิศนีเอ่ยปากเมื่ออยู่ตามลำพังกับชายหนุ่ม

“ในเมื่อคุณขอร้องไม่ให้ผมบอกเรื่องนี้กับใคร ก็แปลว่าคุณยังไม่พร้อมที่จะพูด ผมจะรอวันที่คุณพร้อมครับ”

วิศ นียิ้มบางๆแทนคำขอบคุณ...ทางด้านโยธินพอกลับถึงกรุงเทพฯ ก็รีบติดต่อกุสุมา บอกเล่าว่าวิศนีออกจากบ้านนั้นไปแล้ว กุสุมายิ้มย่อง อาสาไปสืบให้เอง เพราะถ้าวิศนีไม่ได้อยู่ที่นั่นจริง ตนก็หมดเสี้ยนหนามหัวใจ และถือเป็นโอกาสทองที่ตัวเองจะได้ใกล้ชิดปลอบใจอารุม...

ส่วนนีรนุ ชยังงอนเดชชาติไม่หาย เพราะโดนเขายกเลิกนัดอย่างกะทันหัน พอเช้าวันใหม่เธอตั้งใจไปต่อว่าเขาถึงบ้าน กลับพบวิศนีอยู่ที่นั่นด้วย

“คุณนี่เองที่ทำให้พี่ชาติยอมผิดนัดกับฉัน ทำไมพี่ชาติไม่บอกนุชตรงๆ ว่าที่ไปดูคอนเสิร์ตไม่ได้เพราะจะต้องมาดูแลคุณวิศนี”

“มันไม่ใช่อย่างนั้นนะนุช คุณวิศนีเธอมีปัญหา”

“ดูคุณจะมีปัญหาอยู่ตลอดเวลาเลยนะคะ น่าจะรู้จักช่วยตัวเองบ้าง จะได้ไม่ต้องวิ่งโร่ไปพึ่งคนนั้นคนนี้ทุกที”

วิศนีก้มหน้านิ่งละอายใจ เดชชาติมองเธอด้วยความ สงสาร

“เอา เถอะค่ะ นุชไม่ว่าอะไรหรอกพี่จะรับช่วงดูแลเขาต่อจากพี่อารุมก็ตามใจ แต่นุชจะเตือนไว้นะว่าคนที่มันเป็นตัวปัญหา อยู่ที่ไหนมันก็จะมีแต่ปัญหา พี่ระวังตัวไว้ก็แล้วกัน”

นีรนุชมองวิศนีอย่างชิงชังแล้วผลุนผลันออกไป เดชชาติถอนใจเฮือก วิศนีเห็นแล้วยิ่งลำบากใจที่จะอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไป

“ฉันขอโทษนะคะที่ทำให้คุณต้องโกรธกับคุณนุชไปด้วย ฉันจะรีบหาที่อยู่ใหม่”

“ไม่นะครับ คุณอยู่ที่นี่เถอะครับ อย่าออกไปอยู่ ตามลำพังเลย นอกจากว่าคุณจะกลับบ้าน”

“ฉันกลับบ้านไม่ได้หรอกค่ะ เพราะพ่อคงไม่ต้อนรับฉัน”

“คุณ วิศนีคะ ถ้าคุณยังไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนก็อยู่ที่นี่ไปก่อนเถอะค่ะ ป้ากับชาติยินดีต้อนรับ จะได้ถือเป็นการตอบแทนคุณที่เคยช่วยพวกเราไว้ด้วย ส่วนยายนุช แกก็งอนไปตามประสาเด็กๆ เดี๋ยวชาติมันไปอธิบายก็คงจะเข้าใจเองแหละค่ะ ใช่ไหมชาติ”

“จ้ะ...ใช่จ้ะ” เดชชาติพยักหน้าสำทับ แต่วิศนียังไม่คลายกังวล มองสองแม่ลูกด้วยความเกรงใจ

ooooooo

เพราะความน้อยใจที่เดชชาติเห็นวิศนีสำคัญกว่า นีรนุชจึงไม่ยอมพูดจากับเขาทั้งที่บ้านและที่ทำงาน แถมยังประชดด้วยการไปสนิทสนมกับวุฒิรุ่นพี่ในแผนกเดียวกันให้เขาเห็นบ่อยๆ แล้วเลยกลายเป็นมีปากเสียงกันถึงขนาดเดชชาติโมโหจนลืมตัวจูบนีรนุชอย่างหนัก หน่วง แต่ก็โดนเธอตบหน้ากลับมาหนักมือเหมือนกัน

วิศนีดูออกว่าทั้งคู่ต่างก็มีใจให้กัน ซึ่งเธอไม่ต้องการเป็นตัวปัญหาให้พวกเขา จึงคิดจะย้ายออกจากบ้านเดชชาติ แต่พอจะไปอาศัยบ้านแม่ก็รับไม่ได้อีก เพราะบ้านหลังนั้นแทบจะกลายเป็นบ่อนไปแล้ว วิศนียืนมองจากหน้าบ้านเห็นแม่และขาไพ่เต็มไปหมดก็ไม่กล้าเรียก ได้แต่ถอยออกมาอย่างเศร้าซึม สุดท้ายเธอต้องย้อนกลับมาอยู่บ้านเดชชาติอีกเหมือนเดิม และไม่รู้ว่าชีพเห็นเธอแล้วโดยบังเอิญ

ด้านกุสุมาที่แจ้นไปหาอารุมถึงบ้านวิโรจน์...นึกว่าจะหมดเสี้ยนหนามเพราะวิศนีหนีไปแล้ว แต่ยังต้องมาเจอจันทร์อีกคนที่หลงรักอารุมไม่น้อยไปกว่าตน อารุมเอาแต่กินเหล้าเมามายเสียใจและไม่เข้าใจว่าทำไมวิศนีถึงทิ้งตนไป กุสุมาพยายามทำดีดูแลเอาใจพร้อมทั้งทอดสะพานให้เมื่อมีโอกาส แต่อารุมไม่ยอมเล่นด้วย เพราะไม่เคยคิดกับเธอมากกว่าเพื่อน

แต่สำหรับวิศนีที่เป็นภรรยาของเขาแล้ว อารุมยังโหยหาและต้องการตามตัวเธอให้พบ เขาลองโทร.ถามเดชชาติ มั่นใจว่าเพื่อนต้องรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน แต่เดชชาติปฏิเสธ และพยายามถามหาสาเหตุที่เธอหนีมา อารุมจำเหตุการณ์ที่ตัวเองเมามายร้ายกาจกับเธอไม่ได้ จึงได้แต่ตอบว่าตนไม่รู้จริงๆ

หลังจากเห็นวิศนีเมื่อวันก่อน ชีพแอบสืบเสาะจนรู้แหล่งที่อยู่ของเธอ ก่อนจะคาบข่าวไปบอกอวลอบเพื่อหวังเงินค่าจ้าง โดยไม่สนใจว่าใครต่อใครจะเดือดร้อนกันบ้าง

เดชชาติเดือดร้อนแน่! เขาโดนอำนวยเชิญตัวมาที่สถานีตำรวจ พิมรู้ข่าวร้อนใจมากรีบมาตามวิศนีไปช่วยเดชชาติ เมื่อไปถึงเผชิญหน้ากับอำนวยและกรแก้ว รวมทั้งโยธินด้วย วิศนีไม่พอใจอย่างมากที่โยธินวุ่นวายกับเธอไม่จบสิ้น ถามเขาว่าทำอย่างนี้ทำไม?

“ถ้าไม่ทำอย่างนี้ คุณวิศนีก็คงไม่ปรากฏตัว จริงไหมคะ” กรแก้วชิงตอบเสียเอง

“พ่อรู้ว่าหนูต้องห้ามไม่ให้เดชชาติบอกใครๆ ว่าหนูอยู่ที่ไหน แล้วพ่อก็แน่ใจว่าเดชชาติก็คงไม่กล้าขัดใจหนู” อำนวยเหลือบมองเดชชาติที่ก้มหน้าหลบสายตาแล้วเข้ามาจับมือวิศนี ขอร้องให้กลับบ้าน อย่าทำให้เดชชาติต้องตกที่นั่งลำบาก

“พ่อไม่น่าทำแบบนี้ เดชชาติเขาเป็นเพื่อนหนูนะคะ”

“ตำรวจยังไม่ได้แจ้งข้อหาเดชชาตินะคะ แค่เชิญตัวมาสอบปากคำเฉยๆ ถ้าคุณวิศนีตกลงกลับบ้าน ก็ไม่มีปัญหาอะไร”

ฟังกรแก้วอธิบายแล้วพิมโล่งใจเข้าไปกอดลูกชาย วิศนีเห็นแล้วยิ่งรู้สึกผิด แต่พอหันกลับมาเห็นอำนวยกับกรแก้วก็แอบหงุดหงิดเดินหนีไป อำนวยทำท่าจะตามแต่เดชชาติขออนุญาตไปคุยกับเธอให้เอง

วิศนีเดินออกมาหน้าสถานีตำรวจด้วยความอึดอัดสับสน เหลียวมาเห็นเดชชาติเดินตามจึงรีบขอโทษเขาที่ทำให้เดือดร้อน

“ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจคุณพ่อคุณ แล้วผมก็เข้าใจคุณด้วย”

“พ่อฉันรู้เรื่องนี้ได้ยังไงคะ”

“ผมไม่ทราบครับ แต่คุณวิศนีอย่าหนีไปไหนอีกเลยนะครับ การที่ท่านประธานทำแบบนี้ก็คงเพราะคิดถึงคุณมาก แต่ไม่รู้จะทำยังไงถึงจะได้พบกับคุณ อย่าทำให้ท่านเป็นทุกข์กว่านี้เลยนะครับ”

วิศนีลำบากใจแต่ก็ยอมกลับบ้านไปพร้อมพ่อและแม่เลี้ยง ซึ่งทั้งคู่ต้อนรับเธอด้วยความดีใจ โดยเฉพาะอำนวยเอาใจเธอเป็นพิเศษ เพราะรู้สึกผิดที่ตัวเองทำรุนแรงกับลูกเกินไป

“วิศนี...พ่อรู้ว่าหนูยังโกรธอยู่ เรื่องที่พ่อพูดจารุนแรงจนทำให้หนูไม่อยากอยู่ที่บ้านหลังนี้ พ่อรู้ว่าตัวเองผิด แล้วพ่อก็รับโทษจากความผิดนั้นแล้วตั้งแต่วันหนูไปจากที่นี่ ทุกคืนพ่อไม่เคยหลับตานอนได้อย่างสบายใจเลย ไม่มีอะไรทรมานสำหรับการเป็นพ่อแม่มากกว่าการไม่รู้ว่าลูกของตัวเองเป็นตายร้ายดีอยู่ที่ไหนอีกแล้ว หนูอย่าทิ้งพ่อไปอีกนะ”

“หนูคิดว่าพ่อไม่ต้องการหนูแล้วซะอีก”

“ไม่จริงเลยลูก พ่อคิดถึงหนูทุกวันทุกคืน”

“พวกเราตามหาคุณจนทั่วเลยนะคะคุณวิศนี ตอนที่ตำรวจมาบอกว่าพบกระเป๋ากับข้าวของคุณถูกขโมย พวกเราก็ไม่สบายใจมาก กลัวคุณจะเป็นอันตราย”

“ขอบคุณนะคะ ที่ทำให้หนูรู้สึกว่าตัวเองยังพอจะมีความหมายสำหรับใครอยู่บ้าง”

อำนวยยิ้มโล่งใจ ดึงวิศนีมากอด ย้ำว่าลูกมีความหมายสำหรับพ่อเสมอ กรแก้วคลี่ยิ้มสบายใจที่พ่อลูกปรับความเข้าใจกันได้เสียที...ในขณะเดียวกัน โยธินกับอวลอบก็กำลังร่าเริงเบิกบาน คาดหวังว่าอีกไม่นานแผนการของตนคงสัมฤทธิ์ผล

“ใกล้ความจริงแล้วนะครับคุณแม่ ใครจะไปนึกว่าไอ้ชีพมันก็มีน้ำยาเหมือนกัน”

ตอนที่ 15

ฉายกับเพ็ญดีใจที่อารุมกับวิศนีลงเอยกันได้เสียที แต่จันทร์ไม่พอใจอย่างมาก ยังพยายามจะทำให้วิศนีไปจากอารุมให้ได้ด้วยการแอบใช้โทรศัพท์มือถือของอารุมโทร.หากุสุมาทั้งที่ไม่รู้จัก แต่เห็นชื่อนี้โทร.เข้ามาเกือบร้อยครั้ง จึงลองโทร.กลับไป

ได้เรื่องทันที! กุสุมาตื่นเต้นกับข่าวดี รู้เสียทีว่าอารุมอยู่ที่ไหนและอยู่กับใคร?

และแล้วความสุขของอารุมกับวิศนีก็สะดุดหยุดลงอย่างไม่คาดคิด ทั้งๆที่เพิ่งหวานแหววกันได้แค่สองวันสองคืน...กุสุมาปรากฏตัวพร้อมกระเป๋าใบใหญ่ เธอแทบจะโผกอดอารุม เกาะแขนเขาแจอย่างกับตุ๊กแก โดยไม่แคร์สายตาของวิศนีและจันทร์ที่ยืนอยู่ด้วย

“สุดีใจมากเลยนะที่เจออารุม รู้ไหมว่าสุตามหาอารุมแทบพลิกแผ่นดิน ทำไมไปไหนไม่บอกสุ ปล่อยให้เป็นห่วงอยู่ได้”

“ผมอยากจะหลบมาเงียบๆสักพักน่ะ”

“แหม สุน่าจะนึกออกว่าอารุมชอบมาบ้านวิโรจน์ ลืมไปว่าสมัยเรียนเราก็มาเที่ยวที่นี่กันบ่อยๆ ตอนที่นนอยู่ไงจ๊ะ” กุสุมายิ้มระรื่น ปรายตาไปทางวิศนีที่เริ่มอึดอัดขึ้นทุกที

“คุณกุสุมามาเหนื่อยๆ ฉันจะไปหาน้ำเย็นๆมาให้นะคะ” วิศนีเลี่ยงออกไป อารุมมองตามอย่างห่วงใยความรู้สึก แล้วหันกลับมาถามกุสุมา

“แล้วสุรู้ว่าผมอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

กุสุมาอึกอัก จันทร์รีบส่งซิกขอร้องไม่ให้บอก กุสุมาเลยอ้างชื่อเดชชาติ บอกว่าตนคาดคั้นเขาอยู่นานกว่าจะยอมพูด อารุมถึงกับแอบเซ็งเพราะคิดว่าเพื่อนรักปากโป้งจริงๆ

จันทร์ได้โอกาสค่อยๆปลีกตัวออกมาที่ห้องครัวซึ่งวิศนีกำลังเตรียมน้ำเย็นให้แขก หล่อนทำทีเหมือนจะมาช่วย แต่ความจริงจงใจมาเยาะเย้ย

“เหนื่อยหน่อยนะ บ้านนี้มีแขกไม่ได้รับเชิญมาเยือนหัวกระไดไม่แห้งเลย คราวที่แล้วน้องแฟนเก่าตามมา คราวนี้เป็นเพื่อนแฟน แล้วมันจะหาความสุขไปได้ยังไง นี่แหละ ของที่แย่งชิงเขามา มันไม่ยั่งยืนหรอก”

“เธอจะช่วยฉันยกน้ำออกไปหรือจะมาหาเรื่องเฉยๆ”

“ช่วยให้โง่น่ะสิ” ว่าแล้วจันทร์เชิดหน้าก้าวเดิน แต่ดันเหยียบลงบนก้อนน้ำแข็งที่วิศนีทำหล่นไว้ ลื่นไถลล้มก้นจ้ำเบ้า ทั้งเจ็บทั้งอาย...

วิศนีกลับออกมาพร้อมน้ำเย็นหนึ่งแก้ว วางให้ กุสุมาแล้วตัวเองถอยไปนั่งที่โซฟาเว้นระยะห่างจากอารุมพอสมควร

“คุณวิศนีมาอยู่ที่นี่นานหรือยังคะ” กุสุมาแกล้งถามทั้งที่รู้อยู่แล้ว

วิศนีอึกอักเหลือบมองอารุม ชายหนุ่มตัดสินใจพูดความจริงว่าวิศนีมาพร้อมกับตน กุสุมาหน้าเจื่อนเล็กน้อย ไม่คิดว่าอารุมจะกล้ายอมรับตรงๆ

“แหม คนที่บ้านคุณเขาตามหาคุณกันให้ควั่กแล้วมั้งคะ คงไม่นึกว่าคุณจะมาอยู่กับอารุมได้” กุสุมาจงใจจิกให้วิศนีละอายใจ

“คุณกุสุมาเองก็คงตั้งใจจะมาพักที่นี่เหมือนกัน นอนที่ห้องฉันแล้วกันนะคะ”

วิศนีพูดยิ้มๆ แต่เป็นยิ้มที่ประชดประชันจนกุสุมาดูออก เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องกันสองคน กุสุมาจึงเลิกสร้างภาพ ถามวิศนีเสียงขุ่นว่ามาทำอะไรที่นี่

“ฉันคงไม่ต้องอธิบายให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องฟังมั้งคะ”

กุสุมาโกรธจี๊ด กระชากแขนวิศนีอย่างแรง “หน้าไม่อาย ไม่อยากอธิบาย หรือไม่กล้าสารภาพตรงๆว่าตามมาเกาะผู้ชาย”

“คุณนอนที่นี่คนเดียวได้ใช่ไหม ฉันจะไปนอนอีกบ้านนึง” วิศนีตัดบทไม่อยากต่อความยาว

“ก็ดี อย่าให้ฉันเห็นว่าแอบเข้าไปนอนกับอารุมก็แล้วกัน”

กุสุมาดักคอ แววตาคมกริบพร้อมจะเอาเรื่อง วิศนีไม่สนใจ มองตอบอย่างสมเพชก่อนเดินออกจากห้องไปเจออารุมที่ดักรออยู่

“เป็นยังไงบ้าง สุเขาอยู่ได้ไหม”

“ฉันจะไปอยู่บ้านฉายกับเพ็ญชั่วคราวนะคะ คุณจะได้รับแขกสะดวก”

“ไม่ไปได้ไหม” น้ำเสียงเขาออดอ้อน

“ฉันว่าคุณกุสุมาคงไม่อยากเห็นหน้าฉันนักหรอก ฉันไปอยู่ที่อื่นดีกว่า”

“งั้นผมจะไปด้วย” อารุมพูดจบก็ฉวยมือวิศนีเดินออกจากบ้าน โดยที่กุสุมาไม่รู้เห็น สักพักกลับออกมาไม่เห็นใคร จึงเดินไปเรียกเพ็ญมาซักถาม วางท่าราวกับตัวเองเป็นเจ้านาย แล้วเพ็ญเป็นขี้ข้า พอได้ยินว่าอารุมกับวิศนี ออกไปข้างนอกแต่ไม่รู้ว่าไปไหน กุสุมาก็เหวี่ยงใส่เพ็ญ ยิ่งขึ้นอีก หาว่ามีปากแต่ไม่รู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์ เพ็ญไม่พอใจแต่ไม่โต้ตอบ รู้สึกไม่ชอบขี้หน้าผู้หญิงคนนี้เอาเสียเลย

อารุมพาวิศนีไปดูสวนมะพร้าวที่ผัวเมียคู่หนึ่งประกาศขาย ซึ่งอารุมอยากมีอาชีพเป็นเรื่องเป็นราว หลังจากเดินดูจนทั่วแล้วเขาจึงปรึกษาวิศนีว่าควรจะซื้อดีไหม

“คุณจะอยู่ที่นี่จริงๆเหรอคะ”

“ก็อยากอยู่ ถ้าคุณจะอยู่กับผม”

“คุณคิดดีแล้วเหรอคะ”

“ผมให้คุณคิดต่างหาก ถ้าคุณบอกว่าไม่ ผมก็ไม่”

“ทำไมต้องขึ้นอยู่กับฉัน”

“เพราะชีวิตผมไม่มีใครอีก นอกจากคุณ”

อารุมพูดและสบตาหญิงสาวแทนคำมั่นสัญญา วิศนีชื่นใจรอยยิ้มผุดขึ้นมา...หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งคู่พากันกลับบ้าน แล้วต้องชะงักแปลกใจเมื่อเห็นใครคนหนึ่งยืนหันหลังอยู่หน้าบ้าน อารุมนึกว่ามีใครมาเยือนอีก แต่เปล่าเลย ที่แท้เธอคือกุสุมาที่ลุกขึ้นมาแต่งเนื้อแต่งตัวจงใจให้เหมือนนนทลี แถมยังพูดแทนตัวเองว่านน พออารุมทักท้วง เธอก็แถไปว่าพูดผิด

เมื่อก้าวเข้ามาในบ้าน อารุมยิ่งอึ้งไปกันใหญ่เมื่อเห็นรูปนนทลีวางตามมุมต่างๆ โดยฝีมือกุสุมาที่บอกว่าอยากจัดบ้านใหม่

“สุเอารูปพวกนี้มาจากไหน”

“ก็จากอัลบั้มรูปที่อารุมเอามาจากกรุงเทพฯน่ะสิ สุเห็นอารุมไม่อยู่ก็เลยถือวิสาสะไปค้นดู อย่าโกรธสุนะจ๊ะ สุคิดถึงนน...คุณวิศนีคงจะไม่อึดอัดนะคะที่มีรูปนนเต็มบ้านแบบนี้”

“แล้วแต่คุณเถอะค่ะ ยังไงบ้านนี้ก็ไม่ใช่บ้านของฉัน”

“ก็ดีค่ะ เดี๋ยวเราทานข้าวกันนะอารุม สุสั่งให้คนเตรียมอาหารเอาไว้เพียบเลย  เชิญคุณวิศนีด้วยนะคะ”

กุสุมาเข้าไปอี๋อ๋อชวนอารุมดูรูปนนทลี โดยไม่สนท่าทีอึดอัดของเขา วิศนีเองก็เครียด เพราะไม่ว่าจะมองไปมุมไหนก็มีแต่รูปนนทลีเต็มไปหมด

ooooooo

เพียงแค่ระแคะระคายจากเพื่อนของตนที่เคยเห็นโยธินกับวิเวียนในคอนโดฯ อวลอบถึงกับเต้นผาง ตามไปฉะลูกชายถึงห้องพัก เจอวิเวียนอยู่ด้วยกันพอดี เลยอาละวาดตบตีจนวิเวียนต้องวิ่งหนีเข้าไปหลบอยู่ในห้องนอน

“เปิดเดี๋ยวนี้นะ นังคนมักง่าย แกเปิดเดี๋ยวนี้” อวลอบตบประตูปังๆ

“คุณแม่ พอเถอะครับ”

“แกทำอย่างนี้ได้ยังไง แม่บอกแล้วใช่ไหม ให้เลิกสำส่อนได้แล้ว แกรู้ไหมว่ามีคนเห็นแกกับนังนี่ แล้วมันก็ไปเล่าให้ฉันฟังต่อหน้ายายกรแก้ว แกอยากให้แผนที่เราวางไว้พังพินาศหรือไง แล้วนังคนนี้ แม่จำได้นะ มันเป็นพนักงานที่โชว์รูมใช่ไหม”

โยธินไม่กล้าตอบ อวลอบยิ่งแน่ใจ ทุบตีลูกชายเป็นการใหญ่

“คราวนังนนทลีก็ทีนึงแล้ว ทำไมยังไม่เข็ดอีก แกอยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรือไง”

วิเวียนอยู่ในห้องได้ยินเต็มสองหู อ้าปากค้าง อยากรู้อยากเห็น  แต่โยธินไม่อยากให้วิเวียนรู้จึงลากอวลอบห่างออกมา  แล้วสนทนาด้วยเสียงค่อนข้างเบา

“วิเวียนเขาคือคนที่ช่วยผมหาเงินให้คุณแม่นะครับ”

“อ๋อ แกก็เลยต้องเอาตัวเองจ่ายเป็นค่าจ้างมัน”

“ผมต้องร้อยเขาไว้ใช้เพื่อให้งานเราสำเร็จ”

“งั้นก็ตัดขาดกับมันได้แล้ว มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว อีกไม่นานไอ้ชีพก็จะได้ตัววิศนีกลับมา”

“คุณแม่ไปหวังอะไรจากคนอย่างไอ้ชีพ”

“ไม่รู้ล่ะ แกต้องเลิกกับนังพนักงานนี่ ก่อนที่ความลับจะแตก” อวลอบสั่งเฉียบ สีหน้าดุดันเอาจริง

วิเวียนพยายามเงี่ยหูฟัง แต่ไม่ได้ยินอะไรอีก...พึมพำกับตัวเองอย่างข้องใจว่า นนทลีมาเกี่ยวอะไรด้วย!

ooooooo

กุสุมาพยายามเป็นก้างขวางคออารุมกับวิศนี และก่อกวนความแค้นเคืองของอารุมให้กลับมาอีกด้วยการทำทุกอย่างเพื่อให้เขานึกถึงนนทลีและสิ่งที่วิศนีทำเอาไว้

ขณะร่วมโต๊ะอาหารค่ำนั้น กุสุมาตักอาหารใส่จานเอาใจอารุมอย่างออกนอกหน้า แต่กับวิศนี เธอแอบยิ้มเยาะอยู่บ่อยครั้ง และหาจังหวะแขวะเรื่องที่วิศนีขับรถชนนนทลีตาย

ที่สุดวิศนีก็ทนไม่ไหว ขอตัวออกไปเดินสงบสติอารมณ์อยู่ริมหาด แต่กุสุมาก็ยังไม่วายตามมารังควานเธออีก

“ทนฟังไม่ได้เหรอ ถึงต้องลุกหนีมาก่อน”

“คุณต้องการอะไรจากฉันอีก”

“เปล่านี่ แค่จะมาดูว่าแอบมาร้องไห้หรือเปล่า”

วิศนีเมินหน้าหนีอย่างรำคาญ กุสุมาเดินไปดักหน้า เย้ยหยันทั้งแววตาและวาจา

“คุณเห็นสีหน้าอารุมตอนที่ฉันพูดเรื่องนนไหมล่ะ เขาดูเศร้ามากเลยนะ แสดงว่าคงยังคิดถึงนนอยู่มาก พอพูดขึ้นมาก็เลยเหมือนไปสะกิดแผล”

“คุณรู้ แต่ก็ยังคิดจะทำให้เขาเจ็บงั้นเหรอคะ”

“ถ้ามันทำให้คุณเจ็บและเกิดความละอายขึ้นมาได้ ฉันก็ยอม...บอกฉันสิว่าคุณละอายใจ บอกฉันว่าคุณจะไปจากเขา ฉันจะได้เลิกรื้อฟื้นเรื่องนี้”

กุสุมาบีบแขนวิศนี ส่งสายตาดุดันน่ากลัว แต่พอเหลือบเห็นอารุมเดินออกมาก็แกล้งปล่อยมือในจังหวะที่วิศนีดึงแขนหนี แล้วแกล้งล้มลง เหมือนกับว่าถูกวิศนีกระทำ

วิศนีเบื่อหน่ายมารยาของกุสุมา เดินหนีออกไปเงียบๆ ได้ยินเสียงอารุมถามหญิงสาวว่าเป็นอะไรหรือเปล่า?

“เปล่าจ้ะ คือสุออกมาคุยกับคุณวิศนีน่ะ สุเห็นเธอทานข้าวไปนิดเดียวก็เลยจะมาตาม แต่คุณวิศนีหงุดหงิดอะไรก็ไม่รู้ พอสุแตะตัวเธอก็เหวี่ยงสุจนล้ม แล้วก็เดินหนีไปเลย”

อารุมไม่เชื่อ รู้ว่าวิศนีไม่ใช่คนแบบนั้น แต่ไม่อยากขัดคอ บอกให้กุสุมาลุกขึ้น หญิงสาวยันตัวแล้วโอดโอยว่าเจ็บเท้า สงสัยจะเหยียบเปลือกหอยเป็นแผล ชายหนุ่มอึดอัดแต่จำต้องอุ้มเธอขึ้นมา กุสุมายิ้มพอใจกอดเขาแน่น

ขณะที่อารุมอุ้มกุสุมากลับเข้าบ้าน วิศนีมองจากหน้าต่างบ้านฉาย เพ็ญเข้าใจความรู้สึกจึงชวนเธอนอนด้วยกันที่นี่ จันทร์เดินมาได้ยินวิศนีตอบรับ เลยได้โอกาสแขวะทันที

“ร่อนเร่อยู่ได้ ไม่เบื่อหรือไงนะ เป็นฉันล่ะก็เปิดกลับบ้านไปนานแล้ว อยู่ที่ไหนก็ไม่ใช่ที่ของตัวเอง”

“แล้วแกอยากจะเปิดกลับบ้านไปอยู่กับแม่ไหมล่ะ ถ้าแกพูดมากนัก ฉันจะส่งแกกลับไป” เพ็ญแผดเสียงใส่น้องสาว

จันทร์ไม่พอใจแต่ไม่กล้าหือกับพี่สาว ได้แต่ทิ้งค้อนแล้วเดินกระแทกเท้าออกไป...ด้านกุสุมาที่สำออยเพราะอยากใกล้ชิดอารุม พอเข้ามาในบ้าน อารุมตั้งท่าจะทำแผลให้เธอ ปรากฏว่าไม่เจอร่องรอยเลยสักนิด

“ไม่เห็นมีแผลตรงไหนเลยนี่สุ”

“เหรอจ๊ะ งั้นก็แล้วไป ถ้าเป็นแผลจริงๆ สุคงเดินไม่ถนัด ต้องให้อารุมอุ้มไปอุ้มมาอีกหลายวันแน่” กุสุมาพูดพลางส่งสายตาหวานเชื่อม อารุมอึดอัดรีบลุกขึ้น

“สุไม่เป็นไรแล้วก็ไปพักผ่อนเถอะ ผมก็จะนอนเหมือนกัน”

“จ้ะ ฝันดีนะ”

อารุมกลับเข้าในห้อง พอล้มตัวลงบนเตียงก็เห็นรูปนนทลีใส่กรอบติดอยู่ที่หัวเตียงโดยฝีมือกุสุมา ...ความคิดถึงและรู้สึกผิดต่อนนทลีค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาอีก

เช้าขึ้นอารุมลืมตาตื่นด้วยความตกใจ งุนงงสงสัยว่ากุสุมาเข้ามานอนซบบนเตียงกับตนได้ยังไง?

“เอะอะอะไรแต่เช้าจ๊ะอารุม” กุสุมาถามทั้งที่ยังงัวเงีย

“คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

“ก็เมื่อคืนสุออกมาเข้าห้องน้ำแล้วเผลอล็อกประตู สุก็เลยเข้าห้องนอนไม่ได้ จะปลุกอารุมก็ไม่กล้า สุก็เลยขอนอนในห้องนี้ด้วย”

ว่าแล้วเธอแกล้งหาว ทำท่าจะล้มตัวลงนอนต่อ อารุมรู้สึกว่าเหตุผลกุสุมาฟังไม่ขึ้น แถมท่าทางไม่สะทกสะท้านของกุสุมายิ่งทำให้อึดอัดขึ้นทุกที จนทนไม่ไหว

“ผมว่าสุอย่าทำอย่างนี้เลยนะ สุกลับกรุงเทพฯไปเถอะ”

คราวนี้กุสุมาหายง่วงทันที ลุกพรวดขึ้นยืน ถามย้ำอย่างไม่เชื่อหู

“อะไรนะ อารุมว่าอะไรนะ”

“ผมอยากให้สุกลับบ้านไปก่อน สุมาอยู่แบบนี้ไม่ดีแน่”

กุสุมาผิดหวังจนอกแทบระเบิด ตวาดถามอย่างลืมตัว “สุอยู่ไม่ได้แล้วทำไมมันถึงอยู่ได้ ทำไมอารุมถึงยอมให้นังฆาตกรนั่นอยู่ที่นี่”

“อย่าเรียกวิศนีอย่างนั้นเลยสุ”

“ทำไม? อารุมรักมันแล้วใช่ไหม”

อารุมแอบละอายใจ ไม่กล้าตอบ กุสุมายิ่งสะท้อนสะเทือนใจ อารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นทุกที

“อารุมรักมัน รักมันจริงๆด้วย อารุมทำอย่างนี้ได้ยังไง ไม่นึกถึงนนเลยเหรอ”

“ผมยังนึกถึงนนอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่เพราะวิธีที่สุพยายามจะปลุกให้นนกลับมา ไม่ใช่แบบนี้”

อารุมชี้กราดไปที่รูปนนทลีทั่วห้อง กุสุมาน้ำตาคลออย่างผิดหวังและน้อยใจ

“ผมขออาบน้ำก่อน เดี๋ยวจะไปส่งสุที่ท่ารถนะ”

เขารวบรัดตัดความแล้วเดินออกไปทันที กุสุมานั่งสะอื้นตัวสั่นเทา ระเบิดเสียงร้องไห้ดังลั่น  มือเท้าถีบหมอนผ้าห่มบนเตียงกระจุยกระจายเพื่อระบายอารมณ์

ooooooo

หลังจากเมื่อวานโดนอวลอบเล่นงานและสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวกับวิเวียนอีก เช้านี้มาทำงานโยธินจึงมีท่าทีเปลี่ยนไป ไม่พูดคุยกับเธอเหมือนเคย วิเวียนระแวงอยู่แล้ว คาดคั้นเขาเสียงดังลอดออกไปนอกห้องจนนีรนุชที่เดินผ่านมาหยุดกึกแอบฟัง

“คุณหญิงแม่ของคุณสั่งห้ามไม่ให้เราติดต่อกันใช่ไหม แล้วท่านหมายความยังไง ที่ว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยกับนนทลี...มันแปลว่าอะไร”

“อย่าพูดเสียงดังได้ไหม...พอได้แล้ว อย่าถามผมเรื่องนี้อีก มันไม่มีอะไรทั้งนั้น”

“อย่าบอกนะว่าคุณ...” วิเวียนหยุดชะงัก เพราะโยธินส่งสายตาดุดัน กำชับเสียงเข้ม

“ถ้ายังคิดจะคบหากันต่อไป คุณต้องไม่ได้ยินเรื่องเมื่อวานนี้”

โยธินชี้หน้าหญิงสาวแล้วเดินออกไป นีรนุชรีบหลบมุมมองตามเขาไปด้วยหน้าครุ่นคิดสงสัย จากนั้นเธอกลับมาเล่าให้เดชชาติฟังว่าวิเวียนกับโยธินกิ๊กกัน แต่อีกเรื่องที่ข้องใจคือทำไมมีชื่อพี่สาวของตนไปเกี่ยวด้วย

“นุชไม่แน่ใจว่ามันหมายความว่ายังไง แปลว่าพี่นนไปยุ่งเกี่ยวกับนายโยธินเหรอ เป็นไปได้ยังไง”

เดชชาตินิ่งอึ้ง สมองทบทวนเหตุการณ์ที่เคยเห็นโยธินเอาดอกไม้มาให้นนทลีที่บ้าน พลางมองนีรนุชอย่างลังเล ใจหนึ่งอยากจะเล่าเรื่องที่ตัวเองเห็น แต่อีกใจก็ไม่รู้ว่าความจริงคืออะไรกันแน่ เลยตัดสินใจไม่บอก เพื่อไม่ให้นีรนุชเสียใจ

“พี่ว่านุชอย่าเพิ่งไปคิดอะไรมากเลย นุชอาจจะฟังผิดก็ได้ ไปทำงานเถอะ เดี๋ยวลูกค้าเข้า...เร็ว”

เดชชาติดึงเธอออกไป แต่ก็แอบมีสีหน้าคาใจ ขณะที่นีรนุชยังหน้านิ่วคิ้วขมวดคิดไม่เลิก...เวลาเดียวกันนั้นที่ตราด อารุมขับรถมาส่งกุสุมาที่ท่ารถ กำชับว่าถ้ากลับถึงบ้านแล้วให้โทร.บอกเขาด้วย

“อารุมยังห่วงสุอยู่อีกเหรอ” น้ำเสียงเธอตัดพ้อ

“ทำไมจะไม่ห่วงล่ะ เราเป็นเพื่อนกันนี่”

กุสุมาน้ำตาคลอ เจ็บใจที่อารุมให้ค่าแค่นั้น แต่ก็แกล้งทำเป็นตื้นตัน “ขอบคุณนะที่อารุมยังคิดว่าสุเป็นเพื่อน สุนึกว่าอารุมโกรธก็เลยไล่สุกลับกรุงเทพฯ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แต่ผมไม่อยากให้สุรื้อฟื้นเรื่องนน เราเจ็บปวดกันมามากพอแล้ว”

“งั้นก็แสดงว่ารุมรู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไรอยู่...ก็ได้ สุจะยอมรับทางเลือกของอารุม แต่สุไม่รู้หรอกนะว่านนจะยอมรับด้วยหรือเปล่า เขาอาจจะเสียใจมากอยู่ก็ได้”

กุสุมาทิ้งท้ายแล้วหันหลังเดินจากไปด้วยความเจ็บใจ พอขึ้นรถทัวร์ก็รีบโทร.หาโยธินทันทีเลย ส่วนอารุมเดินคอตกกลับมาขึ้นรถตัวเอง นั่งนิ่งนึกถึงคำพูดของนีรนุชและกุสุมาที่ยังไม่ยอมรับในสิ่งที่วิศนีกระทำกับนนทลี แม้เขาเองจะรู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่พอโดนใครๆจี้จุดสะกิดจิตใต้สำนึกก็ทำให้เขาไขว้เขวอีกครั้ง กอปรกับขากลับ เจอชาวบ้านที่คุ้นเคยคะยั้นคะยอให้กินเหล้าในงานแต่งงานของบ่าวสาวที่รักกันมาเจ็ดปี อารุมยิ่งฟุ้งซ่าน เปรียบเทียบตัวเองกับนนทลีก็คบกันมาระยะเวลาเท่านี้ แต่ไม่ได้ลงเอยกันเพราะวิศนี!

เมื่อกลับถึงบ้านในสภาพเมามายในคืนนั้น อารุมเกือบจะขับรถชนวิศนีที่อุตส่าห์ถ่างตาคอยด้วยความเป็นห่วง การกระทำและคำพูดต่อว่าต่อขานของเขาทำให้หญิงสาวรู้ว่าเขาตั้งใจทำร้ายเธอ แสดงว่าเขาไม่มีวันให้อภัยเธอได้อย่างสนิทใจ จึงตัดสินใจหนีออกจากบ้านโดยไม่บอกลา

ooooooo

ตอนที่ 14

รุ่งขึ้น วิเวียนนั่งคอตั้งหน้าเชิดมาในรถโยธิน อยากจะเปิดตัวเต็มแก่ แต่ฝ่ายชายไม่เล่นด้วย จอดรถก่อนถึงบริษัทให้เธอลง อ้างว่าวันนี้เรามาสาย คงหลบคนไม่ได้

“วิไม่อยากหลบๆซ่อนๆแบบนี้เลย”

“รออีกนิดนะครับ” โยธินลูบแก้มหญิงสาวอย่างเอาใจ

“คุณ ก็พูดอย่างนี้ทุกครั้ง แต่คุณก็ให้คำตอบวิไม่ได้ว่าจะต้องรอไปถึงเมื่อไหร่ วิยอมเสี่ยงเพื่อสิ่งที่คุณต้องการแล้วเมื่อไหร่คุณจะเสี่ยงเพื่อวิบ้างคะ”

โยธิน นิ่งอึ้ง สบตาวิเวียน เห็นสายตาตัดพ้อกึ่งต่อรองของเธอก็ไม่กล้าขัดใจ เคลื่อนรถต่อไปยังที่จอดประจำของตัวเอง วิเวียนก้าวลงมาหน้าตาแช่มชื่น แต่พอทั้งคู่จะเดินเข้าบริษัทเห็นอำนวยยืนมองมา โยธินหน้าถอดสี รีบยกมือไหว้ ท่าทีหลุกหลิกกลัวความแตก

“เพิ่งมาเหรอโยธิน แล้วนี่บ้านอยู่ใกล้กันเหรอ ถึงมาด้วยกันได้” อำนวยมองวิเวียนอย่างแปลกใจ

“ไม่ใช่ครับคุณอา ผมเจอคุณวิเวียนหน้าบริษัทน่ะครับ ก็เลยให้ติดรถมาด้วย ใช่ไหมคุณวิเวียน”

วิ เวียนไม่พอใจ แต่เห็นสายตาบังคับของโยธินก็จำต้องฝืนยิ้มรับคำ จากนั้นโยธินหาทางแยกวิเวียนออกไป โดยสั่งให้เธอไปเตรียมเอกสารที่ห้อง แล้วเข้าประจบช่วยถือกระเป๋าให้อำนวย

“เชิญครับคุณอา”

โยธินเดินคู่ไปกับอำนวย ชวยคุยจ้ออย่างเอาใจ วิเวียนเซ็งจัด มองตามหน้าตูมตึง

ooooooo

ที่บ้านวิโรจน์ เช้านี้จันทร์พยายามตีสนิทนีรนุชที่ออกไปเดินเล่นริมทะเล หวังจะยืมมือเธอจัดการวิศนีให้พ้นไปจากที่นี่

“ฉันรู้นะว่าคุณเป็นใคร แล้วฉันก็ดีใจมากด้วยที่คุณมา จะได้มาจัดการคุณนีสักที”

“เธอต้องการอะไร” นีรนุชค่อนข้างระแวง

“คน ที่นี่ไม่มีใครชอบผู้หญิงคนนั้น เพราะเขารู้วีรกรรมที่คุณนีทำกับพี่สาวคุณดี แต่แม่นี่ไม่สลดหรอก เขาประกาศว่าตัวเองชนะทั้งคดีและชนะหัวใจพี่อารุม นี่ก็เที่ยวไปบอกใครๆทั่วเลยนะว่าเป็นเมียพี่อารุมไปแล้ว พี่สาวกับพี่เขยฉันก็เบื่อเขามาก ตั้งแต่มาถึงก็วางท่าเป็นคุณนาย คอยจิกใช้พวกเราเป็นคนรับใช้ แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะอยู่ต่อหน้าพี่อารุมเขาก็สร้างภาพเป็นคนแสนดี”

“เธอมาบอกฉันทำไม”

“ก็แค่อยากให้ช่วยอะไรหน่อย คุณรู้จักพ่อแม่เขาหรือเปล่าล่ะ โทร.ให้มารับตัวคุณนีกลับไปหน่อยสิ พวกฉันจะได้อยู่กันอย่างสงบๆสักที”

จันทร์ ยื่นโทรศัพท์มือถือให้ นีรนุชลังเลเล็กน้อยก่อนรับมา แล้วเดินแยกไปอีกมุมเพื่อติดต่อไปยังบริษัทของอำนวย แต่ไม่ทันลงมือ ได้ยินเสียงวิศนีเรียกหาให้ไปกินข้าว นีรนุชขยับตัวแต่แล้วถูกวิศนีพุ่งมาผลักล้มไปเพราะเห็นงูกำลังจะกัดเธอ

วิศ นีช่วยนีรนุชไว้ได้ แต่ตัวเองถูกงูกัดเจ็บปวดและหมดสติไปในที่สุด นีรนุชตกใจกับเหตุการณ์ตรงหน้า ท่าทางเธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะวิ่งกลับไปตามคนที่บ้านมาช่วยเหลือ

พวกอารุมปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้วิศนีก่อนพาส่งโรงพยาบาลจนเธอปลอดภัย นีรนุชอยู่นอกห้องแอบโล่งใจ เดชชาติสังเกตเห็น เปรยขึ้นว่า

“นุชทำถูกแล้วที่ช่วยคุณวิศนี”

“เขา...เขาช่วยนุชไว้ ถ้าไม่เป็นเขา ก็ต้องเป็นนุชที่ถูกงูกัด แล้วนุชก็อาจจะไม่...”

“ใช่...พี่ถึงบอกว่านุชทำถูกแล้ว พี่ภูมิใจในตัวนุชนะ” เดชชาติบีบมือเธอให้กำลังใจ

ขณะนั้นในห้อง วิศนีอยู่กับอารุม หญิงสาวประหลาดใจเมื่อรู้ว่านีรนุชช่วยเหลือเธอไว้

“นุชวิ่งไปตามผมกับเดชชาติ แต่พอกลับมาผมก็เห็นคุณสลบไปแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงนะ หมอบอกว่าเป็นงูทะเล พิษไม่รุนแรง”

“ฉันคิดว่าเธอจะปล่อยให้ฉันตายซะอีก”

“พูด อะไรอย่างนั้น ทุกคนเป็นห่วงคุณ” อารุมพูดพลางลูบศีรษะวิศนีอย่างเอ็นดู พยายามพูดติดตลกให้เธอผ่อนคลาย “เราสองคนมัวแต่ผลัดกันเฝ้าไข้อยู่นี่เอง เมื่อไหร่จะหายกันสักที”

วิศนียิ้มบางๆให้เขา เดชชาติกับนีรนุชเดินกลับมาหน้าห้อง เห็นสองคนยิ้มให้กันก็หน้าจืดเจื่อน

“พี่ชาติ...นุชอยากกลับบ้าน”

เดชชาติทำตามความต้องการของนีรนุช เขาเข้าไปบอกลาวิศนี พูดคุยกันตามลำพังโดยไม่มีอารุมอยู่ด้วย

“คุณชาติจะกลับแล้วเหรอคะ”

“ครับ ผมกับนุชลางานไว้แค่นี้ ขืนมัวแต่เที่ยวอาจจะตกงานได้”

วิศนีพยักหน้าเข้าใจ แล้วอดถามถึงพ่อตัวเองไม่ได้ “พ่อฉันสบายดีไหมคะ”

“ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่หรอกครับ ท่านประธานเป็นห่วงคุณมาก กลัวว่าคุณจะได้รับอันตราย แต่ถ้าท่านรู้ว่าผมมาพบคุณคงสบายใจขึ้น”

“อย่าบอกพ่อนะคะ ว่าฉันอยู่ที่นี่”

“ทำไมล่ะครับ”

“ฉัน ไม่อยากกลับไปที่บ้านนั้นอีกแล้ว...พ่อบอกฉันวันที่ออกจากบ้านว่า ถ้าก้าวเท้าออกมาแล้วก็ไม่ต้องกลับไปอีก ฉันก็จะทำอย่างที่พ่อต้องการค่ะ ขอร้องนะคะคุณชาติ อย่าบอกว่าพบฉัน อย่าให้ฉันต้องกระเสือกกระสนหนีไปที่อื่นอีกเลยนะคะ”

เดชชาติรู้ว่าวิศนีเอาจริงแน่ จำต้องพยักหน้ารับอย่างไม่มีทางเลี่ยง...หลังจากนั้น อารุมขับรถไปส่งทั้งคู่ที่ท่ารถ เดชชาติเลี่ยงไปซื้อตั๋ว ทิ้งให้นีรนุชนั่งรอกับอารุมตามลำพัง

“คุณวิศนีฝากพี่มาขอบคุณนุช”

“เรื่องที่นุชไม่ปล่อยให้เขาตายน่ะเหรอคะ นุชก็ อยากจะเลือดเย็นให้ได้อย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เพราะเขาช่วยชีวิตนุชไว้”

“นุช...พี่รู้ว่ามันทำใจยากที่นุชจะยอมรับ”

“ค่ะ มันทำใจยาก สองสามวันนี้เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากของนุช แต่นุชเคยผ่านเรื่องที่ยากกว่านี้มาแล้วนั่นคือการเสียพี่นน ถ้านุชจะต้องเสียพี่ไปอีกคน มันก็คงจะไม่เจ็บเท่าครั้งนั้นหรอกค่ะ นุชยังเคารพพี่อารุมเหมือนเดิม

นะคะ และนุช...จะพยายามเคารพการตัดสินใจของพี่”

หญิงสาวตัดบท ลุกเดินไปหาเดชชาติที่กำลังเดินตรงมา อารุมมองตามด้วยความเป็นห่วง เดชชาติเห็นแล้วเข้าใจดี พยักหน้าให้เพื่อนเป็นเชิงปลอบใจว่าตนจะดูแลนีรนุชต่อเอง

ooooooo

ก่อนออกจากโรงพยาบาลเย็นนั้น วิศนีใช้โทร-ศัพท์ในห้องโทร.ไปบ้านพ่อ ปรากฏว่าละอองรับสายแต่จำเธอไม่ได้ บอกว่าอำนวยไม่อยู่ เพิ่งออกเดินทางไปญี่ปุ่นเมื่อสักครู่นี้เอง วิศนีไม่พูดอะไรต่อ วางสายด้วยความ น้อยใจ ไม่เชื่อคำพูดของเดชชาติที่บอกว่าพ่อเป็นห่วงเธอ

เมื่อกลับถึงบ้านวิโรจน์ อารุมนำสร้อยกับต่างหูที่วิศนีให้ฉายเอาไปขายกลับมาคืนให้เธอ

“ของของคุณที่ฝากฉายไปขายเพื่อเอาเงินมารักษาผม เมื่อวานผมไปตามซื้อมาคืน แต่ก็ได้ไม่ครบหรอกนะ บางชิ้นก็ถูกเปลี่ยนมือไปแล้ว”

“คุณเอาเงินตัวเองซื้อกลับมาเหรอ มันตั้งหลายบาทนะคะ”

“ของพวกนี้มีค่าทั้งนั้น ผมเสียดายแทน ถึงคุณจะบอกกับใครๆว่ามันไม่สำคัญเท่าชีวิตผมก็ตาม”

“ฉันหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆค่ะ”

“งั้นก็ถือว่าผมยืมเงินคุณไปจ่ายค่าหมอ นี่คือการใช้หนี้”

วิศนีมองหน้าชายหนุ่มอย่างซาบซึ้ง อารุมหยิบสร้อยออกมาปลดตะขอแล้วสวมใส่ให้เธออย่างนุ่มนวลอ่อนโยน หญิงสาวยิ้มเขิน แต่พอเขาจะใส่ต่างหูให้ เธอรีบบอก

“คุณจะให้ฉันแต่งตัวเป็นลิเกในสภาพมอมแมมแบบนี้เหรอคะ”

อารุมชะงักเพิ่งนึกได้ มองวิศนีขำๆระคนเอ็นดู “งั้นก็ไปอาบน้ำสิครับ จริงสิ คุณยังอาบน้ำไม่ได้ ผมเช็ดตัวให้นะ”

“ไม่ต้องค่ะ” เธอรีบบอกด้วยท่าทีเขินอาย

“ผมล้อเล่น เดี๋ยวจะไปตามเพ็ญให้” อารุมผลุบหายออกไป วิศนีอมยิ้ม พลางลูบสร้อยที่คออย่างมีความสุข...

ด้านเดชชาติกับนีรนุชที่เพิ่งเดินทางกลับถึงบ้าน ชายหนุ่มอาทรความรู้สึกหญิงสาวมาก บอกให้ขึ้นบ้านไปอาบน้ำนอน อย่าคิดอะไรมาก พรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว

“ขอบคุณนะคะ ตอนนี้นุชก็เหลือพี่ชาติคนเดียวที่เข้าใจ”

“อย่าคิดอย่างนั้นสิ พวกเราทุกคนยังรักนุชนะ”

นีรนุชตาแดงๆเหมือนจะร้องไห้ โผเข้ากอดเดชชาติ เอ่ยเสียงเครือๆ “แต่นุชไม่มีที่พึ่งแล้วพี่ชาติ นุชไม่เหลือใครแล้ว”

“ไม่จริงหรอกนุช ไม่จริงเลย...ต่อให้นุชไม่มีใคร นุชของพี่ก็เข้มแข็งพอ นุชรู้ตัวไหมว่านุชโตขึ้นมาก จากเวลาไม่กี่เดือน หรือแค่ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา นุชก็ทำให้พี่เห็นว่านุชเติบโตขึ้นอีกขั้น ที่สามารถเอาชนะใจตัวเองไม่ปล่อยให้ความรู้สึกเคียดแค้นเข้าครอบงำจนทำให้เกิดความสูญเสียขึ้นอีก นุชควรจะรู้สึกดีกับตัวเองให้มากๆ”

นีรนุชผละออกจากอ้อมกอด สายตาจับจ้องใบหน้าเขาอย่างขอบคุณ

“วันนี้นุชอาจจะเหนื่อยและท้อใจ ขึ้นไปพักผ่อนซะ พอมีแรงแล้วโลกของนุชก็จะกลับมาสดใสอีกครั้ง เชื่อพี่นะ”

เดชชาติยิ้มอ่อนโยน เช็ดน้ำตาให้เธออย่างเบามือ นีรนุชพยักหน้า รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นห่วงใยที่เขาส่งมา... หลังจากหญิงสาวเข้าบ้านไปแล้ว เดชชาติหันหลังจะกลับบ้านตัวเอง ปรากฏว่าเจอน้องห้าคนยืนหน้าสลอน แต่ละคนยิ้มกริ่มหลังจากได้ดูฉากหวานๆของพี่ชายกับน้องสาวคนสนิท เดชชาติทำไก๋ แต่พอทุกคนจำลองเหตุการณ์ให้เห็น

จะจะก็ออกอาการเขินอาย กลบเกลื่อนด้วยการไล่เตะน้องๆ

ooooooo

เช้าวันใหม่ วิศนีเตรียมอาหารใส่ปิ่นโตหลายเถา ขนมกับผลไม้ใส่ถุงรวมกันอีกจำนวนหนึ่ง ฉายกับเพ็ญ เห็นข้าวของมากมายจึงอาสาตามไปช่วยที่วัด แต่วิศนีบอกไม่เป็นไร ตนกับอารุมจัดการได้ จันทร์จิกตามองหมั่นไส้ แถเข้ามาทำปากยื่นปากยาว

“แล้วนี่ของโปรดของแฟนพี่อารุมที่ตายทั้งนั้นเลยเหรอ เข้าใจเอาใจผีนะ”

วิศนีหน้าเสียเล็กน้อย เพ็ญหันไปหยิกน้องสาวก่อนเอ่ยปากไล่ให้ไปไกลๆ แล้วชวนฉายช่วยขนของไปใส่รถ พอคล้อยหลังทั้งคู่ จันทร์ฉวยโอกาสแขวะวิศนีอีก

“ทำดีให้ตาย มันก็ล้างบาปไม่ได้หรอก อย่าเสียเวลาดีกว่า”

“แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย นอกจากอิจฉาริษยาคนไปวันๆ แบบนั้นมันทั้งบาป ทั้งน่ารังเกียจ”

โดนวิศนียอกย้อนเข้าให้บ้าง จันทร์แทบร้องกรี๊ด จิกตามองตามเธอไปด้วยความเจ็บใจ...

เมื่อขนของใส่รถเรียบร้อยแล้ว วิศนีถามอารุมว่าเราจะไปวัดไหน?

“ผมรู้จักอยู่วัดหนึ่ง ไม่ค่อยมีคนเข้าไปถึงเพราะอยู่ไกล พระเณรที่นั่นน่าสงสาร เพราะบางทีไม่มีชาวบ้านเข้าไปทำบุญ ท่านก็ต้องฉันอาหารแห้ง”

“งั้นเราแวะซื้ออาหารแห้งเพิ่มดีไหมคะ”

อารุมพยักหน้าเห็นด้วย เปิดประตูให้วิศนีก้าวขึ้นนั่ง ก่อนจะอ้อมไปขึ้นอีกฝั่งแล้วขับรถออกไป ต่างคนต่างสบายใจที่จะได้ทำบุญให้นนทลี...

เช้าวันเดียวกันที่กรุงเทพฯ โยธินเพิ่งกลับเข้าบ้าน อวลอบลงมาเห็นพอดี ชักสีหน้าไม่พอใจก่อนซักฟอกลูกชายเป็นการใหญ่ว่าทำไมเพิ่งกลับ ไปนอนที่ไหนมา

“ผมโตแล้วนะครับคุณแม่ เลิกถามคำถามแบบนี้สักทีเถอะ”

“ต้องถามสิ เพราะแกกำลังจะกลับไปทำนิสัยเดิมอีกแล้วใช่ไหม ไปนอนกับอีคนไหนมา บอกมานะ” อวลอบเสียงเขียวจนโยธินรำคาญหนัก

“คุณแม่...ผมให้ทุกอย่างที่คุณแม่ต้องการแล้ว คุณแม่จะเอาอะไรจากผมอีก เรื่องแค่นี้ให้อิสระผมไม่ได้หรือไง”

“แกไปติดผู้หญิงจริงๆด้วย ใช่นังคนเมื่อวันก่อนที่มาตามแกที่บ้านหรือเปล่า”

“คุณแม่พูดถึงใคร”

“มันบอกว่ามันชื่อกุสุมา”

โยธินทั้งตกใจและประหลาดใจ รีบนัดเจอกุสุมาในวันนี้เลย...สองคนไปเจอกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง หญิงสาวเท้าความเรื่องที่เขาเคยเสนอตัวจะช่วยเธอแยกอารุมกับวิศนีออกจากกัน ซึ่งเธอตัดสินใจตกลงร่วมมือ

“คุณไปหาผมที่บ้านเพื่อจะพูดเรื่องนี้เหรอ”

“ใช่ ฉันรู้แล้วว่างานนี้ทำคนเดียวไม่สำเร็จ เราต้องร่วมมือกันตามหาสองคนนั่น”

“คุณแน่ใจแล้วเหรอว่าสองคนนั้นไปอยู่ด้วยกัน”

“ยังไม่แน่ใจ แต่ก็คิดว่าเป็นไปได้สูง คุณคิดดูสิ จู่ๆสองคนนั่นก็หายไปพร้อมกัน ไม่มีใครได้ข่าวพวกเขาอีกเลย มันจะไม่บังเอิญไปเหรอ”

“งั้นมันก็เป็นแค่การคาดการณ์ของคุณ ขอโทษนะ ผมไม่ใช่นักสืบ ไม่ได้มีหน้าที่รับจ้างตามหาผู้ชายให้ใคร เอาไว้ให้คุณมีหลักฐานว่าคุณวิศนีไปกับไอ้บ้านั่นแล้วค่อยมาบอก ผมถึงจะช่วย”

“คุณแน่ใจเหรอ กว่าจะถึงวันนั้น วิศนีอาจจะเป็นแค่ของเหลือเดนไปแล้วก็ได้ คุณทนได้เหรอ หรือคุณไม่แคร์ เพราะตอนนี้มีเหยื่อรายใหม่ แต่ฉันว่าคุณเปลี่ยนรสนิยมเร็วไปนะ จากลูกสาวเจ้าของบริษัทไปเป็นพนักงานต๊อกต๋อยอย่างวิเวียน”

เขาสะอึก ไม่นึกว่ากุสุมาจะรู้เรื่องนี้ แต่ทำใจกล้าถามเสียงเรียบ “คุณพูดอะไร”

“ฉันเห็นคุณกับเขาเมื่อวานนี้ ฉันอาจจะบอกคุณอำนวยก็ได้ว่า ว่าที่ลูกเขยของเขาเกิดรอเจ้าสาวไม่ไหว เลยหันไปคว้าของกินตกพื้นในบริษัทมาเคี้ยวฆ่าเวลา อยากรู้นักเขาจะว่ายังไง”

ชายหนุ่มทั้งโกรธทั้งกลัว แต่อึดใจเดียวก็ยิ้มใจเย็น เน้นย้ำกับเธอว่า “คุณไม่เห็นอะไรทั้งนั้น ถึงเห็นก็ไม่มี หลักฐาน แต่ถ้าจะลองดูก็เชิญ ผมจะได้ถือว่าคุณเป็นศัตรู”

โยธินชี้หน้า ส่งสายตาดุดันก่อนจะเดินออกไป กุสุมานิ่งอึ้ง ไม่กล้าเสี่ยงกับผู้ชายคนนี้!

ooooooo

หลังอิ่มอกอิ่มใจจากการทำบุญกันแล้ว อารุมกับวิศนียังเพลิดเพลินอยู่ที่วัด ช่วยเก็บกวาดทำความสะอาดอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย กระทั่งเห็นฝนตั้งเค้าจึงพากันกลับ แต่ระหว่างทางรถเสียและหาช่างไม่ได้ด้วย สองคนเลยต้องอาศัยกระท่อมเก่าๆหลบฝน...

ขณะเดียวกันนั้น ที่กรุงเทพฯ ตำรวจมีเบาะแสเกี่ยวกับวิศนีจากแหวนที่เพิ่งได้มาจึงรีบไปที่บ้านอำนวย แต่อำนวยไปญี่ปุ่นยังไม่กลับ อยู่แต่กรแก้ว และอวลอบที่แวะมาเยี่ยมเยียนตามปกติ...กรแก้วรับแหวนจากตำรวจมาดูแล้วถามอย่างไม่อยากเชื่อนัก

“แน่ใจเหรอคะคุณตำรวจว่านี่เป็นแหวนของคุณวิศนี”

“ลักษณะของแหวนตรงกับรายละเอียดเครื่องประดับที่คุณอำนวยแจ้งไว้กับเราครับ”

“แล้วมันไปอยู่ถึงตราดได้ยังไงคะ”

“ผมก็ยังไม่แน่ใจ แต่คนที่รับซื้อแหวนวงนี้ยืนยันว่าซื้อต่อมาจากร้านทองในพื้นที่”

“คุณอำนวยแกมีญาติอยู่ที่นั่นหรือเปล่าคะน้องกรแก้ว พื้นเพแกเป็นคนต่างจังหวัดนี่คะ”

“คุณอำนวยไม่เคยพูดถึงเลยค่ะ ถ้ามีเราก็คงจะไปตามหาคุณวิศนีที่นั่นตั้งแต่แรก...ขอบคุณนะคะคุณตำรวจ ดิฉันจะแจ้งให้คุณอำนวยทราบ”

ตำรวจรับแหวนคืนมาเก็บแล้วขอตัวกลับ...อวลอบมองหน้ากรแก้ว ทำเหมือนเห็นใจแต่ความจริงคิดอ่านเพื่อประโยชน์ของตัวเอง

“ถ้าคุณวิศนียังมีชีวิตอยู่ แล้วถึงกับต้องขายแหวนกิน ก็แสดงว่าคงจะลำบากไม่ใช่น้อย เราต้องรีบพาเธอกลับมานะคะ”

กรแก้วฟังแล้วยิ่งเครียด ไม่แน่ใจว่าจะหวังได้แค่ไหนว่าวิศนียังมีชีวิตอยู่...

ส่วนที่บ้านแวว ชีพทำตัวเป็นนินจาผลุบไปโผล่มา แรกๆแววก็บ่นและเที่ยวตามหา แต่หลังๆมานี่เริ่มชิน โดยไม่รู้ว่าชีพมีกิ๊กใหม่ที่สาวกว่าตน และเย็นวันนี้เองชีพพาสาวอ้อยมากกในบ้านเพราะนึกว่าแววไปบ่อนที่ปอยเปต แต่จู่ๆแววโผล่มา ชีพต้องรีบเอากิ๊กหลบออกจากบ้านอย่างเร่งด่วน แถมยังต้องเสียเงินให้เธอไปหมดตัว เพราะไม่อย่างงั้นเธอกระเง้ากระงอดไม่เลิก

เมื่อหมดตัว ชีพจำเป็นต้องย้อนกลับไปหาบ่อเงินบ่อทองของตนอีกครั้ง แต่คราวนี้โยธินขึงขังไม่ยอม ต่อยชีพเซถลาแล้วชี้หน้าด่าซ้ำ

“แกนี่มันหน้าด้านจริงๆ ยังมีหน้ามาขูดรีดพวกฉันอีกเหรอ รู้ไว้ด้วยนะไอ้โง่ ฉันจบสิ้นการเป็นลูกหนี้ไอ้เสี่ยหวินของแกไปแล้ว”

“แหม...พูดดีๆกันก็ได้นี่ ไม่เห็นต้องชกเลย”

“แค่ชกมันยังน้อยไปโว้ย” โยธินเงื้อเท้าจะเตะ ชีพรีบลุกขึ้นถอยหนี แต่ยังปากดีไม่เลิก

“แต่เดี๋ยวพวกคุณก็ต้องเป็นหนี้เสี่ยอีก รวยแต่เปลือกอย่างนี้จะทำมาหากินอะไรรอด”

โยธินฉุนจัดจะซัดชีพอีก แต่อวลอบคว้าตัวลูกชายไว้เสียก่อน

“อย่าให้เสียมือเปล่าเลยโย คนชั้นต่ำอย่างนี้ก็ดีแต่เห่าไปวันๆ มันไม่มีปัญญาทำอะไรเราได้จริงหรอก... นี่แก แทนที่แกจะหาเรื่องรีดไถฉันไปวันๆ มาช่วยฉันทำงานไม่ดีกว่าเหรอ”

“คุณแม่...” โยธินปรามเสียงหลง

“ฉันจะจ้างแกไปตามหาวิศนีกลับมาแต่งงานกับโยธิน ถ้าพวกฉันได้ดองกับคุณอำนวย แกก็จะสบายไปด้วยแน่ จะได้สลัดนังเมียแก่ทิ้งไปลืมตาอ้าปากสักทีไงล่ะ”

ชีพชะงัก มองอวลอบอย่างลังเล...อีกครู่ต่อมา โยธินเดินหน้าตึงกลับเข้าบ้าน โดยมีอวลอบเดินตามหลัง

“คนอย่างไอ้ชีพมันจะไปทำอะไรได้ครับ”

“ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แม่ไปเร่งยายกรแก้ว เขาก็ไม่เห็นทำอะไรสักอย่าง อ้างแต่รอคุณอำนวย จะขยับทำอะไรเองก็กลัวเป็นข่าว คงคิดว่าไม่ใช่ลูกใช่เต้า หายไปก็ดี จะได้ไม่มีคนแบ่งสมบัติละมั้ง”

“แล้วคุณแม่รู้ได้ยังไงว่าคุณวิศนีอยู่ที่ตราด”

“มันก็ต้องเสี่ยงดู ถ้าไอ้ชีพมันตามเจอ เราก็จะได้เอาหน้าว่าเป็นคนตามหาหนูวิศนีพบไง แล้วทีนี้เราจะเร่งรัดคุณอำนวยให้จัดงานแต่งเมื่อไหร่ก็ได้ เผลอๆไม่ต้องเสียสินสอดสักบาท”

โยธินนิ่งเงียบไป ค่อนข้างพอใจกับแผนการอันชาญฉลาดของแม่

ooooooo

ค่ำแล้ว อารุมกับวิศนียังหลบฝนอยู่ในกระท่อม ต่างคนต่างเป็นห่วงกัน โดยเฉพาะอารุมที่กลัววิศนีจะไม่สบายเพราะเสื้อผ้าเปียกทั้งตัว

“คุณหนาวไหม เสื้อผมแห้งแล้ว เอาไปใส่ทับอีกชั้นก็ได้”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันทนได้”

“เรามาทำบุญแท้ๆ ไม่น่ามีอุปสรรคเลย”

คำพูดอารุมทำให้วิศนีคิดฟุ้งซ่าน ตั้งคำถามขึ้นมา “คุณว่าวิญญาณคุณนนยังโกรธฉันอยู่ไหมคะ”

“เรื่องอะไร”

“ก็ทุกเรื่อง...ทั้งตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ และถ้าเธอเห็นฉันยังวนเวียนอยู่ใกล้คุณแบบนี้ บางทีฉันก็สงสัยว่าที่ชีวิตฉันยังมีเรื่องติดขัดอยู่เรื่อย เป็นเพราะฉันยังชดใช้ให้เธอไม่พอหรือเปล่า”

“เหลวไหลน่า”

“หรือเธอจะยังโกรธฉันเพราะเรื่องอื่น...เรื่องคุณโยธิน” วิศนีรำพึงออกมา อารุมจ้องหน้าสงสัย ถามเธอว่าโยธินมาเกี่ยวอะไรด้วย หญิงสาวรู้สึกตัว มองเขาอย่างอึดอัด ไม่กล้าตอบ

“ผมถามว่าโยธินมาเกี่ยวอะไร” เขาคาดคั้นเสียงเข้ม

“วันที่ฉันคุยกับคุณนน ฉันพูดเรื่องที่เห็นคุณนนไปทานข้าวกับคุณโยธิน แล้วเธอก็ดูเหมือนจะไม่พอใจ”

“ไม่จริง” อารุมกระแทกเสียงโดยไม่กล้าสบตาเธอ

“มีคนส่งรูปคุณนนกับคุณโยธินเข้ามาในเมล์คุณค่ะ แต่ฉันกลัวคุณสองคนมีปัญหากัน ฉันก็เลยลบทิ้ง”

“ไม่จริง! คุณโกหก คุณพูดเรื่องนี้ทำไม คุณต้องการอะไร”

อารุมหงุดหงิดไม่พอใจ จับแขนเธอเขย่าอย่างแรง พอได้ยินเธอร้องโอดโอยก็ได้สติ ปล่อยมือออกแล้วหันหลังให้ วิศนีเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเขาจึงพยายามตัดบท

“ช่างมันเถอะค่ะ ลืมมันซะเถอะ คิดซะว่าเป็นคำพูดเพ้อเจ้อคิดไปเองของฉันแล้วกัน”

“แล้วคุณคิดอะไรล่ะ คิดว่ายังไง”

“ฉันบอกแล้วไงว่าให้ลืมมันซะ”

“คุณกำลังจะเล่นตลกอะไร อยู่ๆคุณก็พูดเรื่องนนขึ้นมา แล้วก็ลากนายโยธินเข้ามาเกี่ยวข้อง มันต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างสิ หรือคุณจะบอกว่าผมเป็นไอ้งั่งที่โดนนนกับไอ้โยธินนั่นสวมเขา...มันจะเป็นไปได้ยังไง สองคนนั่นไม่ได้รู้จักกัน”

“คุณแน่ใจเหรอคะว่าเขาไม่ได้รู้จักกัน ในเมื่อคุณกุสุมาเป็นคนยืนยันว่าเขาสนิทกัน”

อารุมนึกถึงคำพูดของกุสุมาที่เคยชวนให้ไปตามหานนทลีที่บ้านโยธิน แต่ไม่อยากยอมรับ พูดเสียงแผ่วว่าเป็นไปไม่ได้...

“งั้นก็อย่าเปลืองสมองเลยค่ะ คิดอย่างที่คุณอยากคิดเถอะ”

อารุมมองวิศนีอย่างดุดันเพราะโกรธไปแล้ว ระงับอารมณ์ไม่อยู่ “คุณรู้ไหมว่าผมคิดยังไง ผมคิดว่าคุณพยายามจะหาความชอบธรรมให้ตัวเองว่าการตายของนนก็สาสมแล้ว”

“ฉันเปล่า”

“คุณคิด” เขาตวาดใส่หน้าจนเธอผงะ น้อยใจน้ำตาปริ่ม เกิดทิฐิขึ้นมาในที่สุด

“ก็ได้...ฉันคิด ฉันคิดว่าเขาสมควรตายแล้ว เพราะฉันหลงรักคุณจนโงหัวไม่ขึ้น แต่ฉันก็ไม่มีปัญญาจะเอาชนะคุณนนได้ ก็เลยแกล้งขับรถชนเขาซะ จะได้หมดเสี้ยนหนาม นี่ใช่ไหมที่คุณอยากได้ยิน”

“คุณกำลังจะทำให้ผมบ้านะ”

“คุณต้องการให้ฉันพูดอย่างนี้ไม่ใช่เหรอคะ คุณต้องการให้ฉันพูดในสิ่งที่คุณคิด คนทั้งโลกอาจจะผิดได้ แต่คุณไม่เคยผิด คุณต้องถูกเสมอ”

“แล้วคุณวิเศษกว่าผมนักเหรอ”

“ไม่หรอกค่ะ ฉันก็เป็นแค่มนุษย์คนนึง มีดีมีชั่ว แต่ฉันก็ยอมรับธาตุแท้ในตัวฉันเอง ไม่ได้หลับตางมงายเหมือนคนบางคน”

“ใช่ แล้วถ้าผมจะหลับตาต่ออีกนิดเดียว...นิดเดียว” เขากระชากร่างเธอเข้ามาประชิด พูดน้ำเสียงดุดันน่ากลัว “คุณรู้ไหม ถ้าผมจะไม่พยายามทำตัวเป็นซื่อตรง เป็นสุภาพบุรุษ คุณจะได้รับบทเรียนจากผม บทเรียนที่คุณจะจำจนตาย”

วิศนีใจคอไม่ดี พยายามแกะมือเขาออกแต่ไม่ สำเร็จ “ถ้าคุณคิดอย่างนั้น มันก็ไม่ใช่บทเรียนหรอกค่ะ แต่เป็นบทเลวต่างหาก”

“งั้นคุณก็ยิ่งควรได้รับ จะได้สาสมกับคนที่มีธาตุแท้เลวเท่าๆกันไงล่ะ”

พูดขาดคำ อารุมกอดจูบเธอทันที วิศนีขัดขืนแล้วตบหน้าเขาฉาดใหญ่ เขาชะงัก แต่ไม่ใช่เพราะแรงตบ แต่เป็นเพราะน้ำตาของเธอที่เอ่อคลอออกมา ทำให้เขามีสติ รู้ตัวว่ารุนแรงกับเธอเกินไป

อารุมรู้สึกผิด เช็ดน้ำตาให้เธอก่อนจะพรมจูบที่แก้มอ่อนโยนแผ่วเบา ต่างจากเมื่อสักครู่อย่างสิ้นเชิง วิศนีตะลึงกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขา แต่ลึกๆก็หวั่นไหวกับความอ่อนโยน เลยไม่ขัดขืน ปล่อยให้เป็นไปตามแรงปรารถนาของหัวใจที่ต่างก็มีให้กันอย่างเต็มเปี่ยม

ooooooo

ตอนที่ 13

เย็นนั้น ฉายกับเพ็ญไปช่วยงานบวชญาติ อารุมกับวิศนีจึงเตรียมทำอาหารกินกันเอง แต่ต้องออกไปตลาดก่อน อารุมขับรถพาวิศนีไปด้วย ถึงตลาดเจอแม่ค้าหลายรายพูดจาไม่ดีกับวิศนีจนเธออยากจะกลับไปคอยที่รถ แต่อารุมไม่ยอมและออกรับแทน ทำให้แม่ค้าไม่กล้าตอแยหญิงสาวอีก

หนุ่ม สาวจูงมือกันเดินจับจ่ายซื้อของได้ครบ วิศนีอยากกินขนมครก อารุมให้เงินเธอซื้อกลับไปกินที่บ้านในระหว่างที่รอเขาทำอาหารมื้อเย็น ซึ่งเขาขอแสดงฝีมือคนเดียว

ขณะเดียวกันนั้น วิโรจน์ซึ่งมีกำหนดขึ้นเครื่องกลับเมืองนอกคืนนี้ เห็นว่ายังพอมีเวลาจึงแวะไปหาเพื่อนรักอีกคนถึงบ้าน...เดชชาติดีใจมากที่ได้ เจอวิโรจน์ สองหนุ่มออกไปนั่งกินกาแฟที่ร้านใกล้บ้าน ถามสารทุกข์สุกดิบกันไปมาก่อนที่วิโรจน์จะพูดถึงอารุม

“แกไม่รู้จริงๆเหรอว่ามันไปอยู่ที่บ้านฉัน”

“มันไม่บอกใครเลย”

“หลัง จากเกิดเรื่องมันโทร.มาปรึกษา แล้วก็ออกปากขอยืมบ้านที่โน่น ฉันก็ว่าดี เพราะสภาพจิตใจมันกำลังแย่ หนีไปอยู่สงบๆสักพักก็น่าจะดีขึ้น”

เดชชาติพยักหน้าเห็นด้วย แต่พอได้ยินวิโรจน์เล่าต่อไปว่าอารุมพาวิศนีไปด้วยก็ชะงักหน้าเจื่อน แม้จะแอบคิดอยู่แล้วเหมือนกัน

“ฉันไปเจอคุณวิศนีมาด้วยตัวเอง”

“แล้ว...คุณวิศนีเป็นยังไงบ้าง”

“ก็สบายดี มันเกิดเรื่องเกิดราวอะไรขึ้นมากมายเลยว่ะชาติ แกก็คงมองออกอยู่แล้วมั้ง เพราะแกอยู่ใกล้ตัวกว่าฉัน”

เดชชาติหน้าสลด นึกถึงความสัมพันธ์แบบทั้งรักทั้งแค้นของอารุมกับวิศนี แล้วพยักหน้าซึมๆ

“เพื่อน เราก็ยังเหมือนเดิม ตีกรอบให้ตัวเองคิดว่าสีขาวคือดี สีดำคือเลว ถูกต้องเป็นถูก ผิดก็ต้องเป็นผิด ไม่ยอมรับความจริงว่าหัวใจมนุษย์มันละเอียดอ่อนกว่านั้น”

“อารุมมันคงโกรธคุณวิศนีน่าดู”

“ใจมันน่ะรักเขา แต่มันกลัวว่าตัวเองจะเป็นคนเลว เลยต้องต่อต้านความรู้สึกแบบนั้น คุณวิศนีก็เลยลำบากหน่อย”

“ลำบากแค่ไหน” เดชชาติแววตาเป็นกังวลจนวิโรจน์สังเกตได้

“แกจะแวะไปหาก็ได้นะ อารุมมันคงไม่ว่าอะไรแล้วมั้ง”

ทันใด นั้น นีรนุชโผล่หน้าเข้ามาได้ยินชื่ออารุมพอดี เธอรบเร้าเดชชาติว่าเกิดอะไรขึ้นกับอารุม เดชชาติอึดอัดใจ แอบส่งสายตากำชับไม่ให้วิโรจน์พูดอะไรอีก

เมื่อไม่ได้คำตอบเกี่ยวกับอารุม และที่สำคัญวิโรจน์ก็ชิงขอตัวกลับไปแล้ว นีรนุชจึงหันมาคาดคั้นเดชชาติเป็นการใหญ่ แต่ชายหนุ่มทำไก๋ไม่รู้ไม่เห็น ย้ำว่ายังไม่มีใครเจอ

“ก็เมื่อกี้นุชได้ยินพี่คุยกัน นุชได้ยินชื่อพี่อารุมนะ”

เดชชาติหลุกหลิกหลบสายตา แล้วปั้นยิ้มหยอกเย้า “หูฝาดหรือเปล่ายายบ๊อง วิโรจน์มันอยากกินแกงส้มมะรุม ยังไม่ได้พูดถึงอารุมสักคำ ขี้หูน่ะ แคะซะมั่ง”

พูดขาดคำ เขาแกล้งเอานิ้วมือแยงหูเธอ หญิงสาวรีบปัดออกเพราะจั๊กจี้ แล้วมองตามเขาเดินจากไป ด้วยสีหน้าแววตามั่นใจว่าตัวเองไม่ได้หูฝาด

ooooooo

ที่บ้านริมทะเลของวิโรจน์...อารุมกับวิศนีอยู่ในช่วงเวลาแห่งความสุข หลังอาหารมื้ออร่อยที่ฝ่ายชายแสดงฝีมือ วิศนีถึงกับออกปากว่าเขาน่าจะไปทำอาชีพพ่อครัวมากกว่าเป็นชาวประมง

อารุมยิ้มปลื้มกับคำชมนั้น แล้วชวนเธอไปเดินย่อยอาหารบริเวณชายหาดแสนสวยที่วิศนียังไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งเธอสารภาพว่าไม่กล้ามา กลัวเขาหาว่าเพ่นพ่านวุ่นวาย

“นี่คุณกลัวผมมากเลยเหรอ”

“ฉันไม่อยากให้คุณโกรธ เดี๋ยวคุณจะมาไล่ฉันไปอีก”

อารุมยิ้มน้อยๆอย่างนึกเอ็นดู วิศนีเห็นแล้วขวยเขิน เฉไฉหันมองบ้านวิโรจน์ ชื่นชมว่าสวยมาก โชคดีมีบ้านติดทะเลแบบนี้ ถ้าตนมีบ้างก็คงจะดี

“คุณก็กลับไปขอเงินพ่อมาซื้อสิ”

ได้ยินคำว่าพ่อ...วิศนีหน้าเศร้าทันที เปรยขึ้นด้วยความสะเทือนใจ

“ฉันบอกคุณแล้วนี่คะ ว่าฉันไม่มีอะไรเหลือแล้ว ไม่ว่าเงินทองหรือว่าครอบครัว”

อารุมหน้าเจื่อนไปนิดที่ตัวเองทำลายบรรยากาศ แต่วิศนีเศร้าครู่เดียวก็รีบทำสดชื่น ชวนคุยเรื่องวิโรจน์ อยากรู้ว่าเขาสองคนรู้จักกันได้ยังไง

“ตอนเด็กๆผมกับเดชชาติเรียนห้องเดียวกับวิโรจน์ ก็เลยคบกันมาตลอด พ่อแม่วิโรจน์เอ็นดูพวกเราเพราะมีลูกชายคนเดียว เวลาครอบครัวมาพักผ่อนที่นี่ ก็มักจะชวนพวกผมมาด้วย แม้แต่ตอนที่วิโรจน์ไปเมืองนอกแล้ว บ้านหลังนี้ก็ยังต้อนรับพวกเรา”

“คุณวิโรจน์ใจดีจัง เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้รู้จักกันมากกว่านี้”

“มันก็คงเสียดายมั้ง เพราะมันชอบคุณ”

วิศนีแปลกใจว่าทำไมวิโรจน์ถึงชอบเธอ อารุมรู้ตัวว่าหลุดปาก และไม่อยากให้รู้ว่าคุยกับวิโรจน์หลายอย่างล้วนเกี่ยวกับตัวเธอทั้งนั้น จึงพยายามบ่ายเบี่ยง

“ก็ไม่มีอะไร มันพูดถึงคุณ แล้วก็บอกว่าคุณนิสัยดี ฉายกับเพ็ญก็ชอบคุณ”

“คุณคุยอะไรกัน ทำไมถึงต้องพูดถึงฉันด้วย”

อารุมหลบสายตาอย่างมีพิรุธ วิศนีขยับตัวเข้ามาจ้องหน้าคาดคั้น แต่เขาไม่ตอบแถมทำเฉไฉลากเธอลงน้ำ อ้างคำโบราณว่าคนเป็นแผลถ้าได้แช่น้ำทะเลจะหายเร็วขึ้น

ขณะที่หนุ่มสาวกระเซ้าเหย้าแหย่กันอย่างมีความสุข จันทร์นั่งหน้าบูดกอดเข่าเจ่าจุกอยู่กับบ้าน ฉายและเพ็ญกลับจากช่วยงานบวชมาเห็น ทักทายดีๆ และถามเรื่องข้าวปลาอาหารเอาไปส่งที่บ้านใหญ่หรือเปล่า กลับโดนจันทร์แว้ดใส่อย่างมีอารมณ์ก่อนลุกพรวดหนีไป

“ทิ้งไปหมดแล้ว เขาคงไม่หิวกันหรอก ป่านนี้คงกินกันเองจนอิ่มไปถึงชาติหน้าแล้วมั้ง”

สองผัวเมียหน้าเหวอเหลอหลา มองกันไปมาอย่างไม่เข้าใจ ส่วนจันทร์เดินตะบึงตะบอนออกไปทางบ้านใหญ่ เจอวิศนีที่กลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้ว กำลังชื่นชมมงกุฎเปลือกหอยที่อารุมทำให้

ด้วยความริษยา จันทร์เดินเข้ามากระชากมงกุฎแล้วค่อนแคะว่าของกะโหลกกะลาแบบนี้ยังเก็บมาชื่นชม คงคิดว่าอารุมให้ด้วยความพิศวาส วิศนีไม่อยากต่อปาก ต่อคำ เอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติว่าเอาคืนมา

“น่าสมเพช แค่ทำดีด้วยนิดหน่อยก็คงคิดว่าพี่อารุมพร้อมจะลืมทุกอย่างแล้วก็ยกโทษให้เธอสินะ แต่ฉันว่าเขาตอบแทนเธอที่อุตส่าห์ไปนั่งหลังขดหลังแข็งเฝ้าเขาเท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรอย่างอื่นหรอก”

“มันไม่ใช่เรื่องของเธอ” วิศนีเริ่มเสียงแข็ง

“ถ้าเธอคิดว่าความผิดจากการฆ่าคนตายมันลบล้างง่ายๆ เธอก็คิดผิดแล้ว พี่อารุมไม่มีวันลืมว่าเธอทำอะไรไว้กับคนรักของเขา...ไม่มีวัน”

จันทร์ปามงกุฎลงพื้นแล้วเดินเชิดหน้าจากไป วิศนีรีบเก็บมันขึ้นมาอย่างห่วงแหน แต่สีหน้าเศร้าลง แอบคล้อยตามคำพูดจันทร์ที่ว่าอารุมอาจจะยังไม่ให้อภัยเธอสำหรับทุกอย่าง...

ในคืนเดียวกัน อำนวยไม่สบายใจจนนอนไม่หลับ คิดถึงลูกสาวที่หายตัวไป เขาหยิบโปสการ์ดหลายใบในกล่องออกมานั่งอ่านด้วยความสะท้อนใจ...ไม่ว่าวิศนีย้ายไปเรียนที่ประเทศไหน เธอส่งข่าวถึงพ่อไม่เคยขาด

“พ่อคะ หนูมาถึงลอนดอนแล้ว ที่นี่หนาวมากเลยค่ะ แล้วก็เหงามากๆด้วย เมื่อไหร่พ่อจะมาเยี่ยมหนูล่ะคะ หนูคิดถึงพ่อนะ...หนูส่งจดหมายไปหาพ่อตั้งหลายฉบับ แต่พ่อไม่ตอบ หนูเลยส่งรูปนี้มาให้พ่อดูว่าหนูยังมีชีวิตอยู่นะคะ เผื่อพ่อจะลืมไปว่ายังมีลูกคนนี้อยู่”

อำนวยหน้าเศร้าอย่างรู้สึกผิด หยิบซองจดหมายที่ข้างในบรรจุเช็คเงินสดที่ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยพร้อมกับกระดาษโน้ตข้อความหนึ่งประโยคขึ้นมาอ่าน

“หนูได้รับเงินพิเศษที่พ่อส่งมาให้ไปเที่ยวฉลองปิดเทอมแล้วนะคะ แต่หนูไม่ต้องการ หนูต้องการตั๋วกลับบ้าน”

อำนวยหน้าเครียด นัยน์ตาปวดร้าว กรแก้วเดินเข้ามาเมียงมองอย่างจับสังเกต

“ยังไม่นอนอีกเหรอคะ ดูอะไรอยู่”

“ผมเพิ่งคิดได้เดี๋ยวนี้เองว่าผมเป็นคนสร้างปัญหาทุกอย่างกับลูก ผมทอดทิ้ง ไม่เอาใจใส่แกมาตลอด จนทำให้เยื่อใยของเราพ่อลูกขาดสะบั้นลง ถ้าแกกลับมา ผมจะเป็นพ่อที่ดีกว่านี้ให้ได้ แต่ผมจะมีโอกาสนั้นอีกไหมคุณกร...ผมจะมีไหม”

อำนวยเสียงเครือ สะอื้นในอก กรแก้วสงสารและเข้าใจ แต่ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาปลุกปลอบ ได้แต่โอบกอดและลูบหลังเขาเบาๆ

ooooooo

ข้างฝ่ายเดชชาติ หลังรับรู้จากวิโรจน์เมื่อวานว่าอารุมกับวิศนีอยู่ที่ไหน พอเช้าอีกวันเขาตัดสินใจออกเดินทางโดยรถตู้มุ่งหน้าสู่จังหวัดตราดบ้านของวิโรจน์ โดยไม่รู้ว่านีรนุชแอบตามมาอยู่ในรถคันเดียวกัน จนกระทั่งมาไกลพอสมควร หญิงสาวถึงแสดงตัว เพราะคิดว่ายังไงเดชชาติก็คงไม่ใจร้ายไล่เธอกลับ

เดชชาติกลุ้มใจ ไม่รู้จะทำยังไงกับนีรนุช แต่ถ้าเธอไปเจอวิศนีอยู่ที่นั่นกับอารุมต้องเป็นเรื่องแน่!

ในเวลาเดียวกัน อารุมเตรียมตัวไปปิกนิกกับวิศนีที่เกาะ แต่เขาไม่ได้บอกชัดเจน แถมพูดคลุมเครือจนเธอคิดฟุ้งซ่านว่าเขาจะพาไปทิ้ง ทันทีที่ถึงเกาะเธอเลยร้องไห้เป็นวักเป็นเวร ทำเอาอารุมงงเป็นไก่ตาแตก

“วิศนี...คุณเป็นอะไร”

“คุณกลับไปเถอะค่ะ ฉันจะพยายามอยู่ให้ได้ ถ้าคุณต้องการให้ฉันอยู่ที่นี่”

“ยังไงนะ ผมไม่เข้าใจ”

“ก็คุณจะเอาฉันมาปล่อยเกาะไม่ใช่เหรอ นี่มันบทลงโทษสุดท้ายของฉันใช่ไหม”

“ใครบอกคุณว่าผมจะเอาคุณมาปล่อยเกาะ ผมพาคุณมาปิกนิก ผมพาคุณมาเที่ยว เพราะเกาะนี้มันสวยดี”

วิศนีหยุดร้องไห้ทันที ปาดน้ำตาอย่างอายๆ อารุมยิ้มเอ็นดู แล้วจัดแจงปูเสื่อนั่งลงหยิบของกินในตะกร้าออกมา

“คุณไปเอาความคิดบ๊องๆ ว่าผมจะปล่อยเกาะคุณมาจากไหน”

“ก็พอฉันบอกว่าฉันไม่มีที่ไป คุณก็บอกว่าจะพาฉันมาที่แห่งหนึ่ง แล้วเมื่อคืนจันทร์ก็บอกว่าคุณทำดีกับฉันก็เพราะอยากตอบแทนที่ฉันเฝ้าไข้คุณ ตอนนี้คุณหายดีแล้วฉันก็ไม่มีประโยชน์ ฉันก็เลยนึกว่าคุณจะไล่ฉัน”

อารุมฟังแล้วกลั้นขำไม่อยู่ วิศนีงอนใส่ หาว่าเขาหัวเราะเยาะเย้ย

“ไม่ได้เยาะเย้ย...เอ้ากินซะ จะได้มีแรงร้องไห้ต่อ”

วิศนีหน้าง้ำ รับขนมปังมากินทั้งน้ำตา อารุมอมยิ้มอย่างขำไม่หาย...หลังจากกินอาหารเช้ากันแล้ว สองคนพากันเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์ ตบท้ายด้วยการผูกเปลนอนใต้ต้นไม้ โดยวิศนีคอยดูแลอารุมด้วยความเต็มใจ

ooooooo

ด้านเดชชาติกับนีรนุชที่ยังอยู่ในรถตู้ ชายหนุ่มออกอุบายว่าปวดท้องขอให้รถจอดที่ปั๊มน้ำมันเพื่อเข้าห้องน้ำ แล้วหายไปนานจนรถรอไม่ไหว นีรนุชจะไปคนเดียวก็ไม่ได้ จำต้องลงมาหาเดชชาติ

เพราะไม่ต้องการให้นีรนุชไปเจอวิศนีอยู่กับอารุม เดชชาติจึงจะหาทางกลับกรุงเทพฯ แต่นีรนุชไม่ยอมท่าเดียว และบังเอิญที่ปั๊มน้ำมันแห่งนี้มีชายสองคนเดินมาชวนคุย พอรู้ว่าเขาจะไปตราด นีรนุชจึงขอติดรถไปด้วย

ที่แท้ชายสองคนแอบฟังนีรนุชกับเดชชาติสนทนาจนรู้จุดหมายปลายทาง จึงทำทีเข้ามาตีสนิทแล้วให้อาศัยรถไปด้วย พอถึงที่เปลี่ยวก็จอดรถปล้นทรัพย์ทั้งสองคน หนำซ้ำยังพยายามจะปล้ำนีรนุช แต่เดชชาติช่วยเหลือและสู้ยิบตาจนพานีรนุชหนีรอดมาได้

สองคนกระเซอะกระเซิงไปเจอวัดแห่งหนึ่ง เห็นว่าใกล้ค่ำแล้วจึงเข้าไปขออาศัยสักคืน โดยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้พระฟัง พระจึงให้เณรช่วยหอบเสื่อกับหมอนไปให้ที่ศาลา

“โยมจะนอนด้วยกันที่นี่ หรือจะแยกกันนอน ถ้าจะแยก โยมผู้ชายก็ไปนอนที่กุฏิ”

เดชชาติเป็นห่วงนีรนุช จึงบอกพระว่าตนขอนอนเป็นเพื่อนน้อง...เมื่อพระและเณรกลับกุฏิไปแล้ว สองคนช่วยกันปูเสื่อเตรียมนอน นีรนุชหันมองพระพุทธรูปแล้วบอกให้เดชชาติขยับออกไปห่างๆ ต่อหน้าพระ ชายหญิงจะมานอนใกล้ชิดกันได้ยังไง

“ไม่เห็นเป็นไรเลย ไม่ได้ทำเรื่องอกุศลซะหน่อย”

“ไม่ต้องพูดมาก ขยับออกไป”

เดชชาติทำหน้ารำคาญ แต่ก็ขยับออกห่างไปอีกมุม นีรนุชเริ่มสวดมนต์ ไม่ทันจบได้ยินเสียงหมาหอนกรูเกรียว แถมอีกเดี๋ยวไฟดับทั้งศาลา หญิงสาวแทบกรี๊ด เรียกหาพี่ชาติปากคอสั่น แต่เดชชาติไม่สะทกสะท้าน เพราะรู้จากพระแล้วว่าไฟที่นี่จะดับอัตโนมัติ

เสียงหมายังหอนไม่มีทีท่าว่าจะหยุด นีรนุชกลัวมาก ค่อยๆคืบคลานไปหาเดชชาติ ขอนอนใกล้ๆ

“นี่มันในวัดนะ ชายหญิงจะมานอนใกล้ชิดกันได้ยังไง”

หญิงสาวหน้างอ รู้ว่าโดนยอกย้อน แต่จังหวะนี้กลัวผีเลยไม่อยากทำเก่ง

“ก็ไม่ได้ใกล้ซะหน่อย นุชเอาหมอนกั้นไว้ก็ได้” ว่าแล้วเธอสละหมอนมาวางระหว่างกลาง แล้วล้มตัวลงนอนศีรษะราบกับพื้น เดชชาติแอบมองด้วยความสงสาร ที่สุดก็ดึงหมอนของตัวเองให้เธอไป และบอกให้เธอมั่นใจว่า

“พี่อยู่ตรงนี้ ไม่ต้องกลัวหรอก”

ooooooo

เช้าแล้ว สองคนสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงพระร้องเรียกอยู่หน้าศาลา รีบลุกนั่งพนมมือแต้อยู่คนละมุม

“โยมยังจะไปหาเพื่อนอยู่หรือเปล่า ลูกศิษย์อาตมาจะผ่านไปแถวนั้นพอดี”

สองคนมองหน้ากันไปมาด้วยความลังเล พระเดาออก บอกว่าคนนี้ไว้ใจได้ ไม่ต้องกลัวจะเหมือนเมื่อวาน...

เมื่อออกจากวัดมาได้สักพักด้วยรถของชาวบ้าน เดชชาติพยายามโน้มน้าวนีรนุชจะให้กลับกรุงเทพฯด้วยกัน แต่หญิงสาวหน้าตึงใส่ทันที

“อะไรของพี่ มาถึงนี่แล้วยังจะชวนกลับกรุงเทพฯอีกเหรอ เป็นอะไรเนี่ยพี่ชาติ แล้วถ้าคิดจะกลับ จะเอาเงินที่ไหนจ่ายค่ารถ ถูกโจรปล้นไปหมดแล้ว”

“ก็จริง” ชายหนุ่มเสียงอ่อย รู้ว่าจนปัญญาจะทัดทานเธอแล้ว...

ที่บ้านวิโรจน์...อารุมออกไปธุระกับฉาย วิศนีอยู่ว่างๆจึงเช็ดถูกปัดกวาดทำความสะอาดบ้านไปเพลินๆ สักพักได้ยินเสียงเรียกอารุมดังหน้าบ้าน เธอเดินออกมาดู แล้วต้องตะลึงพรึงเพริดเมื่อเห็นนีรนุชกับเดชชาติตัวจริงเสียงจริง

นีรนุชนึกไม่ถึงอึ้งไปครู่หนึ่งเหมือนกัน ก่อนจะโวยวายคาดคั้นวิศนีว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง มาตั้งแต่เมื่อไหร่?

วิศนียังอ้ำอึ้งตั้งสติไม่ทัน นีรนุชทำท่าจะถลันเข้าใส่ เดชชาติตกใจดึงรั้งเธอไว้ นีรนุชพยายามสะบัดหนี เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงพยายามบ่ายเบี่ยง

“พี่รู้อยู่แล้วล่ะสิ ถึงไม่อยากจะให้นุชมาที่นี่ พี่ปิดบังนุชมานานเท่าไหร่แล้ว”

เดชชาติหน้าจ๋อย พูดไม่ออก วิศนีออกตัวแทนว่าเดชชาติไม่รู้หรอก เธอไม่ได้ติดต่อกับเขานานแล้ว

“โกหก!” นีรนุชสวนทันควัน

“ผมรู้จากวิโรจน์ครับว่าคุณอยู่ที่นี่” เดชชาติบอกวิศนี...นีรนุชแววตาเจ็บช้ำ รับไม่ได้ที่ตัวเองเป็นคนเดียวที่ไม่รู้อะไรเลย

“แสดงว่าคุณอยู่ที่นี่มาตลอด คุณตามพี่อารุมมา หรือว่าเขาชวนคุณมาด้วย”

นีรนุชตะเบ็งเสียงคาดคั้น เมื่อวิศนีนิ่งไม่ตอบก็ปราดเข้าไปเขย่าตัวให้พูดออกมา จังหวะนี้เองอารุมกลับมาพอดี เขาประคองวิศนีที่โดนนีรนุชผลักเกือบล้ม แล้วมองสองผู้มาเยือนด้วยความประหลาดใจ

“นุช...ชาติ...มาได้ยังไง”

“พี่อารุมอยู่ที่นี่จริงๆด้วย พี่มาอยู่กับผู้หญิงคนนี้เหรอ” นีรนุชตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาเอ่อออกมาด้วยความผิดหวัง

อารุมหน้าเสีย รู้ว่านีรนุชคาดหวังว่าตัวเองจะต้องโกรธเกลียดวิศนี แต่กลายเป็นว่าตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง...วิศนีไม่ต้องการให้อารุมเดือดร้อน เอ่ยปากปกป้องเขา แต่เขากลับแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ใช่...พี่พาคุณวิศนีมาที่นี่ด้วยกัน”

นีรนุชได้ฟังถึงกับน้ำตาร่วงเผาะ เดชชาติมองมือทั้งสองคนที่จับกันแน่นด้วยความเจ็บแปลบ รู้แน่แล้วว่าวิศนีกับอารุมผูกพันทางใจกันลึกซึ้ง

“ทำไมคะ ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ พี่ทำอย่างนี้ได้ยังไง” นีรนุชฟูมฟาย เข้ามาทุบตีอารุมที่ยืนนิ่งไม่ปัดป้อง

“นุช...อย่า!” เดชชาติห้ามปรามพร้อมกับดึงเธอออกมา

นีรนุชหยุดตีโพยตีพาย ร่ำไห้กับอกเดชชาติด้วยความผิดหวัง เสียใจ และเสียความรู้สึกกับอารุมอย่างที่สุด

ooooooo

ตอนที่ 12

อารุมพยายามจะไม่รับรู้ความเป็นอยู่ของวิศนี เขาตั้งหน้าตั้งตาเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการหันไปเป็นชาวประมงออกเรือหาปลา โดยแกล้งทิิ้งวิศนีไว้ตามลำพังเพื่อให้เธอทนอยู่ไม่ได้ แต่เธอก็ยังไม่ไปไหน แถมบางครั้งก็ใช้เวลาว่างไปกับการหัดทำอาหาร ปัดกวาดเช็ดถูบ้านให้เขาเหมือนเป็นคนรับใช้ที่เขาไม่เคยเห็นค่า

ฉายกับเพ็ญดูออกว่าอารุมรู้สึกอย่างไรกับวิศนี และเมื่ออารุมแกล้งหายไปหลายวัน ยิ่งทำให้สองผัวเมียสงสารหญิงสาวที่เอาแต่รอคอย กระวนกระวายเป็นห่วงเขาจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ

แม้ที่ผ่านมาอารุมปฏิบัติต่อวิศนีอย่างดุดัน ไม่เหลือเยื่อใย ซ้ำตอนนี้ก็เอาแต่หลบหน้าหลบตา แต่หญิงสาวไม่เคยปริปากบ่นเพราะถือว่าเป็นการชดใช้กรรม จนอารุมใจอ่อนและในที่สุดก็เริ่มเห็นน้ำใจ เมื่อวันหนึ่งขณะออกไปหาปลากับพวกชาวประมง เขาประสบอุบัติเหตุตกเรือศีรษะฟาดท้องเรือจนหมดสติ ฉายกับชาวบ้านรีบพาอารุมส่งโรงพยาบาล

วิศนีเป็นห่วงเขามากจึงอยู่เฝ้าไข้เขาตลอดทั้งวันทั้งคืนจนล้มป่วยเสียเอง และเธอยังมอบของมีค่าที่ติดตัวมาให้ฉายไปขายเอาเงินมารักษาอารุม แต่เงินจำนวนนั้นน่าจะไม่พอ วิศนีจึงขอให้เพ็ญพาตนไปทำงานกับกลุ่มแม่บ้านหัตถกรรมมีรายได้เสริมขึ้นมาอีก จันทร์เฝ้ามองการกระทำของวิศนีด้วยการหมั่นไส้ และยังคิดหาทางเล่นงานเธออยู่ทุกเมื่อ

ส่วนที่กรุงเทพฯ โยธินเอาอกเอาใจปรนเปรอวิเวียนจนเธอหลงเขาหัวปักหัวปำ บ้านช่องไม่กลับ นอนค้างโรงแรมกับเขาแล้วมาทำงานในชุดเสื้อผ้าตัวเก่าเป็นที่สงสัยของเพื่อนๆ และวันหนึ่งเกือบโดนนีรนุชจับได้ ขณะเธอกับโยธินนัวเนียกันอยู่ในรถที่ลานจอดของบริษัท นีรนุชเดินวนเวียนไปมารอบรถที่สั่นไหวด้วยความสงสัย โยธินไม่พอใจความสาระแนของหญิงสาว รีบสั่งวิเวียนให้หมอบนิ่งๆในรถแล้วตัวเองลงไปเอาเรื่องนีรนุช พูดจาข่มขู่จนเกือบจะบานปลายใหญ่โต ถ้าเดชชาติไม่โผล่มาขัดจังหวะเสียก่อน

พ้นจากตรงนั้นมาแล้ว นีรนุชบอกเล่าให้เดชชาติฟังว่าโยธินทำอุบาทว์ในรถ ชายหนุ่มไม่อยากเชื่อ คิดว่าสาวน้อยเข้าใจผิดไปเอง

“นุชไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดจะดูไม่ออกนะพี่ชาติ”

“ทำไมนายโยธินมันกล้าอย่างนั้นวะ ว่าที่ลูกเขยท่านประธานเชียวนะเนี่ย”

“นึกดูแล้วก็สมน้ำหน้านายอำนวยนะ ไม่รู้ซะแล้วว่าฝากชีวิตลูกสาวไว้กับใคร แต่ก็ดี ถือว่ากรรมสนองทั้งพ่อทั้งลูกแล้วกัน เสียดายนิดเดียวที่ไม่รู้ว่าผู้หญิงเป็นใคร”

“แทนที่จะสงสารเขานะนุช แค่นี้มันก็ชัดเจนแล้วว่าท่านประธานไม่รู้เท่าทันความเลวของนายโยธิน”

นีรนุชนิ่งคิด เห็นด้วยกับเดชชาติ แต่ยังไม่อยากยอมรับ เดินหนีไปดื้อๆ พอตอนกลางวันทั้งคู่ไปกินส้มตำกับพวกลูกเกด และสังเกตว่าวิเวียนหายไป เพื่อนๆเม้าท์กันใหญ่ว่าพักนี้วิเวียนทำตัวแปลกๆ แล้ววันนี้โยธินก็ไม่มาทำงานเหมือนกัน

นีรนุชเงี่ยหูฟังอย่างสนใจ แต่เดชชาติไม่อยากให้เม้าท์เรื่องคนอื่น โดยเฉพาะว่าที่ลูกเขยของท่านประธาน จึงสั่งไก่ย่างส้มตำรสแซบมาปิดปากสาวๆ แต่ห้ามนีรนุชกิน ให้รออีกชุดที่ไม่เผ็ด เพราะไม่อยากเห็นเธอท้องร่วงท้องเสียเหมือนตอนเด็กๆ

เดชชาติเจ้ากี้เจ้าการกับนีรนุชจนคนอื่นๆอดแซวไม่ได้ว่าเป็นคนรู้ใจ นีรนุชทั้งเขินทั้งอาย กลบเกลื่อนด้วยการไม่เชื่อฟังเขา กินทุกอย่างตามที่พวกลูกเกดกิน ผลปรากฏว่าเย็นนั้นเธอท้องเสียวิ่งเข้าห้องน้ำจนหมดแรง เดือดร้อนเดชชาติต้องเอาเธอขี่หลังออกไปโบกแท็กซี่กลับบ้าน

ด้านโยธินกับวิเวียน ทั้งคู่หายไปด้วยกันจริงๆ เขาพาเธอไปที่คอนโดฯค่อนข้างหรู ขึ้นไปที่ห้องหนึ่งซึ่งฝ่ายหญิงสงสัยว่าห้องของใคร

“ผมเพิ่งตกลงเช่าเมื่อกี้ ไว้ให้เราอยู่ด้วยกัน ต่อไปนี้ผมจะเอาของส่วนตัวผมมาไว้ที่นี่ ส่วนคุณอยากจะเอาเสื้อผ้ามาทิ้งไว้บ้างก็ได้ บางวันเราจะได้ออกไปทำงานพร้อมกัน”

“คุณโยธิน...” วิเวียนครางอย่างนึกไม่ถึง

“นี่เป็นก้าวแรกที่ผมจะทำให้คุณเห็นว่าผมจริงจังกับคุณ คุณไม่ใช่แค่ผู้หญิงตามโรงแรมที่ผมต้องพาหลบๆ ซ่อนๆอย่างที่คุณเข้าใจ ผมพร้อมที่จะยกย่องคุณออกหน้าออกตา ขอเวลาอีกไม่นานเท่านั้น”

วิเวียนซาบซึ้งแทบร้องไห้ โผเข้าจูบเขาอย่างแสนรัก โยธินกอดเธอไว้ แล้วซ่อนยิ้มสมใจที่ค่อยๆหว่านล้อมหญิงสาวมาเป็นพวกได้สำเร็จ

ooooooo

กรแก้วแปลกใจเมื่อเห็นตำรวจมาพบอำนวยที่บ้าน พอรู้ว่าเป็นเรื่องวิศนีก็ตกใจ นั่งฟังอำนวยบอกเล่าใจคอไม่ดีเลย

“มีคนไปเจอกระเป๋าเดินทางกับกระเป๋าสตางค์ของยายหนูกระจัดกระจายอยู่หลายที่ ตำรวจเดาว่าคงถูก ขโมยต่อๆกันมา แต่ตำรวจลงพื้นที่ไปสอบถามชาวบ้านแถวนั้นทั้งหมดไม่มีใครเห็นวิศนีเลย ตอนนี้ก็เลยประสานไปตามโรงพยาบาล เผื่อจะมีคนป่วยไร้ญาติ หรือแม้แต่ศพไร้ญาติ”

กรแก้วยิ่งหน้าเสีย ไม่นึกว่าสถานการณ์จะดูเลวร้ายลง

“ผมกลัวเหลือเกินคุณกร ถ้ายายหนูเป็นอะไรไป มันเป็นเพราะผมคนเดียว...ผมคนเดียว”

อำนวยน้ำเสียงไม่ดี ก้มหน้าอัดอั้นตันใจ กรแก้วปลอบโยนและให้กำลังใจเขาด้วยความเห็นใจ

ในเวลาเดียวกันนั้น ลูกสาวคนเดียวของอำนวยกำลังป่วยไข้เพราะอดหลับอดนอนเฝ้าอารุมที่ยังไม่รู้สึกตัว แต่ถึงแม้เจ็บป่วย วิศนีก็ยังไม่พักผ่อน มุมานะทำงานฝีมือจนมือไม้ถลอกปอกเปิกเป็นแผล และเงินที่ได้มาก็เล็กน้อยไม่พอเป็นค่ารักษาอารุม จันทร์ซึ่งจ้องเล่นงานวิศนีเห็นเป็นโอกาสเหมาะแสร้งเข้ามาพูดดีด้วย

“ฉันหาทางให้เธอได้เงินก้อนใหญ่กว่านี้นะ ไม่สนใจเหรอ”

วิศนีลังเลเพราะระแวง “แล้วทำไมเธอไม่ไปเอาเงิน ก้อนนั้นมาเองล่ะ หรือว่าไม่ได้รักอารุมแล้ว”

“ก็อยากทำอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ฉันมันเด็กกะโปโล ไม่มีใครเขาเชื่อถือ งานนี้มันต้องใช้คนที่น่าไว้ใจ”

เพื่ออารุมทำให้วิศนีตัดสินใจตามจันทร์ไปยังร้านคาราโอเกะของเสี่ยเฉิน

“เสี่ยเฉินแกรวย ก็เลยปล่อยกู้นอกระบบด้วย แต่พี่ฉายกับพี่เพ็ญเขาไม่ชอบเป็นหนี้แบบนี้ ก็เลยไม่ยอมมากู้ ถ้าเธอคิดว่ามันจำเป็น จะลองดูก็ได้ ดอกเบี้ยไม่แพงหรอก เพื่อพี่อารุม” จันทร์เน้นย้ำจนวิศนีเริ่มคล้อยตาม แต่ยังติดขัดอีกนิดหน่อยว่าตัวเองไม่มีอะไรมาเป็นหลักประกัน “ไม่ยากนี่ ก็บอกเขาว่าเธอเป็นเมียพี่อารุม คนแถวนี้เขารู้จักดี เดี๋ยวพอหายก็ค่อยเอาเงินพี่อารุมมาใช้หนี้ก็ได้”

วิศนีหมดความลังเล เป็นห่วงอารุมจนไม่ทันเฉลียวใจ ลูกน้องเสี่ยเฉินเดินออกมา จันทร์ทำทีเป็นทัก บอกว่าตนนัดกับเสี่ยไว้ว่าจะพาเพื่อนมาพบ พอหมอนั่นพยักหน้า จันทร์จึงให้วิศนีเข้าไปในห้อง

“ฉันจะรออยู่ข้างนอก เข้าไปคุยก็ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องกลัว มีอะไรก็เรียก ที่ยอมช่วยคราวนี้ก็เพราะฉันอยากช่วยพี่อารุม ไม่ได้แปลว่าจะญาติดีกับเธอหรอกนะ”

คำพูดของจันทร์ทำให้วิศนีหมดความระแวง เดินหายเข้าไปในห้อง โดยไม่รู้เห็นว่าจันทร์รับเงินจากลูกน้องเสี่ยไปจำนวนหนึ่ง

ที่แท้จันทร์หลอกวิศนีมาขายให้เสี่ยเฉิน แล้วจากนั้นจะกู้เงินเท่าไหร่ค่อยว่ากัน แต่เสี่ยหื่นกามปล้ำวิศนีไม่สำเร็จเพราะเมียของเขาพรวดพราดเข้ามา วิศนีอาศัยช่วงเวลาเมียไล่ตบตีผัววิ่งหนีรอดมาได้ แล้วกลับไปเอาเรื่องจันทร์ที่บ้าน แต่ไม่ยอมบอกเล่าให้เพ็ญฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง

จันทร์ร้อนๆหนาวๆเหมือนกันขณะเผชิญหน้ากับวิศนี เธอเหลียวซ้ายมองขวาแล้วทำท่าจะชิ่งหนี แต่โดนวิศนีกระชากให้หันกลับมาด้วยแรงโมโห

“โอ๊ย...ทำอะไรเนี่ย” จันทร์แหกปาก

“เธอรับเงินจากคนพวกนั้นเป็นค่าจ้างที่หลอกฉันใช่ไหม”

“ใช่มั้ง...แต่เธอก็หิวเงินจนหน้ามืดไม่ใช่เหรอ”

“ใครกันแน่ที่หน้ามืด ยอมทำงานสกปรกเพื่อจะกำจัดคนที่ตัวเองไม่ชอบขี้หน้า ไม่มีความละอายบ้างหรือไง”

“มันเป็นวิธีหาเงินของฉันเพื่อเอามาช่วยพี่อารุม”

“งั้นเธอก็หน้าด้านกว่าที่ฉันคิด ที่ทำได้ขนาดนี้เพื่อผู้ชายที่ไม่ได้สนใจเธอเลย”

“นังคุณนี!” จันทร์แผดเสียง ตาวาวเพราะถูกจี้ใจดำ เงื้อมือขึ้นจะตบ แต่วิศนีจับมือไว้ สีหน้าเหลืออดเหลือทน

“อย่าให้ฉันต้องบอกเรื่องนี้กับพี่สาวเธอนะ”

“ใครจะเชื่อแก”

“ฉันมีเมียเสี่ยเฉินเป็นพยาน แล้วก็ตัวไอ้เสี่ยนั่นด้วย มันคงอยากได้เงินจากเธอคืนแน่ เพราะงานเธอไม่สำเร็จ ฉันจะให้โอกาสเธอลืมเรื่องนี้ไปซะ แล้วอย่าทำเรื่องเลวๆแบบนี้อีก ไม่ว่ากับใครทั้งนั้น ไม่งั้นคราวนี้คนที่จะถูกเกลียดคือเธอ ไม่ใช่ฉัน”

จันทร์หน้าซีดหน้าเสียกับคำขู่นั้น รู้ว่าตัวเองเสียเปรียบ เลยสะบัดหน้าเดินหนีไป วิศนีมองตามเครียดๆ แล้วผ่อนสายตาอ่อนลงอย่างเหนื่อยใจ เซ็งที่ต้องคอยรับมือกับจันทร์ไม่มีที่สิ้นสุด

ooooooo

หลังจากคบหากันฉันคนรักได้ไม่นาน วิเวียนถูกโยธินใช้เป็นเครื่องมือยักยอกเงินในบริษัทอำนวย โดยเริ่มทีละเล็กละน้อยด้วยการแอบแต่งตัวเลขในบัญชีเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย อวลอบพอได้เงินก้อนแรกก็ยิ้มย่องผ่องใส ชื่นชมลูกชายเป็นการใหญ่...

ด้านอารุมที่ยังนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล วันนี้เขาลืมตารู้สึกตัวแต่ยังมีอาการอ่อนเพลีย ครู่เดียวก็หลับไปอีก จึงไม่เห็นวิศนีที่ยังปักหลักเฝ้าเขาอยู่ ทั้งที่เธอเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าเต็มที พอลุกขึ้นยืนก็โงนเงนเป็นลมหมดสติไปต่อหน้าต่อตาฉายกับเพ็ญ

วันเดียวกัน นีรนุชมาทำงานตามปกติ แต่สักครู่เริ่มรู้สึกผิดปกติเมื่อเห็นวิเวียนโผล่ออกจากห้องโยธินในสภาพเสื้อผ้ายับยู่ยี่ วิเวียนอ้างเหตุผลเอาตัวรอดแล้วผละไปทันที นั่นยิ่งทำให้นีรนุชคลางแคลงใจเก็บไปครุ่นคิดต่อที่แผนกฯของตน

ขณะเหม่อคิดอยู่นั้น เสียงแววดังแหวกอากาศจนนีรนุชสะดุ้งโหยง แววจำนีรนุชได้ว่าคือน้องสาวของนนทลี จึงโวยวายไม่พอใจว่าใครรับเข้าทำงาน และจะให้คนมาลากตัวออกไปเดี๋ยวนี้

“อะไรกันคะ” นีรนุชพูดพรวดหน้าตาตื่น

“ยังจะมีหน้ามาถามอีกเหรอ ฉันจำหน้าหล่อนได้ นี่หล่อนมาแก้แค้นให้พี่สาวเหมือนในละครใช่ไหม ออกไปเดี๋ยวนี้นะ นังตัวอันตราย”

แววตรงเข้าไปกระชากแขนนีรนุช เดชชาติรีบวิ่งเข้ามาห้ามอย่างอ่อนน้อมเพราะจำแววได้ แต่นีรนุชยังนึกไม่ออกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร กระทั่งแววพูดประโยคต่อไปถึงเริ่มเข้าใจ

“ใครเป็นคนรับแม่นี่เข้ามาทำงาน ไม่รู้หรือไงว่ามันจะลากลูกสาวฉันเข้าคุก”

ทั้งนีรนุชและเดชชาติหน้าเจื่อน มองตามแววที่ปรี่ไปทางห้องทำงานอำนวยด้วยท่าทีฉุนเฉียว ปะเหมาะพอดีเจอกรแก้วอยู่ในห้องด้วย แววยิ่งออกฤทธิ์ออกเดชใส่อดีตสามีเหมือนจะให้เมียใหม่ของเขารู้ว่าตัวเองยังวางอำนาจบาทใหญ่ที่นี่ได้

“คุณทำอย่างนี้ได้ยังไง ทำไมถึงไปร่วมมือกับศัตรู”

“อะไรอีกล่ะ” อำนวยถามด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

“ก็น้องสาวพนักงานเก่าที่ตายไง คุณรับมันเข้ามาทำงานเหรอ”

“ใช่ เขาเดือดร้อน”

“แล้วไม่กลัวมันมาล้างผลาญบริษัทเอาหรือไง ลูกเราไปฆ่าพี่มันตายนะ”

“ไร้สาระน่า”

แววค้อนขวับแล้วปรายตามองกรแก้ว เปลี่ยนเรื่องถามถึงลูกสาวว่าได้ข่าวบ้างหรือยัง อำนวยเคร่งเครียดทันที ส่ายหน้าปฏิเสธ แววไม่พอใจ อยากรู้ว่าได้ตามหากันบ้างหรือเปล่า

“แล้วเธอล่ะ ทำอะไรบ้าง” อำนวยย้อนถาม

แววสะอึก เพราะตัวเองไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้ หันไปพาลกรแก้ว

“ดีนะ ลูกหายไปทั้งคน พ่อมันก็มานั่งทำงานไม่รู้ร้อนรู้หนาว ส่วนแม่เลี้ยงก็เฉิดฉายไปวันๆ”

“ฉันกับคุณอำนวยให้ตำรวจช่วยสืบหาคุณวิศนีอยู่ค่ะ ที่ผ่านมาก็แวะไปดูตามโรงพยาบาลหลายที่ แต่ยังไม่พบ”

คำตอบของกรแก้วทำให้แววรู้สึกเสียหน้า เลยแดกดันกลบเกลื่อนว่าไม่ได้ถามเธอสักหน่อย

“ถ้าไม่มีธุระอะไรก็กลับไปเถอะแวว ฉันขอร้อง ฉันเหนื่อยเรื่องงานกับเรื่องลูกพอแล้ว”

แววมองอำนวยอย่างขัดใจ แล้วอ้อมแอ้มว่าความจริงตนจะมาดูรถ พอดีชีพได้เงินมาก้อนหนึ่ง ก็เลยอยากออกรถสักคัน วานอำนวยแนะนำหน่อย

“แนะนำน่ะมันได้ แต่แน่ใจเหรอว่าจะมีเงินส่ง”

“ฉันจะซื้อสดย่ะ ชีพเขารวย”

กรแก้วมองแววแล้วอดนึกถึงวันก่อนที่เจอชีพในห้างสรรพสินค้าไม่ได้ ชีพมากับกิ๊กสาวคนหนึ่ง ท่าทางจี๋จ๋ากันเหลือเกิน

“แล้วทำไมเขาไม่มาด้วยล่ะคะ” กรแก้วถามหยั่งเชิงเผื่อแววจะออกอาการพิรุธอะไรให้เห็น

“เขาติดธุระ ถามทำไม” แววดุดันเหมือนเคยแถมทำตาเขียวใส่ กรแก้วเลยเงียบไป ไม่อยากต่อความ อำนวยก็คร้านจะเสวนา ออกไปเรียกเดชชาติกับนีรนุชมารับช่วง

“คุณสองคนช่วยอำนวยความสะดวกให้คุณแววด้วย”

“ด้วยความยินดีครับคุณแวว ไม่ทราบว่าคุณแววมองรุ่นไหนไว้ครับ”

“ฉันอยากได้ยี่ห้อที่ยายหนูขับ แต่ไม่เอาคันนั้นนะ ไม่อยากโดนผีตามมาหลอก”

นีรนุชรู้ว่าแววจงใจแขวะจึงขยับตัวจะตอบโต้ แต่เดชชาติกระตุกให้หยุด แล้วผายมือเชิญแววไปดูรถ พอเลือกได้ถูกใจ แววอยากลองนั่ง เดชชาติจึงต้องขับให้โดยลากเอานีรนุชนั่งไปด้วยอีกคน

แววนั่งเบาะหลังเชิดหน้าราวคุณหญิงคุณนายไฮโซ นีรนุชนั่งตอนหน้าคู่กับเดชชาติคอยชำเลืองมองอย่างหมั่นไส้...กำลังจะผ่านร้านเสริมสวย แววบอกให้จอด ขอเข้าไปทำผม สองคนได้แต่มองหน้ากันไปมาแต่ไม่กล้าขัดใจคุณแม่ขาวีนของวิศนี แววเห็นดังนั้นยิ่งได้ใจ สั่งให้นีรนุชถือกระเป๋าเดินตามหลังราวกับเป็นคนรับใช้

ส่งแววเข้าร้านไปเรียบร้อยแล้ว นีรนุชกลับออกมาบ่นกับเดชชาติด้วยท่าทียัวะๆ

“ยายป้านี่เป็นอะไรมากไหมเนี่ย ทำอย่างกับเราเป็นคนรับใช้ กลับกันเถอะพี่”

“เฮ้ย...ได้ไงล่ะ ท่านประธานสั่งไว้”

“แล้วเราต้องรออีกนานแค่ไหนล่ะ”

“เอาน่า ถือว่ามาทำงาน ถ้าพี่ขายคันนี้ได้พี่จะแบ่งให้นุชครึ่งนึง”

“แต่นุชหิวนี่นา” พูดขาดคำ เหลือบไปเห็นบะหมี่รถเข็นผ่านมาพอดี...

อีกครู่เดียว สองคนไปนั่งโซ้ยบะหมี่กันข้างถนนกินไปคุยไปเรื่องแววที่เดชชาติรู้ข้อมูลส่วนตัวพอสมควร

ตอนที่ 11

วิศนีนอนหลับไปนานที่บ้านใหญ่ ตื่นมาเห็นอารุมนั่งข้างเตียง เธอนิ่งคิดปะติดปะต่อเหตุการณ์จำได้ว่าตัวเองโดดน้ำ แสดงว่าเขาช่วยเธอขึ้นมา แล้วทำท่าระแวงเมื่อเห็นชุดใหม่ที่ตัวเองใส่

อารุมรู้ทันบอกว่าให้เพ็ญเปลี่ยน แต่ตอนที่อนามัยเขาเช็ดตัวให้เธอเอง หญิงสาวตกใจเพราะไม่รู้มาก่อน เขาสะใจที่แหย่ให้เธอหน้าเสียได้

“เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องทำเป็นหวงเนื้อหวงตัวกลัวผมจะเห็นหรอก เพราะผมเห็นหมดแล้ว”

เธอก้มหน้างุด ทั้งอายทั้งกลัว พอเห็นเขาขยับเข้ามาใกล้ จะถอยหนีเพราะไม่ไว้ใจ กลายเป็นว่าเขาไม่มีท่าทีดุดันหรือจะรังแก แต่ห่วงใยกลัวเป็นไข้ ลุกไปหยิบยาตรงมุมห้อง วิศนีถือโอกาสพยุงตัวลุกขึ้น แต่แค่หย่อนเท้าลงที่พื้นก็รู้สึกเจ็บแปลบ ยืนแทบไม่ได้ ก้มดูถึงรู้ว่ามีผ้าพันรอบเท้า เนื่องจากมีแผลโดนก้อนหินบาดตอนจมน้ำ

เมื่อเดินไม่ไหว อารุมอุ้มเธอออกไปกินข้าว วิศนีกลัวตกกอดคอเขาแน่นเป็นลูกลิง จันทร์เห็นเข้าก็หน้าคว่ำ วางถ้วยข้าวต้มกระแทกกระทั้นแล้วยืนจ้องไม่ไปไหน แถมคะยั้นคะยอเมื่อวิศนีไม่กล้าตักกินเพราะกลัวโดนแกล้งอีก ชายหนุ่มมองออกจึงเปลี่ยนถ้วยของตัวเองให้เธอ จันทร์หน้างอไม่พอใจ ตั้งใจจะเล่นสงครามประสาทกับวิศนี เห็นอารุมปกป้องกันแบบนี้ก็ยิ่งเจ็บใจ

จันทร์กระฟัดกระเฟียดกลับไปบ้านฉาย นั่งขยี้ข้าวในจานอย่างโมโห เพ็ญเดาถูกเผงว่าเป็นอาการอิจฉา ริษยา คงไปเห็นสองคนนั้นกะหนุงกะหนิงกัน

“ไม่ต้องมาย้ำได้ไหมพี่เพ็ญ ไม่ช่วยน้องแล้วยังจะซ้ำเติมอีก”

“ฉันจะไปช่วยอะไรแกได้ ไม่ดูตัวเองเลยนังนี่ ไม่เห็นหรือไงว่าคุณอารุมเขารักเขาห่วงคุณนีขนาดไหน ทำใจซะเถอะนังจันทร์ แกน่ะเอื้อมไม่ถึงเขาหรอก”

“ไม่จริง พี่อารุมเกลียดมัน เพราะนังนั่นมันเป็นฆาตกร”

สองผัวเมียงุนงง จันทร์เลยขยายความอีกนิดว่าวิศนีคือคนที่ขับรถชนแฟนอารุมตาย พวกพี่ควรไปหาข่าวมาอ่านเสียบ้าง...พูดจบก็เดินกระแทกเท้าหนีเข้าห้องไปอย่างอารมณ์เสีย

หลังอาหารมื้อนั้น อารุมนั่งทอดสายตามองทะเลอย่างสบายใจ พอเห็นวิศนีเก็บถ้วยจานไปล้างทั้งที่ยังเดินไม่ถนัด รู้สึกสงสารอยากช่วยเหลือแต่ทำเป็นดุเสียงเขียว กลัวเธอทำชามตกแตก หรือไม่ก็แผลที่เท้าจะระบม ถ้ายืนนานๆ

การพูดจากับการกระทำของอารุมตรงกันข้ามจนวิศนีรู้ทัน แอบอุ่นใจที่เขาห่วงใย แต่เธอไม่กล้าแสดงออกทางสีหน้า กลัวเขาจะหาว่าได้ใจ แล้วดุดันโมโหร้ายขึ้นมาอีก 

เสร็จเรื่องล้างจาน วิศนีเตรียมจะกลับไปกระท่อม แต่อารุมให้นอนที่นี่ อุ้มเธอไปส่งถึงเตียง วิศนีข้องใจทำไมเขาใจดีนัก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทำเหมือนเกลียด ขับไล่ให้ตนไปพ้นๆ

อารุมเบือนหน้าหนี สับสนตัวเองเหมือนกัน เพราะอยู่ในอารมณ์ทั้งรักทั้งชัง แต่ในที่สุดก็ข่มอารมณ์หวั่นไหวของตัวเองได้ หันกลับมาเผชิญหน้า

“ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนนี่ ผมแค่ไม่อยากให้คุณไปป่วยตายในกระท่อมนั่น มันจะเป็นภาระผมมากกว่าเดิม” เขาพูดทิ้งท้ายแล้วเดินออกจากห้อง ทิ้งให้หญิงสาวมองตามหน้าเศร้า ลึกๆในใจยังไม่เชื่อว่านั่นคือเหตุผล

ด้านฉายกับเพ็ญที่ค้างคาใจคำพูดจันทร์เรื่องวิศนีเป็นฆาตกรฆ่าแฟนอารุม ฉายตัดสินใจโทร.ถามวิโรจน์ที่เมืองนอก ครั้นได้ความก็มาเล่าให้เมียฟัง

“คุณวิโรจน์บอกว่ามันเป็นอุบัติเหตุ แต่ก็มีการฟ้องร้องกัน จนคุณอารุมแพ้คดี ถึงขอมาอยู่ที่นี่”

“แล้วพี่คิดว่าคุณนีเป็นคนไม่ดีอย่างที่นังจันทร์มันว่าหรือเปล่า”

“ไม่รู้เหมือนกัน ถึงได้กลุ้มอยู่นี่ไงว่าควรจะวางตัวยังไง”

“ไม่เห็นจะยากเลย สำหรับฉัน คุณนีเป็นคนดีมีน้ำใจ เรื่องที่ผ่านมาฉันถือว่าไม่รับรู้ ฉันมองคนเท่าที่เห็น ไม่มองไปถึงอดีตที่เขาเคยทำ ถ้าวันนี้เขาดีกับฉัน ดีกับคนอื่น ฉันก็ถือว่าเขาเป็นคนดี”

เพ็ญสรุปชัดเจนแล้วล้มตัวลงนอนไม่สนใจอีก ทิ้งให้ฉายนั่งครุ่นคิดสับสนอยู่คนเดียว

ooooooo

เลิกงานเย็นนั้น เดชชาติตามหานีรนุชไม่เจอ เข้าใจไปเองว่าเธอแอบหนีเที่ยวกับหนุ่มในแผนก ความจริงเธอไปคุยกับเด็กวัดที่อารุมคุ้นเคย หวังจะได้เบาะแสของอารุมบ้าง แต่เด็กๆยืนยันว่าเขาไม่ได้มาที่นี่ตั้งนานแล้ว หลังงานศพแฟนเห็นเขามาลาหลวงตา แต่ไม่ได้บอกว่าจะไปไหน

นีรนุชกลับบ้านด้วยความผิดหวัง เดชชาติที่คิดเองเออเองพรวดพราดมาต่อว่าเธอยกใหญ่ ไม่เปิดโอกาสให้เธอพูดสักคำ ยิ่งพูดเขาก็ยิ่งหวงห่วง เผลอตัวหยาบคายว่าเธอปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปเที่ยวกับผู้ชายทั้งที่เพิ่งเริ่มทำงานได้วันเดียว

ฉาด! นีรนุชฟาดหน้าเขาเรียกสติ ทั้งที่ตัวเองน้ำตาเคลือบคลอด้วยความน้อยใจ

“ก่อนที่จะตัดสินนุช พี่ได้รอให้นุชอธิบายอะไรหรือยัง นุชไม่ได้ไปเที่ยวกับผู้ชายที่ไหนมาทั้งนั้น นุชไปเยี่ยมหลวงตา ไปคุยกับพวกเด็กๆที่วัด เพราะอยากรู้ว่าพี่อารุมย้ายไปอยู่ที่ไหน พี่ชาติอาจจะไม่สนใจว่าเพื่อนรักของตัวเองเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง แต่นุชเป็นห่วงพี่อารุม”

“นุช...พี่ไม่รู้ พี่ขอโทษ”

นีรนุชไม่สนใจ สะบัดหน้าวิ่งขึ้นห้อง เดชชาติตามเคาะประตูก็ไม่ยอมเปิด ได้ยินแต่เสียงเธอบอกว่าไม่ต้องมายุ่ง ไม่มีอะไรจะพูดกับเขาอีกแล้ว...

เดชชาติยืนคอตก ไม่กล้าเคาะอีก เสียใจที่ตัวเองวู่วามเกินไป แล้วกลับมาคิดอ่านวิธีง้อให้หญิงสาวหายโกรธ โดยขอความร่วมมือจากน้องๆ ให้ทำทีไปขอร้องนีรนุชช่วยสอนการบ้าน แล้วหาโอกาสสับคัตเอาต์ให้ไฟดับ เพื่อตัวเองจะได้เข้าไปซ่อม

พิชิตกับรักชาติทำตามที่พี่ชายบอกทุกอย่าง พอไฟดับทั้งบ้าน เดชชาติพรวดพราดมาเร็วเกินเหตุจนนีรนุชแปลกใจ แต่ก็ปล่อยให้เขาซ่อมไปเพราะตัวเองไม่เป็นงานด้านนี้ ทุกอย่างกำลังจะไปได้สวย ถ้าไฟไม่ดับขึ้นมาจริงๆ ทั้งละแวกบ้านดับหมด เดชชาติไม่ทันสังเกต มัววุ่นวายอยู่กับคัตเอาต์ เลยเกือบโดนไฟช็อตตาย ตอนไฟสว่างขึ้นมากะทันหัน เดือดร้อนนีรนุชต้องปฐมพยาบาล

“ทีนี้เข็ดหรือยัง นี่แหละเขาเรียกว่าให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว พิชิตมันสารภาพกับนุชหมดแล้ว”

“ไอ้ตัวแสบ”

“นี่...ไม่ต้องไปโทษน้องเลย พี่นั่นแหละทำอะไรไม่รู้จักคิด เล่นกับฟืนกับไฟอันตรายจะตาย”

“ก็นุชไม่ยอมคุยกับพี่นี่ พี่ก็ต้องหาทางเข้ามาง้อสิ พี่ขอโทษจริงๆ ที่เข้าใจนุชผิด ดีกันนะ อุตส่าห์เสี่ยงชีวิตขนาดนี้แล้ว”

“นุชก็ไม่ได้โกรธพี่ขนาดนั้นหรอก แค่หมั่นไส้ ทีหลังก็ฟังเหตุผลกันบ้างสิ”

“จ้ะๆ ฟังแล้วจ้ะ ดีกันน้า...” เดชชาติยิ้มแฉ่ง กระดิกนิ้วก้อยรอ นีรนุชมองค้อน แต่ในที่สุดก็ยอมเกี่ยวก้อยด้วย

ooooooo

พระอาทิตย์กำลังจะขึ้นที่ริมขอบฟ้า งามจับตาจนวิศนีอดใจไม่ไหวต้องลุกจากที่นอนเดินไปดูบริเวณริมหาด ไม่นึกว่าจะเจออารุม สองคนพูดคุยกันด้วยดี ต่างชื่นชมความงามบรรยากาศรอบตัวที่สวยเหมือนภาพวาด

“คุณตื่นมาดูทุกวันเลยเหรอคะ”

“ใช่ ผมเฝ้าดูมันทุกเช้าเพื่อให้ตัวเองมีกำลังใจเริ่มชีวิตใหม่ เวลาที่ผมเห็นแสงอาทิตย์ขึ้นที่ขอบฟ้า มันเตือนให้ผมรู้ว่า ไม่ว่าชีวิตเราจะมืดมนแค่ไหน แต่ก็จะมียามเช้าของวันใหม่รอเราอยู่เสมอ”

อารุมพูดอย่างใจลอย สายตายังมองดวงอาทิตย์ไม่วางตา วิศนีมองเขาด้วยความเห็นใจ เข้าใจความหมายนั้น พลอยทำให้ตัวเองรู้สึกแย่

“ความมืดมนที่คุณว่า มีฉันเป็นต้นเหตุใช่ไหมคะ”

ชายหนุ่มชะงัก หันมาเหมือนจะตอบ แต่แล้วเปลี่ยนใจลุกขึ้นไปวิ่งออกกำลัง ทิ้งให้หญิงสาวมองตามหน้าเศร้ารู้สึกผิด

เมื่อกลับเข้ามาในบ้านเห็นเพ็ญทำความสะอาด วิศนีอยากช่วยบ้าง ยืนยันว่าแผลที่เท้าหายดีแล้ว เพ็ญเกรงใจ พอดีเห็นฉายกับจันทร์เดินผ่านมา จึงให้เธอติดตามพวกเขาไปตลาด อยากกินอะไรซื้อมาจะได้ทำเผื่ออารุมด้วย

ถึงตลาด จันทร์เดินหน้างอนำไป วิศนีตามประกบเพราะเลือกของไม่ค่อยเป็น สักครู่เกิดเรื่องจนได้ เมื่อจันทร์พูดปาวๆว่าวิศนีเคยลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ บรรดาแม่ค้าจำหน้าได้ บ้างตะโกนด่า บ้างขับไล่ กล่าวหาเธอเป็นฆาตกร และไม่ยอมขายของให้

วิศนียืนคว้างทำอะไรไม่ถูก จันทร์มองอย่างสะใจ ทันใดฉายเดินเข้ามา พูดกราดไปยังแม่ค้าว่าใครไม่ขายก็ไม่ต้องไปซื้อ แล้วหันมาชวนวิศนีไปซื้อที่อื่น เพราะตลาดนี้มีแต่คนใจแคบ พวกแม่ค้าก้มหน้าวูบ ไม่กล้าต่อล้อต่อเถียงกับฉาย จันทร์กระฟัดกระเฟียดไม่พอใจพี่เขย แต่วิศนีซึ้งใจฉายที่ช่วยปกป้อง

ไปถึงตลาดอีกแห่ง จันทร์ยังจ้องหาทางเล่นงานวิศนี ทำทีให้ฉายรอที่รถ แต่เขาโพล่งขึ้นอย่างรู้ทัน

“ไม่! ฉันจะไปกับแกด้วย จะได้คอยคุมไม่ให้แกปากมากพูดอะไรที่ไม่ควรพูดอีก”

จันทร์ชักสีหน้าค้อนฉาย แล้วกระแทกเท้าเดินไป ผ่านร้านขายกะปิน้ำปลา นึกได้ว่าอารุมแพ้กุ้ง แกล้งพูดเสียงดัง กับฉายว่าซื้อกะปิดีไหม ของโปรดของพี่อารุม วิศนีได้ยินรีบสนับสนุนให้ซื้อ และอยากรู้ว่ากะปิทำอะไรได้บ้าง จันทร์ คุยโขมงว่าทำได้หลายอย่าง เดี๋ยวตนจะสอนให้ หญิงสาวยิ้มรับแล้วหันไปสั่งแม่ค้า จึงไม่เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของจันทร์ ส่วนฉายไม่ได้คิดอะไร เพราะไม่รู้เรื่องอารุมแพ้กุ้ง

ooooooo

วันเดียวกันที่บริษัทอำนวย พนักงานทั้งหมดถูกเรียกประชุมด่วน ตอนแรกตกใจนึกว่าท่านประธานจะเลย์ออฟพนักงาน ที่แท้อำนวยพาโยธินมาแนะนำตัว โดยมีอวลอบยืนประกบลูกชายด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“นี่คือคุณโยธิน หลายคนคงรู้จักอยู่แล้ว ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีปัญหาด้านสุขภาพ ทำให้ทำงานได้ไม่เต็มที่ คุณโยธินก็เลยแบ่งเวลาจากการบริหารโรงแรมของตัวเองมาช่วยดูแลงานที่บริษัทอีกแรง คุณโยธินเป็นคู่หมั้นของลูกสาวผม เพราะฉะนั้นในอนาคตเขาก็คงต้องเข้ามาดูแลที่นี่เต็มตัวอยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี หวังว่าทุกคนจะให้การต้อนรับนะ”

พนักงานทุกคนโล่งใจ ปรบมือต้อนรับโยธินโดยพร้อมเพรียง ยกเว้นนีรนุชคนเดียวที่ยืนนิ่งขรึม สายตาจับจ้องอำนวยกับโยธินตลอดเวลา

“ขอบคุณครับ ขอบคุณทุกท่าน โปรดอย่าคิดว่าผมมาเป็นเจ้านาย แต่ขอให้ถือว่าผมเป็นสมาชิกใหม่ที่พร้อมจะเป็นเพื่อนกับทุกคน เราจะได้ร่วมงานกันอย่างราบรื่นนะครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ”

ตอนที่ 10

ที่บ้านชายทะเลของวิโรจน์ ฉายกับเพ็ญไม่เข้าใจว่าทำไมอารุมถึงให้วิศนีไปอยู่กระท่อมทรุดโทรมใกล้พัง พอสองผัวเมียจะอำนวยความสะดวกอะไรให้เธอบ้าง อารุมก็ไม่ยอม ทำเหมือนจะให้เธอทนความลำบากไม่ได้แล้วพาตัวเองกลับไป

หารู้ไม่ว่าวิศนีตั้งมั่นจะอยู่ที่นี่ให้ได้ เธอเปลี่ยน

ตัว เองครั้งใหญ่ กินง่ายอยู่ง่าย แต่งเนื้อแต่งตัวกลมกลืนกับสาวชาวบ้าน แต่ถึงแม้เธอจะอยู่ในชุดเสื้อผ้าราคาถูก ก็ดูสวยแปลกตาไปอีกแบบจนอารุมเผลอชมออกมา

เพราะความสงสารและความผูก พันลึกๆในใจ ทำให้บางครั้งอารุมใจดีกับวิศนี แต่พอนึกถึงนนทลีขึ้นมาเมื่อไหร่ ความคับแค้นเคืองขุ่นก็พลุ่งพล่าน พูดจาแข็งกระด้างจนเธอแอบน้ำตาซึมด้วยความน้อยใจ และบ่ายวันนี้เอง อารุมทำให้วิศนีร้องไห้อีก เขาเอะอะเอ็ดตะโรหลังจากเธอขับรถชนต้นไม้ แถมยังเกือบพุ่งชนเขาถ้าโดดหลบไม่ทัน

อารุมให้วิศนีขับรถเข้าบ้าน ส่วนตัวเองลงไปเปิดประตูรั้ว แต่เพราะเคยขับรถชนนนทลี ทำให้ครั้งนี้วิศนีวิตกจริต บังคับรถผิดถูกเป็นเหตุให้ชนต้นไม้จนรถพังเสียหาย

“หมดกัน พังพินาศหมด นี่ถ้าผมหลบไม่ทันก็คงตายไปอีกคน สมใจคุณ”

“เปล่านะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

“คุณ มันก็พูดได้แค่นี้แหละ ไม่ได้ตั้งใจๆ คุณเอาคำนี้มาอ้างเวลาก่อเรื่องได้ตลอดเวลา ผมอุตส่าห์หนีมาไกลๆ คิดว่าจะพ้น แต่คุณก็ยังตามมาหลอกหลอน ผมเบื่อเต็มทีแล้ว จะไปไหนก็ไป”

วิศนีน้อยใจน้ำตาคลอ แต่ก็รู้ว่าตัวเองผิด เดินคอตกออกไป อารุมแอบสงสารเหมือนกัน แต่ความโกรธพาลมีมากกว่าจึงไม่เดินตามเธอไป

เพ็ญ ยืนมองจากในบ้าน พลางชี้ชวนให้ฉายดูวิศนีที่เดินร้องไห้ออกไปชายหาด บ่นไม่เข้าใจว่าตกลงสองคนนี้เขาเป็นอะไรกันแน่ ฉายยืนยันคำพูดอารุมว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน แค่บังเอิญเจอกันแล้ววิศนีไม่มีที่ไป แต่เพ็ญไม่เชื่อ คาดเดาว่าต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่!

ทางด้านอำนวยที่กรุงเทพฯ เมื่อรู้ว่าป่านนี้แล้วโยธินยังไม่ได้เบาะแสของวิศนี อำนวยเครียดจัดจนอาการป่วยกำเริบ กรแก้วใจคอไม่ดีจึงส่งตัวไปโรงพยาบาลให้อยู่ในความดูแลของหมอ อวลอบกับโยธินทราบข่าวก็รีบพากันมาเยี่ยม

“อย่าเพิ่งเครียดนะครับคุณอา ผมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเลย พยายามตามหาคุณวิศนีทุกที่แล้ว”

“บางทีเธออาจจะน้อยใจคุณพ่อแล้วแอบไปเช่าโรงแรมอยู่เหมือนคราวนั้นก็ได้นะคะ”

“จริงๆผมก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก คุณกรบอกให้หมออนุญาตให้ผมกลับบ้านได้ไหม”

กร แก้วปฏิเสธทันที อ้างหมอสั่งให้อยู่ดูอาการสักสองสามวัน อำนวยบ่นเป็นห่วงงานที่บริษัท โยธินได้ยินแล้วสะกิดใจ เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา

ooooooo

หลังจากโดนดุแล้วเงียบหายไปพักใหญ่ วิศนีไปเพลินอยู่ที่ชายหาด โดยไม่รู้เลยว่าอารุมกำลังตามหาด้วยความเป็นห่วง

เขา เดินร้องเรียกเธอทางโน้นทางนี้อย่างร้อนใจเพราะใกล้ค่ำ กระทั่งไปเจอเธอเก็บเปลือกหอยอยู่ชายหาด เขาวางฟอร์มเข้มให้รู้ว่าไม่ได้ใจอ่อน ตำหนิเธอนิดหน่อยก่อนเดินนำกลับบ้านมาเตรียมกินข้าวเย็น

เพ็ญทำอาหาร เผื่ออารุมและวิศนีด้วยความเต็มใจ แต่ไม่รู้ว่าจันทร์แอบปรุงอาหารที่ตักแบ่งไว้ให้วิศนีจนกินแทบไม่ได้ เพราะเมื่อเพ็ญยกไปให้ที่กระท่อม วิศนีตักกินแล้วบอกว่าอร่อยดี ทั้งที่ความจริงอยากคายทิ้ง แต่กลัวเพ็ญจะเสียน้ำใจ

จันทร์สะใจที่ ได้แกล้งวิศนี แต่ความมาแตกเอาตอนอารุมไม่พอใจที่วิศนีทำตัวเป็นคุณนายต้องมีคนส่งอาหารให้ ถึงที่ เขาสั่งเก็บอาหารของวิศนีไปกินรวมกันที่บ้านใหญ่ ถึงรู้ว่ารสชาติมันแย่มาก ไม่เหมือนของตน ทั้งที่เพ็ญเป็นแม่ครัวเพียงคนเดียว

เพ็ญรู้ทันทีว่าเป็นฝีมือจันทร์ เพราะอยู่ด้วยกันในครัวแค่สองคน แต่จันทร์ไม่ยอมรับ เพ็ญเลยวิ่งไล่ตีน้องสาวออกไปข้างนอก

อารุม นึกถึงวิศนีด้วยความสงสาร ตักข้าวราดแกงไปให้ที่กระท่อม แต่กลัวเธอจะรู้ทันว่าใจอ่อน ก็เลยทำเข้ม ออกคำสั่งว่าต่อไปนี้ให้ไปกินข้าวกับตน จะได้ไม่ต้องให้คนยกมาหลายๆที่ให้สิ้นเปลือง

ooooooo

ค่ำคืน เดียวกันที่กรุงเทพฯ โยธินเจอกุสุมาโดยบังเอิญ กุสุมาลาออกจากบริษัทอำนวยแล้วดิ้นรนสมัครงานใหม่ แต่ยังไม่มีที่ไหนรับสักแห่ง กระทั่งมาเจอโยธินอาสาไปส่งบ้าน เพราะต้องการจะคุยเรื่องอารุม หญิงสาวจึงขึ้นรถไปกับเขา

โยธินพา กุสุมาแวะร้านอาหารแล้วเกริ่นเรื่องอารุมหายไปวันเดียวกับวิศนี หญิงสาวฟังแล้วร้อนรุ่มด้วยความหึงหวง ซึ่งชายหนุ่มมองออก จึงตอกย้ำเข้าไปอีก

“ผมก็ไม่รู้ว่าสองคนนั้นไปด้วยกันหรือเปล่า คุณพอจะมีทางตามตัวอารุมได้ไหม”

“ถึงมี ฉันก็ไม่บอกคุณ”

“ไม่ เอาน่าคุณกุสุมา ผมรู้นะว่าคุณคิดยังไงกับมัน ท่าทางคุณมันออกตั้งแต่นนทลีตายแล้ว คุณต้องการอารุมก็เชิญเลย ผมไม่ขัดขวาง แต่ถ้าสองคนนั้นอยู่ด้วยกัน ผมก็อยากได้ความช่วยเหลือจากคุณ เพื่อเอาตัวคู่หมั้นผมกลับมา ช่วยผมหน่อยนะ”

โยธินจับมืออ้อนวอน แต่หญิงสาวไม่เล่นด้วย ดึงมือกลับแล้วปฏิเสธเสียงแข็ง

“ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้หรอก เรื่องที่คุณพูดมา คุณคิดไปเองทั้งนั้น”

กุสุมาคว้ากระเป๋าเดินออกไปทันที โยธินผิดหวัง แต่ยังมั่นใจว่ากุสุมาจะช่วยแยกอารุมกับวิศนีออกจากกันได้...

กลาง ดึกคืนนั้น ทั่วบริเวณชายหาดมีพายุฝนกระหน่ำ วิศนีนอนไม่ได้เพราะกระท่อมโย้เย้เหมือนจะพัง ฉายกับเพ็ญเป็นห่วง เดินฝ่าสายฝนมาพาเธอไปที่บ้าน พลางบ่นถึงอารุมว่าใจจืดใจดำไม่ยอมโผล่มาดูสักนิด

เมื่อเพ็ญจะให้วิศ นีนอนห้องเดียวกับจันทร์ แต่จันทร์ไม่ยอม เพ็ญจึงไล่น้องไปเอามุ้งมากางให้เธอนอกห้อง จันทร์กระฟัดกระเฟียดเอามุ้งมาโยนให้วิศนีกางเอง แต่ด้วยความที่ไม่เคยทำมาก่อน เธอเก้กังอยู่นานกว่าจะสำเร็จ จันทร์เห็นแล้วอดขำไม่ได้ โทรศัพท์ไปเล่าให้อารุมฟังที่บ้านใหญ่

“จันทร์ให้เขากางมุ้งนอนที่นอกชาน พี่อารุมน่าจะมาเห็นเขากางมุ้งนะคะ คงทำไม่เป็นมั้ง โย้เย้พอๆกับกระท่อมที่เขาอยู่เลย”

จันทร์หัวเราะคิกคัก อารุมไม่ขำด้วย หมดความกระวนกระวาย โล่งใจที่วิศนีมีที่นอนดีๆปลอดภัยแล้ว

ooooooo

ผลพวงจากพายุฝนกระหน่ำเมื่อคืนทำให้กระท่อมหลังคาเปิดพังเสียหาย จนอารุมต้องรีบซ่อมแซมในเช้าวันถัดมาเพื่อให้วิศนีมีที่ซุกหัวนอน ฉายตั้งใจจะมาช่วยแต่พอดีมีธุระกะทันหัน วิศนีเลยมาทำหน้าที่แทนโดยอารุมไม่ทันสังเกต จนกระทั่งเขาเรียกหาตะปูแล้วหญิงสาวเอามาส่งให้

อารุมทำขรึมเหมือนไม่สนใจ แต่พอเห็นเธอชนกองไม้หงายหลังก็รีบเข้ามาดูอย่างห่วงใย และยอมให้เธอช่วยงานแทนฉาย แต่เพราะเป็นงานผู้ชายที่เธอไม่ถนัด เขาจึงต้องสอนก่อนเพื่อไม่ให้เกิดพลาดพลั้งบาดเจ็บ

กว่าวิศนีจะตอกตะปูเป็น อารุมต้องสอนอย่างใกล้ชิด ฉายเสร็จธุระกลับมาเห็น เลยไม่กล้าเข้าไปแทรก เปลี่ยนใจหันหลังกลับทันที แถมยังไม่ยอมให้เพ็ญไปตามวิศนีกลับมาด้วย...

วันเดียวกัน ที่กรุงเทพฯ อำนวยเข้าบริษัทเพราะมีนัดสำคัญ แต่ไม่ทันได้คุยกับช่างจากโรงงาน นีรนุชมาขัดจังหวะ ทวงถามเรื่องที่อำนวยเคยพูดไว้ว่าให้มาพบได้เสมอถ้าต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งวันนี้เธออยากได้งานทำ อำนวยรักษาคำพูด รับนีรนุชเข้าทำงานในแผนกเดียวกับเดชชาติตามความต้องการของเธอ โดยเรียกเดชชาติมารับรู้และให้เป็นพี่เลี้ยงสอนงาน

เดชชาติรับปากพร้อมกับสังเกตสีหน้าท่าทีนีรนุชอย่างไม่วางใจ ในขณะที่อำนวยยิ้มจริงใจให้นีรนุช รู้สึกโล่งใจที่หญิงสาวทิ้งความขุ่นมัวจนยอมรับความช่วยเหลือจากตน แต่นีรนุชกลับมองอำนวยยิ้มๆด้วยความรู้สึกอีกแบบ

พ้นจากอำนวยมาแล้ว เดชชาติซึ่งแน่ใจว่านีรนุชมีเจตนาอื่นมากกว่าต้องการทำงาน จึงคาดคั้นจนเธอยอมสารภาพความจริงออกมา

“ก็พี่ชาติบอกว่านุชไม่มีหลักฐานเอาผิดที่เขาส่งคนไปทำร้ายนุชถึงบ้าน นุชก็เลยต้องมาหาหลักฐานเองถึงที่นี่ไง ว่าเจ้านายพี่เป็นคนไม่ดี”

“ก็พี่บอกแล้วไงว่าคุณอำนวยท่านไม่เกี่ยวอะไรด้วย นั่นมันเป็นเรื่องของไอ้โยธิน”

“เกี่ยวไม่เกี่ยวนุชจะตัดสินเองเมื่อถึงเวลา พี่อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ดีกว่า เดี๋ยวหลักฐานโผล่ออกมาแล้วจะหน้าแตก” นีรนุชพูดอย่างมั่นใจแล้วเดินหนีไป แต่เดชชาติมองว่านั่นคือความรั้นของเธอมากกว่า

เดชชาติย้อนกลับเข้าไปในห้องอำนวยอีกครั้ง สอบถามข่าวคราววิศนี อำนวยสีหน้ากลุ้มใจ บอกว่ายังไม่ได้ข่าว ไม่มีใครรู้ว่าเธอไปไหน

“ผมเองก็ติดต่อคุณวิศนีไม่ได้เลยครับ”

“ได้ข่าวว่านายอารุมก็หายตัวไปด้วย...คุณคิดว่าเขาไปด้วยกันหรือเปล่า”

“ผมถามอารุมแล้วครับ มันก็บอกว่าไม่ได้พบคุณวิศนีเหมือนกัน”

“ผมไม่รู้จริงๆ ว่ายายหนูจะไปอยู่ที่ไหนได้ ถ้าคุณทราบ ช่วยบอกผมด้วยก็แล้วกันนะ”

เดชชาติพยักหน้ารับ เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อ...เวลา นั้นเอง ลูกสาวคนสวยของอำนวยกำลังช่วยอารุมซ่อมกระท่อม ช่วยไปช่วยมาเกิดปิ๊งไอเดียตัดสังกะสีแผ่นเรียบมันวาววางบนไม้อัดแล้วเอาตะปูตอกติด อารุมอยู่บนหลังคามองลงมาเห็น ร้องถามว่าทำอะไร?

“คือฉันเห็นสังกะสีมันเหลือ ก็เลยเอามาแปะกับไม้อัดดู เผื่อจะใช้แทนกระจกได้” วิศนีหยิบมันพลิกไปมาให้ดูว่าเห็นเงาสะท้อนได้จริงๆ ใกล้เคียงกับกระจก อารุมเห็นแล้วส่ายหน้า

“ทำไมคุณต้องทำให้มันดูอนาถาขนาดนั้น”

“ก็ฉันไม่มีเงินซื้อกระจกนี่”

“ไม่มีเงินแต่ก็ต้องสวยตลอดเวลาใช่ไหม...ผมหิวน้ำ ขอน้ำหน่อย”

วิศนีลุกไปหยิบกระติกน้ำเย็นมาส่งให้ และเห็นเหงื่อเขาผุดเต็มหน้า กลัวจะไหลเข้าตาจึงเอาผ้าเช็ดให้อย่างเบามือ ความใกล้ชิดทำให้ต่างคนต่างเขิน พอดีเพ็ญเดินเข้ามา วิศนีเลยผละออกแล้วบอกอารุมว่าตนจะไปช่วยเพ็ญทำกับข้าว

ขณะที่วิศนีเป็นลูกมือให้เพ็ญในครัว จันทร์กลับไปเดินสบายใจเฉิบอยู่ที่ตลาด ได้ยินแม่ค้าพูดคุยกันถึงข่าวดังในหนังสือพิมพ์เมื่อหลายวันก่อน จันทร์แถเข้าไปร่วมวงจึงเห็นภาพข่าววิศนีขับรถชนคนตาย ซึ่งบรรดาแม่ค้าจำได้ว่าเธอคือผู้หญิงที่มากับอารุม สงสัยกันว่าจะเป็นเมีย

จันทร์สังหรณ์ใจว่าจะเป็นจริงอย่างนั้น แต่ไม่วายยืนยันกับทุกคนว่าอารุมยังไม่มีเมีย!

ooooooo

อวลอบอับจนหนทางในภาระหนี้สินถึงขนาดยอมขายโรงแรมให้ฝรั่งตามที่เคยเกริ่นกับโยธิน แต่วันนี้โยธินยังไม่ทันตั้งตัว จู่ๆพิเชษฐ์ตัวแทนจากผู้บริหารคนใหม่ก็มายึดห้องทำงาน สองฝ่ายเกิดวิวาทะกันยกใหญ่จนเกือบจะวางมวย ถ้าอวลอบไม่เข้ามาห้ามลูกชายตัวเอง
หลังทราบเรื่องจากปากแม่ โยธินแทบทรุด โอดครวญว่าตัวเองไม่เหลืออะไรแล้ว พิเชษฐ์บอกว่าไม่ถึงขนาดนั้น ตามที่เราตกลงกันไว้ คุณหญิงกับลูกชายจะยังคงมีตำแหน่งในบอร์ดบริหาร ยังสามารถมาทำงานและรับเงินเดือนได้ตามเดิม แต่จะไม่มีอำนาจในการตัดสินใจใดๆทั้งสิ้น

“แล้วเรื่องนั้นล่ะ” อวลอบทวงถามเสียงเข้ม

“แน่นอนครับ ทุกอย่างจะยังเป็นความลับ คุณสองคนไม่ต้องกลัวจะมีใครรู้ว่าโรงแรมได้เปลี่ยนมือผู้บริหารไปแล้ว แต่ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงภายในเล็กน้อย เช่นห้องทำงาน”

พิเชษฐ์พาสองแม่ลูกไปดูห้องทำงานใหม่ที่แสนคับแคบมีเพียงโต๊ะอยู่ตัวเดียว โยธินโวยวายไม่พอใจห้องเท่ารูหนู อวลอบเองก็ฮึดฮัด ไม่รู้จะอธิบายยังไงถ้ามีใครแวะมาหา

“ผมว่าไม่ต้องให้มาดีกว่า คุณหญิงจะได้ไม่ต้องตอบคำถามที่จู่ๆพนักงานระดับบริหารของโรงแรมถูกเปลี่ยนยกชุด ดีไหมครับ”

พิเชษฐ์ยิ้มเย้ยแล้วเดินออกไป โยธินโกรธอยากจะตามไปเอาเรื่อง แต่อวลอบคว้าตัวไว้ สั่งห้ามมีเรื่องกับเขา เขาจะทำอะไรให้ทำไป ไม่งั้นเราก็หมดตัว

“แต่ตอนนี้เราก็ไม่เหลือศักดิ์ศรีอะไรแล้วนะครับคุณแม่”

“มันไม่แย่ขนาดนั้นหรอกน่า เรายังมีทางกอบกู้ศักดิ์ศรีอยู่ แม่หาทางออกไว้แล้ว” อวลอบยิ้มเจ้าเล่ห์แสนกล โยธินมองหน้าแม่อย่างสนใจใคร่รู้...

ooooooo

กลับจากตลาดเย็นนั้น จันทร์เอาหนังสือพิมพ์มาวางตรงหน้าอารุม พลางเล่าว่าแม่ค้าที่ตลาดถามตนกันใหญ่ว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง อารุมไม่อยากรื้อฟื้น ตอบสั้นๆว่าตามที่ลงข่าวนั่นแหละ

“จริงเหรอจ๊ะ แต่ทำไมคุณนีถึงได้เล่าอีกอย่างล่ะ” จันทร์ตีหน้าใสซื่อ ทั้งที่ตัวเองกำลังปั้นน้ำเป็นตัว “พวกที่ตลาดบอกว่าพอคุณนีเห็นข่าวตัวเองก็แก้ตัวใหญ่เลยว่าหนังสือพิมพ์ลงข่าวมั่ว ทำให้เขาดูเป็นคนไม่ดี”

“คุณนีไปที่ตลาดมาเหรอ”

“ก็ไปพร้อมจันทร์เมื่อกี้ไงจ๊ะ จันทร์มัวแต่ซื้อกับข้าว ไม่ทันสังเกตว่าเขาหายไปไหน ที่แท้ก็ไปนั่งเม้าท์กับพวกแม่ค้า” จันทร์พูดเป็นตุเป็นตะ ในขณะที่อารุมนิ่งฟังแต่ขบกรามแน่น หญิงสาวแอบยิ้มแล้วจ้อต่อไป “แต่พี่อารุมไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ พวกแม่ค้าเขาไม่ค่อยเชื่อคนแปลกถิ่นหรอก เขาถึงแอบมาถามจันทร์ไงว่าเรื่องจริงๆมันเป็นยังไง เพราะคุณนีไปคุยไว้ทั่วว่าพี่คบกับเขา แต่แฟนเก่าพี่ทำใจไม่ได้ก็เลยพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดให้รถคุณนีชน”

อารุมฟังมาถึงแค่นั้นก็ทนไม่ไหว ลุกพรวดขึ้นเดินหน้าตึงออกจากบ้านมุ่งหน้าไปบ้านฉาย กระชากวิศนีที่กำลังช่วยเพ็ญตักอาหารมาที่กระท่อม สั่งให้เก็บข้าวของแล้วไปจากที่นี่ วิศนีงงเป็นไก่ตาแตก ถามละล่ำละลักว่าเกิดอะไรขึ้น

“คุณเห็นผมใจดีแล้วได้ใจใช่ไหม ถึงได้ไปโพนทะนาเรื่องทุเรศๆให้คนอื่นเขาเข้าใจผิด”

“นี่มันเรื่องอะไรกันคะ”

“เข้าไปเก็บของ แล้วออกไปจากที่นี่ซะ คุณมันตัวมาร มารความสุข คุณกับผมไม่น่าเจอกันเลย”

วิศนีน้ำตาคลอ ทั้งตกใจทั้งเสียใจ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ยืนยันว่าตนยังไม่ได้ทำอะไรอย่างที่เขาเข้าใจ อารุมไม่ฟัง ผลักเธอเข้ากระท่อมให้รีบเก็บของ แล้วเขาจะไปส่งที่ท่ารถ จากนั้นก็ทางใครทางมัน

“ไม่! ฉันไม่ไป คุณจะไล่ฉันเพราะความผิดที่ฉันไม่ได้ทำไม่ได้”

“คุณไม่มีสิทธิ์ต่อรองอะไรทั้งนั้น”

อารุมเก็บของใส่ถุงแล้วกระชากวิศนีจะให้ลุกขึ้น แต่เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นขืนตัวไว้ อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้ ทั้งที่เมื่อเช้าเขายังดีกับเธออยู่เลย

“ก็ถ้าผมรู้ว่าการดีกับคุณจะทำให้คุณคิดเข้าข้างตัวเอง ผมจะไม่มีวันทำอย่างนั้นเด็ดขาด”

อารุมยิ่งพูด วิศนีก็ยิ่งไม่เข้าใจ และยืนยันไม่ไปจากที่นี่ จนกว่าเขาจะอธิบายให้เข้าใจมากกว่านี้ว่าเธอทำผิดอะไร

ตอนที่ 9

หลังจากคิดทบทวนอยู่พักใหญ่ วิศนีตัดสินใจออกจากบ้านพร้อมกระเป๋าเดินทางใบย่อมมุ่งหน้าไปหาแม่ที่บ้าน เพื่อขออาศัยอยู่ด้วย

แววต้อนรับลูกสาวอย่างดี ให้หงวนเอากระเป๋าขึ้นไปเก็บบนห้อง ด้วยนึกว่าวิศนีแค่ทะเลาะกับพ่อ งอนกันไม่กี่วันก็คงกลับไป

“แล้วที่ทะเลาะกันนี่ ใช่เรื่องนังนั่นหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ”

“อย่า มาหลอกแม่เลย มันจะมีเรื่องอะไรอีกล่ะที่ทำให้พ่อลูกทะเลาะกันบ้านแตก นอกจากเรื่องนังเมียใหม่ แม่น่ะไม่เคยไว้ใจมันเล้ย นึกแล้วว่ามันต้องทำให้หนูกับพ่อมีเรื่องกัน”

วิศนีได้แต่ก้มหน้าซ่อนความรู้สึกเบื่อหน่ายที่แม่จ้องเล่นงานกรแก้ว แววคิดว่าลูกกำลังเศร้า เลยลูบหัวปลอบ

“อยู่ ที่นี่ไปก่อนก็ได้ลูก สบายใจเมื่อไรแล้วค่อยกลับ ว่าแต่หนูมีเงินมีทองติดตัวมาบ้างไหม แม่น่ะไม่ค่อยมีหรอก กลัวจะดูแลหนูได้ไม่ดีเหมือนอยู่คฤหาสน์”

“หนูอยู่ที่ไหนก็ได้ ถ้าเป็นที่ต้องการค่ะแม่”

“แต่เงินมันก็จำเป็นนะลูก เอาเถอะ อยู่ไปเท่าที่อยู่ได้ ทนลำบากไม่ไหวก็ค่อยกลับไปแล้วกันนะ”

เท่านั้นเอง วิศนีค่อยๆเงยหน้าขึ้นสบตากับแม่ พูดเศร้าๆว่าตนคงไม่กลับไปแล้ว พ่อไล่ตนออกจากบ้าน

“นี่ถึงขนาดไล่กันออกจากบ้านเลยเหรอ”

“ช่างเถอะค่ะ หนูก็ไม่ได้อยากอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว ออกมาก็ดีเหมือนกัน เผื่อหนูจะมีความสุขขึ้น”

“ฮ้าย...พูดอะไรอย่างนั้น บ้าไปแล้วหรือไง”

“หนูทนไม่ได้แล้วค่ะ”

แววได้ยินก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น เพราะอยากจะให้วิศนีอยู่เป็นหอกข้างแคร่กรแก้ว

“มีอะไรที่ทนไม่ได้ ไหนลองว่ามาสิ บ้านช่องก็ใหญ่โต บริวารรับใช้ก็มากมาย สุขสบายทุกอย่าง มันมี

อะไรนักหนาที่หนูทนไม่ได้”

“หนูไม่มีความสุข”

“ความ สุขมันอยู่ที่ใจเราเอง หนูหาเอามั่งสิ ทีอีนังคุณนายนั่นมันยังชูคอมีความสุขได้ แล้วทำไมหนูจะทำไม่ได้ อะไรกัน กลับมาไม่ทันไรก็ยอมแพ้มันซะแล้ว”

วิศนีสะอึก เริ่มเข้าใจแล้วว่าแม่กำลังหัวเสียเพราะกลัวจะแพ้กรแก้วนี่เอง

“ยังไงหนูก็ไม่กลับไปแน่ๆค่ะ”

“โง่! ทั้งโง่ทั้งดื้อ ป่านนี้นังกรแก้วมันคงนั่งยิ้มหน้าบานที่จะได้ฮุบสมบัติไว้คนเดียวหมด ของของเราทั้งนั้น ไม่เสียดายบ้างหรือไง พ่อลูกกันมันก็ต้องกระทบ กระทั่งกันบ้าง เราเป็นลูกก็ต้องอดทน ไม่ใช่เอะอะก็ทนไม่ไหวขนของหนีมาแล้วปล่อยให้คนนอกมันนอนกินสบายใจเฉิบ กลับไปเถอะยายหนู อย่ามาอยู่ที่นี่เลย”

“แม่...” วิศนีครางอย่างคาดไม่ถึง

“คน เป็นพ่อเขาไม่โกรธลูกนานหรอก ประจบซักหน่อยขี้คร้านจะทูนหัวทูนเกล้าให้ทุกอย่าง หนูหนีมาแบบนี้ก็ได้ดีนังแม่เลี้ยงเท่านั้นเอง แม่ยอมไม่ได้หรอก...นังหงวน”

แวว หันไปเรียกหงวนที่เดินลงมาจากชั้นบนพอดี สั่งให้เอากระเป๋าวิศนีลงมา แล้วออกไปเรียกแท็กซี่ให้ด้วย วิศนีรู้ในวินาทีนั้นว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการของแม่แล้วจริงๆ เธอเดินหน้าเศร้าตามหงวนออกไปหน้าบ้าน แววยังตามมาสำทับอีกว่า

“กลับ ไปขอโทษพ่อเขาซะ หายเคืองกันเมื่อไหร่จะมาหาแม่ก็มา แต่เรื่องมาอยู่ที่นี่จริงจัง หนูไม่ต้องคิดเลย ยังไงบ้านโน้นก็เป็นบ้านของหนู จำไว้นะลูก”

วิศนีได้แต่พยักหน้าอย่างขอไปที ทั้งที่ใจเศร้าจนอยากจะร้องไห้ แล้วก้าวขึ้นรถแท็กซี่ ทั้งๆที่ยังไม่รู้จะไปไหนดี?

ooooooo

ค่ำนั้น เดชชาติพาน้องๆมาขอนอนที่บ้านนีรนุชเพื่อเป็นเพื่อนให้เธออุ่นใจและปลอดภัย ตอนแรก

นี รนุชทำเชิดใส่ไม่ยอม เพราะยังเคืองเดชชาติไม่หาย แต่พอโดนตื๊อหนักก็ใจอ่อน เพราะลึกๆก็รู้ซึ้งในเจตนาดีของเดชชาติที่มีต่อตนเองมาตลอด

ในขณะที่ นีรนุชมีคนเป็นห่วงเป็นใย...แต่คืนเดียวกันนี้วิศนียังไม่มีที่ไป เธอนั่งแท็กซี่เรื่อยเปื่อยไม่มีจุดหมายปลายทาง ความคิดว้าวุ่นสับสนตัดสินใจไม่ถูก ถ้าไม่กลับบ้านพ่อแล้วจะไปไหน?

เมื่อ มองไม่เห็นใคร ท้ายที่สุดเธอบากหน้าไปหาอารุม หวังพึ่งพาอาศัยเขาชั่วคราว แต่ปรากฏว่าอารุม กำลังเก็บข้าวของเตรียมย้ายออกจากคอนโดฯ จุดหมายคือต่างจังหวัด!

“ให้ฉันไปด้วยได้ไหมคะ” หญิงสาวเอ่ยปากขอดื้อๆ เพราะอับจนหนทาง “ฉันเองก็ไม่เหลืออะไรแล้วเหมือนกัน ไม่มีแม้แต่บ้านให้ซุกหัวนอน ฉันถูกพ่อไล่ออกจากบ้าน ส่วนแม่ก็ไม่ยอมให้ฉันอยู่ด้วย ฉันไม่มีเพื่อนที่จะไปพึ่งพาได้”

สายตาอารุมมีแววสงสาร แต่สักพักก็เลือนหายไป กลายเป็นรอยเยาะ

“ไอ้ชาติคงช่วยคุณได้ อ้อ...ไหนจะคู่หมั้นคุณอีกล่ะ”

“ฉันไม่มีคู่หมั้น ฉันถอนหมั้นกับเขาแล้ว ส่วนคุณชาติ ฉันไม่กล้ารบกวนเขา”

“คุณจะไปทำไม ที่นั่นไม่สุขสบายเหมือนที่คุณมาหรอก”

“ที่ไหนก็คงไม่ต่างกันนักหรอกค่ะ เพราะอย่างที่ฉันบอก...ฉันไม่มีอะไรในชีวิตเหลือแล้ว แม้แต่ครอบครัวที่ฉันเคยคิดว่ามี”

“ผมให้คุณไปด้วยไม่ได้ ขอโทษนะ” อารุมใจแข็ง แบกสัมภาระของตัวเองออกไป วิศนีตามมาเหนี่ยวรั้งอ้อนวอน

“คุณอารุม เห็นใจฉันเถอะนะคะ ฉันรู้ว่ามันน่าเกลียดแค่ไหนที่ต้องออกปากขอไปกับคุณด้วย แต่คุณเป็นที่พึ่งเดียวของฉัน”

“แต่ผมไม่ต้องการให้คุณมาอยู่ในชีวิตผมอีกแล้ว กลับไปซะ”

วิศนีร้องไห้ออกมาอย่างสิ้นหวัง อารุมหวั่นไหวสงสาร แต่แข็งใจหันไปเรียก รปภ.

“พี่ยาม เอาผู้หญิงคนนี้ออกไปจากที่นี่ เขาเป็นตัวอันตราย ถ้าเขาไม่ไปก็เรียกตำรวจได้เลย”

อารุมสั่งเสร็จก็เดินลิ่วไป ทิ้งวิศนีที่ยืนร้องไห้ไว้เบื้องหลัง รปภ.ยืนมองวิศนีอย่างเก้ๆกังๆ แล้วพากันเดินเข้ามาเชิญเธอออกไป

แต่ วิศนีไม่มีที่ไป เธอนั่งตากฝนอยู่ปากซอยนั่นเอง อารุมขับรถผ่าน ชำเลืองมองด้วยความสงสาร เขาชะลอรถคิดจะลงไปเรียก แต่แล้วก็ตัดใจ เบือนหน้าหนีไม่มอง ขับรถต่อไปท่ามกลางความมืด

วิศนีไม่เหลือใครแล้ว จริงๆ เธอนั่งสะอื้นจนอ่อนแรง ผล็อยหลับอยู่ตรงนั้น และเกือบจะโดนขี้เมาสองคนลวนลาม ถ้าอารุมไม่ย้อนกลับมาทันเวลาพอดี!

ooooooo

ในที่สุด อารุมจำใจพาวิศนีไปด้วย ระหว่างเธอเป็นไข้ เพ้อจนฟังไม่รู้เรื่อง อารุมต้องแวะสถานีอนามัยริมทางให้หมอรักษาเธอ

คุณ หมอเข้าใจว่าทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน หลังจากตรวจอาการและให้ยาเรียบร้อยแล้วจึงฝากอารุมเช็ดตัวให้เธอด้วย เสร็จแล้วอารุมรีบออกไปซื้ออาหารซึ่งเป็นเวลาเช้าพอดี

ส่วนที่บ้านอำนวย ทุกคนเพิ่งรู้ว่าวิศนีไม่ได้กลับบ้าน คาดว่าออกไปตั้งแต่เมื่อวานแต่ไม่ได้เอารถไป

“คง หนีไปอยู่บ้านแม่เขาล่ะมั้ง ช่างเถอะ” อำนวยทำไม่สนใจ แต่กรแก้วอยากให้ไปตาม ความจริงอำนวยก็ห่วงลูก แต่เกิดทิฐิในใจ ตัดบทว่า “ผมบอกเขาแล้วว่าถ้าอยากจะไปก็ไป ผมก็จะรักษาคำพูด”

ทางด้านกุสุมา ที่ตั้งหน้าตั้งตาอยากได้อารุมเป็นแฟน หลังจากนนทลีตาย เธอรุกหนักบ่อยครั้งแต่ยังไม่สำเร็จ...สายวันนี้กุสุมามาที่คอนโดฯ พอรู้ว่าอารุมย้ายออกไปแล้ว เธอตกใจมาก เพราะไม่เคยระแคะระคายเรื่องนี้มาก่อน

กุสุมารีบร้อนไปที่บ้านนีรนุชด้วยความหึงหวง กระชากเสียงถามว่าอารุมอยู่ไหน นีรนุชทำหน้างงๆ

“พี่อารุมก็อยู่บ้านเขาสิคะ”

“ไม่จริง ฉันไปที่คอนโดฯ เขาบอกว่าอารุมย้ายไปแล้ว เธอเอาเขามากกไว้ที่นี่หรือเปล่า”

“พี่สุ!” นีรนุชแผดเสียงด้วยความโมโห

กุสุมาไม่สนใจ ก้าวฉับๆจะขึ้นบ้าน นีรนุชวิ่งไปขวาง ยืนยันเสียงแข็งว่าอารุมไม่ได้อยู่ที่นี่

“ฉันไม่เชื่อ ให้ฉันขึ้นไปดูสิ”

“พี่ทำอย่างนี้ดูถูกนุชมากเลยนะ คิดว่านุชเป็นผู้หญิงยังไงถึงจะให้พี่อารุมมาอยู่ด้วย”

“ก็ฉันรู้น่ะสิว่าเธอจ้องจับเขาอยู่ รอให้นนตาย แล้วตัวเองจะได้รับช่วงต่อ”

“นุชไม่นึกเลยนะว่าพี่จะคิดกับนุชแบบนี้”

“คิดว่าคนอื่นเขาโง่ดูไม่ออกเหรอว่าเธอหลงรักแฟนพี่สาวตัวเอง...ถอยไป”

กุสุมา จะกระชากนีรนุชหลบ แต่นีรนุชขืนตัวไว้ และเริ่มไม่เกรงใจ...สองสาวฉุดกระชากอย่างไม่ยอมกัน เสียงเอะอะดังลั่นจนเดชชาติวิ่งพรวดเข้ามาจับแยก แล้วซักถามเรื่องราว ก่อนยืนยันว่าอารุมไม่ได้มาที่นี่ เพราะตนนอนกับนีรนุชทั้งคืน

เดชชาติรีบพูด ไม่ได้ตั้งใจให้ใครคิดมาก แต่กุสุมาหันขวับไปจ้องนีรนุชด้วยแววตาหยามหยัน เดชชาติรู้ตัวรีบตบปากตัวเอง

“เอ่อ...ฉันหมายถึง ฉันกับน้องๆมานอนเป็นเพื่อนนุชที่นี่ ถ้าอารุมมันมา ฉันก็ต้องเห็น”

“เธอสองคนอาจจะช่วยกันปกปิดก็ได้”

“นี่ สุ เธอมีสติหน่อย อย่าหึงจนหน้ามืด เธอคิดว่าอารุมมันจะหนีมาอยู่กับน้องสาวแฟนตัวเองให้เป็นขี้ปากชาวบ้านหรือ ไง คนอย่างมันไม่ทำหรอกนะ กลับไปถามที่คอนโดฯดีกว่าว่ามันย้ายไปไหน แล้วย้ายไปทำไม เพราะพวกเราที่นี่ไม่รู้เรื่อง”

กุสุมาสงบลง แต่ยังไม่วายจ้องหน้านีรนุชอย่างขู่เข็ญ “ฉันเชื่อเธอก็ได้ แต่ขอเตือนไว้นะ เลิกหวังในตัวอารุมได้แล้ว นอกจากนนแล้ว เขาไม่มีใจให้ใครทั้งนั้น” ว่าแล้วกุสุมาผลุนผลันออกไปด้วยความโมโห

นีรนุชส่ายหน้าสุดเซ็ง บ่นกับเดชชาติ “ไม่อยากเชื่อเลยว่าพี่สุจะเป็นคนแบบนี้ อาละวาดบ้าอะไรก็ไม่รู้ ทำตัวอย่างกับคนตามหึงแฟน”

“ก็หึงน่ะสิ”

“อะไรนะ!?” นีรนุชอุทานตาโต

“พี่ดูออกมาตั้งนานแล้วว่าสุแอบปลื้มอารุม แต่เมื่อก่อนเขาก็สงบเสงี่ยมเจียมตัวดีนะ เพิ่งจะมาคลั่งเอาก็ตอนที่นน...”

“อะไรกันเนี่ย ทำไมมันถึงได้เป็นแบบนี้ไปได้ แล้วนี่พี่อารุมไปไหน”

เดชชาติไม่ตอบ เอาแต่ส่ายหน้าปฏิเสธ

ooooooo

บ่าย วันนี้เอง อำนวยร้อนใจเมื่อรู้เห็นว่าวิศนีเก็บเสื้อผ้าไปหมดเกลี้ยง กรแก้วพยายามโทร.หาแต่ติดต่อไม่ได้ กำลังกระวนกระวายใจกัน ก็พอดีแววโผล่มาโวยวายเรียกหาไอ้อีที่มันรังแกลูกของตน

อำนวยและกรแก้วพากันลงมาเผชิญหน้าแวว โดยมีสาวใช้สองคนยืนอกสั่นขวัญผวากับฤทธิ์เดชของแวว

“มากันแล้วเหรอเจ้าคะ คุณผู้หญิง คุณผู้ชาย” แววจีบปากจีบคอเยาะ

“มีอะไรอีกแวว จะมาก่อกวนอะไรอีก” อำนวยน้ำเสียงเอือมระอา

“เชอะ...คนอย่างอีแวว ถ้าไม่โดนก่อกวนก่อน จ้างให้ก็ไม่มีทางมาหาเรื่องคนอื่นหรอกโว้ย ไม่รู้หรือว่าแกล้งโง่กันแน่”

“เธอพูดอะไร พวกฉันไม่เข้าใจ”

กรแก้วอึดอัดใจที่ต้องเผชิญหน้ากับแวว ทำท่าจะเลี่ยงไปเตรียมของว่างมารับแขก แต่แววปรี่ไปดักหน้า กระชากเสียงใส่อย่างไม่พอใจ

“ไม่ต้องไปเลย เธอนั่นแหละตัวดี”

“อะไรกันคะคุณแวว”

“ก็ที่ลูกฉันวิ่งร้องไห้ไปฟ้องว่าถูกพ่อมันไล่ออกมา ไม่ใช่เพราะเธอหรอกเหรอ”

“ไม่เกี่ยวกับฉันเลยนะคะ”

“เกี่ยวแน่ๆอยู่แล้ว พ่อลูกอยู่กันดีๆ จะทะเลาะกันขนาดอยู่ร่วมบ้านกันไม่ได้ได้ยังไง ทำไมหล่อนไม่สำนึกบ้างว่าตัวเองเป็นแค่คนนอก พ่อลูกน่ะเขาสายเลือดเดียวกัน ทำลายครอบครัวคนอื่นมันบาป พ่อแม่ผู้ดีของหล่อนไม่สั่งสอนเลยหรือไง”

“คุณแวว!” กรแก้วขึงขังด้วยความโกรธ อำนวยเองก็โมโห ตำหนิแววลามปามมากเกินไปแล้ว

“แล้วจะทำไม อีแววไม่กลัวหรอก วันนี้สู้ตายโว้ย ใครทำลูกฉันเจ็บ มันต้องเจ็บกว่าสองเท่า”

“คนที่เธอควรจะด่าที่สุดก็คือฉัน เพราะฉันเป็นคนให้ยายหนูไปเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับกรแก้ว แล้วเธอไม่ได้ถามลูกเลยหรือไงว่ามีเรื่องอะไรกัน”

แววชะงัก เพราะไม่ได้สนใจถามรายละเอียดจากวิศนีจริงๆ อำนวยเห็นแววอึ้งก็อ่อนใจ รู้ว่าเธอไม่ได้ฟังอีร้าค่าอีรมเหมือนเคย

“เอาเถอะ คราวนี้ฉันผิดเอง ฉันยอมรับ” อำนวยถอนใจเหนื่อยๆ หยิบเงินจำนวนหนึ่งส่งให้แวว “เงินก้อนนี้เอาไปดูแลลูกให้ดี ยังไม่ต้องให้วิศนีกลับบ้านถ้าแกยังไม่อยากกลับ แล้วมีเวลาเมื่อไหร่ฉันจะไปหาลูกเอง”

“พูดบ้าอะไรของคุณ ยายหนูมันกลับบ้านมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วไม่ใช่หรือไง”

“เธอว่าไงนะ” อำนวยตกใจ สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

ooooooo

จุดหมายปลายทางของอารุมคือบ้านวิโรจน์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิท แต่ตอนนี้วิโรจน์ไปทำงานอยู่อเมริกา จึงฝากฉายกับเพ็ญช่วยดูแลบ้าน เมื่ออารุมกับวิศนีมาถึง ทั้งคู่ต้อนรับเป็นอย่างดีเพราะรู้จักอารุมอยู่แล้ว แต่กับวิศนีรู้สึกไม่คุ้นตา สงสัยว่าเธอเป็นใคร แต่ไม่ใช่นนทลีแฟนอารุมที่เคยเห็นอย่างแน่นอน

จันทร์น้องสาวของเพ็ญคุ้นเคยกับอารุมพอสมควร จันทร์แอบชอบอารุม พอเห็นเขามากับสาวสวยก็อยากรู้เหลือเกินว่าทั้งคู่เป็นอะไรกัน แต่ด้วยท่าทีที่อารุมดูหมางๆเมินๆ กับวิศนี ทำให้จันทร์ได้ทีเขม่นใส่วิศนีทุกครั้งที่มีโอกาส

อารุมพยายามไม่ใจอ่อนกับวิศนี เพราะยังรู้สึกผิดต่อนนทลี เขาไม่ยอมให้เธออยู่ในบ้านหลังใหญ่ของวิโรจน์ แต่ให้ไปอยู่ที่กระท่อมซอมซ่อไม่ไกลจากกันนัก วิศนีไม่มีอะไรติดตัวมาเลยนอกจากแหวนกับนาฬิกา ดังนั้นอารุมจึงพาเธอไปตลาดหาซื้อเสื้อผ้าและสิ่งของจำเป็น

ขณะเดียวกันที่กรุงเทพฯ อำนวยร้อนใจเป็นห่วงวิศนีจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ โยธินถึงแม้จะโดนวิศนีถอนหมั้นไปแล้วแต่ยังแสดงความห่วงใย แนะนำให้ไปสอบถามอารุมเผื่อจะรู้เห็นบ้าง ปรากฏว่าเมื่อพวกอำนวยแห่กันไปถึงก็ต้องผิดหวัง และทราบจากผู้จัดการคอนโดฯว่าอารุมย้ายออกไปแล้ว

โยธินประมวลเหตุการณ์จนแน่ใจว่าวันที่อารุมย้ายออกจากคอนโดฯเป็นวันเดียวกับที่วิศนีหนีไปจากบ้านหลังทะเลาะกับอำนวย คาดว่าทั้งคู่อาจจะไปด้วยกัน จึงตามไปคาดคั้นเดชชาติเพราะคิดว่าเขาต้องรู้ว่าอารุมกับวิศนีอยู่ที่ไหน แต่เดชชาติปฏิเสธและไม่ยอมให้โยธินกับลูกน้องค้นบ้าน เลยเกิดปะทะกันชุลมุน โดยมีน้องทั้งห้าคนและนีรนุชร่วมด้วยช่วยกัน โยธินเป็นรองเพราะคนน้อยกว่า เขาเจ็บตัวจนเผลอปากตะคอกนีรนุชว่าคราวที่แล้วไม่เข็ดใช่ไหม หรือว่าอยากเจอมากกว่าโดนข่มขืน นีรนุชชะงักด้วยความแปลกใจว่าทำไมโยธินรู้เรื่องนี้

หลังจากโยธินกับลูกน้องหนีกระเจิงกันไปแล้ว นีรนุชพยายามติดต่ออารุมแต่เขาไม่รับสาย หันไปถามเดชชาติก็ส่ายหน้าไม่รู้เรื่อง

“ทำไมพี่อารุมถึงทิ้งพวกเราไป จะบอกลาซักนิดก็ไม่มี”

“ให้เวลามันหน่อยเถอะนุช คนเรามีวิธีการทำใจไม่เหมือนกัน พี่ว่าตอนนี้อารุมมันคงอยากอยู่กับตัวเองมากที่สุด”

“แล้วคุณวิศนีหายไปด้วยแบบนี้ แปลว่าเขาไปด้วยกันหรือเปล่า”

เดชชาติอึ้ง ลึกๆแอบสงสัย แต่ก็ไล่ความคิดนั้นออกไป บอกนีรนุชว่าอารุมโกรธวิศนีจะตาย ไม่มีทางไปด้วยกันหรอก แต่พอลับหลังนีรนุช เดชชาติอดไม่ได้ที่จะโทร.หาอารุม สอบถามเพื่อนว่าตอนนี้อยู่ไหน อารุมไม่ยอมระบุสถานที่ บอกแค่ว่าถึงที่หมายแล้ว

“เออๆไม่บอกก็ไม่บอก แล้วแกรู้เรื่องที่คุณวิศนี หายตัวไปหรือเปล่า วันนี้นายโยธินมันมาตามถึงบ้านฉัน คิดว่าคุณวิศนีอยู่ที่นี่ แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน โทร.ไปก็ติดต่อไม่ได้”

อารุมนิ่งเงียบจนเดชชาติถามกลับมาว่ายังฟังอยู่หรือเปล่า?

“ฉันฟังอยู่”

“เออ นั่นแหละ ตอนนี้ที่บ้านคงตามตัวกันวุ่น แกคงไม่ได้บังเอิญพาเขาไปด้วยนะเว้ย”

“เปล่า ฉันไม่ได้เจอเขาเลย”

“ฉันก็ว่างั้นแหละ เอาล่ะ ฉันไม่กวนแกแล้ว มีอะไรก็โทร.มานะเว้ย โชคดีเพื่อน”

อารุมลดโทรศัพท์ลงแล้วเดินมายืนริมหน้าต่าง มองไปที่กระท่อมหลังเล็กริมทะเล อยากรู้เหลือเกินว่าวิศนีจะเป็นยังไงบ้าง?

วิศนีนอนกระสับกระส่ายบนเสื่อผืนเดียว เงี่ยหูฟังเสียงลมเสียงคลื่นที่ซัดอยู่ด้านนอก ลมพัดแรงจนกระท่อมสั่นไหว ทำให้หญิงสาวนอนไม่หลับ แต่ก็พยายามข่มตา บอกตัวเองว่าต้องอยู่ที่นี่ให้ได้!

คืนเดียวกัน นีรนุชเก็บคำพูดเมื่อเย็นของโยธินมาขบคิด แล้วครู่ต่อมาก็ไปเรียกเดชชาติออกมานั่งคุยกันหน้าบ้าน เธอสงสัยว่าทำไมโยธินถึงรู้เรื่องโจรขึ้นบ้านเธอเมื่อคืนก่อน ทั้งที่ไม่มีใครรู้นอกจากพวกเรา

“จริงด้วย เธอไม่ได้แจ้งตำรวจนี่นา”

“อีกคนเดียวที่รู้ก็คือไอ้โจรที่มันบุกเข้ามาทำร้ายนุช แล้วถ้านายโยธินมันรู้เรื่องนี้ด้วย ก็แสดงว่าพวกมันรู้จักกัน” นีรนุชพูดอย่างมั่นใจ เดชชาติครุ่นคิดคล้อยตาม...

ooooooo

ตอนที่ 8

เช้าวันนี้ ชมพู่กับลูกเกดมาเยี่ยมวิศนีที่โรง-พยาบาล แต่อยู่เม้าท์ได้ไม่นานสองสาวก็ต้องรีบกลับเพราะอำนวยพาโยธินกับทนายโสฬสมา คุยเรื่องคดีความ เพื่อหาทางช่วยให้วิศนีพ้นผิดไม่ต้องติดคุก

โสฬสเป็นเพื่อนกับโยธิน ท่าทางฉลาดและมีความมั่นใจสูง การพูดจาของเขาทำให้อำนวยมีความหวัง แม้วิศนีจะไม่ค่อยยินดียินร้ายด้วยก็ตาม

หลัง จากอำนวยและโสฬสกลับไปแล้ว โยธินตามวิศนีลงไปที่สวนหย่อม เขาพยายามเอาใจเธอสารพัด อารุมที่ตั้งใจมาเยี่ยมวิศนีเลยไม่กล้าเข้ามา ยืนแอบมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทิ้งช่อดอกไม้แล้วหันหลังจากไป แต่วิศนีตาดีเห็นหลังเขาไวๆ เธอวิ่งตามไปทัน ทึกทักด้วยความดีใจว่าเขามาเยี่ยม แสดงว่าเขาไม่ได้โกรธเธอ และเข้าใจแล้วใช่ไหมว่าเธอไม่ได้ตั้งใจ

“ผมไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น คุณกำลังจะหลอกให้ผมพูดเพื่อจะเอาไปเป็นหลักฐานในศาลใช่ไหม”

“คุณคิดว่าฉันมีเล่ห์เหลี่ยมขนาดนั้นเลยเหรอ”

“คนที่ร้ายกาจขนาดฆ่าคนอื่นได้ คงทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ”

“คุณอารุม คุณก็รู้ว่าฉันไม่ใช่...”

“เลิก พูดเหมือนกับผมรู้จักคุณดีได้แล้วนะ ผมอาจจะเคยมองคุณในแง่ดี ก็เพราะตอนนั้นผมมันตาบอด ถึงไม่เห็นความชั่วร้ายที่มันซ่อนอยู่ในตัวคุณ”

“ฉันเคยคิดว่าคุณเป็นคนเดียวที่เข้าใจฉัน” วิศนีร้องไห้น้ำตาไหลพราก อารุมสงสารแต่ก็ต้องทำร้ายกาจต่อไปเพื่อตัดใจ

“คุณ มันคิดไปเอง” อารุมหันหลังจะเดินออกไป วิศนียื้อแขนเขาไว้ ร้องไห้อ้อนวอนจะให้เธอรับผิดชอบยังไงก็ได้ เธอยอมทุกอย่าง ขอให้บอกมา อารุมพยายามใจแข็ง สะบัดแขนหนีจนวิศนีเกือบล้มถ้าโยธินเข้ามารับไว้ไม่ทัน

โยธิน ปกป้องวิศนีแล้วชกหน้าอารุม...สองหนุ่มเกิดการวางมวยกันคนละหมัดสองหมัด วิศนีเข้าข้างอารุม ตวาดดุโยธินเป็นอันธพาลพร้อมกับผลักไสเขาออกไป แทนที่อารุมจะรู้สึกเห็นใจ กลับหาว่าเธอสร้างภาพเป็นคนดี แถมเน้นย้ำให้เธอสะเทือนใจยิ่งขึ้นไปอีกว่า ฆาตกรยังไงก็คือฆาตกรวันยังค่ำ เตรียมรับกรรมไว้ให้ดี!

บ่ายวันนี้เอง โสฬสไปเสนอเงินก้อนหนึ่งให้นีรนุช แต่ไม่ว่าเงินจะมากสักแค่ไหนนีรนุชก็ไม่รับ เธอยืนยันต้องเอาวิศนีเข้าคุกให้ได้เพื่อวิญญาณพี่สาวของตนจะได้สงบ เดชชาติกับกุสุมาไม่เห็นด้วย หลังจากโสฬสกลับไปแล้ว กุสุมาต่อว่านีรนุชเป็นการใหญ่

“เธอบ้าหรือเปล่า เขาเอาเงินมาให้ อยากได้เท่าไหร่ก็เรียกได้เต็มที่ดันไม่เอา นนเขาตายไปแล้ว เขาไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรแล้ว มีแต่เธอที่ต้องเดือดร้อน เพราะหลังจากนี้จะไม่มีใครหาเลี้ยง”

“นุชเลี้ยงตัวเองได้ หรือถ้าต้องอดตายจริงๆนุชก็ยอม ถ้ามันแลกกับการให้วิศนีตายในคุกเหมือนกัน”

นี รนุชกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว กุสุมาถอนใจหงุดหงิด เดชชาติกลุ้มใจ เริ่มสงสารวิศนี...เมื่อโยธินรู้จากโสฬสว่านีรนุชไม่ยอมรับเงินก็หนักใจ แต่ถึงยังไงโสฬสก็ยืนยันต้องหาทางบีบมันให้ได้

คุยโทรศัพท์กับโสฬส เสร็จ โยธินและอวลอบเตรียมตัวกลับบ้าน ไม่ทันขึ้นรถต้องสะดุ้งตกใจที่ชีพโผล่พรวดมาดักหน้า ชีพมามุกรีดไถเหมือนเดิม ขู่สองแม่ลูกว่าถ้าไม่ให้เงินตนจะเผยแพร่รูปที่ถ่ายได้ในบ่อน โยธินโกรธแค้นแทบกระอัก แต่ก็ต้องเขียนเช็คให้ชีพอย่างไม่มีทางเลือก แถมใจปํ้าเพิ่มให้อีกจำนวนหนึ่งแลกกับชีพต้องไปข่มขวัญนีรนุชในคืนนี้

ชีพ เห็นแก่เงินรับงานอย่างง่ายดาย ทำตัวเป็นไอ้โม่งเอาเลือดหมูไปสาดในบ้านนีรนุช แต่พอเห็นหญิงสาวอยู่คนเดียวก็จะทำมากกว่าขู่ จู่โจมเข้าปลุกปล้ำ แต่นีรนุชต่อสู้สุดฤทธิ์และโวยวายดังลั่นจนเดชชาติกับน้องๆที่อยู่บ้านข้าง กันได้ยินเสียงรีบวิ่งเข้ามาช่วย ชีพเลยต้องเผ่นแน่บเพราะกลัวทุกคนจะเห็นหน้าแล้วจำได้

หลังเกิด เหตุการณ์คืนนั้น พิมให้นีรนุชย้ายมาอยู่ด้วยกันที่บ้านเพื่อความปลอดภัย เดชชาติจึงสละห้องตัวเองให้นีรนุชแล้วย้ายไปนอนรวมกับน้องๆ

ooooooo

วิศนียิ่งหดหู่ทุกข์ใจไปกันใหญ่เมื่อรู้เห็นว่ากระแสสังคมตราหน้าเธอเป็นฆาตกรใจบาป และสาปแช่งกันต่างๆนานา...

เดช ชาติสงสารวิศนีเพราะรู้ว่าเธอไม่ได้ตั้งใจฆ่านนทลี เขายอมเป็นพยานให้ฝ่ายวิศนี พอนีรนุชล่วงรู้ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ทั้งด่าทั้งตบตีเดชชาติต่อหน้าอำนวยกับโสฬส แล้ววิ่งร้องไห้ออกไปด้วยความคับแค้นใจ เมื่อเดชชาติตามกลับมาที่บ้านก็ไม่พบเธอเสียแล้ว รู้จากพิมว่าเธอเก็บเสื้อผ้าไปหมดเกลี้ยง

เดชชาติกลุ้มใจมากเพราะนีรนุชไม่ได้กลับบ้าน เขาร้อนใจไปหาอารุมจึงรู้ว่านีรนุชไปอยู่บ้านเพื่อน ซึ่งอารุมเป็นคนขับรถไปส่งด้วยตัวเอง

“แต่แกอย่าเพิ่งไปตามเขาเลย ให้เขาอยู่ที่นั่นให้สบายใจก่อนดีกว่า”

“แกรู้เรื่องแล้วใช่ไหม”

“ที่แกจะเป็นพยานให้คุณวิศนีน่ะเหรอ...ฉันรู้แล้ว”

“แก จะโกรธฉันก็ได้นะเว้ย แต่มันเป็นสิ่งที่ฉันต้องทำเพราะฉันเห็นเหตุการณ์กับตาว่าคุณวิศนีไม่ได้ ตั้งใจจริงๆ การที่ชีวิตเธอต้องพังพินาศแบบนี้มันไม่ยุติธรรมกับเธอเลย ฉันต้องช่วยเธอ”

“ฉันไม่โกรธหรอก ฉันเข้าใจแก เราต้องทำเพื่อคนที่เรารักสุดความสามารถ ฉันก็กำลังทำอยู่เหมือนกัน”

เดชชาติสบตาอารุม มองออกว่าเพื่อนไม่ได้มีความสุขที่พูดแบบนั้น เพราะยังมีเยื่อใยกับวิศนีอยู่

“แกเคยถามตัวเองบ้างไหมอารุม ว่าหัวใจจริงๆของแกมันเป็นยังไง”

“ถามแล้วจะได้อะไร”

“แก จะได้รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ไง เพราะที่ฉันเห็นแกเป็นอยู่ตอนนี้คือคนที่ไม่ยอมรับความจริง แกรู้ทุกอย่างใช่ไหม รู้ว่าคุณวิศนีไม่ได้ตั้งใจ แต่แกก็พยายามโยนความผิดให้เขา แล้วก็เอาเหตุผลร้อยแปดมาอ้าง ทั้งๆที่ฉันมั่นใจว่าแกไม่เชื่อเหตุผลพวกนั้นซักข้อเดียว”

“แล้วแกจะให้ฉันทำยังไง ปล่อยให้นุชสู้ตามลำพังงั้นเหรอ นุชเขาไม่มีใครแล้ว”

เดช ชาติพูดไม่ออก เพราะรู้ว่าตัวเองทำร้ายจิตใจนีรนุชเช่นกัน...หลังจากนั้นอารุมขับรถไป ส่งเดชชาติที่โรงพยาบาล ใจจริงเขาก็อยากขึ้นไปเยี่ยมวิศนีด้วยแต่เพราะเรื่องคดีความก็เลย ประดักประเดิดไม่กล้า

“แกรู้ไหม ถ้าแกชนะคดี คุณวิศนีจะเป็นยังไง” เดชชาติหยั่งเชิง

“ไม่ชนะหรอก ยังไงพวกฉันก็ไม่มีทางชนะ ฝ่ายฉันไม่มีหลักฐานผูกมัดอะไรทั้งนั้น นอกจากข้อกล่าวหา”

“แกรู้อย่างนี้มาตั้งแต่แรก แล้วแกทำแบบนี้ทำไม ทำร้ายคุณวิศนีทำไม”

“ถ้าคนคนหนึ่งถูกฆ่าให้ตาย ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม คนที่ทำก็ควรจะตายทั้งเป็นด้วย”

“ตกลงแกต้องการแค่ยืมมือสังคมเล่นงานคุณวิศนีเท่านั้นเหรอ”

“ใช่ ฉันต้องการแค่นั้น เพราะฉันทนไม่ได้ที่จะให้นนตายเปล่า ในขณะที่คนที่ทำร้ายเธอยังมีชีวิตอยู่ดีมีสุข มีเกียรติยศหน้าตา นนต้องได้รับความยุติธรรม”

“แกแค่เอานนมาอ้างเท่านั้น”

“หมายความว่ายังไง”

“ฉันว่าแกไม่อยากให้คุณวิศนีมีเกียรติยศ มีหน้ามีตาที่จะทำให้แกรู้สึกว่าเธออยู่สูงจนสุดเอื้อม แกก็เลยต้องพยายามดึงเธอลงมาต่ำ”

“ฉันไม่เคยอยากจะเอื้อมคว้าตัวเขา สิ่งที่ฉันต้องการก็คือให้เขาชดใช้”

“ถ้าแกต้องการแค่นั้นจริง เรื่องมันคงจบที่ทนายไปแล้ว แกคงไม่ลากคุณวิศนีออกมาให้คนเหยียบย่ำจนกลายเป็นจำเลยสังคมแบบนี้”

อารุมอึ้งไปเหมือนถูกจี้ใจดำ แต่ยังไม่ยอมรับ

ย้ำกับเพื่อนว่าตนไม่เคยมีความคิดบ้าๆ แบบนั้น แต่

เดชชาติยังไม่ยอมรามือง่ายๆ ฝากอารุมลองกลับไปคิดดูให้ดีว่าที่ตนพูดนั้นถูกต้องหรือเปล่า

เดชชาติลงจากรถแล้วชะงักเมื่อเห็นวิศนีตรง

ดิ่ง ออกมา สีหน้าแววตาเธอดีใจมากนึกว่าเดชชาติอธิบายให้อารุมเข้าใจเธอแล้ว ถึงได้พากันมาเยี่ยม แต่พอเธอโผเข้าไปหาอารุมกลับออกรถหนีจนเธอผงะ และทำเหมือนไม่สนใจด้วยว่าเธอจะร่ำไห้ร้าวรานใจสักแค่ไหน ทั้งที่ความจริงเขาเองก็รู้สึกไม่ต่างจากเธอเลย

เดชชาติสงสารวิศนีจับใจ รีบพาเธอกลับขึ้นไปบนห้อง วิศนีหมดอาลัยตายอยาก นอนรำพึงรำพันน้ำตานองหน้า

“ถ้าเขาอยากจะฆ่าฉันให้ตาย เขาก็ควรทำตั้งแต่ตอนนี้ จะได้ไม่ต้องทรมานกันทั้งสองฝ่าย”

“อย่าคิดอย่างนั้นสิครับ อารุมมันไม่ใช่คนเลวร้ายขนาดนั้น”

“จริงสินะคะ ฉันคนเดียวเท่านั้นที่เลวร้าย เพราะฉันคนเดียวที่ฆ่าคนตาย”

“มันเป็นอุบัติเหตุนะครับ คุณวิศนี”

“ฉัน ไม่สนแล้วว่าใครจะคิดยังไง ตอนนี้ฉันอยากขึ้นศาลให้เร็วที่สุด แล้วฉันจะสารภาพผิดทุกอย่าง ให้ศาลตัดสินประหารชีวิตฉันไปเลย จะได้จบๆ”

“ไม่ได้นะครับ คุณต้องได้รับความยุติธรรม”

“ฉันไม่อยากได้ความยุติธรรมที่แลกมาจากความเกลียดชังของใครหรอกค่ะ คุณชาติ ปล่อยให้ฉันรับกรรมอย่างที่ควรจะได้รับไปเถอะ”

“คุณ วิศนี ไม่มีอะไรจากภายนอกที่ทำให้เรามีมลทินได้นะครับ มีแต่สิ่งที่อยู่ภายในใจเราเท่านั้นที่จะทำให้เรามีมลทิน เพราะฉะนั้นคุณต้องให้กำลังใจตัวเอง ต้องรักตัวเอง”

เดชชาติรู้ว่า เธอกำลังจิตตกจึงถอดสร้อยพระที่คอตัวเองออกมายื่นให้ “ผมอยากให้คุณสวมสร้อยนี้ติดคอไว้ อาจจะไม่ใช่พระที่มีราคาค่างวดอะไรมาก แต่ท่านจะคุ้มครองคุณได้”

วิศนีตื้นตันใจ กล่าวขอบคุณและบีบมือเขาอย่างมีกำลังใจ เดชชาติยิ้มออก ดีใจที่ทำให้เธอหายจิตตก พร้อมกันนี้ก็รับปากแข็งขันเมื่อเธอขอร้องให้พาไปที่วัดก่อนจะไปศาล...

หลังจากเสร็จงานสวดศพนนทลีในคืนนี้แล้ว เดช–ชาติพาวิศนีเข้ามาไหว้ศพตามที่เธอต้องการ

“ขอฉันคุยกับเธอตามลำพังสักครู่นะคะ”

เดช ชาติลังเลเล็กน้อยก่อนพยักหน้ารับแล้วถอยออกไปรอข้างนอก โดยไม่รู้ว่าอารุมเดินมาจากอีกทาง ยืนมองวิศนีพนมมือทั้งน้ำตาต่อหน้าโลงศพนนทลี

“คุณนนทลีคะ ฉันมากราบขอขมาคุณ ถ้าวิญญาณคุณยังรับรู้ ขอให้ยกโทษให้ฉันด้วย ฉันไม่ได้ตั้งใจเลย ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายคุณ ฉันอาจจะมีความผิดหลายอย่างในสายตาของใครๆ แต่ความผิดเดียวที่ฉันไม่ได้ทำคือการเอาชีวิตคุณ ถ้าแลกกันได้ ฉันอยากจะให้คุณกลับมาแล้วเอาชีวิตฉันไปแทนด้วยซ้ำ เพราะลมหายใจของฉันมันแทบจะไม่มีความหมายอีกต่อไปแล้ว ฉันกำลังรับโทษทัณฑ์ที่ฉันก่ออยู่แล้วค่ะ คุณนนทลี อโหสิให้ฉันด้วย”

วิศ นีก้มลงกราบที่พื้น แล้วฟุบหน้าสะอึกสะอื้น อารุมยืนมองด้วยสายตาปวดร้าว สงสาร อึดใจหนึ่งชายหนุ่มคิดจะเดินเข้าไปปลอบ แต่แล้วต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงเดชชาติดังเข้ามา

เดชชาติประคองวิศนีลุกขึ้น เธออ่อนแรงแทบยืนไม่อยู่ ซบหน้าสะอื้นกับอกเขา อารุมจำต้องถอยกลับเข้าสู่เงามืด แอบดูอย่างเจ็บปวด...

ooooooo

รุ่ง ขึ้นไปศาล ทนายของสองฝ่ายต่างทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เดชชาติเป็นพยานให้วิศนี จึงไม่แปลกที่นีรนุชจะโกรธแค้นและหมางเมินแทบไม่มองหน้าเขาเลยสักนิด

ออกจากศาลมาแล้ว พวกอำนวยกลับมารวมตัวกันที่บ้าน ฟังข้อสรุปจากทนายโสฬส

“ทุกอย่างเป็นไปได้สวยครับ แต่เราควรให้คุณวิศนีอยู่ที่โรงพยาบาลไปก่อน เพื่อให้ศาลรู้สึกว่าเธอน่าเห็นใจ”

“แล้วเรื่องของนีรนุชล่ะ เด็กนั่นยังไม่ยอมเจรจากับเรา ผมเสนองานให้ แกก็ปฏิเสธ” อำนวยยังวิตกกังวล

“ลองถ้าไม่มีงานไม่มีเงินซะอย่าง ก็คงเล่นตัวได้ไม่นาน ผมจะต้อนให้เขาจนมุมเอง” โยธินยิ้มกริ่มอย่างมีแผน...

และ แล้วหลังจากวันนั้น ไม่ว่านีรนุชจะไปสมัครงานที่ไหน ก็ถูกปฏิเสธหมดทุกแห่ง เนื่องจากมีการส่งแฟกซ์เอกสารโจมตีนีรนุชว่ามีพฤติกรรมเสื่อมเสียหลายด้าน เข้ามา นีรนุชเห็นเอกสารนั้นกับตาและมั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือพวกอำนวยอย่างแน่นอน เธอตรงไปหาวิศนีที่โรงพยาบาลด้วยความโมโห ด่าไม่ไว้หน้าว่าพวกคนสกปรก สกปรกกันทั้งตระกูล คิดเหรอว่าตนจะจนตรอกกับแผนเลวๆ แบบนี้

“คุณนีรนุช ฉันไม่เข้าใจที่คุณพูด”

“ก็ อ่านดูสิ พ่อคุณส่งฟอร์เวิร์ดเมล์ทำลายชื่อเสียงฉันไปตามบริษัท เพื่อไม่ให้ฉันได้งานทำ คิดว่าทำอย่างนี้ แล้วฉันจะซมซานมาขอเงินคุณงั้นเหรอ เลวมาก”

“ไม่จริง พ่อฉันไม่มีทางทำอย่างนั้น”

“ถ้าไม่ใช่เขาแล้วจะใคร ศัตรูฉันก็มีแต่พวกคุณนี่แหละ”

เดชชาติเปิดประตูเข้ามาเห็นนีรนุชก็ตกใจ ถามเธอว่ามาทำอะไรที่นี่

“แค่จะมาบอกให้ผู้หญิงคนนี้รู้ว่าไม่ว่าจะเล่นสกปรกยังไง เขาก็จะไม่มีทางชนะนุชได้ ยังไงคนชั่วๆ

ก็ต้องได้รับกรรม”

“อะไรกัน พอได้แล้ว คุณวิศนีไม่สบาย” เดชชาติเดินเข้ามาขวาง นีรนุชเห็นท่าทีปกป้องนั้นก็ยิ่งโมโห แผดเสียงด้วยความเจ็บแค้น

“ก็แล้วเมื่อไหร่จะตายล่ะ เมื่อไหร่จะตายตาม

พี่นนไปซักที”

“นุช! กลับไป ไม่งั้นพี่จะให้พยาบาลมาลากเธอออกไป”

เดช ชาติดุดันขึงขัง ยิ่งทำให้นีรนุชน้อยใจ เพราะไม่เคยถูกเขาตวาดใส่แบบนี้มาก่อน ในที่สุดหญิงสาวก็สะบัดหน้าวิ่งออกไปจากห้อง แล้วไปร่ำไห้กับอารุมอย่างทำใจรับไม่ได้กับความเปลี่ยนแปลงของเดชชาติ

“พี่ชาติเขาไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว เขาเปลี่ยนไปมาก นุชไม่นึกเลย”

“อย่าเพิ่งคิดมากสินุช ชาติคงมีเหตุผลของเขา”

“เขาหลงผู้หญิงคนนั้นจนไม่ลืมหูลืมตา เขาไม่ได้อยู่ข้างนุชอีกแล้ว พี่อารุม”

อารุมฟังแล้วยิ่งเศร้าใจ เพราะเหมือนวิศนีกับตัวเขาจะยิ่งห่างเหินกันไปทุกที

“นุชไม่เหลือใครแล้วนะ พี่อารุม พี่อย่าทิ้งนุชไปอีกคนนะคะ”

นี รนุชร้องไห้โฮ กอดอารุมแน่น โดยที่อารุมได้แต่ลูบหลังปลอบประโลม กุสุมาแอบมองมา นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความริษยา เริ่มคิดว่านีรนุชจะเข้ามาแย่งอารุมไปอีกคน

ooooooo

วันถัดมา ที่สำนักงานทนายความ นีรนุชลุกพรวดขึ้นอย่างไม่พอใจ โวยวายต่อหน้าทนาย อารุม และกุสุมา ว่ายังไงตนก็ไม่ต้องการเงินของฝ่ายโน้น

“แล้วเธอจะ อยู่ยังไง อย่าบอกนะว่าไม่มีนนแล้ว จะให้อารุมเป็นฝ่ายหาเลี้ยง” กุสุมาโพล่งขึ้นอย่างหมั่นไส้ นีรนุชขุ่นเคือง แต่ไม่เถียงเพราะเกรงใจว่าเป็นเพื่อนพี่สาว

“คุณนุชครับ ถึงเราไม่ยอมรับเงิน แต่การที่ฝ่ายนั้นพยายามติดต่อขอแสดงความรับผิดชอบมาตลอด ยังไงศาลก็ต้องเห็นใจเขา” ทนายชี้แจงอย่างใจเย็น

“แล้วที่พวกเขากลั่นแกล้งไม่ให้นุชได้งานทำล่ะคะ”

“เรามีหลักฐานไม่พอนะครับ บริษัทพวกนั้นก็ไม่อยากจะยุ่งเรื่องนี้”

“สรุปว่ายังไงเราก็แพ้ใช่ไหม” นีรนุชน้ำตาคลอคับแค้นใจ

อารุมเห็นแล้วสงสาร ให้เหตุผลกับนีรนุชว่ามันไม่ใช่เรื่องการแพ้ชนะ แต่มันเป็นเรื่องที่เธอต้องใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่มีนนทลี

“พี่อารุมก็เป็นไปกับเขาด้วย” นีรนุชตัดพ้อด้วยความน้อยใจ

“นุช...พี่เป็นห่วงนะ พี่ไม่อยากให้นุชคิดว่าเงินจำนวนนี้เป็นราคาชีวิตของนน เพราะมันเทียบกันไม่ได้ แต่มันเป็นสิ่งที่นุชควรได้รับ นนคงเป็นทุกข์ถ้าต้องเห็นนุชลำบากโดยที่เขาช่วยอะไรนุชไม่ได้เลย”

นีรนุชร้องไห้น้ำตานอง เมื่อนึกถึงนนทลีที่จากไปแล้ว อารุมจับไหล่เธอเบาๆอย่างให้กำลังใจ

“พี่ไม่ได้บังคับนุชนะ พวกเราเคารพการตัดสินใจของนุช”

อารุมทิ้งท้ายไว้ให้คิด แล้วคืนนั้นหลังจากสวดศพนนทลีเสร็จ นีรนุชนั่งซึมเศร้าหน้าโลงศพ พูดกับพี่สาว เสียงสั่นเครือ

“พี่นน นุชขอโทษนะคะที่สู้เพื่อพี่นนไม่สำเร็จ ผู้หญิงคนนั้นกำลังจะหลุดคดี เพราะไม่มีหลักฐานว่าเขาตั้งใจทำร้ายพี่นน นุชเสียใจจริงๆค่ะ ที่เอาชีวิตเขามาชดใช้ให้พี่นนไม่ได้”

หลวงตาเดินมาได้ยิน อดไม่ได้ที่จะให้สติหญิงสาวที่กำลังหลงอยู่ในวังวนของความอาฆาตพยาบาท

“โยมคิดจริงๆเหรอว่าพี่สาวโยมอยากได้ชีวิตของคนอื่นมาชดใช้ชีวิตของเขา หรือมันเป็นความคิดของโยมเอง ที่พยายามหาความชอบธรรมที่จะผูกพยาบาท ถ้าโยมสะสมความโกรธความเกลียดเอาไว้ ในภายภาคหน้าโยมก็จะต้องแบกมันติดตัวไปตลอด แล้วโยมคิดว่าชีวิตที่อยู่บนความ รุ่มร้อนของโทสะแบบนั้น จะทำให้โยมหาความสุขได้หรือ”

“หลวงตา...” นีรนุชเอ่ยออกมาทั้งน้ำตา

หลวงตามองอย่างเวทนา นีรนุชก้มลงกราบหลวงตาแล้วสะอื้นไห้อยู่ตรงนั้นอีกพักหนึ่ง ก่อนจะกลับไปที่บ้าน เจอเดชชาติดักรออยู่พอดี เธอยังเคืองเขาไม่หาย ไม่อยากคุยกับเขา เดินหนีเข้าบ้านปิดประตูใส่หน้า แล้วตัดการติดต่อทุกช่องทาง เพราะแค้นใจที่เขาช่วยเป็นพยานทำให้วิศนีกลายเป็นผู้บริสุทธิ์

ooooooo

รุ่งขึ้น อวลอบกับโยธินรีบมาแสดงความยินดีกับวิศนีถึงโรงพยาบาล แต่วิศนีกลับพูดโพล่งว่าตนอยากรับโทษ ตนไม่ควรจะลอยนวลออกไปโดยที่ไม่ได้รับผลกรรมอะไรเลย

อำนวยไม่พอใจกับคำพูดลูกสาว ทำท่าจะตำหนิ แต่วิศนีรีบหันหลังให้ นอนน้ำตาซึมไม่พูดไม่จา จนทุกคนต้องพากันออกไปนอกห้อง

“คุณหมอบอกว่าสภาพจิตใจคุณวิศนียังแย่อยู่ คงต้องปล่อยให้เธออยู่กับตัวเองซักพักนึง” กรแก้วออกตัวกับสองแม่ลูก

“แกจะมีปัญหาทางจิตไหมคะ คือ...เดี๊ยนเป็นห่วงน่ะค่ะ” อวลอบพูดแหยงๆ

“ผมจะขออนุญาตหมอพาแกกลับบ้าน อยู่ในโรงพยาบาลก็ยิ่งหดหู่ เดี๋ยวจะไปกันใหญ่”

อำนวยและกรแก้วเดินออกไป อวลอบมองตามอย่างกังวล แล้วหันมากระซิบลูกชาย

“ตายล่ะตาโย ถ้าเป็นบ้าขึ้นมา ไอ้ที่เราลงทุนก็สูญหมดน่ะสิ”

“คนเราไม่เป็นบ้าง่ายขนาดนั้นหรอกครับคุณแม่ หรือถ้าจะบ้าขึ้นมาจริงๆ ผมยิ่งชอบ ดูแลง่ายดี”

โยธินยิ้มกริ่มพูดทีเล่นทีจริง แล้วเดินเข้าลิฟต์ไปพร้อมกับอวลอบ แต่พอลิฟต์ของโยธินปิดลง ลิฟต์อีกตัวก็เปิดกว้าง อารุมก้าวออกมา เขาเดินไล่ดูป้ายชื่อหน้าห้องจนไปหยุดที่ห้องวิศนี ยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเปิดเข้ามาเจอแม่บ้านที่กำลังเก็บถาดอาหาร

สองคนพูดคุยกันไม่นาน แม่บ้านก็กลับออกไป อารุมเดินมาข้างเตียงมองวิศนีที่นอนหลับ ร่างกายเธอผ่ายผอมและซีดเซียวกว่าแต่ก่อน

“เพราะผมคนเดียวที่ทำให้คุณต้องตกอยู่ในสภาพนี้ ผมเสียใจ แต่หลังจากศาลตัดสินแล้ว คุณคงได้เริ่มต้นใหม่ ไม่ต้องอยู่กับฝันร้ายแบบนี้อีกแล้ว ขอให้โชคดีนะครับ”

อารุมทิ้งคำพูดจากใจเอาไว้ และทำท่าจะแตะมือเธอเป็นการบอกลา แต่ทันใดประตูเปิดผาง ลูกเกดกับชมพู่โผล่หน้าเข้ามาเห็นอารุม ตกใจนึกว่าเขาจะมาทำร้ายวิศนีในยามหลับ เลยเอะอะโวยวายกันใหญ่จนวิศนีสะดุ้งตื่น แล้ววิ่งตามอารุมออกไปโดยไม่ฟังเสียงห้ามของใครทั้งนั้น

อารุมไม่ต้องการเผชิญหน้าวิศนี เขาวิ่งหลบไปทางบันไดหนีไฟ วิศนีวิ่งตามไม่ลดละ พอรู้ว่าไม่ทันแน่จึงเกาะขอบบันไดตะโกนลงมา

“คุณอารุม ทำไมคุณต้องหนีหน้าฉันด้วยคะ คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่”

อารุมชะงัก หยุดยืนแต่ไม่กล้ามองขึ้นไป เพราะกลัวตัวเองจะใจอ่อน

“หรือว่าคุณยังแค้นใจที่ฉันไม่ถูกกฎหมายลงโทษ ก็เลยต้องการทำร้ายฉัน งั้นคุณก็ลงมือเลยสิ ขึ้นมาฆ่าฉันเลย ฉันรอคุณอยู่ที่นี่ คุณได้ยินไหม ฉันไม่ได้มีความสุขหรอกนะที่เรื่องมันลงเอยแบบนี้ ฉันไม่รู้จะรับผิดชอบยังไงให้สมกับความผิดที่ฉันก่อ ถ้าคุณคิดว่าความเจ็บปวดที่ฉันได้รับมันยังน้อยเกินไป คุณก็ขึ้นมาฆ่าฉันด้วยมือของคุณเองสิคะ ฉันจะได้พ้นจากความทุกข์ทรมานซักที”

วิศนีตะโกนแล้วร้องไห้ออกมา อารุมได้ยินเสียงสะอื้นก็สงสาร ความรู้สึกในใจต่อสู้กันอย่างรุนแรง ในที่สุดแข็งใจผลักประตูออกไปจากบันไดหนีไฟ ไม่อยากฟังเธอร้องไห้ วิศนีได้ยินเสียงประตูเปิดก็ทรุดตัวลงร้องไห้โฮ รู้ว่าอารุมจากไปแล้วโดยไม่มีเยื่อใย

ooooooo

อำนวยและกรแก้วพาวิศนีออกจากโรงพยาบาลกลับมาที่บ้าน เดชชาติรู้ข่าวรีบมารอพบ สองผัวเมียไม่ค่อยพอใจนัก แต่ไม่แสดงออกหรือพูดอะไรในทันที ปล่อยให้พวกเขาคุยกันตามลำพัง แต่ยังอยู่ในสายตาตลอดเวลา

“ที่โรงพยาบาลบอกว่าคุณวิศนีจะกลับบ้านวันนี้ ผมก็เลยรีบมาดักรอ”

“ฉันยังไม่อยากกลับหรอกค่ะ แต่พ่อคงเห็นว่าฉันสำออยมากพอแล้ว ก็เลยบังคับให้หมอปล่อยฉันกลับบ้าน มันไม่มีประโยชน์แล้วนี่คะ ฉันไม่ต้องติดคุกแล้ว จะนอนเรียกร้องความเห็นใจจากใครอีกทำไมกัน”

“อย่าคิดอย่างนั้นสิครับ ท่านคงอยากให้คุณมาอยู่ใกล้ๆ จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”

วิศนีนิ่งไป มองเดชชาติใส่ชุดดำแล้วตัดสินใจถาม “คุณชาติจะไปงานต่อใช่ไหมคะ”

“วันนี้เป็นวันสุดท้ายของนนครับ”

วิศนีหน้าเผือด ลังเลว่าควรจะไปดีไหม? กรแก้วยืนมองทั้งคู่จากในบ้านอย่างใช้ความคิด แล้วถอนสายตาหันกลับมาเอ่ยกับอำนวย

“การที่คุณวิศนีพ้นเคราะห์คราวนี้ โยธินกับคุณหญิงอวลอบช่วยพวกเราไว้มาก คุณจะว่ายังไง ถ้าจะให้คุณวิศนีกับโยธินหมั้นกัน”

“เขายังไม่ทันจะเอ่ยปากกับเราเลยนะคุณ”

“คุณหญิงเกริ่นกับฉันแล้วค่ะ ถึงได้มาถามคุณ พอดีเห็นนายเดชชาติขึ้นมาก็เลยนึกได้ว่ายังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ต้องจัดการ”

“มันไม่กะทันหันไปเหรอ”

“แต่การหมั้นจะช่วยกลบข่าวไม่ดีที่เกิดขึ้นได้นะคะ”

“ยายหนูคงไม่ยอมง่ายๆ”

“คงต้องลองดูค่ะ ดีกว่าเราอยู่เฉยๆ จนเกิดเรื่องไม่งามขึ้นอีก”

อำนวยมองออกไปที่วิศนีกับเดชชาติ ครุ่นคิดว่าจะเชื่อคำแนะนำของกรแก้วดีหรือไม่?

ตกเย็นมีพิธีเผาศพนนทลีที่วัด วิศนีแอบมาอยู่รอบนอก ส่งวิญญาณเธอสู่สุขคติ พอผู้คนเริ่มทยอยมากันหนาตา ประยุทธจึงพาเธอกลับออกมาเงียบๆ

หลังจากเสร็จพิธีแล้ว อารุมรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวปวดศีรษะเหมือนจะไม่สบาย กุสุมาอยากดูแลใกล้ชิดแต่เขาไม่ยอม รีบขอตัวกลับไปพักผ่อนที่คอนโดฯ กุสุมายังไม่ลดละ ตามนีรนุชกลับไปที่บ้านแล้วทำทีว่าอยากได้ของที่นนทลีเคย ยืมมา นีรนุชจึงปล่อยให้เธอเข้าไปค้นหาเอาเองในห้องพี่สาว

กุสุมารู้ว่านนทลีเคยปั๊มกุญแจห้องอารุมไว้ เธอหยิบมันไปโดยที่นีรนุชไม่รู้เห็น หลังจากนั้นก็ตรงไปยังคอนโดฯ ไขกุญแจห้องอารุมเข้าไป สวมรอยเป็นนนทลี กอดรัดเขา แต่ไม่สำเร็จเพราะอารุมรู้สึกตัวจากอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น ผลักเธอออกด้วยอาการงงๆ

“สุเข้ามาได้ยังไง”

กุสุมาตกใจรีบเฉไฉว่าเห็นเขาไม่สบายก็เลยมาดู เคาะประตูตั้งหลายครั้งไม่มีเสียงตอบ เลยไขกุญแจเข้ามา

“สุมีกุญแจห้องผมเหรอ”

“ก็นนเคยปั๊มกุญแจคอนโดฯไว้ให้สุ เผื่อฉุกเฉินไงจ๊ะ”

อารุมตั้งสติ แต่ยังมองกุสุมาอย่างพิศวง รู้สึกว่ากุสุมาทำตัวแปลกมากขึ้นทุกที

“สุเป็นห่วงอารุมนะ แต่ถ้าอารุมเห็นว่าสุเสียมารยาท สุก็ขอโทษ”

“สุไม่ควรออกจากบ้านมากลางดึกแบบนี้ ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก”

“ก็สุเป็นห่วงนี่ กลัวอารุมจะไม่มีคนดูแล เราก็มีกันสามคน อารุม สุ นน มาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วนะ ถ้านนไม่อยู่ สุก็อยากจะทำหน้าที่แทน”

อารุมอึ้งกว่าเดิม มองเข้าไปในดวงตากุสุมา พยายามค้นหาว่าความหมายที่เธอพูดคืออะไรกันแน่ กุสุมาเห็นสายตาคลางแคลงของอารุมก็บีบน้ำตา

“เอาเป็นว่าสุจะไม่ทำอย่างนี้อีก สุขอโทษที่มารบกวน” หญิงสาวเดินออกจากห้อง อารุมมองตามอย่างกลุ้มจัด ตัดสินใจตามออกมาเรียก

“สุ...คืนนี้ดึกแล้ว สุค้างที่นี่เถอะ”

กุสุมาหยุดกึก แอบยิ้ม แต่แสร้งตีหน้าเศร้าหันมาบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวตนนั่งแท็กซี่กลับเอง

“มันอันตราย ผมเป็นห่วง เดี๋ยวสุเข้าไปนอนในห้องนะ ผมจะนอนข้างนอกเอง”

กุสุมาพยักหน้า เดินตามอารุมกลับเข้าห้อง พอได้เข้ามาอยู่ในห้องนอนของเขา เธอหยิบรูปถ่ายนนทลีมาดูด้วยรอยยิ้มเยาะหยัน “ตอนนี้ฉันยังไม่ชนะเธอ แต่อีกไม่นาน ฉันจะทำให้เขาลืมเธอ”

ooooooo

ในที่สุด อำนวยก็เห็นดีเห็นงามกับกรแก้วที่จะให้วิศนีมั่นหมายกับโยธิน โดยทำเป็นตะล่อมวิศนีให้อยู่ช่วยงานตนที่เมืองไทย ก่อนวกมาเรื่องหมั้นอย่างเกร็งๆเกรงๆ กลัวลูกสาวจะปรี๊ดแตก แต่กลายเป็นว่าวิศนีตอบรับอย่างง่ายดาย ทำเอาอำนวยและกรแก้วงงเป็นไก่ตาแตก

เมื่ออวลอบกับโยธินทราบเรื่องก็งงไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ความดีใจมีมากกว่า สองแม่ลูกถึงกับเปิดแชมเปญฉลองความสำเร็จ แต่ไม่ทันไร มารผจญโผล่พรวดเข้ามาขัดความสุข ชีพมารีดไถเงินอีกเหมือนเคย พอรู้ว่าโยธินกำลังจะตกถังข้าวสารนายอำนวย ชีพยิ่งข่มขู่จะเอาหลักฐานไปแฉว่าสองแม่ลูกจนกรอบแถมเป็นหนี้เจ้าของบ่อน โยธินเจ็บใจแต่ทำอะไรไม่ได้ ต้องยอมลงให้ชีพอย่างไม่มีทางเลือก

วันเดียวกัน เดชชาติตกใจหลังรู้เรื่องหมั้นจากปากวิศนีเอง วิศนีให้เหตุผลอย่างปลดปลงกับชีวิตว่า พ่อของตนอยากตอบแทนสองแม่ลูกที่ช่วยเหลือตนไว้ และตนก็ควรจะต้องได้รับกรรมจากสิ่งที่ทำกับนนทลีบ้าง เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ใครจะทำอะไรกับตนก็ได้ ตนจะไม่สู้อีกแล้ว ถือว่าชีวิตที่เหลือคือการถูกลงโทษในสิ่งที่ตนทำลงไป

“เรื่องของคุณกับนนมันจบไปแล้วนะครับคุณวิศนี ถ้าคุณอยากจะลบล้างความรู้สึกผิดของตัวเอง มันมีวิธีอื่นอีกเยอะ”

วิศนีนิ่งเงียบไปอย่างเลื่อนลอย หลังจากนั้นเธอชวนเดชชาติไปถวายสังฆทานที่วัด แล้วกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้นนทลี พร้อมกันนี้หลวงตาก็ให้คติธรรมในการดำเนินชีวิตว่าควรปล่อยวาง อย่ากอดความรู้สึกผิดเอาไว้กับตัว

ที่ศาลาถัดไปจากกุฏิหลวงตา อารุมกำลังเลี้ยงเพลพระ วิศนีทราบจากหลวงตาจึงแวะมาช่วยเขา เดชชาติไม่กล้าเข้ามาเพราะรู้แก่ใจว่าวิศนีต้องการคุยกับอารุมตามลำพัง

อารุมพยายามใจแข็งกับวิศนี พูดน้อยคำแถมยังพยายามเดินหนี เดชชาติมองอยู่ห่างๆด้วยความเป็นห่วงวิศนี แต่กุสุมาที่เพิ่งมาเห็นรู้สึกหึงหวงและหมั่นไส้จะเข้าไปแทรกกลางแต่เดชชาติไม่ยอม สองคนเกิดยื้อยุดกันไปมาจนฝ่ายหญิงล้มลง

วิศนีกำลังคาดคั้นต้องการคำตอบจากอารุมว่าให้อภัยตนหรือยัง อารุมอยากตัดปัญหาเพื่อไม่ให้เธอตอแยตนอีก จึงทำร้ายกาจตอบว่าไม่ให้อภัย และไม่อยากให้เธอเริ่มต้นใหม่ อยากให้จมปลักกับความทุกข์ กับความเลวร้ายที่เธอทำ

วิศนีผงะหน้าเสีย ทันใดทั้งคู่ได้ยินเสียงร้องของกุสุมา อารุมวิ่งไปทันที ถามกุสุมาอย่างห่วงใย หญิงสาวฟ้องเป็นตุเป็นตะ ก่อนจะขอให้วิศนีพาตนไปห้องน้ำเพราะเนื้อตัวเลอะเทอะ แต่พอวิศนีช่วยประคองกุสุมาไปถึงหน้าห้องน้ำ สาวเจ้ากลับแสดงท่าทีไม่พอใจ พูดรู้ทันว่าวิศนีหลงรักอารุม แล้วสั่งให้เลิกยุ่งกับเขาเสียที เขาจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่

วิศนีไม่ตอบโต้ แต่รู้สึกได้ทันทีว่ากุสุมาคนนี้ไม่ธรรมดา!

ooooooo

นีรนุชยังโกรธเคืองเดชชาติไม่หาย หลังจากงานศพนนทลี เดชชาติพยายามง้องอนเพราะเป็นห่วงเธอจริงๆ ไม่อยากให้อยู่บ้านคนเดียว เกรงจะเป็นอันตราย แต่นีรนุชไม่ฟัง ขัดขวางทุกทางที่เดชชาติจะเข้ามาในบ้าน ขนาดเขาพาน้องชายมาช่วยอ้อนวอนด้วย หญิงสาวก็ยังไม่ใจอ่อน...

หลังจากเจออารุมในวัดเมื่อวันก่อนแล้วถูกเขาพูดจาตัดเยื่อใย วิศนียิ่งเศร้าใจ ดำเนินชีวิตไม่ต่างจากหุ่นยนต์ ให้พ่อจัดการเรื่องหมั้นกับโยธินตามสะดวก แต่ในขณะที่พิธีกำลังจะเริ่มขึ้น แววดันพาวิเศษกับแม่ยกขันหมากมาเหมือนกัน สองฝ่ายเกิดปะทะกันไปมาจนวิศนีทนไม่ไหว ลุกพรวดวิ่งหนีขึ้นไปเก็บตัวบนห้อง ปล่อยให้พวกเขารบราฆ่าฟันกันไปตามอำเภอใจ

ผลสรุปของการวิวาทครั้งนี้ แวว วิเศษ และแม่ถูกอำนวยแจ้งข้อหาบุกรุกโดนจับไปโรงพัก เดือดร้อนเถ้าแก่เฮงต้องมาประกันตัวลูกเมียออกไป แต่แววยังต้องนอนกรงสายบัวต่ออีกครึ่งวัน กว่าอำนวยจะตัดสินใจมายื่นประกัน

“นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะที่ฉันจะช่วยเธอ ถ้ายังวอแวกับคุณโยธินอีก ฉันคงรับรองอะไรไม่ได้”

“ย่ะ ไอ้ลูกเขยเทวดานี่มันแตะไม่ได้สินะ”

“เธอต้องเลิกคิดเองเออเองว่าเขาไม่เหมาะสมกับลูกซักที แล้วก็เลิกพาผู้ชายที่ไหนมาแนะนำให้ยายหนูด้วย เพราะต่อไปนี้แกมีคู่หมั้นแล้ว”

“ฉันผิดเหรอ ที่ไม่อยากเห็นลูกถูกบังคับ”

“ไม่มีใครบังคับลูกทั้งนั้น วิศนีเป็นคนตัดสินใจที่จะหมั้นกับโยธินเอง”

“อะไรนะ”

“การหมั้นเป็นความสมัครใจของยายหนู ถ้าเธอยังรักลูกอยู่ ก็อย่าไปป่วนให้แกขายหน้ามากไปกว่านี้ ไม่งั้นฉันคงต้องใช้วิธีเด็ดขาดกับเธอ”

“วิธีอะไร คุณจะทำอะไรฉันได้”

“ถ้าเธอทำให้ลูกเสียใจอีก ฉันจะเอาตึกที่เธอเก็บค่าเช่ากินทุกวันนี้คืน ดูซิว่าถ้าเธอไม่มีรายได้ ไม่มีเงิน เธอจะอยู่ยังไง”

แววตกใจหน้าซีดเผือด รู้ว่าอำนวยเอาจริง!

ooooooo

หลังผ่านงานหมั้นแบบกระท่อนกระแท่นมาไม่กี่วัน วิศนีกับโยธินก็กลายเป็นบุคคลในข่าวสังคมไฮโซไปเรียบร้อย บ้างก็เขียนแซวเขียนหยอกลงหราในหนังสือพิมพ์ กุสุมาบังเอิญเห็นเข้าก็รีบเอามาให้อารุมอ่าน อารุมรู้สึกเจ็บแปลบในใจแต่ไม่แสดงออกให้ใครเห็น

จนกระทั่งในวันที่อารุมกับกุสุมาไปห้างสรรพสินค้าด้วยกันแล้วเจอวิศนีกับโยธินในงานอีเวนต์ อารุมหึงหวงโดยไม่รู้ตัว แขวะวิศนีขณะมีโอกาสอยู่กันตามลำพัง ส่วนวิศนีที่เห็น อารุมมากับกุสุมา ก็อดกระแทกแดกดันเขาไม่ได้เช่นกัน

โยธินเดินตามหาวิศนีจนไปเห็นอยู่กับอารุม ชายหนุ่มไม่พอใจที่ทั้งคู่ยังแอบเจอกัน พองานเลิกเตรียมจะกลับบ้าน โยธินแสดงความเป็นเจ้าของ คาดคั้นและต่อว่าวิศนีเป็นการใหญ่

“คุณคุยอะไรกับไอ้อารุม คุณรู้ไหมว่าผมขายหน้ามากที่คุณวิ่งตามไปทั้งๆที่ผมยืนทนโท่อยู่ในงานแบบนั้น ผมอุตส่าห์พาคุณออกงานเพื่อสยบข่าวลือเสียๆหายๆ ของคุณกับมัน”

“ฉันไม่ได้ขอร้องคุณให้ทำแบบนั้น ใครจะพูดยังไงก็พูดไปสิ ฉันไม่แคร์”

“แต่ผมแคร์ คุณเป็นคู่หมั้นผมแล้วนะ”

“ถ้าฉันรู้ว่าคู่หมั้นจะก้าวก่ายชีวิตฉันมากขนาดนี้ ฉันไม่มีดีกว่า” วิศนีจะถอดแหวนที่นิ้วออก โยธินตกใจรีบจับมือเธอไว้

“ทำแบบนี้ไม่ได้นะคุณวิศนี คุณเป็นของผมแล้ว ผมไม่ยอมให้คุณทิ้งไปหาไอ้อารุมนั่นเด็ดขาด”

วิศนีไม่ฟัง พยายามจะดึงมือออก โยธินเริ่มยัวะเพราะคิดว่าเธอจะหนีไปจริงๆ

“หรือว่าจะต้องให้ผมทำมากกว่าหมั้น คุณถึงจะเลิกโหยหามันซักที” พูดขาดคำ เขาดึงเธอเข้ามาจูบ แล้วพยายามจะปล้ำในรถ หญิงสาวตกใจดิ้นรนขัดขืน ยิ่งทำให้ชายหนุ่มหัวเสียมากขึ้น คำรามลั่น “มันมีดีอะไร ไหนบอกผมซิ ผมจะทำให้ดีกว่ามัน”

ตอนที่ 7

อุตส่าห์เอาตัวเข้าแลก แต่นนทลีต้องผิดหวังอย่างแรงกับธาตุแท้ของโยธิน เธอเดินร้องไห้มาตามถนนด้วยอาการจิตตกถึงขีดสุด รู้สึกเหมือนกับตัวเองไม่เหลืออะไรอีกแล้ว...

นนทลีเดินเซซังไปบนสะพานข้ามแม่น้ำ มองลงสู่เบื้องล่างที่สายน้ำไหลเชี่ยว เกิดความรู้สึกชั่ววูบขึ้นมา คิดอยากจะโดดลงไปตายให้รู้แล้วรู้รอด เลยปีนขึ้นไปเหยียบบนราวสะพาน สองมือจับราวสั่นเทา แต่ในที่สุดก็ไม่กล้าพอ ดึงตัวเองกลับมาแล้วทรุดลงร้องไห้อยู่ตรงนั้นอย่างสิ้นหวัง

ในเวลานั้น พวกอารุมอยู่ที่สถานีตำรวจเพื่อแจ้งความนนทลีหายไป ซึ่งนีรนุชต้องให้ปากคำเพิ่มเติม ส่วนอารุม เดชชาติ กุสุมา และวิศนีรออยู่นอกห้อง...อารุมใจคอไม่ดีเฝ้าโทษตัวเองผิดคนเดียว ถ้านนทลีเป็นอะไรไปเขาจะไม่ให้อภัยตัวเองเลย

วิศนีเห็นอารุมทุบกำปั้นกับผนังด้วยความคับแค้น ก้มหน้านิ่งตัวสั่นเหมือนสะอื้น เธอทอดสายตามองอย่างสงสาร ขณะเดียวกันก็เศร้าใจเมื่อเห็นเขาเป็นห่วงนนทลีมากเหลือเกิน เดชชาติแอบมองอีกทอด มั่นใจว่าวิศนีหลงรักอารุมเข้าแล้ว ขณะที่อีกมุมกุสุมามองทั้งสองอยู่เช่นกันด้วยความไม่พอใจ

เสร็จเรื่องที่สถานีตำรวจแล้ว ทุกคนกลับไปส่งนีรนุชที่บ้าน เป็นเวลาที่นนทลีกลับมาถึงพอดี ทุกคนดีใจมาก โดยเฉพาะนีรนุชถึงกับโผเข้ากอดพี่สาวทั้งน้ำตา พร้อมถามระรัวว่าพี่หายไปไหนมา อารุมเองก็แสดงออกว่าเป็นห่วงเธอมาก นนทลีฟังแล้วสะเทือนใจ แต่ไม่กล้าสบตาแฟนหนุ่ม

ทันใดนั้นเอง อารุมดึงนนทลีเข้ามากอดแน่น ทุกคนมองเป็นตาเดียว

“ผมรู้ว่านนผิดหวังในตัวผมในทุกๆเรื่องที่ผ่านมา ผมเองก็ผิดมากที่ไม่เคยทำให้ทุกอย่างมันชัดเจน ทำให้นนกังวล ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีกแล้ว เรามาแต่งงานกันนะ เรื่องอนาคตเราค่อยๆสร้างไปทีละนิดก็ได้ ผมมั่นใจว่าเราทำได้...ให้ผมได้ดูแลนนนะ”

อารุมถอดแหวนวงเล็กที่สวมติดมือออกมาสวมใส่นิ้วนนทลี ทุกคนตะลึงคาดไม่ถึง นนทลีน้ำตาร่วงด้วยความตื้นตัน ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น หลังจากรู้สึกเหมือนตัวเองไม่เหลืออะไรแล้ว

วิศนีมองภาพนั้น นิ่งงันเหมือนถูกสาป ในขณะที่กุสุมาตัวชา เพราะไม่คิดว่าเหตุการณ์จะกลับตาลปัตร ยิ่งได้ยินนนทลีตอบรับอารุมแล้วสวมกอดกันแน่น กุสุมาแทบจะกรี๊ดด้วยความริษยา แต่จำต้องเก็บกลืนไว้ในอก ตีหน้าระรื่นแสดงความยินดีกับเพื่อนรัก ส่วนวิศนีก็ยิ้มฝืดๆ บอกว่าโล่งใจที่นนทลีไม่เป็นอะไร

นนทลีเมินหน้าหนีอย่างเย็นชา แล้วหันไปกอดนีรนุชกับกุสุมา โดยไม่สนใจวิศนีเลย วิศนีเห็นพวกเขาแสดงความยินดีกันไปมาก็รู้สึกตัวเองเป็นส่วนเกิน มีเพียงเดชชาติที่ลอบมองเธออย่างสงสาร เข้าใจความรู้สึก

หลังจากคนอื่นกลับไปแล้ว อารุมกับนีรนุชพานนทลีเข้าบ้าน นีรนุชดูแลพี่สาวอย่างดี และยังอยากรู้ว่าเธอหายไปไหนมา ทำไมกลับมาตัวเปล่า กระเป๋ากับโทรศัพท์อยู่ไหน นนทลีอึกอักตอบโดยไม่กล้าสบตาน้องสาวว่าลืมไว้บ้านเพื่อน

“เพื่อนคนไหน ทำไมนุชกับพี่อารุมโทร.ตามไม่เจอ”

นนทลีไม่รู้จะตอบยังไง เอาแต่ก้มหน้านิ่ง อารุมปรามนีรนุชไม่ให้ถามอะไรตอนนี้ ให้เธอพักผ่อนก่อนดีกว่า นีรนุชจึงลุกออกไปจากห้องพร้อมอารุม...นนทลีลอบถอนใจโล่งอก แต่สีหน้าสลดลงเพราะความละอายใจ

เมื่อวิศนีกลับไปถึงบ้านก็ต้องพบเจอกับความวุ่นวายของสองแม่ลูก อวลอบกับโยธินตื๊อจะให้เธอออกไปกินข้าวด้วย ซึ่งอำนวยกับกรแก้วก็เห็นดีเห็นงาม แต่ไม่ทันวิศนีจะพูดอะไร แววกับวิเศษโผล่เข้ามาแย่งชิง ต้องการให้เธอไปพบพ่อแม่ของวิเศษอีกครั้งเป็นการแก้ตัว วิศนีอยากจะบ้าตาย ยิ่งเห็นโยธินกับวิเศษวางมวย เธอทนไม่ไหวถึงกับตวาดลั่น

“พอกันซักทีได้ไหม จะบ้ากันไปถึงไหน ฉันไม่เลือกใครทั้งนั้นแหละ ฉันกำลังจะกลับฝรั่งเศสแล้ว”

วิศนีหันกลับเข้าบ้านทันที ทุกคนชะงักกันไปหมด อำนวยกับกรแก้วแปลกใจเพราะไม่ได้ยินวิศนีเกริ่นมาก่อน อำนวยเดินตามวิศนีเข้ามาถามลูกสาวว่าจะกลับไปเมืองนอกทำไม วิศนีนึกถึงอารุมอย่างเศร้าๆ แล้วพูดกลบเกลื่อนว่าตนเบื่อชีวิตที่นี่ อยากจะกลับไปเรียนต่อให้จบ พ่อไม่ดีใจเหรอ?

อำนวยทอดสายตามองลูกสาว สังหรณ์ใจว่าต้องมีเหตุผลอื่นแน่ นึกว่าลูกโกรธที่ตนวุ่นวายชีวิตส่วนตัว แต่วิศนียืนยันไม่ได้โกรธ เธอเข้าใจเจตนาดีของพ่อกับแม่ แต่จะรับมันหรือเปล่าก็อีกเรื่อง

“ถ้าแกอยากจะกลับไปเรียนจริงๆก็ตามใจ”

เมื่อวิศนีไปแน่ โยธินกับอวลอบรู้สึกแย่มากๆ เพราะหนี้สินท่วมท้น หวังให้โยธินรวบหัวรวบหางวิศนีเพื่อกู้ฐานะครอบครัวก็เป็นไปไม่ได้แล้ว แถมเจ้าหนี้ก็ทวงเช้าทวงเย็น คืนนี้เองอวลอบตัดสินใจชวนโยธินเข้าบ่อนเพื่อไปกู้เงินเสี่ยหวิน แต่กลายเป็นว่าโชคไม่ดีเจอชีพพ่อเลี้ยงของวิศนีเข้าอย่างจัง แต่ทั้งคู่ยังพยายามหลีกหนี ชีพจึงวิ่งไล่ตามและถ่ายรูปเอาไว้หลายช็อต พลางยิ้มกริ่มอย่างมีแผน

ooooooo

เช้าขึ้นอารุมมาทำงานตามปกติ เห็นโต๊ะวิศนีว่างเปล่า เขารู้สึกแปลกใจแต่ยังไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งได้ยินเสียงเคาะประตูแล้วอำนวยเข้ามาบอกให้เขาช่วยสัมภาษณ์พนักงานใหม่ในตำแหน่งเลขาฯแทนวิศนีที่ลาออกเพราะจะกลับไปเรียนต่อ อารุมถึงชะงักอย่างไม่คาดคิด

ตอนกลางวัน นนทลีออกไปกินข้าวกับกลุ่มเพื่อนแล้วอวดแหวนที่อารุมให้เมื่อคืน เพื่อนๆดี๊ด๊าแสดงความยินดีกับเธอกันใหญ่ นนทลีอารมณ์ดีเป็นพิเศษเดินยิ้มหน้าบานกลับเข้าบริษัท แต่แล้วรอยยิ้มนั้นกลับเหือดหายกลายเป็นหน้าถอดสีเมื่อเห็นโยธินนั่งอยู่ที่ฝ่ายต้อนรับ

หญิงสาวไม่อยากเผชิญหน้าเขา รีบบอกเพื่อนๆที่เดินมาด้วยกันว่าตนลืมของไว้ที่ร้านอาหาร พูดจบก็ลุกลี้ลุกลนออกไป แต่ไม่ทันพ้นบริษัท โยธินตามมาดึงแขนเธอไว้ โดยทั้งคู่ไม่เห็นกุสุมาที่ยืนซุ่มอยู่มุมหนึ่งใกล้ๆ

“โอ๊ย ปล่อยฉันนะ ไอ้คนบ้า” นนทลีผลักไสเขาพัลวัน

“แหม...แค่คืนเดียวเปลี่ยนจากคู่นอนกลายเป็นไอ้บ้าไปแล้วเหรอ”

“แกอย่ามายุ่งอะไรกับฉันอีก ฉันจะถือว่าคืนนั้นมันไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

“ก็ไม่อยากจะยุ่งหรอก แต่มันมีคนลืมของไว้บนเตียง เลยต้องเอามาคืน”

โยธินโยนกระเป๋าสะพายของนนทลีลงตรงหน้า โทรศัพท์มือถือและกระเป๋าสตางค์หล่นกระจาย กุสุมาจ้องมองอย่างนึกไม่ถึง รีบคว้าโทรศัพท์ออกมาถ่ายคลิปวีดิโอมือไม้สั่น

นนทลีเห็นท่าทียียวนของโยธินก็ยิ่งผวากลัวถูกแฉ “ฉันขอเตือนแก ห้ามเอาเรื่องนี้ไปพูดกับใคร ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจว่าแกข่มขืนฉัน”

“ข่มขืน? เฮอะ! ก็เอาสิ ผมจะได้แฉให้หมดว่าใครเป็นคนให้ท่าขอตามไปนอนด้วยถึงบ้าน ผมมีหลักฐานหมดนะว่าคุณออเซาะผมยังไงบ้าง อย่าลืมสิว่าผมเป็นหุ้นส่วนร้านที่เราไปเมากัน ถ้ามันเป็นเรื่องขึ้นมา ผมสู้ได้อยู่แล้ว”

นนทลีตกใจ ไม่ทันนึกถึงความจริงข้อนี้ หน้าเสียกว่าเดิม น้ำตาจวนเจียนจะไหลออกมา

“แต่ไม่ต้องกลัวหรอก ถ้าคุณปิดปากเงียบ ผมก็จะปิดให้มิดชิดเหมือนกัน เพราะเป้าหมายผมมันมีราคากว่าผู้หญิงอย่างคุณเยอะ”

“แก...ต้องการอะไรจากฉัน”

โยธินมองหญิงสาวอย่างเวทนา แกล้งเอามือลูบแก้ม นนทลีรีบสะบัดหนีพลางมองซ้ายมองขวากลัวใครจะมาเห็น

“ก็แค่อยากจะขอร้องว่าสิ่งที่รับรู้เกี่ยวกับครอบครัวผม มันจะต้องเป็นความลับ ถ้าหลุดออกไปแม้แต่เรื่องเดียว คุณต้องชดใช้”

โยธินขู่ด้วยสายตาคมกริบก่อนจะเดินออกไป นนทลีทรุดลงอย่างหมดเรี่ยวแรง...กุสุมาตาลุกตาพองกดปิดการอัดคลิป แล้วมองดูสิ่งที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์อย่างลิงโลด พอตกเย็นก็รีบกลับบ้านจัดการดาวน์โหลดคลิปที่แอบถ่ายนั้นไรท์ลงแผ่นซีดี เตรียมส่งมอบเป็นของขวัญวันแต่งงานให้นนทลีกับอารุม ซึ่งเวลาเดียวกันนั้น ทั้งคู่กำลังไปเลือกซื้อแหวนกัน ส่วนวิศนีกลับบ้านเตรียมจัดกระเป๋าเดินทางไปฝรั่งเศสคืนพรุ่งนี้

เช้าวันถัดมา โยธินกับอวลอบตกอกตกใจที่จู่ๆชีพบุกมาหาถึงบ้าน อวลอบไม่อยากเสวนาและขู่จะเรียกตำรวจมาจับ แต่พอชีพพูดอย่างรู้ไส้รู้พุงว่าบ้านนี้ถังแตกถึงกับไปกู้เงินเสี่ยหวินที่บ่อน สองแม่ลูกสะดุ้งวาบแต่ยังทำไก๋ว่าชีพจำคนผิดแล้ว

“ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ผมว่าผมจำรถไม่ผิดนะ” ชีพหยิบโทรศัพท์ออกมาโชว์ภาพที่ถ่ายไว้ เห็นทะเบียนรถของโยธินชัดเจน สองแม่ลูกหน้าเสีย เถียงไม่ออก เจอจอมแบล็กเมล์เข้าให้แล้ว “นายอำนวยผัวเก่าพี่แววรังเกียจพวกเข้าบ่อนเล่นพนัน เขาคงจะไม่ปลื้มเท่าไรถ้ารู้ว่าว่าที่ลูกเขยเป็นลูกหนี้เจ้าของบ่อน เพราะกำลังถังแตก”

“แล้วแกต้องการอะไร” โยธินเสียงแข็ง

“ผมรู้นะว่าพวกคุณกู้เงินเสี่ยหวินมาเท่าไหร่ ถ้าผมไม่ได้ส่วนแบ่งสิบเปอร์เซ็นต์ รูปพวกนี้ถึงนายอำนวยแน่”

อวลอบกับโยธินหนักใจ แต่ก็รู้ว่าหมดหนทางปฏิเสธ...

ooooooo

วิศนีเก็บสัมภาระที่บ้านพร้อมแล้ว แต่ยังเหลือที่ทำงานอีกนิดหน่อย เธอเข้ามาเคลียร์ของบนโต๊ะและเผอิญเจออารุม...ต่างคนต่างมีแววเศร้า แต่ต้องตัดใจบอกลากันและกัน

“โชคดีนะครับ”

“ฉันคงไม่ได้อยู่ร่วมงานสำคัญของคุณ ขอแสดงความยินดีล่วงหน้าเลยนะคะ”

อารุมพยักหน้ารับแล้วเดินกลับโต๊ะอย่างเงียบๆ จึงไม่เห็นสายตาอาลัยอาวรณ์ที่วิศนีมองมา หญิงสาวลอบมองเขาก้มหน้าก้มตาอ่านเอกสารอย่างจะจดจำเป็นครั้งสุดท้าย แล้วหยิบของใช้ส่วนตัวในลิ้นชักใส่กล่องก่อนยกเดินอ้อมโต๊ะออกไป เป็นจังหวะเดียวกับที่อารุมลุกขึ้นหยิบแฟ้มเดินมาบรรจบกันพอดี

ทั้งคู่หยุดมองหน้ากันนิ่ง สายตาประสานกันอย่างไม่ตั้งใจ อารุมได้สติก่อนถอยหนี มือที่จับขอบโต๊ะปัดเอาของบางอย่างหล่นกลิ้งลงมาที่เท้าวิศนี

วิศนีรีบวางกล่องในมือตัวเองแล้วก้มเก็บกล่องกำมะหยี่ แต่ยังไม่ทันยื่นคืนให้เขา นนทลีเปิดประตูเข้ามาเสียก่อน หญิงสาวชะงักเมื่อเห็นวิศนีถือกล่องแหวนของตนอยู่ตรงหน้าอารุม ความเข้าใจผิดแล่นปรี๊ด หมดความอดทน

“คุณนี่มันไม่ยอมแพ้จริงๆนะ คุณวิศนี” นนทลีตะเบ็งเสียงใส่แล้วปราดเข้ามากระชากกล่องแหวนไปต่อหน้าต่อตา “จะต้องให้ทำยังไงคุณถึงจะเข้าใจว่าอารุมเขาเลือกฉัน”

“คุณนนทลีคะ ฉันไม่ได้...”

“ผู้หญิงอย่างคุณเป็นได้แค่ของเล่นของเขาเท่านั้น คนที่อารุมต้องการแต่งงานด้วยคือฉัน ได้ยินชัดไหม”

นนทลีสวนขวับ ตาวาวเหมือนแม่เสือ แล้วผลุนผลันออกไปทันที วิศนีอึ้งเพราะไม่เคยถูกนนทลีเกรี้ยวกราดใส่มาก่อน อารุมรีบขอโทษเธอแทนแฟนสาว

“ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ มันเป็นอุบัติเหตุ”

“ผมจะไปคุยกับนน”

“ฉันไปเองดีกว่า ฉันควรจะคุยกับเธอตั้งนานแล้ว เพื่อไม่ให้ปัญหามันเรื้อรังมาจนถึงวันนี้”

“ผมกลัวว่านนจะไม่ฟัง”

“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าพูดแล้วยังทำให้เธอคิดว่าฉันเลว ฉันก็ยอม เพราะยังไงคนเลวคนนี้ก็ต้องเป็นฝ่ายไปอยู่ดี” วิศนียิ้มเศร้า เดินออกจากห้องไป อารุมมองตามอย่างกังวล...

นนทลีกลับมานั่งทำงานหน้าบึ้งตึง จิตใจปั่นป่วนด้วยความโกรธ อึดใจเดียววิศนีเดินตามมาเอ่ยปากขอคุยด้วย เธอเสียงเขียวใส่ทันควันอย่างคุมอารมณ์ไม่อยู่ “ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ”

กุสุมาและเพื่อนๆที่อยู่แถวนั้นโผล่หน้าออกมามอง พอเห็นทั้งสองคนปะทะกันอยู่ก็ตกใจ จ้องเขม็งอยากรู้อยากเห็น

“จำเป็นต้องคุยค่ะ” วิศนีพยายามใจเย็น

“อ๋อ นี่คุณใช้อำนาจลูกท่านประธานสั่งฉันสินะ เหมือนที่พยายามใช้อำนาจลูกท่านประธานแย่งแฟนฉันใช่ไหม ฉันลาออกก็ได้”

วิเวียนกับยุพเยาว์อ้าปากหวอ กุสุมามองคนนั้นทีคนนี้ที นนทลีมองวิศนีอย่างโกรธเกลียดเต็มตา แล้วลุกขึ้นสะบัดหน้าเดินหนี วิศนีรีบก้าวตาม พวกกุสุมากรูตามไปด้วย แถมยุพเยาว์ยังวิ่งไปตามลูกเกดกับชมพู่และพนักงานอื่นๆให้ตามมาฟัง

“คุณนนทลี ฉันขอร้อง ฟังฉันก่อน”

“ไม่! คุณนั่นแหละต้องฟังฉัน ฉันกับอารุมกำลังจะแต่งงานกัน คุณไม่มีทางห้ามได้ นอกจากข้ามศพฉันไปก่อน”

“ฉันไม่เคยมีความตั้งใจอย่างนั้น”

“ฉันไม่ได้โง่นะคุณวิศนี ฉันเห็นอะไรต่ออะไรที่คุณทำกับแฟนฉันมาเยอะแล้ว เลิกเสแสร้งซักทีเถอะ แล้วก็ไม่ใช่ฉันคนเดียว คนทั้งบริษัทเขาเห็นความเน่าเฟะของคุณหมด เขาไม่กล้าพูดเพราะกลัวตกงาน แต่ฉันไม่กลัว”

“คุณกำลังทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่นะคะ”

“ฉันไม่กลัวคำขู่ของคุณ ถ้าฉันไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วคุณจะมีปัญญาทำอะไรฉันได้ จะฆ่าฉันเหรอ”

“มีสติหน่อยสิคะคุณนน คุณกำลังทำให้ตัวเองดูแย่นะ”

“ไม่ต้องมาห่วงฉัน ห่วงตัวเองเถอะ ป่านนี้ใครๆ เขาคงรู้กันทั่วหมดแล้วว่าลูกสาวประธานบริษัทตั้งหน้าตั้งตาแย่งแฟนพนักงาน ขนาดรู้ว่าเขากำลังจะแต่งงานก็ยังไม่เว้น”

วิศนีรู้สึกเหมือนถูกตบซ้ำๆจนหน้าชา หมดความอดทนจะเคลียร์ ถอนใจเหนื่อยหน่าย

“ถ้าคุณพูดแบบนี้ ฉันก็ยอมแพ้ เราคงคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว คุณเตรียมงานแต่งให้สบายใจเถอะค่ะ ฉันจะไม่แตะต้องคนรักของคุณอีก...แต่อย่าลืมส่งข่าวให้คุณโยธินรู้ด้วยก็แล้วกัน”

นนทลีได้ฟังก็ผงะ ระแวงทันที ถามปากคอสั่นว่าโยธินมาเกี่ยวอะไรด้วย

“คุณก็น่าจะรู้ดี” วิศนีทิ้งท้ายเป็นนัยๆ แล้วเดินออกไป ทิ้งให้นนทลียืนหน้าซีด ตัวสั่นเทาอย่างหวาดผวา ตีความไปใหญ่โตว่าวิศนีรู้ความลับเพราะระแวงอยู่แล้ว

หลังจากต่างคนต่างไป แต่เพื่อนพนักงานของนนทลียังจับกลุ่มเม้าท์กระจายพร้อมกับดูรูปแอบถ่ายในโทรศัพท์มือถือ อำนวยเดินผ่านมาเจอ ซักถามจนได้ความก่อนจะเรียกวิศนีไปพบที่ห้องทำงาน แล้วตำหนิด้วยความโมโห

“แกก่อเรื่องปวดหัวให้ฉันจนนาทีสุดท้ายจนได้!”

“พ่อคะ ฟังหนูอธิบายก่อนได้ไหม”

“แกมีอะไรจะมาอ้างอีกล่ะ คนเป็นสิบเขาเห็นกับตาว่าแกตามไปหาเรื่องนนทลี แกคิดว่าเขาจะพร้อมใจกันใส่ร้ายแกให้ฉันฟังหรือไง...ทำไมนะวิศนี ทำไมแกถึงไม่เคยสร้างความสบายใจให้ฉันเลย ขนาดเรื่องนี้ฉันขอไว้แล้วว่าอย่าทำ แกก็ยังทำให้มันงามหน้า”

“ทำไมพ่อถึงให้โอกาสคนอื่นพูด แต่ไม่ให้โอกาสหนูพูด”

“เพราะฉันไม่เชื่อน้ำหน้าแก แกเป็นคนยังไงทำไมฉันจะไม่รู้จัก”

วิศนีน้อยใจและเสียใจจนน้ำตาปริ่ม ตอบโต้ด้วยทิฐิ “พ่อเชื่อในสิ่งที่พ่ออยากจะเชื่อมากกว่า พ่ออยากได้ยินว่าหนูเลว อย่างน้อยก็จะได้มีข้ออ้างกับตัวเองว่า เพราะไม่มีเวลาอบรมเลี้ยงดูหนู...ก็ได้ค่ะ หนูจะยอมเลวเพื่อพ่อ หนูคิดจะแย่งคุณอารุมจริงๆ หนูอ่อยเขาสารพัด แต่เขาก็ยังไม่ยอมเลิกกัน สุดท้ายหนูก็เลยทนไม่ไหว บังคับให้คุณนนทลียกแฟนให้ ไม่งั้นหนูจะไล่เขาออก แบบนี้เลวพอไหมคะ หรือจะเอาแบบที่เลวกว่านี้ พ่อจะได้ยิ่งรู้สึกดีกับตัวเอง”

อำนวยโกรธจนตัวสั่น เงื้อมือตบหน้าลูกสาวฉาดใหญ่แถมด่าซ้ำ “แกมันเกินเยียวยาแล้วจริงๆ”

วิศนีตะลึงคาดไม่ถึง ไม่เคยถูกพ่อกระทำรุนแรงเยี่ยงนี้มาก่อน เธอน้ำตาร่วง เจ็บใจมากกว่าเจ็บกาย พอได้สติก็หันหลังวิ่งออกจากห้องไปที่รถยนต์ส่วนตัว ฟุบหน้าร้องไห้กับพวงมาลัย สะอื้นตัวโยนก่อนจะเงยหน้าขึ้นเช็ดน้ำตา สตาร์ตรถหักเลี้ยวออกไปด้วยความเร็ว

ในเวลานั้น นนทลียังไม่กลับเข้ามาที่โต๊ะทำงาน ยืนครุ่นคิดถึงคำพูดทิ้งท้ายของวิศนีอย่างหวั่นหวาดว่าเธอจะรู้ความลับระหว่างตนเองกับโยธิน...นนทลีคิดมากจนผวา กลัวจะมีอุปสรรคไม่ได้ลงเอยกับอารุม จึงไม่อาจนิ่งเฉยต่อไปได้ ตัดสินใจไปหาโยธิน เธอเดินลิ่วสวนกับเดชชาติตรงหน้าบริษัทโดยไม่ทักทาย แต่ไม่นึกว่าเธอจะหมดโอกาสอยู่หน้าบริษัทนั่นเอง

นนทลีโดนรถวิศนีที่เลี้ยวออกมาด้วยความเร็วสูงชนกระเด็นโดยไม่ตั้งใจ เดชชาติกับเพื่อนพนักงานตกใจวิ่งกรูมาเห็นร่างนนทลีนอนจมกองเลือดหายใจรวยริน วิศนีนั่งในรถสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด

“ใครก็ได้ เรียกรถพยาบาลที!” เสียงเดชชาติตะโกนลั่น บรรดาพนักงานด้านในตกอกตกใจกรูออกมาเป็นพรวน รวมทั้งอารุมด้วย!

อารุมปราดเข้าไปประคองแฟนสาว ร่ำร้องอย่างข้องใจว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ วิศนียืนช็อก มึนงงเหมือนคนไม่มีสติ อำนวยพรวดพราดมาเห็นเหตุการณ์แล้วหน้าซีด จ้องลูกสาวพร้อมตั้งคำถามเสียงเครียด

“วิศนี! แกทำอะไรเนี่ย”

วิศนีไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น หูอื้อตาลายจากความตกใจ ในที่สุดก็โงนเงนเหมือนจะหงายหลัง จนพนักงานแถวนั้นต้องประคอง...

ooooooo

นนทลีบาดเจ็บสาหัสและไปสิ้นใจที่โรงพยาบาล นีรนุชทำใจไม่ได้ร่ำไห้แทบขาดใจ กล่าวหาวิศนีคือฆาตกร จงใจฆ่าพี่สาวของตน ซึ่งขณะนั้นวิศนีอยู่สถานีตำรวจกับอำนวยและทนาย เธอสติหลุด ยังอยู่ในอาการช็อก ตอบคำถามอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง นอกจากคำว่าไม่รู้ จำไม่ได้...

กรแก้วตามมาทีหลัง เดินเข้าไปสอบถามอำนวยกับทนายบรรจงด้วยความร้อนใจ อำนวยบอกว่ายังไม่ได้ความอะไรทั้งนั้น วิศนีตอบอะไรตำรวจไม่ได้สักอย่าง

“หนูนึกอะไรไม่ออกจริงๆ หรือพ่ออยากให้หนูพูดอะไรออกไปมั่วๆ หนูจะได้ติดคุกให้สิ้นเรื่องสิ้นราวเอาอย่างนั้นไหมคะ หนูจะได้ไปสารภาพว่าหนูตั้งใจฆ่าเขา”

“นี่แกอย่ามาประชดฉันนะ คนที่ควรจะโมโหคือฉัน ไม่ใช่แก”

“อย่าเพิ่งพูดอย่างนี้เลยค่ะ ไม่ใช่เวลา...มีทางสู้บ้างไหมคะคุณบรรจง”

วิศนีเหลือบมองกรแก้ว นึกไม่พอใจนิดๆ เพราะคล้ายๆกรแก้วจะคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายผิด

“คงต้องดูเรื่องพยานก่อนครับ แล้วเดี๋ยวตำรวจจะขอสอบปากคำคุณอีกที คุณวิศนีพร้อมหรือยังครับ”

วิศนีพยักหน้าอย่างเหนื่อยอ่อน ทนายบรรจงลุกออกไป อำนวยรีบย้ำกับลูกสาวว่าความจริงเป็นยังไงก็แล้วแต่ แกต้องปฏิเสธเข้าไว้ว่าไม่รู้เรื่อง ไม่เกี่ยวข้องทั้งกับคนตายและอารุม ส่วนเรื่องคนที่บริษัท พ่อจะจัดการเอง วิศนีย้อนถามว่าพ่อจะทำอะไรพวกเขา

“ทำอะไรก็ได้ที่จะไม่ให้ตำรวจเขาสงสัยในตัวแก”

“แต่หนูบริสุทธิ์ใจ หนูพร้อมจะสู้ด้วยความจริง”

“แล้วแกจะว่ายังไงถ้าความจริงมันส่งแกไปลงนรก ฉันเองไม่ได้อยากจะวุ่นวายหรอกนะ แต่ในเมื่อแกเป็นลูก ฉันก็ต้องช่วยสุดความสามารถ”

“หนูเสียใจค่ะที่ทำให้พ่อเดือดร้อน”

“ไอ้ความเสียใจของแกมันคงไม่เท่าของฉันหรอก” อำนวยเอ่ยอย่างกดดันแล้วผลุนผลันออกไปพร้อมกรแก้ว... วิศนีหลับตาลงอย่างปวดร้าว พยายามกักกลืนน้ำตาไม่ให้ไหล

ทางด้านอารุมกับเดชชาติที่พานีรนุชออกจากโรงพยาบาลกลับไปส่งบ้าน ทั้งคู่หนักใจมากเพราะนีรนุชเอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเสียใจต่อการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของพี่สาว ในที่สุดเดชชาติต้องเอายานอนหลับให้เธอกิน แล้วอาสาอยู่ดูแลต่อ อารุมจะได้ไปจัดการเรื่องวัด...แต่ก่อนแยกจากกันไป เดชชาติยังเน้นย้ำกับเพื่อนรักว่า

“อารุม...แกรู้ใช่ไหมวะ ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ”

“ฉันรู้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคนที่ทำให้มันเกิดขึ้นจะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย”

อารุมผละไปแล้ว ทิ้งให้เดชชาติมองตามอย่างกังวล ไม่รู้ว่าเพื่อนรักคิดอะไรในใจ...ขณะเดียวกันนั้น พวกอำนวยกำลังจะกลับออกจากสถานีตำรวจ ปรากฏว่ามีนักข่าวกลุ่มหนึ่งจู่โจมเข้ามาจ่อไมค์ถามวิศนีถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ละคำถามยิงตรงประเด็นชู้สาวทำนองว่าวิศนีตั้งใจขับรถชนผู้ตาย ตั้งใจฆ่าเพราะมีปัญหาแย่งผู้ชายกัน

อำนวยกับทนายและตำรวจพยายามกันนักข่าวออกไป แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย วิศนีถูกนักข่าวรุมทึ้งก็ยิ่งสติแตก กรีดร้องจนหน้ามืดหมดสติในอ้อมแขนของอำนวย...

รุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์หลายฉบับตีข่าวนี้กันกระหึ่ม แถมยังขุดคุ้ยประวัติวิศนีในทางเสื่อมเสียอีกหลายอย่างตอนเรียนอยู่เมืองนอก อวลอบอ่านแล้วอดบ่นกับโยธินไม่ได้ว่าวิศนีมีแต่เรื่องเสียๆหายๆ ทั้งเรื่องเรียนไม่จบ ติดยา มั่วฝรั่ง

“คุณแม่อย่าไปเชื่อข่าวนักเลย หนังสือพิมพ์มันแย่งกันขายข่าว เพราะเรื่องมันกำลังดัง”

“แล้วถ้ามันเป็นเรื่องจริงล่ะ”

“ผมไม่แคร์ เราก็ไม่ได้ดีไปกว่าเขาซักเท่าไหร่นี่ครับ”

“แต่แม่ชักไม่อยากไปดองกับบ้านนี้แล้ว กลัวเราจะถูกขุดคุ้ยไปด้วยน่ะสิ”

“แล้วเราจะยอมเป็นลูกหนี้เสี่ยหวินไปเรื่อยๆ เพื่อให้ไอ้ชีพมันมาขอส่วนแบ่งทุกงวดเหรอครับคุณแม่ เมื่อไหร่จะได้ลืมตาอ้าปากกัน ผมว่าตอนนี้แหละที่เรายิ่งต้องรีบทำคะแนน” โยธินสรุปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

ooooooo

สายวันเดียวกัน อำนวย กรแก้ว และทนายบรรจงพากันมาที่บ้านนนทลี เจออารุมกับเดชชาติพอดี พวกเขาพยายามไกล่เกลี่ยเรื่องคดีและเขียนเช็คฉบับหนึ่งเป็นค่าช่วยเหลือในเบื้องต้น แต่นีรนุชโผล่ออกมาจากในบ้าน คว้าเช็คนั้นฉีกทิ้ง แล้วด่าซ้ำทุกคนที่ให้ค่าชีวิตพี่สาวของตนแค่กระดาษเช็คแผ่นเดียว

กรแก้วขอร้องให้ฟังพวกเราก่อน นีรนุชตะเบ็งเสียงว่าไม่ฟังอะไรทั้งนั้น ไม่มีทางที่ตนจะลืมเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้เพราะเงินที่หยิบยื่นมา พวกเขาต้องชดใช้ด้วยชีวิต ตนจะเอาวิศนีเข้าคุกให้ได้!

นีรนุชประกาศกร้าวจนทุกคนผงะ เดชชาติรีบเข้ามาจับตัวเธอเพื่อเรียกสติ นีรนุชกลับยิ่งฟูมฟายน้ำตาและโวยวายต่อไปอีก

“ต่อให้คุณเอาเงินมากองให้ฉันจนหมดตัว มันก็ไม่ทำให้พี่นนฟื้นขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องสูญเสียเหมือนกัน”

“นุช อย่าพูดอย่างนั้น” อารุมปราม

“ก็เขาเป็นฆาตกร ไอ้พวกฆาตกร ไปให้พ้นบ้านฉัน ออกไป”

ตอนที่ 6

วันรุ่งขึ้น โยธินมาที่บริษัทอำนวยพร้อมช่อ

ดอกไม้ พยายามจะพบวิศนีให้ได้ แต่หญิงสาวไม่อยากเจอเขา เธอบังคับลูกเกดกับชมพู่ไปบอกเขาว่าเธอออกไปทำงานข้างนอกกับอารุม

โยธิน หัวเสียอย่างหนักโยนดอกไม้ทิ้งถังขยะแล้วจะกลับมาขึ้นรถ แต่แล้วนึกถึงนนทลีขึ้นมา “แกหิ้วผู้หญิงของฉันไป ฉันก็จะหิ้วของแกไปเหมือนกัน ไอ้อารุม”

เพราะความแค้นอารุม โยธินโทร.มาอ้อนวอนนนทลีให้ออกไปกินข้าวกลางวัน อ้างว่ามีเรื่องเกี่ยวกับวิศนีอยากปรึกษา ตอนนี้ตนรออยู่หน้าบริษัทแล้ว

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน” นนทลีตอบกลับมา

“โธ่...คุณ ก็รู้ดีว่าเรื่องของเราสองคนมันเกี่ยวกันอยู่แล้ว ถ้าผมแก้ปัญหาไม่ได้ คุณก็จะเดือดร้อนไปด้วย นะครับคุณนน ถือซะว่าเห็นแก่เพื่อนคนนี้เถอะ”

นนทลี ลังเล เหลือบมองกุสุมาที่นั่งทำงานอยู่โต๊ะข้างๆ ก่อนตัดสินใจตอบตกลง...นนทลีไม่แน่ใจว่าโยธินจะมาไม้ไหนจึงชวนกุสุมาไปเป็น เพื่อน โยธินไม่ค่อยพอใจนักแต่ไม่แสดงออก ต้อนรับสองสาวด้วยความยินดี

ที่ ร้านอาหารหรูภายในโรงแรม นนทลีพอใจกับบรรยากาศและอาหารแสนอร่อย กุสุมาจับท่าทีของเพื่อนสาวได้ ก่อนจะขอตัวไปห้องน้ำ แต่ความจริงเธอแอบซุ่มมุมหนึ่งถ่ายรูปนนทลีกับโยธินแล้วส่งเข้าอีเมล์ของ อารุม จังหวะนี้เองวิศนีอยู่ในห้องทำงานคนเดียว และเผอิญอารุมที่อยู่โรงงานโทร.เข้ามาหาเธอ ให้ช่วยเช็กอีเมล์ในเครื่องว่ามีจดหมายจากตัวแทนที่ญี่ปุ่นหรือเปล่า ถ้ามีให้ส่งแฟกซ์มาที่โรงงานด่วน

วิศนีทำตามทันที โดยยังไม่วางสายจากอารุม สักครู่เธอบอกเขาว่าไม่มีอีเมล์จากญี่ปุ่น มีแต่อีเมล์ภาษาอังกฤษ อารุมจึงสั่งให้เปิดดูว่าใช่หรือเปล่า

ทันที ที่กดเข้าไปดู วิศนีถึงกับผงะ ภาพนนทลีกับโยธินในมุมแอบถ่ายหลายช็อตเห็นหน้าชัดเจนมาก เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าทั้งคู่รู้จักกัน แถมยังสนิทสนมมากพอที่จะมากินข้าวกันตามลำพังอีกด้วย

“ว่าไงคุณ ใช่หรือเปล่า” เสียงอารุมดังมา วิศนีเหมือนตื่นจากภวังค์ ตอบพรวดไปว่าไม่มี “งั้นไม่เป็นไร ขอบคุณครับ”

วิศ นีค่อยๆวางสาย แต่สายตายังจับจ้องที่ภาพแอบถ่ายเหล่านั้นอย่างค้างคาใจ จากนั้นนั่งครุ่นคิดอยู่อีกพักหนึ่ง ก่อนตัดสินใจกดคำสั่งลบเมล์นั้นทิ้งไปเพื่อไม่ให้อารุมได้เห็น จะได้ไม่มีเรื่องระหองระแหงกับนนทลี

แต่พอกลับมานั่งโต๊ะตัวเอง วิศนีรู้สึกสับสนว่าตนเองทำถูกหรือผิด เพราะถ้าปล่อยให้อารุมรู้เรื่องนี้

ทั้ง สองคนก็อาจจะเลิกกัน เธอก็ไม่ต้องเป็นมือที่สามของใคร แต่แล้วความคิดของเธอถูกขัดจังหวะเมื่อมีเสียงเอะอะดังมาทางหน้าห้องแววกับ ชีพนั่นเอง ทั้งคู่ตั้งใจมาหาวิศนีเพื่อบอกให้เธอไปกินข้าวกับพ่อแม่ของวิเศษเย็นนี้ พวกเขาอยากรู้จักเธอให้มากขึ้น วิศนีสงสัยว่าอยากรู้จักทำไม แววอึกอักทันที แต่ชีพปากไวพูดพรวด

“แหม...ที่รักก็บอกไปเลยสิจ๊ะ ว่าตกลงกับเถ้าแก่ไว้แล้วเรื่องสินสอดทองหมั้น ส่วนฤกษ์หมั้นฤกษ์แต่งก็กำลังหาอยู่ พูดตรงๆไปเลย เดี๋ยวก็ไม่ทันนังแม่เลี้ยงไฮโซหรอก”

“นี่แม่กำลังจะทำอะไรคะ”

แวว หน้าเจื่อนไปนิด จำต้องสารภาพอย่างไม่อ้อมค้อม “แม่ไม่เห็นด้วยที่หนูจะไปคบกับไอ้โยธินอะไรนั่น ท่าทางมันไม่ใช่คนดี สู้คุณวิเศษก็ไม่ได้ นิสัยสุภาพเรียบร้อย ขยันทำมาหากิน”

“แม่คะ หนูยังไม่คิดเรื่องพวกนี้หรอกค่ะ”

“หนู ไม่คิด แต่นังกรแก้วมันคิด แม่ถึงต้องกันท่ามัน เอาคนที่ดีกว่ามาให้หนูเลือกไงลูก เชื่อแม่เถอะ คุณวิเศษนี่ดีที่สุดแล้ว คบกับเขาซะคนอื่นมันจะได้ไม่กล้า นะลูกนะ หนูกลับบ้านไปแต่งตัวสวยๆ แล้วเย็นนี้ไปกับแม่นะ”

วิศนีสุดเซ็ง อยากปฏิเสธเต็มแก่ แต่ไม่รู้จะพูดยังไงดีเพราะเกรงใจแม่ ขณะเธอกำลังนึกหาข้ออ้างอยู่นั้น อำนวยเดินหน้าตึงเข้ามาถามแววว่ามาทำอะไรที่นี่

“ฉันก็มาหาลูกฉันน่ะสิ มีอะไรไหม”

“นี่ไม่ใช่ที่ที่เธอจะพาคนนอกมาวุ่นวาย ออกไป!”

อำนวย มองชีพอย่างไม่ชอบหน้า ชีพโวยวายไม่ยอมไป แถมยังเดินมานั่งเก้าอี้อารุม ยื่นเท้าพาดบนโต๊ะอย่างท้าทาย อำนวยโมโหทำท่าจะเล่นงาน แต่วิศนีรีบขวางไว้ เห็นแก่ลูกคนเป็นพ่อเลยใจเย็นลง หันไปพูดกับแวว

“เธอจะมาเยี่ยมลูกฉันไม่ว่า แต่ไม่ควรจะถือวิสาสะเข้ามาถึงในนี้ มันเสียมารยาท”

“ทำไมเหรอ ในห้องนี้มีอะไร มันมีสมบัติซ่อนอยู่ตรงไหนหรือไง ไหนดูซิ...ชีพ มาช่วยกันดูเร็ว”

แววเดินไปเปิดตู้เอกสาร รื้อข้าวของยั่วโมโหอำนวย ชีพลุกมาช่วยรื้อที่โน่นที่นี่แล้วหัวเราะสะใจ

“ฉันชักจะหมดความอดทนกับเธอแล้วนะ หยุด! ฉันบอกให้หยุด” อำนวยเข้ามากระชากแขนแวว...แววสะบัดออก ยืนประจันหน้าท้าทาย

“ทำไม จะทำอะไรฉัน”

“พ่อ คะ หนูขอเถอะค่ะ กลับไปก่อนนะคะแม่ นี่ค่ารถค่ะ เดี๋ยวเย็นนี้หนูจะไปกินข้าวด้วย” วิศนียื่นเงินจำนวนหนึ่งมาตรงหน้า แววอารมณ์ดีขึ้นทันตา ได้เงิน แถมลูกสาวยังยอมไปดูตัว

“ก็ได้ งั้นแม่นัดแนะกับทางโน้นแล้วจะโทร.มาบอกนะลูก แม่ไปล่ะ ไปกันเถอะจ้ะชีพ” ว่าแล้วแววหันไปเยาะอำนวย “อยากมาเหยียบตายล่ะ”

ชีพลุกขึ้นมองอำนวยเย้ยๆ เดินตามหลังแววออกไปด้วยท่าทีกวนๆ

ooooooo

หลัง จากแอบถ่ายรูปนนทลีกับโยธินส่งเข้าอีเมล์อารุมแล้ว กุสุมากลับเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับทั้งคู่อย่างไม่มีพิรุธใดๆ พอถึงเวลาต้องกลับมาทำงานต่อสองสาว ยังได้ นั่งรถของโรงแรมที่โยธินจัดการให้อย่างเอาใจ

ทันทีที่ลงจากรถ กุสุมาแกล้งแหย่นนทลีว่ารู้สึกโยธินจะเอาใจเธอเหลือเกิน แถมก่อนแยกกันยังพูดแปลกๆ เหมือนจะจีบ

“นี่เธอคิดว่าเขาจีบฉันเหรอ”

“ก็ น่าจะเป็นอย่างนั้น บางทีเขาอาจจะเบื่อตามตื๊อคุณวิศนี ก็เลยหันมาสนใจเธอแทนก็ได้...นี่ถ้าเธอไม่มีแฟนนะ ฉันจะยุให้เธอคบเขา คงจะสบายน่าดู”

“แต่เผอิญฉันมี แล้วอารุมก็รักฉันด้วย” นนทลียิ้มมั่นใจจนกุสุมาแอบหมั่นไส้ ทั้งสองหันหลังจะเข้าออฟฟิศ อารุมเดินออกมาพอดี

“ไปทานข้าวที่ไหนกันมาเหรอครับ”

“ร้านของเพื่อนน่ะค่ะ” นนทลีรีบตอบ

“เพื่อนที่ไหนเหรอ มีคนบอกผมว่าเป็นชายหนุ่ม” อารุมแซวยิ้มๆไม่ได้คิดอะไร แต่นนทลียิ้มปลื้มคิดว่า

อารุมหึง เดินเข้าไปจับคางเขาบีบเบาๆอย่างหมั่นเขี้ยว

“ไม่ เอาน่ะ อย่าหึงสิคะ เพื่อนจริงๆ นนไปทำงานก่อนนะ” นนทลีตัดบทแล้วเดินยิ้มออกไป จงใจทิ้งปริศนาให้อารุมคาใจอยู่แบบนั้น กุสุมาลอบยิ้มเจ้าเล่ห์ ถามอารุมว่าได้รับอีเมล์ที่ตนส่งไปให้หรือยัง

“เมล์อะไรเหรอ”

“จดหมายภาษาอังกฤษน่ะจ้ะ อยากให้อารุมแปลให้หน่อย”

สอง คนเดินตามกันไปที่ห้องทำงาน เห็นวิศนีกำลังก้มๆเงยๆเก็บเอกสารที่แววกับชีพรื้อค้นเอาไว้กระจัดกระจายให้ เข้าที่ อารุมถามว่าเกิดอะไรขึ้น หญิงสาวรีบบอกไม่มี อะไร ตนซุ่มซ่ามทำแฟ้มตก ชายหนุ่มไม่ติดใจสงสัย เดินนำกุสุมาไปที่โต๊ะตัวเอง เปิดคอมเพื่อเช็กเมล์ วิศนีเหลือบมองลุ้นๆ กังวลว่าเขาจะกู้เมล์ที่ลบทิ้งขึ้นมาดูหรือเปล่า

เมื่อเช็กแล้วไม่ เจออีเมล์ที่กุสุมาส่งให้ อารุมหันไปถามวิศนีว่าเมื่อตอนกลางวันที่เขาให้เช็กเมล์มีของกุสุมาหรือ เปล่า กุสุมาหันขวับมองวิศนีทันทีด้วยความสงสัย วิศนีทำหน้าเหลอหลาเพราะไม่คิดว่าเกี่ยวกับกุสุมา จึงยืนยันว่าไม่มี

“แต่สุส่งให้อารุมแล้วนะ มันจะไม่มีได้ยังไง คุณไม่เห็นจริงๆเหรอคะ”

“เมล์คุณเขียนว่าอะไรเหรอคะ”

คราวนี้กุสุมาเป็นฝ่ายอึ้งไปบ้าง คิดมุกโกหกไม่ทัน เลยตัดบทเอาดื้อๆ “ช่างเถอะจ้ะอารุม สุไม่รบกวนแล้วดีกว่า เดี๋ยวสุจัดการเองจ้ะ”

กุสุมา พยายามข่มความหงุดหงิดแล้วเดินออกไป แต่ไม่วายปรายตามองวิศนีอย่างสงสัย วิศนีแอบมองตามกุสุมา สงสัยเหมือนกันว่าเป็นเจ้าของภาพที่ส่งมาหรือเปล่า?

หลังจากเก็บแฟ้มเอกสารเข้าที่เรียบร้อยแล้ว วิศนีมาของานอารุมทำ เอาแบบเยอะๆหนักๆ รับรองว่าจะไม่บ่นสักคำ

“มีเรื่องอะไรมาอีกแล้วล่ะสิ” อารุมดักคออย่างรู้ทัน

“ก็แม่จะลากฉันไปดูตัวผู้ชายคืนนี้ ฉันไม่อยากไป”

“คุณก็เลยจะเอางานมาบังหน้า” เขาพูดยิ้มๆ

“คุณอย่าขำสิ นี่มันเรื่องคอขาดบาดตายนะ แล้วคุณก็มีส่วนต้องรับผิดชอบด้วย”

“อ้าว เกี่ยวอะไรกับผม”

“คุณบอกให้ฉันทนความเจ้ากี้เจ้าการของแม่ ตอนนี้ฉันก็เลยซวยเพราะกำลังจะถูกยัดเยียดว่าที่แฟนให้อีกคน”

อารุมอมยิ้มกับคำพูดตรงๆของหญิงสาว แต่มันทำให้เธอยิ่งหมั่นไส้เดินเข้ามาใกล้เอามือจี้เอวเขาเป็นการใหญ่ ชายหนุ่มตกใจลุกหนีรอบห้อง

“โอเค พอๆๆ นี่คุณ ผมจะบอกให้นะ เอางานมาบังหน้ามันไม่สำเร็จหรอก คิดเหรอว่าแม่คุณจะเชื่อ”

“แล้วฉันควรจะต้องทำยังไง”

“คุณต้องทำให้ท่านเชื่อว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะแนะนำผู้ชายคนอื่นให้เพราะคุณมีตัวจริงอยู่แล้ว”

“แต่ฉันยังไม่มี”

“คุณก็หาเอาสิ”

“แหม...แฟนนะคะไม่ใช่รถเช่า จะได้หาได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง”

“ผมไม่ได้ให้คุณหาแฟนจริงๆซักหน่อย ใครก็ได้ที่จะช่วยให้คุณเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้”

หญิง สาวคิดตาม สบตาเขาเป็นประกายวิบวับ อารุม ร้อนตัวรีบปฏิเสธว่าไม่ใช่ตน ตนเล่นละครไม่เก่ง เดี๋ยวความแตกเธอจะเดือดร้อน หรือไม่เธอก็ต้องทำให้ผู้ชายคนที่มาดูตัวเห็นว่าเธอไม่เหมาะกับเขาเลยสักนิด เดียว

“ฉันรู้แล้ว ขอบคุณนะคะ” วิศนีพูดโพล่งด้วยรอยยิ้ม ถลาเข้าไปเหมือนจะกอด อารุมตกใจถอยหนี แต่ก็ยังโดนเธอ จี้เอว ก่อนหันไปคว้ากระเป๋าสะพายเดินตัวปลิวออกจากห้อง

ooooooo

เย็น นั้นเอง วิศนีในมาดของเลดี้กาก้าจัดเต็มตั้งแต่หัวจดเท้า ไปปรากฏตัวที่ร้านอาหารจีนสุดหรู แววกับชีพ รวมทั้งวิเศษกับพ่อแม่เห็นแล้วอึ้งกิมกี่อย่างรับไม่ได้ วิศนีทำเป็นฝรั่งจ๋า พูดฝรั่งคำไทยคำ กิริยาท่าทางซุ่มซ่าม กินอาหารมูมมาม แถมยังนัดแฟนหนุ่มในชุดหนังมันวับมาร่วมโต๊ะด้วย

ไอ้หนุ่มชุดหนัง ไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคือนายเดชชาติเพื่อนคนเดียวที่วิศนีมีนั่นเอง แต่สองคนเตี๊ยมกันมาอย่างดีว่าเป็นแฟนเพื่อตบตาทุกคนในโต๊ะอาหาร หนำซ้ำพวกเขา ยังทำให้พ่อแม่ของวิเศษหัวเสียหนีเตลิด ด้วยการทำทีแอบมาจู๋จี๋กันหน้าห้องน้ำ

หมดกัน! แววหน้าซีดหน้าเสีย พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไม่รู้จะอธิบายกับครอบครัวของวิเศษยังไงดี?

ใน ขณะที่วิศนีกับเดชชาติร่วมกันเล่นละครอย่างสนุกสนานอยู่นั้น อารุมกับนนทลีอยู่ที่หมู่บ้านจัดสรร นนทลี ต้องการเอาใจแฟนหนุ่มจึงชวนมาดูบ้านที่เขาเคยมาดูไว้แล้ว แต่ไม่นึกว่าจะเจอพนักงานคนเก่าแล้วพูดเรื่องที่เขามากับวิศนี นี่เองทำให้นนทลีโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ กระชากเสียงถามอารุม

“คุณตัดสินใจแล้วใช่ไหม ถึงได้ทำแบบนั้น คุณพาผู้หญิงคนนั้นมาดูบ้านที่จะเป็นเรือนหอ มันหมายความว่ายังไง”

“ผมไม่ได้พาเขามา เราแค่...”

“หยุดได้แล้ว!” เธอตวาดสวนด้วยความโมโห “พอ! นนไม่ได้โง่ขนาดที่จะให้คุณมาสนตะพายง่ายๆนะ”

พูด จบ นนทลีผลุนผลันออกไปโดยไม่ฟังคำอธิบายใดๆ อารุมกลุ้มใจ ขับรถตามไปที่บ้านหวังจะได้พูดคุยปรับความเข้าใจกับเธอ แต่ผิดคาด นนทลีไม่ได้กลับเข้าบ้าน เธอไปไหนไม่รู้ นีรนุชกำลังเป็นห่วงอยู่เหมือนกันเพราะมืดค่ำแล้ว

อารุมเข้ามานั่งคุยกับนีรนุชในบ้าน บ่นอย่างเหนื่อยใจว่า พักหลังมานี้นนทลีใจร้อนแล้วก็คิดมาก ไม่ยอมฟังเหตุผลของตนเลย

“พี่อารุมอย่าเพิ่งน้อยใจสิคะ เดี๋ยวนุชจะช่วยอธิบายให้”

“ถึงนุชพูด เขาก็คงไม่ฟัง เขาปักใจไปแล้วว่าพี่คิดไม่ซื่อ”

“ช่วงนี้พี่นนคงเครียดเรื่องงานด้วย จิตใจก็เลยไม่ค่อยปลอดโปร่งเท่าไหร่”

“พี่ก็เครียดเหมือนกัน ทำไมนนไม่คิดอย่างนุชบ้าง”

“พี่อารุม...นุชเข้าใจพี่นะคะ”

“ถ้านนเข้าใจพี่ได้สักครึ่งของนุช มันก็คงไม่มีปัญหาแบบนี้ใช่ไหม”

นีรนุชอึ้งไป เริ่มสัมผัสได้ถึงความท้อแท้ใจในน้ำเสียงอารุม

ooooooo

นนทลีไปหากุสุมาที่บ้าน เล่าให้เพื่อนฟังทั้งน้ำตาว่าอารุมพาวิศนีไปดูเรือนหอ แสดงว่าเขาตกลงปลงใจกันแล้วถึงได้กล้าทำขนาดนี้

แทนที่กุสุมาจะปลอบใจหรือให้เพื่อนค่อยๆคิด กลับถือโอกาสนี้ยุยงให้นนทลีกับอารุมยิ่งแตกหักกัน

“ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เธอก็ต้องรักตัวเองให้มากๆนะ ผู้ชายมีอีกตั้งเยอะแยะ ถ้าอารุมจะหลงผิดเห็นเงินดีกว่าความจริงใจ เราก็ไม่ต้องไปแคร์”

“ไม่! ฉันทำไม่ได้ ฉันไม่อยากเสียเขาไป” นนทลีสะอึกสะอื้นหนักกว่าเดิมในอ้อมกอดกุสุมา ขณะที่กุสุมาหน้าเครียด เริ่มไม่ดีใจที่อารุมมีปัญหากับนนทลี เพราะรู้แล้วว่าวิศนีคือคู่แข่งรายใหม่...

อารุมรอนนทลีอยู่นานกว่าจะบอกลานีรนุชกลับไปด้วยความไม่สบายใจ นีรนุชเองก็เป็นห่วงพี่สาวมาก มีโอกาสคุยกับเดชชาติจึงบอกให้รู้ว่าพี่ของตนกับอารุมทะเลาะกันอีกแล้ว ด้วยเรื่องเดิมๆที่มีวิศนีมาเอี่ยวด้วย

เดชชาติไม่เข้าใจ ทำท่าจะซักรายละเอียด แต่สาวเจ้างอนเรื่องที่เห็นเขาสนิทสนมกับวิศนีเมื่อเย็น จึงตัดบทไล่เขาไปนอนฝันหวานให้สบายใจ ไม่ต้องมารับรู้ความทุกข์ของคนอื่น...

เช้าวันรุ่งขึ้น วิศนีสะดุ้งตื่นจากที่นอนด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เสียงเพลงอวยพรวันเกิดดังจากโทรศัพท์มือถือที่เพื่อนๆจากฝรั่งเศสส่งมา เธอดีใจที่ยังมีคนจำวันสำคัญของตัวเองได้ แต่พออาบน้ำแต่งตัวลงมาเพื่อใส่บาตร กลับไม่เห็นบุคคลสำคัญ อำนวยออกไปทำงานแต่เช้าเพราะจำวันเกิดลูกสาวไม่ได้ กรแก้วรู้เข้าก็แอบสงสารวิศนี

ส่วนอีกบ้านหนึ่ง นนทลีนอนซมไร้เรี่ยวแรงจนไปทำงานไม่ไหว และไม่ยอมรับโทรศัพท์อารุมที่เพียรโทร.ตั้งแต่เมื่อคืน ที่สุดเธอให้นีรนุชรับแทน บอกว่าพี่ไม่อยากคุย เมื่ออารุมรู้จากนีรนุชว่านนทลีไม่สบาย จึงบอกว่าเลิกงานจะแวะไปเยี่ยม

ตอนที่ 5

วันรุ่งขึ้นมาทำงาน อารุมซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อคืนนนทลีไปที่โรงแรมและรู้เห็นอะไรบ้าง นึกว่าเธอแค่งอนเขาเรื่องไปดูละครที่วิศนีเล่น แต่นนทลีท่าทางแข็งกระด้าง ฉุนเฉียวมาก พูดโพล่งโดยไม่แคร์ว่าใครจะได้ยิน

“อารุมไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไร นนรับรู้เต็มสองตาของนนตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ละครคงจะสนุกมากสินะ คุณถึงต้องหิ้วนางเอกไปแสดงรอบสองต่อเป็นการส่วนตัว”

วิศนียืนแอบฟังอยู่ข้างประตูถึงกับตะลึงในสิ่งที่ได้ยิน ลูกเกดกับชมพู่แอบอยู่ด้านหลังอ้าปากค้าง มองหน้ากันเลิ่กลั่กเพราะไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน

อารุมกระสับกระส่ายไม่สบายใจ บอกนนทลีว่าไม่ใช่อย่างนั้น พูดแบบนี้วิศนีจะเสียหาย นนทลีสวนทันควันว่า เขาต้องเสียหายอยู่แล้ว ถ้าคิดจะแย่งแฟนคนอื่น

วิศนีหน้าซีดแล้วซีดอีก ทั้งละอายใจ ทั้งไม่พอใจ ขยับจะเดินไปหา แต่ชะงักเพราะลูกเกดกับชมพู่ดึงไว้ด้วยความหวังดี

อารุมเริ่มโมโหแต่พยายามคุมอารมณ์ไม่ให้ร้อนใส่ นนทลีกลับเข้าใจว่าเขาไม่รู้จะแก้ตัวยังไง

“เห็นไหม สุดท้ายคุณก็แก้ตัวไม่ได้อยู่ดี นนถึงได้บอกว่าเราอย่าพูดอะไรกันอีกเลย”

ว่าแล้วเธอสะบัดพรืด เดินหนีมาทางห้องกาแฟ วิศนีโผล่พรวดมาดักหน้า นนทลีชะงักนิดๆ แล้วเดินคอแข็งผ่านไปเหมือนวิศนีไม่มีตัวตน วิศนีหน้าเสีย มองเลยไปยังอารุม ก่อนจะเดินตามเขามาที่ห้องทำงาน

อารุมเข้าใจความรู้สึกของวิศนี แต่ไม่อยากให้เธอคิดมาก เพราะไม่ใช่ความผิดของเธอ

“ทำไมจะไม่ใช่ล่ะคะ เพราะฉันคนเดียวนี่แหละ ขอโทษนะคะที่ทำให้คุณต้องเดือดร้อนไปด้วย”

อารุมมองวิศนีอย่างอาทร “แล้วคุณ...เป็นยังไงบ้าง”

“เรียบร้อยดีค่ะ คงไม่มีใครเซ้าซี้อะไรฉันอีก อย่างน้อยก็อีกซักพัก ฉันควรจะไปคุยกับคุณนนไหมคะ”

“อย่าเพิ่งเลยครับ ให้ผมลองคุยกับนนก่อน”

วิศนีพยักหน้ารับแล้วก้มหน้าก้มตาทำงาน แต่ไม่ทันไรลูกเกดโทร.เข้ามาบอกเธอว่าโยธินมาขอพบ วิศนีถึงกับหน้าเจื่อน ละห้อยละเหี่ยกับชะตากรรมตัวเองที่ยังหนีโยธินไม่พ้น...

กุสุมาได้ยินคนเม้าท์ว่าอารุมกับนนทลีทะเลาะกันเมื่อเช้า อยากรู้ว่าจริงหรือไม่ จึงทำทีเข้ามาหยั่งเชิง ปรากฏว่านนทลีตอบอย่างไม่แคร์

“ก็ดี ให้รู้กันซะให้หมด คนที่คิดจะแย่งของชาวบ้านจะได้ไม่กล้า”

กุสุมาชะงัก รู้สึกเหมือนถูกนนทลีด่ากระทบไปด้วย แต่พยายามกลบเกลื่อนถามต่อไปว่า เธอไม่อายคนอื่นเหรอ?

“เธอไม่ใช่ฉัน เธอไม่เข้าใจหรอกสุ”

“ทำไมฉันจะไม่เข้าใจ เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งนาน เธอรู้สึกยังไงฉันเข้าใจทั้งนั้นแหละ ถ้าเธอจะเล่นไม้แข็งกับเขาสองคน ก็ต้องแข็งให้ถึงที่สุดนะ โดยเฉพาะกับอารุม”

กุสุมาพูดอย่างมีความหมายเพราะหวังจะให้อารุมกับนนทลีร้าวฉานกันมากขึ้น แต่นนทลีไว้ใจเพื่อนจนตามความคิดไม่ทัน เข้าใจว่ากุสุมาพร้อมจะยืนอยู่เคียงข้าง...

โยธินนั่งรอวิศนีอยู่ที่แผนกต้อนรับ เขารีบลุกขึ้นยิ้มแฉ่งเมื่อเห็นเธอเดินมาหา แต่เธอกลับถามเขาอย่างเย็นชาว่ามีธุระอะไร ตนกำลังทำงานอยู่ ชายหนุ่มบอกว่าเป็นห่วง เมื่อคืนติดต่อเธอไม่ได้ ถามหยั่งเชิงว่ามีคนพาเธอไปส่งบ้านอย่างปลอดภัยหรือเปล่า

“ถ้าไม่ปลอดภัยฉันคงไม่ยืนอยู่ตรงนี้หรอกค่ะ”

โยธินรับรู้ว่าวิศนีรำคาญแต่ไม่สนใจ พยายามเอายิ้มเข้าสู้ “คุณแม่ผมฝากขอโทษคุณด้วยที่ปล่อยปละ ละเลยจนเกิดเรื่องขึ้น ท่านเองก็ไม่สบายใจที่มีคนนอกเข้ามาวุ่นวายจนงานต้องเลิกกะทันหัน”

“คนนอกที่คุณว่าก็คือแม่ฉันเอง ฉันคงโทษใครไม่ได้หรอกค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นให้ผมได้ขอโทษในส่วนของผมได้ไหมครับ ที่ปกป้องคุณไม่ได้จนทำให้คุณต้องขายหน้า ผมอยากจะเชิญคุณไปทานข้าวสักมื้อนึง”

วิศนีกำลังจะปฏิเสธ แต่สายตาเหลือบเห็นนนทลีเดินออกมา เลยตอบรับค่อนข้างดัง โยธินอึ้งไปที่ทุกอย่างดูง่ายดาย วิศนียิ้มใส่ พยายามเล่นละครให้นนทลี สบายใจ เดินนำโยธินอย่างกระตือรือร้น พลางหันมาสบตานนทลีที่ยืนมองอยู่

โธยินขับรถพาวิศนีออกไปจากบริษัทอย่างเบิกบาน ผ่านหน้าเดชชาติที่เดินออกมาจากโชว์รูม เดชชาติมองตามด้วยความแปลกใจระคนเป็นห่วงวิศนี ลูกเกดกับชมพู่จับตาอยู่ตลอด เดินเข้ามาแหย่ชายหนุ่มให้ทำใจ นอกจากเขาไม่มีรถสปอร์ตขับแล้วยังไม่มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการด้วย ชะเง้อจนคอหลุดเครื่องบินก็ไม่จอดหรอก

“ถึงผมจะเป็นแค่หมามองเครื่องบิน แต่หมาตัวนี้ก็ไม่เคยกัดใคร แล้วก็ไม่เคยเห่าสร้างความรำคาญให้ใครเหมือนคนแถวนี้”

สองสาวสะอึกที่โดนเดชชาติตอกหน้า โดยเฉพาะลูกเกดปากมากถึงกับเต้นเร่าๆด้วยความเจ็บใจ...

ตอนกลางวัน เดชชาติกับอารุมออกไปกินข้าวด้วยกัน อารุมถือโอกาสจะอธิบายเรื่องเมื่อคืนเพราะไม่อยากให้เขาฟังข้อมูลผิดๆจากคนอื่น เดชชาติถามทันทีว่าคนอื่นคือนนทลีใช่ไหม อารุมแปลกใจที่เพื่อนรู้แล้ว

“ข่าวมันแพร่ไวยิ่งกว่าไข้หวัดนกอีกแกเอ๊ย”

“ดีนะที่คุณวิศนีกลับไปแล้ว” อารุมหลุดปากออกมา แต่สะกิดใจเดชชาติอย่างจังจนต้องตั้งคำถาม

“ดูแกจะห่วงคุณวิศนีมากเลยนะ ห่วงมากกว่านนหรือเปล่า”

“แกกำลังจะพูดอะไร”

“ฉันก็แค่ลองถามดู เผื่อจะช่วยให้แกรู้ใจตัวเองมากขึ้นด้วยไง”

อารุมชะงัก สัมผัสได้ถึงความคลางแคลงในสีหน้าเพื่อนรัก “ชาติ...เรื่องของฉันกับคุณวิศนีมันไม่มีอะไร เมื่อคืนฉันก็แค่พาเขาหลบไปสงบสติอารมณ์ แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แกไว้ใจฉันได้”

“ต่อให้มีอะไรมากกว่านั้นฉันก็ไม่ตัดสินแกอยู่แล้ว ฉันแค่อยากให้แกรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ แกกับนนคบกันมากี่ปีแล้วนะ”

“เจ็ดปี”

“นานมากนะเว้ย นานมากจริงๆ” เดชชาติพูดพลางสบตาอารุมจริงจัง เหมือนจะเตือนอยู่ในทีให้เขามีสติ...อารุมมองตอบนิ่งๆ แต่มีแววเคร่งเครียดสับสนอยู่ในใจ

ooooooo

ขณะที่ความสัมพันธ์ของนนทลีกับอารุมกำลังสั่นคลอน แต่ของยุพเยาว์กับแฟนหนุ่มมีอันต้องยุติลงวันนี้แล้ว ยุพเยาว์จับได้ว่าแฟนนอกใจแต่เพิ่งได้รับข้อความ บอกเลิกทางบีบี เธอเสียใจร่ำไห้น้ำตาท่วม เอ่ยชวนวิเวียนไปฉลองความโสดกันคืนนี้ให้เมาปลิ้นไปเลย

นนทลีไม่เห็นด้วย พูดกับกุสุมาที่ยืนมองอยู่ด้วยกันว่า คิดอะไรโง่ๆ แค่ผู้ชายคนเดียวไม่เห็นค่า ทำไมจะต้องทำร้ายตัวเอง

“เธอก็รู้ว่าพวกเขามันเด็กเที่ยว ก็หาเรื่องเที่ยวกันไปเรื่อยนั่นแหละ แต่คราวนี้เราน่าจะไปด้วยนะ”

“เธอจะบ้าเหรอสุ”

“ฉันมีแผน” กุสุมายิ้มพราย...

ตกเย็นเลิกงาน นนทลีทำตามแผนของกุสุมา เข้าไปบอกอารุมว่าเย็นนี้ไม่ต้องรอ ตนจะไปเที่ยวผับกับกลุ่มของวิเวียน พออารุมท้วงว่าเธอไม่เคยเที่ยวสถานที่แบบนั้น นนทลีท้าทายทันทีว่า ก็กำลังจะเคยแล้วนี่ไง

“นน...ถ้านนไม่พอใจอะไรก็มาคุยกันดีกว่า เราจะได้เข้าใจกัน อย่าทำอย่างนี้เลย ผมขอร้อง”

“การที่นนจะไปเที่ยวมันไม่เกี่ยวอะไรกับอารุมเลยนะ แล้วที่นนบอกก็ไม่ได้เป็นการขออนุญาต”

นนทลีพูดจบก็เดินออกไป ทิ้งให้อารุมนั่งหน้าเครียด กุสุมาที่รอจังหวะอยู่แล้ว เดินเข้ามาแสดงความ เห็นใจ อารุมกุมศีรษะกลุ้มใจ บ่นกับเธอว่าไม่รู้จะทำยังไง ดีแล้ว นนทลีไม่ให้โอกาสตนเลย

กุสุมายิ้มสาสมใจที่ทั้งคู่กำลังมีปัญหากันมากขึ้น แต่พออารุมเงยหน้า ก็รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นเห็นอกเห็นใจทันควัน

“สุก็ไม่รู้จะทำยังไง ห้ามเท่าไรนนเขาก็ไม่ฟัง คงจะถูกพวกนั้นยุให้ประชดอารุมนั่นแหละ”

“สุจะไปกับนนใช่ไหม”

“ก็คงต้องไป สุไม่กล้าให้นนไปที่แบบนั้นคนเดียวหรอก เอาเถอะจ้ะอารุม ลองปล่อยนนไปสักครั้ง บางทีเขาอาจจะไม่ชอบจนเข็ดไปเลยก็ได้นะ” กุสุมากุมมือเขาปลอบใจ อารุมสบตาเธอ พยักหน้ารับอย่างจำยอม

ooooooo

โยธินพาวิศนีไปกินอาหารที่โรงแรมของตน จู่ๆอวลอบโผล่มาพร้อมกลุ่มนักข่าว ชายหนุ่มทำไก๋ว่าแม่มาได้ยังไง ทั้งที่ความจริงสองแม่ลูกเตี๊ยมกันไว้ล่วงหน้า ต้องการให้วิศนีเป็นข่าวกับโยธิน

ได้ผล! นักข่าวรุมถ่ายรูปกันใหญ่ แถมแย่งกันสัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ อวลอบทำเป็นห้ามปราม ต้อนนักข่าวไปสัมภาษณ์เชฟและถ่ายรูปมุมอื่นเพื่อเอาไปออกทีวี พร้อมกันนี้ก็แอบส่งข้อความเข้ามือถือลูกชายว่าแม่จัดการโปรโมตให้แล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของลูกต้องรวบหัวรวบหางให้เร็วที่สุด อย่าให้พลาด!

โยธินแอบอ่านข้อความแล้วใช้สมองคิดแผนต่อ ถามวิศนีว่าคืนนี้ว่างหรือเปล่า เขาอยากเชิญเธอไปฟังเพลงที่ผับของเพื่อน น้องสาวเพื่อนกำลังจะไปเรียนที่ฝรั่งเศส เลยอยากปรึกษาเรื่องการใช้ชีวิตที่โน่น...วิศนีเคยอยู่ฝรั่งเศสมาก่อน ได้ยินเหตุผลของเขาก็ปฏิเสธไม่ออก

เย็นนั้น อารุมไม่สบายใจเรื่องนนทลีจนไม่อยากกลับไปนอนคอนโดคนเดียวกลัวฟุ้งซ่าน เขาตั้งใจไปนอนที่กุฏิหลวงตา แต่ทำไปทำมาก็ต้องกลับคอนโดอยู่ดี หลังถูกหลวงตาจับได้ว่ามีปัญหา แล้วเตือนสติให้ทบทวนหาต้นเหตุและคิดอ่านแก้ไข

ตอนที่ 4

หลังจากนนทลีกับโยธินเคยเจอกันด้วยความบังเอิญมาแล้วครั้งหนึ่ง นึกไม่ถึงว่าเช้าวันนี้สองคนจะพบกันอีก...

โยธินตั้งใจมาหาวิศนีที่บริษัทแต่พบนนทลีเดินอยู่กลางซอยจึงจอดรถรับเธอเข้ามาด้วย นนทลีชื่นชอบรถหรูใหม่เอี่ยมแอร์เย็นฉ่ำถึงกับนั่งเชิดคอตั้งอวดเพื่อนพ้องหลายคนที่เดินผ่าน บางคนเห็นแล้วแอบซุบซิบคาดเดาต่างๆนานา กระทั่งต่อมารู้ว่าหนุ่มรูปหล่อท่าทางร่ำรวยมาหาวิศนี เสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงค่อยๆจางหายไป

วิศนีรู้จากลูกเกดกับชมพู่ว่าโยธินมาหา เธอหลบเข้าห้องทำงาน แถมอ้อนอารุมให้ช่วยโกหกว่าเธอไม่อยู่ แต่อารุมไม่เล่นด้วย เพราะอำนวยเพิ่งโทร.มาแจ้งเมื่อครู่นี้เองว่าจะมีคนมารับเธอไปซ้อมละคร ซึ่งเป็นงานของบริษัทที่เธอต้องมีส่วนร่วม

“แต่ฉันไม่อยากเล่นนี่”

“คุณเองก็สนิทกับคุณโยธินไม่ใช่เหรอ แล้วจะหลบหน้าเขาทำไม”

“ไม่สนิทเลย พ่อกับแม่เลี้ยงฉันต่างหากที่พยายามจะทำให้ฉันกับเขาสนิทกัน”

“แต่วันนั้นที่โรงแรม...”

“ฉันก็เจอเขาพร้อมกับคุณนั่นแหละ แต่ฉันอยากให้คุณเลิกตื๊อกลับไปทำงาน ก็เลยทำเหมือนนัดกันไว้... คุณอารุม ช่วยฉันหน่อยนะ ฉันไม่อยากไปเต้นแร้งเต้นกาเล่นละครอะไรนั่น ฉันอยากทำงาน ฉันสัญญานะว่าต่อไปนี้ฉันจะขยันทำทุกอย่างที่คุณสั่ง ไม่บ่ายเบี่ยง ไม่อิดออด ไม่มัวเล่นสนุก ฉันทำโอทีให้ฟรีๆเลยเอ้า”

เขามองท่าทางเธอขำๆ พลันเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น...อำนวยโทร.มา อารุมบอกว่าพร้อมแล้ว วิศนีกำลังจะออกไป แค่นั้นหญิงสาวก็หมดหนทางปฏิเสธ เดินหน้าง้ำไปอย่างสุดเซ็ง

กุสุมาเม้าท์แตกเมื่อรู้จากนนทลีว่าโยธินมารับวิศนี บอกว่าคู่นี้ที่เพื่อนของตนเห็นเข้าโรงแรมด้วยกันกลางวันแสกๆ ซึ่งฝ่ายชายเป็นลูกคุณหญิงอวลอบเจ้าของโรงแรมหกดาวกลางเมือง...นนทลีหูผึ่งตาพอง พอกลางวันเจออารุมตอนกินข้าวด้วยกัน เธอจงใจเกริ่นเรื่องนี้เพื่อให้อารุมรู้ว่าวิศนีมีแฟนแล้ว จะได้ไม่กล้าคิดอะไรกับหล่อน

“อารุมจำได้ไหมที่กุสุมาเคยเล่าให้ฟังว่าคุณวิศนีกิ๊กกับหนุ่มไฮโซอยู่คนนึง ผู้ชายคนที่มารับนี่แหละค่ะ สงสารชาตินะ ไม่รู้ว่าคุณวิศนีไปหยอดไว้แค่ไหน ถ้าเทียบกันยังไงเพื่อนเราก็แพ้”

อารุมรู้อยู่แล้วจึงไม่ได้ตกใจหรือเออออไปกับแฟนสาว เขาบอกเธอว่าคิดมากไป มันอาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้

“ไม่มีได้ยังไง อารุมก็เห็นว่าวันก่อนเขาเทียวไปเทียวมาบ้านเดชชาติ แต่วันนี้ออกไปกับอีกคน”

“เขาอาจจะเป็นเพื่อนๆกันหมด ผมว่านนอย่าฟังขี้ปากคนในออฟฟิศนักเลย” อารุมเตือนแล้วก้มหน้ากินข้าวต่อ นนทลีมองค้อน ขัดใจที่เขาไม่คล้อยตาม

“ท่าทางอารุมจะรู้จักเขาดีขึ้นมากเลยนะคะ”

อารุมชักสีหน้าไม่พอใจที่โดนเหน็บ ตอบกลับเสียงเรียบว่า ตนแค่ไม่อยากให้เธอยุ่งเรื่องคนอื่น มันเสียมารยาท...นนทลีถึงกับหน้าคว่ำด้วยความโมโห

ooooooo

โยธินพาวิศนีไปที่โรงแรมของตนเพื่อซ้อมละครการกุศลที่จะมีขึ้นเร็ววันนี้ อวลอบมาควบคุมดูแลด้วยตัวเอง พูดจาเอาอกเอาใจวิศนีจนหลายคนพากันหมั่นไส้ โดยเฉพาะบรรดานางแบบที่เคยเป็นกิ๊กเก่าของโยธิน ทุกคนเขม่นวิศนี และได้แพ็ตตี้ช่างวัดตัวผสมโรงไปด้วย

แพ็ตตี้ฉวยโอกาสกลั่นแกล้งวิศนีขณะวัดตัวเพื่อตัดชุดใส่เล่นละคร วิศนีรับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากลแต่ก็อดทนเอาไว้ แต่แล้วความอดทนก็สิ้นสุดลง เมื่อเธอบังเอิญได้ยินแพ็ตตี้กับบรรดานางแบบกิ๊กเก่าของโยธินเม้าท์ถึงสาเหตุที่ไม่ชอบเธอ ซึ่งข้อกล่าวหานั้นไม่เป็นความจริงเลยสักนิด

วิศนีปรากฏตัวด้วยสีหน้าท่าทีขึงขัง บอกทุกคนว่าเธอไม่ได้คิดจะมาแย่งของของใคร แล้วก็ไม่ได้ต้องการเป็นลูกสะใภ้คุณหญิงอวลอบ ที่มาเล่นละครก็เพราะเป็นหน้าที่

“ถ้าไม่อยากให้ฉันยุ่งกับผู้ชายของพวกคุณจริงๆ ก็ช่วยไปบอกคุณหญิงแม่ของเขาด้วยว่าให้เปลี่ยนเอาคนอื่นมาเล่นแทนฉัน เพราะฉันก็ไม่อยากเล่นเหมือนกัน กล้าไหมล่ะ มีปัญญาไหม ถ้าไม่มีก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป งานมันจะได้จบ แล้วก็ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกันอีก เข้าใจหรือเปล่า”

แพ็ตตี้สะดุ้ง ขานรับเสียงแผ่วว่าเข้าใจแล้ว วิศนีกวาดตามองพวกนางแบบที่ไม่กล้าสู้หน้า สำทับเสียงเข้ม

“ได้ยินชัดแล้วนะว่าฉันไม่เอาผู้ชายของพวกคุณ อย่าหาเรื่องฉันอีก ไม่งั้นพวกคุณจะเสียใจ”

วิศนีเหวี่ยงเสร็จก็สะบัดหน้าออกจากห้องไป พวกแพ็ตตี้เจอของจริงถึงกับกลัวหงอ คงไม่กล้าตอแยอีกเป็นแน่...

กลับมาถึงบริษัทในบ่ายนั้น วิศนีบอกพ่อว่าตนขอถอนตัวไม่เล่นละครเพราะไม่ชอบโยธิน อำนวยไม่เห็นด้วยเพราะไปตัดชุดมาแล้ว ส่วนเรื่องชอบหรือไม่ชอบโยธินไม่น่าเอามาเป็นประเด็น แค่ให้เล่นละครด้วยกันเฉยๆ  ไม่ได้จะให้ไปแต่งงานกับเขาวันนี้พรุ่งนี้เสียเมื่อไหร่

“แต่หนูรู้ว่าพ่อกับคุณกรแก้วมีเจตนาอย่างนั้น คุณหญิงแม่เขาก็เหมือนกัน หนูบอกเลยนะคะว่ามันไม่สำเร็จหรอก เพราะหนูไม่ชอบผู้ชายเจ้าชู้ พวกนางแบบที่มาเดินในงานก็กิ๊กเขาทั้งแก็ง”

“เป็นคนเจ้าชู้ก็ไม่เห็นเสียหายอะไรเลยนี่ ธรรมชาติของผู้ชาย” พูดไปแล้วเห็นลูกสาวหน้างอ คนเป็นพ่อเลยตัดบทขอความเห็นใจ “เอาเถอะ เรื่องนั้นพ่อไม่บังคับใจแกหรอก ขอแค่เรื่องละครการกุศลนี่ก่อนก็แล้วกัน อย่าให้พ่อต้องเสียหน้าได้ไหมลูก”

วิศนีนิ่งไปนิดก่อนยินยอม แต่ยังมีข้อแม้อีกนิดหน่อยว่าต้องให้น้องๆทั้งห้าคนของเดชชาติเล่นละครด้วย และนีรนุชน้องสาวของนนทลีก็ต้องได้เดินแฟชั่นในงานนี้

ooooooo

วันต่อมา นนทลีจงใจเอาหนังสือพิมพ์เข้ามาอ่านข่าวซุบซิบในสังคมไฮโซให้อารุมฟังถึงห้องทำงาน

“เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว กับความรักของวิศนี สุริยาทิตย์ และ โยธิน ไกรคณิศร ทายาทโรงแรมดัง ทั้งคู่เลยจูงมือกันขึ้นเวทีละครรักหวานในงานกาล่าดินเนอร์ สุดสัปดาห์นี้ งานนี้ต้องปรบมือให้กรแก้ว สุริยาทิตย์ ที่ผลักดันลูกเลี้ยงสาวได้สำเร็จ”

อารุมกอดอกมองแฟนสาวอย่างไม่สบอารมณ์ เตรียมจะบ่นที่เธอยุ่งเรื่องคนอื่นอีกแล้ว นนทลีรู้ทันรีบออกตัวเสียก่อน

“นนไม่ได้อยากยุ่งเรื่องชาวบ้านนะคะ ที่เอาข่าวนี้มาให้ดูก็เพราะห่วงเดชชาติ อารุมเป็นเพื่อนเขา ยังไงก็เตือนกันไว้บ้างว่าอย่าหวังสูง อย่างคุณวิศนีเขาไม่มองคนระดับเราหรอก”

นนทลีทิ้งท้ายหนักๆเพราะตั้งใจจะปรามอารุมไว้ด้วยเหมือนกัน อารุมนิ่งอึ้ง มองข่าวในหนังสือพิมพ์แล้วเหลือบดูโต๊ะทำงานวิศนีที่ว่างเปล่าอย่างใจหายนิดๆ

ผลพวงจากข่าวนี้ทำให้กรองทองกับแกมกาญจน์แจ้นมาพบกรแก้วถึงบ้านด้วยความอยากรู้ข้อเท็จจริง

“ยังไม่จริงค่ะ แต่กรพยายามจะทำให้มันเป็นจริง”

“แสดงว่าเธอเอาแน่ใช่ไหม เรื่องที่จะให้หนูวิศนีแต่งงานออกไปเพื่อจะได้ไม่ต้องกระทบกระทั่งกับเธออีก”

“กรไม่รู้จะใช้วิธีไหนแล้วจริงๆค่ะคุณพี่ กรเหนื่อยที่ต้องรับมือกับเธอ ถ้าวิศนีแต่งงานไป เธออาจจะโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น คุณพี่ไม่เห็นด้วยเหรอคะ”

“เรื่องในครอบครัวของเธอ พี่คงตัดสินแทนไม่ได้ แต่พี่อยากจะเตือนว่าการทำแบบนี้มันมีผลที่ตามมาแน่ เธอเตรียมรับมือให้ดีก็แล้วกัน” กรองทองสรุป มองหน้าน้องสาวจริงจัง กรแก้วนึกๆแล้วกลุ้มเหมือนกัน

บ่ายวันเดียวกัน แววมีอาการโมโหฉุนเฉียวขึ้นมาทันทีที่เห็นข่าวลูกสาวกับชายหนุ่มที่กรแก้วจัดหาให้ หาว่ากรแก้วทำข้ามหน้าข้ามตาตนซึ่งเป็นแม่แท้ๆ คงคิด ว่าถ้าลูกของตนแต่งงานไป ตัวเองจะได้ฮุบสมบัติทั้งหมดของอำนวย

ชีพเองก็หวังพึ่งแวว ถ้ากรแก้วฮุบไปหมดแล้วจะเหลืออะไร ชีพยุแววให้ขัดขวางอย่าให้วิศนีลงเอยกับโยธิน แล้วให้มาได้กับคนของเราแทน แววมองไม่เห็นว่าจะมีใคร แต่ทันใดวิเศษโทร.เข้ามาพอดี สอบถามเรื่อง ข่าววิศนีมีแฟน แววปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันที ยืนยันหนักแน่นว่าไม่มี ลูกสาวตนยังโสดแน่นอน

ooooooo

หลังจากยื่นข้อแม้กับพ่อและได้คำตอบเป็นที่น่าพอใจ วันนี้วิศนีจึงพาน้องๆของเดชชาติมาซ้อมละคร ส่วนนีรนุชก็มาซ้อมเดินแบบ ซึ่งทุกคนจะได้เงินค่าจ้างตามความเหมาะสม

การซ้อมละครไม่มีปัญหาเพราะน้องๆอยู่ในสายตาวิศนีตลอดเวลา แต่สำหรับนีรนุชที่ต้องแยกไปซ้อมเดินแบบอีกห้องหนึ่งเกิดเหตุขัดข้องขึ้นแล้ว เพราะนีรนุชไม่คุ้นเคย กับงานอย่างนี้มาก่อน ทรงตัวไม่ค่อยได้บนรองเท้าส้นสูง เป็นตัวถ่วงนางแบบคนอื่นให้เสียเวลา อวลอบกับกรแก้วเห็นว่าไม่ไหวแน่จึงเปลี่ยนหน้าที่ให้นีรนุชไปเสิร์ฟน้ำ

เมื่อวิศนีมาเห็นกับตา เธอไม่พอใจอย่างมากจะไปเอาเรื่องตัวการ แต่ก็ต้องยุติด้วยเหตุผลของนีรนุชที่ห้ามไว้เพราะไม่อยากให้ใครมาด่าว่าจนแล้วเรื่องมาก เลือกงาน...

ขณะที่วิศนีไปซ้อมละคร อารุมกับนนทลีมีโอกาสไปเดินช็อปปิ้งด้วยกันที่ห้างสรรพสินค้า นนทลีอยากได้กระเป๋าแบรนด์เนมราคาสี่หมื่น แต่การ์ดของเธอเต็มวงเงินแล้วจึงขอยืมการ์ดของอารุมมารูดก่อน อารุมเหลือบมองพนักงานขายที่ยืนรออยู่ แล้วแอบพูดกับแฟนสาวเบาๆ

“มันแพงเกินไปนะนน ไหนว่าเราจะช่วยกันเก็บเงินไว้ซื้อบ้านไงล่ะ”

“ก็เรายังไม่ได้แต่งกันเร็วๆนี้ซักหน่อย จะรีบเก็บเงินไปทำไมล่ะคะ”

“แล้วกระเป๋าเนี่ย นนต้องรีบใช้มากเลยเหรอ”

นนทลีชะงัก เริ่มหงุดหงิด บอกว่าตนมีผ้าพันคอร้านนี้แล้ว เลยอยากได้กระเป๋าหิ้วจะได้เข้าชุดกัน เขาควรจะเข้าใจผู้หญิงหน่อย

“นี่นนซื้อของแพงๆบ่อยไปหรือเปล่า” อารุมยังไม่เลิกตำหนิ เพราะสิ่งของพวกนี้ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น นนทลีไม่อยากอธิบายว่าได้มาฟรีๆจากโยธิน ยิ่งเห็นพนักงานยืนรอก็ยิ่งกดดัน เอ่ยเสียงกระด้างใส่อารุม

“นนไม่ได้ขอให้อารุมซื้อให้นะ นนขอยืม”

อารุมทำอะไรไม่ได้ จำใจหยิบบัตรเครดิตส่งให้พนักงาน แต่พอเดินออกมาที่รถเห็นนนทลีเริงร่ากับข้าวของเต็มสองมือก็อดเตือนอีกไม่ได้

“ผมว่านนใช้เงินเกินตัวไปแล้วนะ เรามาเริ่มวางแผนการเงินจริงๆจังๆ ดีไหม”

“เกินตัวตรงไหน นนยังมีเงินเหลือเก็บเลี้ยงน้อง เลี้ยงตัวเองได้ ไม่ได้เป็นหนี้ใครนะคะ”

“แต่อนาคตของเรายังต้องใช้เงินอีกเยอะ ถ้านนยังฟุ่มเฟือย ผมว่า...”

“นนเป็นผู้หญิงนะคะอารุม การแต่งตัวเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งทำงานออฟฟิศ นนต้องเจอผู้คน จะให้นนปล่อยตัวให้โทรมๆ ในขณะที่คนอื่นเขาดูดีกันทุกคนได้ยังไง ขนาดคุณวิศนีเขายังแบรนด์เนมทั้งตัวเลย”

“แล้วนนจะไปเปรียบเทียบกับเขาทำไม”

นนทลีหน้าตึง เพราะความหงุดหงิดทำให้ตีความไปอีกอย่าง เลยยิ่งพาล “ทำไมคะ นนไม่มีสิทธิ์จะเทียบกับเขาเลยใช่ไหม”

“ไปกันใหญ่แล้วนน ไหนนนบอกว่าจะมีเหตุผลมากขึ้นไง”

“แล้วไอ้ความเข้าอกเข้าใจของอารุมมันหายไปไหนหมดล่ะ ทำไมหลังๆเราถึงต้องทะเลาะกันด้วยเรื่องของนนอยู่เรื่อย”

อารุมนิ่งอึ้ง ตอบคำถามนนทลีไม่ได้เหมือนกัน... เมื่อพาแฟนสาวไปส่งถึงบ้าน มีเรื่องให้อารุมต้องเครียดอีก นนทลีโวยวายไม่พอใจที่รู้ว่านีรนุชไม่ได้เดินแบบแต่ต้องเสิร์ฟน้ำในงานการกุศล ทำท่าจะโทร.ไปหาวิศนีให้รับผิดชอบ พออารุมปรามให้ใจเย็น นนทลีซึ่งกรุ่นเรื่องก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ยิ่งพาลพะโล

“อ๋อ ลืมไปว่าแตะไม่ได้ งั้นก็จัดการให้นนด้วย เพราะนนไม่ยอมให้น้องไปทำงานต่ำๆแบบนั้นเด็ดขาด”

อารุมเครียดกว่าเดิม กลับออกมาด้วยความไม่สบายใจ เขาเดินเลยไปหาเดชชาติที่บ้าน บอกว่ามีเรื่องจะปรึกษา เดชชาติจึงพาเพื่อนไปหาที่เงียบๆคุยกัน... ปัญหาทุกข์ใจของอารุมทำให้เดชชาติอึ้งไปเหมือนกัน แต่ก็พยายามให้กำลังใจว่าคนเป็นแฟนกันต้องมีกระทบ กระทั่งกันบ้าง

“เมื่อก่อนฉันกับนนคบกันราบรื่นกว่านี้ แต่ยิ่งอยู่ไปก็เหมือนยิ่งห่าง มีเรื่องไม่เข้าใจกันอยู่เรื่อย”

“คู่รักก็เป็นอย่างนี้แหละ ตอนคบกันใหม่ๆ เราก็ไม่ค่อยเห็นข้อเสียของอีกฝ่าย หรือเห็นแต่ก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเพราะความรักมันบังตา แต่พออยู่ๆไปโปรโมชั่นหมด ไอ้ที่ทำเป็นมองไม่เห็นมันก็ขวางหูขวางตาเราขึ้นมา”

อารุมทำท่าจะแย้ง...เดชชาติรีบยกมือห้ามแล้วอธิบายต่ออย่างมีเหตุผล

“หยุด! ฟังก่อน ฉันไม่ได้บอกว่าแกผิด มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน นนทลีก็คงเป็นเหมือนกัน เมื่อก่อนเขาอาจจะรับนิสัยบางอย่างของแกได้ แต่พอคบกันไปนานๆ เขาก็อาจจะเริ่มรู้สึกว่าทำไมแกเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ตั้งคำถามเหมือนแกตอนนี้”

อารุมจิตตก นั่งคิดเงียบขรึม เดชชาติถามว่ายังอยากแต่งงานกับนนทลีอยู่ใช่ไหม เขาตอบรับหนักแน่น

“งั้นแกกับนนก็ต้องผ่านไปให้ได้ อย่าให้เรื่องเล็กๆ แบบนี้ทำให้แกสองคนต้องไขว้เขว อนาคตยังมีเรื่องใหญ่รออยู่อีกเยอะนะเว้ย”

“ก็จริงของแก ถ้าฉันผ่านเรื่องเล็กๆแบบนี้ไม่ได้ ก็มองไม่เห็นอนาคตอยู่ดี”

“ตอนที่พ่อฉันยังอยู่ เวลาพ่อทำอะไรผิดแม่ฉันไม่เคยโกรธพ่อนานเลย เพราะแม่บอกว่านึกถึงเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมาด้วยกันแล้วโกรธไม่ลง ถ้าแกกำลังหมดแรงประคับประคองความรักครั้งนี้ ก็ลองนึกถึงเรื่องดีๆที่แกกับนนเคยมีร่วมกันสิ ฉันเชื่อว่ามันมีค่าพอที่จะทำให้แกฮึดสู้นะ”

อารุมสบตาเดชชาติเหมือนได้สติมากขึ้น กล่าวขอบใจเพื่อนสำหรับกำลังใจและคำแนะนำดีๆ แต่ในเวลาเดียวกัน นนทลียังไม่สบอารมณ์เรื่องนีรนุชถูกลดหน้าที่ไปเสิร์ฟน้ำ และไม่พอใจที่อารุมทำเหมือนปกป้องวิศนี ขนาดน้องสาวยืนยันว่าตนทำได้ งานแค่คืนเดียว ตนเต็มใจ นนทลียังไม่วายพาลถึงอารุม หาว่าเขาให้นีรนุชขึ้นมากล่อม

นีรนุชเริ่มสังเกตถึงความผิดปกติของพี่สาว หยั่งเชิงว่ามีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า ทำไมถึงเครียดจัง เท่านั้นเองนนทลีเสียงสั่นเครือ บอกว่าอารุมกำลังเปลี่ยนไป...

หลังฟังพี่สาวรำพึงรำพันจบลง นีรนุชพยายามปลอบใจ ไม่อยากให้คิดค้นหาสาเหตุ แต่ควรคิดว่าจะทำยังไงให้ทุกอย่างดีขึ้นดีกว่า นนทลีตัดพ้ออย่างน้อยใจ ต่อให้พี่ทำดีเท่าไหร่ถ้าเขาไม่เหมือนเดิมมันก็ไม่มีประโยชน์

“นุชเชื่อในความรักของพี่สองคนนะคะ พี่คบกันมาตั้งนานแล้ว ถ้าไม่เหมาะสมกันจริงๆ ก็คงไม่อยู่มาถึงขนาดนี้”

นนทลีพยักหน้า ยอมรับว่าอารุมคือคนที่ตนอยากฝากอนาคตไว้ นีรนุชจึงหยิบยกคำพูดที่พี่สาวเคยบอกไว้ด้วยว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พี่จะสู้ไปกับเขา...นนทลีเหมือนได้สติ เงียบไปอย่างไตร่ตรอง

ooooooo

เช้านี้ อารุมมาพบลูกค้าที่โรงแรมแล้วเผอิญเจอวิศนีมาซ้อมละคร สองคนทักทายกันก่อนจะไปนั่งคุยกันที่คอฟฟี่ช็อป โดยที่โยธินไม่เห็น เดินถามหาวิศนีจากคนโน้นคนนี้ไปทั่วอย่างหงุดหงิด กระทั่งมาเห็นกับตาตัวเองว่าเธออยู่กับอารุม แถมยังมีท่าทีสนิท สนมกันมาก โยธินรู้สึกไม่พอใจ แยกเธอออกมาโดยอ้างว่าถึงเวลาซ้อมละครแล้ว

อารุมได้รับบัตรเชิญงานการกุศลจากวิศนีซึ่งระบุที่นั่งไว้สองคน เธอหวังว่าเขาจะพานนทลีมาด้วย แต่กลายเป็นอารุมกลับเข้ามาบริษัทไม่เจอนนทลี จึงฝากเรื่องไว้กับกุสุมา นี่เองทำให้กุสุมาคิดแผนอันแยบยลเพื่อให้ตัวเองได้ไปงานนี้กับอารุม

กุสุมาไม่ได้พูดกับนนทลีอย่างที่อารุมบอกไว้ว่าวิศนีเชิญเธอไปงานคืนนี้ หากแต่ใช้ถ้อยคำยุแหย่ให้นนทลีไม่พอใจอารุมและโกรธเคืองวิศนี

“เมื่อกี้อารุมมาหา เขาจะมาชวนเธอไปดูละครการกุศลของคุณวิศนี บัตรหายากมากเลยนะ ต้องเป็นแขกที่ได้รับเชิญถึงจะได้ไป อารุมบอกว่าเขาอยากดูมากก็เลยไปดิ้นรนเอามาจนได้”

“เขาไม่คิดจะถามฉันซักคำเลยเหรอว่าฉันอยากดูหรือเปล่า”

“เขาบอกว่าแล้วแต่นน แต่ยังไงเขาก็จะไป” กุสุมาโกหกหน้าตาย

นนทลีอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน เพราะคิดว่าอารุมไม่แคร์เธอเลย ดังนั้นเธอจึงเอาบัตรไปคืนเขาและปฏิเสธเสียงแข็งด้วยความไม่พอใจ

“นนไม่ไป...ถ้าอารุมอยากดูก็ไปคนเดียว นนไม่รู้จะไปดูอะไร ในเมื่อน้องสาวนนก็เป็นแค่เด็กเสิร์ฟน้ำในงานนั่น”

“นน แต่คุณวิศนีเชิญ...”

“ต่อให้เขาจ้างนนก็ไม่ไป นนไม่อยากดู ไม่อยากเห็น”

นนทลีสวนอย่างฉุนเฉียว อารุมงงแต่พยายามใจเย็น ถามเธอว่าทำไมต้องอารมณ์เสียด้วย

“ขอโทษนะคะที่นนแสดงอารมณ์ว่าไม่อยาก แทนที่ จะเป็นอยากจนตัวสั่นเหมือนคุณ ดูให้สนุกก็แล้วกัน” นนทลีทิ้งท้ายแล้วเดินปึงปังออกไป ไม่ทันเห็นกุสุมายืนหลบมุมแอบฟังด้วยรอยยิ้มสาสมใจ

ครู่เดียว กุสุมาตีหน้าสลดเข้ามาหาอารุมที่ยังนั่งเครียดไม่เข้าใจแฟนสาว...เขามองกุสุมาอย่างจับผิด ก่อนถามว่าไปพูดอะไรกับนนทลี

“สุก็บอกนนเขาอย่างที่อารุมสั่ง แต่ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ ก็ยัวะขึ้นมา สงสัยจะไปฟังพวกยุพเยาว์กับวิเวียนเป่าหูอะไรมาอีก”

“ผมไม่รู้ว่าเขาโกรธเรื่องอะไร จริงๆผมก็ไม่ได้อยากไป แต่เขาเชิญมาแล้ว ผมต้องไปคุยกับเขา”

อารุมทำท่าจะออกไป กุสุมารีบห้ามเสียงหลง

“เดี๋ยวค่ะ...เอ่อ...สุว่าพูดตอนนี้นนคงไม่ยอมฟังหรอก ใจเย็นๆก่อนนะคะ”

อารุมคล้อยตาม ยอมนั่งลงและถอนใจแรงๆ บอกว่าตนคงต้องโทร.ไปยกเลิก

“แต่งานแบบนี้เขาจองโต๊ะไว้ตามรายชื่อแขก ถ้าไม่ไปโต๊ะก็จะว่างตรงที่เรานั่ง จะเสียมารยาทหรือเปล่า”

อารุมชะงัก นั่งกลุ้มต่อไปไม่รู้จะหาทางออกยังไง กุสุมาลอบยิ้ม มีหนทางเอาไว้ให้เขาแล้ว...พอตกเย็น นนทลีชวนเธอไปช็อปปิ้ง กุสุมาปฏิเสธโดยอ้างว่าตนต้องพาป้าไปหาหมอ แท้จริงแล้วเธอต้องรีบกลับบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปงานคืนนี้กับอารุมต่างหาก

เมื่ออารุมขับรถมารอรับกุสุมาที่บ้าน เขาเจอป้าของเธอ ป้าพูดเรื่องสู่ขอหลานสาวจนเขางุนงง ถามว่าใครจะแต่งกับใคร ป้าไม่ทันขยายความก็พอดีกุสุมาเข้ามา กุสุมาหน้าเสียรีบพาอารุมออกจากบ้าน แล้วบอกเขาว่าไม่มีอะไร ป้าของตนหลงๆลืมๆ อย่าถือสา

ครั้นไปถึงงาน เจออำนวยกับกรแก้วในกลุ่มแขกผู้ใหญ่ กุสุมาอยากเด่นรีบชวนอารุมเข้าไปทักพวกท่าน ทำราวกับว่าเธอกับเขาเป็นแฟนกัน อำนวยแปลกใจที่นนทลีไม่มา แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรอารุม ส่วนที่ห้องแต่งตัว โยธินทำเซอร์ไพรส์วิศนีก่อนขึ้นแสดงละครด้วยการนำสร้อยราคาแพงลิบมามอบให้เธอ โดยบอกว่าแม่ของเขาเลือกเองกับมือ วิศนีอิดออดไม่อยากรับ แต่ที่สุดก็ปฏิเสธอวลอบไม่ได้

นีรนุชอยู่ในงานฐานะเด็กเสิร์ฟน้ำ แต่จู่ๆเหมือนส้มหล่นใส่เมื่อนางแบบคนหนึ่งมีเหตุจำเป็นมาไม่ได้ คนดูแลจึงคะยั้นคะยอให้นีรนุชขึ้นเดินแทน เดชชาติที่พาแม่มารอดูน้องๆเล่นละครกับวิศนีเห็นนีรนุชเดินแบบถึงกับตะลึงพรึงเพริด เธอสวยมาก แถมยังเดินได้ดีเยี่ยม

เสร็จการเดินแบบ ลำดับต่อไปเป็นละคร ช่วงเวลานี้เอง แววกับชีพโผล่เข้ามาในงานทั้งที่ไม่มีบัตรเชิญ การ์ดสองคนไม่ยอมให้เข้า แววจึงโวยวายเป็นการใหญ่ ก่อนจะส่งซิกให้วิเศษที่ยืนอีกมุมรีบผลุบเข้าไปข้างในได้สำเร็จ

แววต้องการให้วิเศษมาดูวิศนีเล่นละคร แต่พอวิเศษเข้ามาเห็นวิศนีเล่นบทเข้าพระเข้านางกับโยธินก็ไม่พอใจ โดดขึ้นเวทีไม่ยอมให้โยธินแต๊ะอั๋งวิศนี ผู้ชมเห็นดังนั้นก็ฮือฮาด้วยความตกใจ ส่วนโยธินโมโหหึงชกต่อยวิเศษล้มกลิ้งไป

พริบตานั้นเอง เหตุการณ์บานปลายใหญ่โต เพราะแววกับชีพที่แอบเข้ามาจนได้ไม่ยอมให้วิเศษถูกกระทำฝ่ายเดียว

“นี่มันอะไรกันครับ ไอ้พวกบ้านี่มันเป็นใคร” โยธินโวยวายใส่พวกแวว

“แกสิบ้า อยากเป็นนักเลงใช่ไหม นักเลงมันต้องเจอกับฉันนี่” ชีพตั้งการ์ดท้าเหยงๆ วิศนีมองคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างงุนงง

“แม่คะ แม่กำลังจะทำอะไร”

“รู้เช่นเห็นชาติมันแล้วใช่ไหมลูก ว่าไอ้ผู้ดีเนี่ยมันถ่อยแค่ไหน มันทำร้ายคุณวิเศษ” แววเข้าประคองวิเศษด้วยความเป็นห่วง...อำนวยทนไม่ไหวตวาดลั่น

“นี่เธอเมาหรือไงแวว งานฉันพังพินาศหมดแล้ว”

“ดี! สมน้ำหน้า! อยากหน้าใหญ่ใจโตดีนัก ฉันยังไม่ได้คิดบัญชีกับแกเลยนังกรแก้ว ที่แกสาระแนจะหาผัวให้ลูกสาวฉัน เรื่องนี้มันต้องหน้าที่อีแวว”

กรแก้วหน้าชา ทั้งโกรธทั้งอาย แกมกาญจน์ทนไม่ได้ ออกโรงจะเอาเรื่องแทนน้องสาว แต่แววไม่กลัว ปรี่เข้าใส่เหมือนหมาบ้า อำนวยรีบดึงกรแก้วหลบฝ่ามือ อวลอบสุดทนตะโกนไล่พวกแววออกจากโรงแรมของตนเดี๋ยวนี้

“ทำไมวะ โรงแรมแกมันวิเศษวิโสตรงไหน ถุย!” ชีพแกล้งถุยน้ำลายลงพื้น อวลอบขยับหนีด้วยความตกใจและรังเกียจ

“ก็ไม่อยากเหยียบให้เสียเท้าหรอกอีคุณหญิง แค่จะมาบอกว่าลูกชายแก ไอ้เศรษฐีกุ๊ยๆแบบนี้ ไม่คู่ควรกับลูกสาวฉันโว้ย มันต้องอย่างคุณวิเศษนี่...ไปยายหนู ไปกับแม่”

แววคว้าแขนลูกสาว อำนวยรีบเข้ามาจับแขนอีกข้าง ต่างคนต่างดึงแย่งกันราวกับวิศนีเป็นสิ่งของ กรแก้วเห็นสายตาทุกคนมองมาก็อับอาย พยายามเข้าไปปรามอำนวย แต่เขาไม่ฟัง ยังยื้ดยุดไปมากับแววอย่างไม่มีใครยอมใคร ที่สุดวิศนีทนไม่ไหว สะบัดอย่างแรงแล้ว
กรี๊ดลั่น

“พอ!! พอได้แล้ว หนูไม่ไปกับใครทั้งนั้นแหละ”

อำนวยกับแววชะงักตกใจ ปล่อยมือกันทั้งคู่ วิศนีมองพ่อแม่ทั้งน้ำตา โกรธและอายสุดบรรยาย

“หนูเป็นคนนะ ไม่ใช่ตุ๊กตาที่จะให้พ่อแม่มายื้อแย่งกัน หนูมีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึก เลิกเอาความต้องการของตัวเองมายัดเยียดให้หนูได้แล้ว”

วิศนีวิ่งพรวดออกไปท่ามกลางอาการผงะและเสียงเรียกอย่างตกอกตกใจของใครหลายคน อารุมตัดสินใจวิ่งตามเธอไปโดยไม่สนใจกุสุมาที่ร้องเรียกเสียงหลง เดชชาติเป็นห่วงวิศนี ผละจากนีรนุชรีบร้อนไปอีกคน

วิศนีร้องไห้น้ำตานองหน้า ความรู้สึกประเดประดัง ทั้งโกรธ อับอาย เสียใจ น้อยใจพ่อแม่สารพัด อารุมวิ่งตามมาติดๆ เร่งฝีเท้าไปจนทัน คว้าแขนเธอไว้ หญิงสาวหันกลับมาเจออารุมก็เหมือนได้พบที่พึ่งทางใจ โผเข้ากอดเขาทันทีอย่างลืมตัว แล้วร้องไห้โฮ อารุมอึ้งงัน ตั้งตัวไม่ทัน

“ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่ พาฉันไปให้พ้นที” เธอร้องไห้สะอื้นตัวโยน อารุมค่อยๆได้สติ ลูบไหล่เธอเบาๆอย่างปลอบโยนเข้าใจ นีรนุชวิ่งตามหลังเดชชาติมาเห็นภาพนั้นพอดี ทั้งคู่หยุดยืนอึ้ง โดยเฉพาะเดชชาติถึงกับหน้าเสีย ไม่คิดมาก่อนว่าสองคนนี้จะใกล้ชิดสนิทสนมกัน
ขนาดนั้น

อารุมทำตามที่วิศนีขอร้อง เขาพาเธอขึ้นรถขับออกไป โยธินวิ่งตามมาร้องเรียก เห็นชัดว่าวิศนีนั่งรถไป แต่ยังไม่รู้ว่าไปกับใคร เขารีบร้อนมาที่รถตัวเองหมายขับตาม

จังหวะที่อารุมเคลื่อนรถออกจากโรงแรม นนทลีนั่งแท็กซี่มาถึงพอดี หญิงสาวเห็นเต็มตาว่าวิศนีนั่งรถไปกับแฟนของตน อารมณ์ที่เย็นลงก่อนหน้านี้ปั่นป่วนขึ้นมาอีก ตะโกนเรียกอารุม แต่เขาไม่เห็นและไม่ได้ยิน เธอกรีดร้องแทบคลั่ง รถของโยธินแล่นฉิวตรงมาพอดี แล้วเบรกเอี๊ยดเกือบชน นนทลีตกใจขาแข้งอ่อนทรุดลงกับพื้นทันที โยธินรีบเปิดประตูลงมา

“คุณนนทลี เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

โยธินเข้ามาช่วยประคองเธอลุกขึ้น นนทลีมองโยธินเต็มตา เอาความเสียใจโยนใส่ทันที

“คุณ...คุณทำอะไรอยู่ ทำไมคุณปล่อยให้เขาไปกับแฟนฉัน”

“อะไรของคุณ ผมงงไปหมดแล้ว”

“ก็นังวิศนีของคุณไง มันไปแล้ว...มันไปกับอารุมแล้ว” เธอปล่อยโฮ เอามือปิดหน้าร้องไห้ดังลั่น

โยธินอึ้ง เพิ่งรู้ว่านนทลีเป็นแฟนของอารุม ยิ่งกว่านั้นคือเพิ่งรู้ว่าอารุมกับวิศนีไปด้วยกัน...เดชชาติเดินซึมออกมากับนีรนุช เห็นโยธินพานนทลีเข้ามาพอดี นนทลีแปลกใจถามพี่สาวว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง นนทลีมองน้องอย่างอัดอั้นตันใจ โผเข้ากอดร้องไห้ โยธินหน้าเครียดบอกว่าตนพบเธอหน้าโรงแรม

“เขาไปแล้ว...เขาไปด้วยกันนุช เขาไปด้วยกัน” นนทลีคร่ำครวญ...นีรนุชกับเดชชาติมองหน้ากันกลุ้มๆ เข้าใจว่านนทลีพูดถึงอะไร

โยธินขอตัวเดินผลุนผลันออกไป สวนกับกุสุมาที่วิ่งออกมาจากด้านในอีกคน เธอตรงมาถามเดชชาติว่าเห็นอารุมหรือเปล่า นนทลีได้ยินเสียงกุสุมาก็เงยหน้ามองทันที แทบจะหยุดร้องไห้

“เธอมาทำอะไรที่นี่”

กุสุมาผงะตกใจ นนทลีมองเพื่อนรักเต็มตา ยิ่งเห็นกุสุมาใส่ชุดเดียวกับตนก็ยิ่งสติแตก เครียดและหวาดระแวงจนตัวสั่นไปหมด

“ทำไมเธอถึงแต่งตัวแบบนี้ เธอมากับอารุมเหรอ ไหนเธอบอกว่าป้าไม่สบายไง”

กุสุมาหน้าซีดแก้ตัวไม่ทัน อึกอักไปหมด พอตั้งสติได้ก็รีบเดินตามมานั่งข้างๆนนทลี จับมือประจบ อธิบายว่าพอตนพาป้าไปโรงพยาบาลเสร็จ อารุมโทร.มาชวน บอกว่าบัตรเหลืออีกหนึ่งใบ ถ้าไม่มีคนไปจะน่าเกลียด ตนก็เลยต้องมา

“แล้วการที่เธอแต่งตัวเลียนแบบฉัน จะให้เข้าใจว่ายังไง”

“ก็บอกแล้วว่าฉันชอบเสื้อผ้าชุดนี้ ฉันไม่ได้มีเจตนาอะไรเลยนะ เอาฉันไปสาบานที่ไหนก็ได้”

นนทลีระแวงนิดๆในใจ แต่ตอนนี้ทุกข์เรื่องวิศนีมากกว่า ไม่มีกะจิตกะใจจะจับผิดกุสุมา บอกนีรนุชให้พาพี่กลับบ้าน ส่วนเดชชาติกลับเข้าไปพาแม่และน้องๆที่ยังอยู่ข้างในออกมา

กุสุมายังร้อนตัวกลัวนนทลีไม่เชื่อ อยากคุยให้รู้เรื่อง แต่นีรนุชให้ยุติไว้ก่อน กุสุมาบีบน้ำตาทันที บอกว่าตนไม่สบายใจ ขอโทษนนทลีที่ทำให้รู้สึกไม่ดี ตนไม่ได้ตั้งใจจริงๆ

“ฉันเชื่อเธอ เชื่อว่าเธอกับอารุมไม่มีอะไรกัน เพราะถ้ามันจะมี เธอคงทำสำเร็จไปตั้งนานแล้ว”

กุสุมารู้สึกเหมือนถูกนนทลีดูหมิ่น แต่ก็ฝืนยิ้มแล้วเข้ากอดนนทลีอีกครั้ง แต่พอแยกกลับมาถึงบ้าน กุสุมาเก็บอารมณ์ไม่อยู่ คำรามอาฆาตแค้นนนทลี

“นังบ้า...แกดูถูกฉัน แกคิดว่าฉันไม่มีปัญญาใช่ไหม คอยดูเถอะ อีกไม่นาน ฉันจะทำให้แกช้ำใจจนตาย!”

ooooooo

บริเวณใต้สะพานริมน้ำ อารุมนั่งมองวิศนีที่ยังสะอึกสะอื้นไม่หยุด พลันเสียงมือถือของเขาดังขึ้น วิศนีรีบขอร้องไม่ให้รับ อารุมทำตามแต่ไม่วายเตือนว่า พวกเขาคงเป็นห่วงเธอ

“พ่อกับแม่ฉันห่วงตัวเองต่างหาก พวกเขาคงกลัวว่าถ้าฉันเป็นอะไรไป เขาจะกลายเป็นต้นเหตุ”

“คุณมองพ่อกับแม่ในแง่ร้ายจังเลย”

“ฉันเคยบอกคุณแล้วนี่ว่าฉันต้องผ่านอะไรมาบ้าง”

“แต่ผมว่าสิ่งที่คุณคิดว่าเจอมามันเกิดจากมุมมองที่ต้องการทำร้ายตัวเอง คุณมองทุกอย่างในแง่ลบเกินไป ถึงผมจะไม่เคยมีพ่อแม่ใกล้ชิดเหมือนคนอื่น แต่ผมก็เชื่อในความผูกพันของครอบครัว ผมเชื่อว่าทั้งพ่อและแม่คุณไม่มีใครคิดร้าย แม้แต่แม่เลี้ยงคุณเอง ทุกคนพยายามจะให้สิ่งดีๆกับคุณทั้งนั้น พวกเขาแค่ทำไม่ถูกที่คิดกันไปเองว่าบางสิ่งบางอย่างมันดีกับคุณ โดยที่ไม่ทันนึกว่าคุณต้องการหรือเปล่า”

“พ่อกับแม่ไม่เคยให้ในสิ่งที่ฉันต้องการเลย”

“แล้วคุณต้องการอะไร”

“ความรักที่แท้จริงไง พ่อฉันคิดว่าเงินและความสะดวกสบายคือสิ่งที่ฉันควรได้รับ ส่วนแม่ก็คิดแต่จะใช้ฉันเป็นเครื่องมือเล่นงานแม่เลี้ยง ใช้ฉันเป็นตุ๊กตาไว้อุ้มอวดใครต่อใคร บางทีการเกิดมาแบบตัวคนเดียว แต่ได้เจอความรักที่สมบูรณ์แบบจากใครซักคน ก็อาจจะดีกว่าชีวิตแบบนี้”

“ผมไม่อยากให้คุณคิดอย่างนั้น คุณไม่มีทางเลิกเป็นลูกของพ่อกับแม่ได้ ท่านสองคนก็เลิกเป็นพ่อกับแม่คุณไม่ได้เหมือนกัน สิ่งที่จะทำให้คุณมีความสุขคือยอมรับกับเงื่อนไขของความรักของท่าน มันอาจจะไม่สมบูรณ์ แต่มันก็เป็นแบบของท่าน...หลวงตาสอนผมว่า คนเราน่ะไม่มีวันมีความสุขได้หรอก ถ้าใจไม่ยอมรับความจริงอย่างที่มันเป็น”

วิศนีนิ่งไป พยายามคิดทบทวน ค่อยๆหันมองอารุมเต็มตา ก่อนจะพูดด้วยความซาบซึ้ง

“ฉันอยากเจอคุณเร็วกว่านี้จัง ชีวิตฉันคงมีความสุขกว่านี้มาก”

อารุมสบตาวิศนีนิ่ง เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในนั้น แต่ไม่สามารถตอบรับความรู้สึกนั้นได้

อีกครู่ต่อมา อารุมอาสาไปส่งวิศนีที่บ้านเพราะดึกมากแล้ว ไม่อยากให้เธอขับรถคนเดียว วิศนียิ้มขอบคุณ...ไม่ทันขึ้นรถ เธอเห็นเต่าตัวเล็กเดินต้วมเตี้ยมจะข้ามถนน

“มันพยายามจะเดินไปที่แม่น้ำใช่ไหมคะนั่น น่าสงสารจัง แถวนี้รถเยอะซะด้วย ฉันขอไปส่งมันก่อน แล้วคุณค่อยไปส่งฉันนะ”

อารุมเดินตามเธอถือเจ้าเต่าน้อยไปถึงริมน้ำ วิศนีก้มจะปล่อยมันลงน้ำ แต่ตลิ่งอยู่สูงเลยต้องก้มลงต่ำมากๆ

จนหน้าเกือบคะมำ อารุมเข้าโอบเอวประคองเธอโดยอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้เธอตกน้ำ วิศนีเงยหน้าขึ้นมาเห็นหน้าเขาอยู่ใกล้แค่คืบ ต่างฝ่ายต่างสบตากัน สัมผัสใกล้ชิดทำให้อารมณ์หวั่นไหวลึกๆที่ซ่อนอยู่ถูกปลุกขึ้น

ทั้งสองคนมองกันเหมือนตกอยู่ในภวังค์ แนบชิดกันมากขึ้นจวนเจียนจะจูบ แต่วิศนีรู้ตัวก่อนจึงเบือนหน้าหนี

“กลับกันเถอะค่ะ”

อารุมได้สติปล่อยมือออกจากตัวเธอ วิศนีรีบลุกเดินนำขึ้นฝั่งไปอย่างรวดเร็ว จิตใจเต็มไปด้วยความว้าวุ่น สับสน และหวั่นไหว...

ooooooo

การหายตัวไปของวิศนีทำให้โยธินไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง เพราะรู้เห็นว่าเธอไปกับอารุม อวลอบเองก็เช่นกัน อุตส่าห์ควักเนื้อซื้อสร้อยเพชรราคาแพงให้วิศนี กลัวจะชวดได้เธอเป็นลูกสะใภ้ แล้วไอ้หนุ่มนั่นจะปู้ยี่ปู้ยำเธอหรือเปล่าก็ไม่รู้

ฟังแม่บ่นแล้วโยธินยิ่งหงุดหงิด พาลไปถึงกรแก้วที่บอกว่าอารุมมีแฟนแล้ว รักกับแฟนดี แล้วทำไมอยู่ๆมันถึงทิ้งแฟนไปกับวิศนี อวลอบคาดว่ามันคงหวังเป็นหนูตกถังข้าวสาร ยุลูกชายอย่ายอมแพ้เด็ดขาด โยธินพูดหนักแน่นว่าไม่ต้องห่วง ตนชอบเอาชนะอยู่แล้ว

ส่วนในห้องจัดงาน อำนวยกับแววยังเผชิญหน้ากัน โดยมีกรแก้วกับชีพยืนขนาบข้างคนของตน อำนวยกับแววพ่นน้ำลายใส่กัน ต่างโทษกันไปมาว่าเป็นต้นเหตุให้วิศนีหนีเตลิด กระทั่งอำนวยเถียงสู้ไม่ได้ตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่มาพาแววกับชีพออกไป กรแก้วหน้าบางรีบชวนอำนวยกลับบ้าน โดยมีเสียงด่าของชีพดังไล่หลัง...

ด้านนีรนุชกับเดชชาติพาญาติของตัวเองกลับถึงบ้านกันแล้ว...เดชชาติซึ่งมีใจให้วิศนี คิดมากเรื่องเธอกับอารุม เขาคุยกับนีรนุชผ่านอุปกรณ์สื่อสารสมัยเด็กตรงหน้าต่างบ้านที่ยืนมองเห็นกัน นีรนุชจับน้ำเสียงเขาได้ว่ากำลังเศร้า นึกว่าเศร้าแทนนนทลี แต่กลายเป็นว่าเขาเศร้าเอง ไม่นึกว่าจะได้เห็นภาพนั้นเต็มสองตา นีรนุชฟังแล้วซึมไปเหมือนกัน ห่วงความรู้สึกของพี่สาว

“เธอจะไม่พูดซักหน่อยเหรอว่า...พี่ชาติ พี่ชาติอาจจะเข้าใจผิดไปก็ได้นะจ๊ะ จริงๆอาจจะไม่มีอะไรก็ได้”

“ไม่พูดหรอก...นุชบอกพี่ตั้งวันแรกๆที่เจอผู้หญิงคนนี้แล้วว่าให้คอยดูให้ดี ที่จริงเมื่อเช้านุชก็เห็นกับตาว่าพี่อารุมมาหาเขาถึงโรงแรม”

“เฮ้ย เม้าท์หรือเปล่า”

“เรื่องจริง พี่ชาติอย่าไปหวังอะไรในตัวเขาเลย ดอกฟ้าสูงส่งขนาดนั้น ยังไงก็ไม่มีทางจะโน้มลงมาหาคนอย่างเราได้หรอก”

“แต่ก็พอจะโน้มลงมาหาคนอย่างอารุมได้ใช่ไหม”

นีรนุชอึ้งไป มองสบตาเดชชาติอย่างเห็นใจ แต่อีกใจลึกๆก็ยังเชื่อในความผูกพันที่มีต่ออารุม บอกเดช-ชาติว่าเธอยังไม่อยากตัดสินเขา เพราะยังเชื่อว่าเธอมองคนไม่ผิด...

เวลาเดียวกันนั้น รถอารุมแล่นมาจอดที่ลานของโรงแรม วิศนีให้เขามาส่งเธอที่นี่เพื่อขับรถกลับเอง เธอขอโทษที่ทำให้เขาเสียเวลาหลายชั่วโมง เขาบอกไม่เป็นไร ดีใจที่เธอเข้มแข็งขึ้น

“ฉันไม่ใช่คนแข็งแกร่งนักหรอก ก็คงต้องล้มๆลุกๆอย่างนี้ไปตลอดชีวิตนั่นแหละค่ะ”

“ก็ยังดีกว่าคนที่ล้มแล้วไม่คิดจะลุกอีกเลย”

วิศนีสบตาอารุมด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “ตราบใดที่ฉันยังมีกำลังใจอยู่ ฉันจะพยายามลุกให้ได้เสมอค่ะ”

“ผมจะเอาใจช่วยนะ” อารุมระบายยิ้มบางๆให้เธอ สายตาทั้งสองประสานกัน บ่งบอกความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ

กลับถึงบ้านกลางดึกคืนนั้น วิศนีไม่พูดคุยกับใคร เก็บตัวเงียบในห้อง อำนวยมาเคาะเรียกก็ไม่ขานรับ กรแก้วเห็นท่าทีอำนวยหงุดหงิดกลัวจะมีเรื่องกันอีก จึงมาดึงเขากลับห้อง บอกว่าวิศนีคงเหนื่อย ให้เธอพักผ่อนก่อนดีกว่า...

วิศนีนั่งกอดเข่าซึมเศร้า นึกถึงคำพูดเตือนสติของอารุมที่ผ่านมา เธอโหยหากำลังใจ ซึ่งมองไม่เห็นใครนอกจากอารุม...ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มกำลังคิดถึงเธอ เขานอนลืมตาโพลง ปั่นป่วนกับอารมณ์ใกล้ชิดที่มีกับวิศนี ยิ่งพยายามข่มตาหลับ ภาพเหล่านั้นกลับวนเวียนหลอกหลอนไม่ยอมแพ้ เขาลุกขึ้นนั่ง ลูบหน้าตัวเองอย่างเครียดๆ สายตามองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง รู้เต็มอกว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนี้มันผิด แต่ห้ามใจตัวเองไม่ได้เลย...

ooooooo

ตอนที่ 3

วิศนี​กลับ​ขึ้น​มา​ที่​ห้อง​พัก​เพื่อ​เก็บ​เสื้อ​ผ้า​ข้าวของ​ออก​ไป​อยู่​โรงแรม​อื่น โดย​ไม่​ฟัง​คำ​ทัดทาน​ของ​โยธิน​ที่​พยายาม​จะ​ให้​เธอ​ลอง​ปรับ​ความ​เข้าใจ​กับ​อำนวย กระทั่ง​กร​แก้ว​ตาม​มาบอก​ว่า​พ่อ​ของ​เธอ​หน้ามืด​เครียด​มาก​จน​ความ​ดัน​ขึ้น วิศนี​อ่อน​ลง​ยอม​กลับ​ไป​กับ​พ่อ และ​ดูแล​เรื่อง​หยู​กยา​ให้​ท่าน​โดย​ไม่​รื้อฟื้น​เหตุการณ์​ที่​เกิด​ขึ้น​ให้​ตัว​เอง​ต้อง​เจ็บปวด

คืน​เดียวกัน นีร​นุช​ไม่สบาย​ใจ​เรื่อง​ที่​นนทลี​กับ​อา​รุม​ทะเลาะ​กัน ซึ่ง​เธอ​อยาก​รู้​ว่า​สาเหตุ​มา​จาก​วิศนี​หรือ​เปล่า ลอง​ถาม​เดช​ชาติ​ก็​ไม่​รู้​เรื่อง แถม​เขา​ยัง​พูด​ให้​เธอ​หงุดหงิด​ด้วย​ว่า​ ควร​จะ​เลิก​วุ่นวาย​เรื่อง​คน​อื่น​แล้ว​เอา​เวลา​ไป​หา​แฟน​ให้​ตัว​เอง

นีร​นุช​หน้า​ง้ำ​ไม่​พอใจ​เดช​ชาติ แต่​พอ​เข้า​มา​เห็น​พี่​สาว​กับ​อา​รุม​ปรับ​ความ​เข้าใจ​กัน​ได้​ก็​ยิ้มแฉ่ง อา​รุม​เป็น​ฝ่าย​มา​ง้อ​ขอโทษ​นนทลี ยอม​รับ​ว่า​ตัว​เอง​ทำ​ไม่​ถูก​ที่​เครียด​เรื่อง​งาน​แล้ว​มา​พาล​ใส่​เธอ

“ทุกที​อา​รุม​ไม่​เคย​เป็น​แบบ​นี้ มัน​เกิด​อะไรขึ้น”

“คง​เป็น​เพราะ​ความ​ไม่​มั่นใจ​ของ​ผม​เอง ที่​คิด​ว่า​จะ​ทำให้​นน​มี​ความ​สุข​ไม่​พอ ผม​ก็​เลย​ไม่สบาย​ใจ​ทุก​ครั้ง​ที่​ได้ยิน​นน​พูด​แบบ​นั้น”

นนทลี​น้ำตา​คลอ ทั้ง​น้อยใจ​และ​ซึ้ง​ใจ​ใน​เวลา​เดียวกัน ย้ำ​กับ​เขา​ทั้ง​น้ำตา “นน​เลือก​แล้ว...ได้ยินไหม​คะ นน​เลือก​อา​รุม​แล้ว ก็​แปล​ว่าน​น​จะ​ไม่​เปลี่ยนใจ จะ​ต้อง​เป็น​ยัง​ไง​นน​ก็​จะ​สู้​ให้​ถึงที่​สุด”

“ผม​ได้ยิน​แล้ว​นน ผม​ขอโทษ​นะ” อา​รุม​ดึง​แฟนสาว​เข้า​มาก​อด​ด้วย​ความ​รัก นีร​นุช​แอบ​มอง​เงียบๆ โล่ง​ใจ​เหมือน​ยก​ภูเขา​ออก​จาก​อก...

ฝ่าย​โยธิน​พอก​ลับ​ถึง​บ้าน​ก็​ถู​กอ​ว​ลอบ​ซัก​ถาม​เรื่อง​วิศนี​กับ​พ่อ ชาย​หนุ่ม​บอก​ว่า​กว่า​จะ​เคลียร์​กัน​ได้​ก็​เหนื่อย เพราะ​วิศนี​ฤทธิ์​เยอะ​กว่า​ที่​คิด

“แม่​ไม่​เข้าใจ​ว่า​ทำไม​แก​ถึง​ให้​แม่​โทร.​ไป​บอก​ทาง​บ้าน​เขา ผู้หญิง​คน​อื่น​ไม่​เห็น​แก​จะ​ปล่อย​กลับ​บ้าน​ง่ายๆอย่าง​นี้​นี่”

“ผม​บอก​คุณ​แม่​แล้ว​ว่า​วิศนี​ไม่​ใช่​ผู้หญิง​ทั่วๆไป ผม​ต้องการ​ซื้อ​ความ​เชื่อใจ​จาก​เขา แล้ว​ผม​ก็​ต้อง​ชนะ​ใจ​ครอบครัว​เขา​ด้วย”

“งั้น​ก็ดี แม่​ก็​อยาก​ให้​แก​จริงจัง​กับ​เขา” อว​ลอบ​วาง​ซอง​เอกสาร​ลง​บน​โต๊ะ​ตรง​หน้า​ลูก​ชาย “นี่​โน​ติ๊ส​จาก​ธนาคาร เรา​ใกล้​จะ​เหลือ​แต่​ตัว​เต็มที​แล้ว​นะ​โย เพราะ​ความ​ล้มเหลว​ที่​พ่อ​แก​ทิ้ง​เอา​ไว้​ก่อน​ตาย แม่​ทน​สภาพ​นั้น​ไม่ได้​นะ โย​ต้อง​ช่วย​แม่”

โยธิน​นิ่ง​งัน มอง​เอกสาร​สลับ​กับ​หน้า​แม่​ที่​หวาดหวั่น​ทุกข์​ใจ​อย่าง​เห็น​ได้​ชัด

ooooooo

เพราะ​คิด​ว่า​วิศนี​ไม่​กลับ​มา​ทำ​งาน​ใน​ตำแหน่ง​เลขา​ของ​ตน​แน่​แล้ว วัน​รุ่ง​ขึ้น​อา​รุม​จึง​ให้​นนทลี​พา​นีร​นุช​มา​สมัคร และ​เขา​จะ​คุย​กับ​อำนวย​ด้วย​ตัว​เอง แต่​พอ​เข้าไป​พบ​ต้อง​อึกอัก​พูด​ไม่​ออก​เพราะ​วิศนี​อยู่​ด้วย แถม​ท่าที​ของ​สอง​พ่อ​ลูก​ก็​ชื่นมื่น​เหมือน​ไม่​มี​เรื่อง​บาดหมาง

อา​รุม​แอบ​ดีใจ​กับ​วิศนี แต่​อีก​ใจ​ก็​สงสาร​นีร​นุช และ​เมื่อ​นีร​นุช​เห็น​วิศนี​ก็​พอ​จะ​เดา​เรื่อง​ได้ อีก​ทั้ง​ไม่​ต้องการ​ให้​ใคร​ต่อ​ใคร​เม้าท์​ว่า​เธอ​เป็น​เด็ก​เส้น จึง​ผลุนผลัน​ออก​จาก​บริษัท​ไป​ด้วย​ความ​ผิดหวัง ฝ่าย​วิศนี​พอ​รู้​จาก​อา​รุม​ว่า​นีร​นุช​ตั้งใจ​มา​ทำ​งาน​แทน​ตน ก็​อด​พูดกระทบ กระแทก​เขา​ไม่ได้

“งั้น​คุณ​ก็​ต้องโทษ​ตัว​เอง​ที่​ไป​ฟ้อง​พ่อ​ว่า​ฉัน​หนี​ไป​อยู่​โรงแรม จน​ฉัน​ถูก​ตาม​ตัว​กลับ​บ้าน​แล้ว​ก็​ต้อง​กลับ​มา​เป็น​ลูกน้อง​คุณ​เหมือน​เดิม”

“ผม...เปล่า”

“ไม่​ใช่​คุณ​แล้ว​จะ​เป็น​ใคร”

“ผม​ไม่​ใช่​คน​ปากมาก​นะ​คุณ​วิศนี คุณ​คิด​ว่า​ผม​จะ​กล้า​บอก​ท่าน​ประธาน​เหรอ​ ว่า​ลูก​สาว​ของ​ท่าน​ไป​ทำ​อะไร​ที่​โรงแรม...กับ​ใคร”

“นี่ พูด​ให้​ดีๆนะ”

“ผม​พูด​ตาม​ที่​เห็น...ที่​คุณ​ทำให้​ผม​เห็น”

วิศนี​อึ้ง​ไป นึก​ได้​ว่า​ตน​เอง​แกล้ง​หลอก​อา​รุม​ว่า​นัด​พบ​กับ​โยธิน​จริง

“อย่าง​ที่​คุณ​พูด​ไว้ มัน​เป็น​เรื่อง​ส่วนตัว​ของ​คุณ ต่อ​ให้​คุณ​ไม่​ลา​ออก​แต่​ทิ้ง​งาน​ไป​กับ​แฟน​เฉยๆ ผม​ก็​ไม่​มี​สิทธิ์​เอา​ไป​พูด”

วิศนี​เป็น​ฝ่าย​โดน​มากๆเข้า​ก็​เกิด​หมั่นไส้​อยาก​กวน​ประสาท​เขา​บ้าง เธอ​เดิน​อมยิ้ม​มา​จ้อง​หน้า​หา​ว่า​เขา​พูด​เหมือน​หึง​หวง อา​รุม​เขิน​ทำตัว​ไม่​ถูก ลึกๆก็​เอะใจ​กับ​ความรู้สึก​ตัว​เอง แต่​นนทลี​เปิด​ประตู​เข้า​มา​เห็น​ไม่​พอใจ​อย่าง​มาก เดิน​หน้า​ตึง​กลับ​ออก​ไป​ หลังจาก​บอก​อา​รุม​ว่า​น้อง​สาว​ของ​ตน​กลับ​ไป​แล้ว

เมื่อ​กุสุมา​รู้​เรื่อง​จาก​นนทลี​ก็​ยิ่ง​ตอก​ย้ำ​ว่า​วิศนี​ไว้ใจ​ไม่ได้ ยุ​เพื่อน​ให้​หาทาง​ตัด​ไฟ​แต่​ต้น​ลม ส่วน​วิ​เวียน​กับ​ยุพเยาว์​ที่​ได้ยิน​โดย​บังเอิญ​ถึง​กับ​หู​ตา​พอง​ก๋า ซุบซิบ​กัน​ใหญ่​ถึง​ความ​สัมพันธ์​ของ​อา​รุม​กับ​วิศนี ฝ่าย​นีร​นุช​ที่​กำลัง​จะ​กลับบ้าน เธอ​ออก​มา​เจอ​เดช​ชาติ​ที่​ป้าย​รถ​เมล์ สอง​คน​พูด​คุย​กัน​ครู่​หนึ่ง​  ก่อน​ที่​นีร​นุช​จะ​ตาม​เดช​ชาติ​กลับ​เข้า​มา​เพื่อ​ทำ​งาน​ชั่วคราว​ที่​บริษัท​ต้องการ​คน​อยู่

เดช​ชาติ​รับรอง​มั่นเหมาะ​ว่า​งาน​นี้​ไม่​มี​เรื่อง​เหมือน​ตอน​เสี่ย​โชค แต่​พอ​นีร​นุช​ตาม​เขา​เข้า​มา​เห็น​พริตตี้​สาว​แต่งตัว​เซ็กซี่​สาม​สี่​คน​ก็​เข้าใจ​ไป​เอง​ว่า​คือ​งาน​ประเภทนี้ เธอ​ตบ​หน้า​เดช​ชาติ​ฉาด​หนึ่ง​แล้ว​ผลุนผลัน​ออก​ไป​ทันที

พัก​กลางวัน วิศนี​ไม่​มี​เพื่อน​กิน​ข้าว เดช​ชาติ​ออก​มา​เห็น​เธอ​ยืน​เคว้ง​อยู่​หน้า​บริษัท​จึง​ชวน​ไป​กิน​ข้าวแกง​ร้าน​ประจำ​ที่​ทั้ง​ถูก​และ​อร่อย แล้ว​ยัง​ชวน​เธอ​ไป​กิน​มื้อ​เย็น​ฝีมือ​แม่​ของ​ตน​ที่​บ้าน​ด้วย ถือ​เป็น​การ​เลี้ยง​ขอบคุณ​ที่​เธอ​ช่วย​ประกัน​ตัว​เขา​เมื่อ​วัน​ก่อน

ขณะ​สอง​คน​กำลัง​เจริญอาหาร​อยู่​ใน​ร้าน อา​รุม​กับ​นนทลี​เดิน​เข้า​มา​เห็น นนทลี​จงใจ​พูด​ให้​อา​รุม​เข้าใจ​ว่า​ทั้ง​คู่​ชอบพอ​กัน และ​เรา​ไม่​ควร​เข้าไป​ทัก พวก​เขา​อาจจะ​ต้องการ​เวลา​ส่วนตัว อา​รุม​สีหน้า​เรียบ​เฉย​แต่​ก็​ยอม​ตาม​แฟน​สาวก​ลับ​ออก​มา​ขึ้น​รถ​เพื่อ​ไป​กิน​ร้าน​อื่น

เดช​ชาติ​ตา​ไว​เห็น​เพื่อน​กับ​แฟน​สาว บ่น​แปลก​ใจ​ทำไม​ทั้ง​คู่​ไม่​เข้า​มา วิศนี​พูด​โพล่ง​ว่า ​เขา​อาจจะ​เห็น​หน้า​เธอ​แล้ว​กิน​ไม่​ลง ก็​เลย​เปลี่ยนใจ

“ทำไม​พูด​อย่าง​นั้น​ล่ะ​ครับ​คุณ​วิศนี”

“ก็​จริง​นี่​คะ ฉัน​กับ​เพื่อน​คุณ​ไม่​ลงรอยกัน​นัก​หรอก ทำ​งาน​กัน​ไป​ก็​ทะเลาะ​กัน​ไป”

“อา​รุม​น่ะ​เหรอ​ครับ ปกติ​มัน​เป็น​คน​ใจเย็น​นา”

“ก็​ฉัน​ทำให้​เขา​ตบะ​แตก​ตั้งแต่​วัน​ที่​รถ​ชน​กัน​แล้ว​ไง​คะ ​คุณ​จำ​ไม่ได้​เหรอ อย่าง​วัน​นี้​เขา​คง​อารมณ์​เสีย​น่าดู​ที่​เห็น​ฉัน​กลับ​มา​ทำ​งาน เขา​คง​แช่ง​ให้​ฉัน​ลา​ออก​ทุก​วัน”

“ผม​ว่า​ไม่​ใช่​มั้ง ถ้า​อา​รุม​ไม่​พอใจ​คุณ​วิศนี มัน​ก็​ไม่​น่า​จะ​ช่วย​พูด​กับ​ท่าน​ประธาน​เรื่อง​เมื่อ​วาน​นะ​ครับ”

วิศนี​ชะงัก เงย​หน้า​มอง​เดช​ชาติ​อย่าง​แปลก​ใจ

“ก็​ตอน​ที่​คุณ​ออก​จาก​บริษัท​ไป ผม​ก็​โดน​เรียก​ไป​ยื่น​ซอง​ขาว อา​รุม​นี่แหละ​ครับ​เป็น​คน​ช่วย​อธิบาย​เรื่อง​ทั้งหมด มัน​ยัง​ช่วย​แก้ตัว​ให้​คุณ​ที่​โดน​เสี่ย​โชค​โทร.​มา​ใส่ร้าย”

“จริง​เหรอ​คะ มิน่า​ล่ะ...”

“มิน่า​อะไร​ครับ”

“ก็​เขา​ไป​เจอ...” เธอ​ชะงัก เปลี่ยนใจ​ไม่​เล่า​เรื่อง​เจอ​กัน​ที่​โรงแรม ตอบ​เลี่ยง​ไป​ว่า “เปล่า​หรอก​ค่ะบางที​ เขา​ชอบ​ดุ​ฉัน ฉัน​ก็​เลย​คิด​ว่า​เขา​ไม่​ชอบ​หน้า​ฉัน​น่ะ”

“อา​รุม​เป็น​คนจริง​จัง​ครับ​คุณ​วิศนี เพราะว่า​มัน​ต้อง​เลี้ยง​ตัว​เอง​มา​ตั้งแต่​เด็กๆ ก็​เลย​ยิ้ม​กับ​ใคร​ไม่ค่อย​เป็น แต่​จริงๆแล้ว​มัน​เป็น​คน​มี​น้ำใจ​นะ​ครับ”

วิศนี​นิ่ง​คิด นึกถึง​อา​รุม​ด้วย​ความรู้สึก​ดี​ขึ้น ไม่​อคติ​เหมือน​ก่อน

ooooooo

อา​รุม​รู้สึก​ขุ่นมัว​โดย​ไม่​รู้ตัว​ที่​เห็น​เดช​ชาติ​กับ​วิศนี​สนิทสนม​กัน พอ​ต้อง​เจอ​นนทลี​เรื่อง​มาก​เลือก​ร้าน​อาหาร​กลัว​จะ​ไม่​สะอาด กิน​แล้ว​ท้องเสีย อีก​ทั้ง​เวลา​พัก​กลางวัน​ก็​ใกล้​จะ​หมด​แล้วด้วย เขา​จึง​บ่น​เธอ​เล็กน้อย​ก่อน​จอด​รถ​ที่​หน้า​ร้าน​หนึ่ง​ริม​ถนน

“ร้าน​นี้​แหละ ใกล้​หมด​เวลา​พัก​เที่ยง​แล้ว ถ้า​ไม่​ทาน​แถว​นี้​ ผม​ว่า​เรา​คง​กลับ​ไป​ทำ​งาน​ไม่ทัน”

“เลท​นิดหน่อย​จะ​เป็น​อะไร​ไป​คะ อา​รุม​ก็​ระดับ​ผู้จัดการ​นะ”

“ก็​เพราะ​เป็น​ผู้จัดการ​น่ะ​สิ ถึง​ต้อง​ทำ​เป็น​ตัวอย่าง​ลูกน้อง​ เรา​ทาน​กัน​แถว​นี้​เถอะ​ครับ ลอง​ดู อาจจะไม่แย่​ อย่าง​ที่​นน​คิด​ก็ได้” เขา​เปิด​ประตู​จะ​ลง​ไป แต่​นนทลี​ส่าย​หน้า​ดิก

“งั้น​อา​รุม​ลง​ไป​แล้วกัน นน​ไม่​ทาน​แล้ว นนยอม​หิว​ดี​กว่า​อาหาร​เป็น​พิษ​ทีหลัง”

อา​รุม​เซ็ง​สุดๆ มอง​หน้า​แฟน​สาว​แล้ว​กระแทก​ประตู​ปิด​เหมือน​เดิม กลับ​เข้า​บริษัท​โดย​ไม่ได้​กิน​อะไร​กัน​ทั้ง​คู่...

วิศนีเดินมาที่ห้องกาแฟ เจออารุมพอดี เธอตั้งใจซื้อเฉาก๊วยมาฝากเขา อ้างชื่อเดชชาติบอกว่าเขาชอบ อารุมแปลกใจที่อยู่ๆ เธอมาเอาใจ ถามดักคอว่าทำอะไรผิดไว้หรือเปล่า ส่งจดหมายให้ลูกค้าหรือว่าแฟกซ์ผิด

“เห็นฉันเป็นคนยังไงเนี่ย ฉันซื้อมาฝากจริงๆ ไม่ได้จะเอามาไถ่โทษ ทานเลยนะคะ เดี๋ยวละลาย”

วิศนีกุลีกุจอเทเฉาก๊วยใส่ถ้วยแล้วยื่นให้ อารุมยังยึกยักบอกว่าไม่หิว แต่ท้องกลับร้องโครกครากขึ้นมาจนขายหน้า

“อย่างนี้คนโบราณเขาเรียกว่าปากอิจฉาท้อง อ้ะ เอาไปทานให้มันเย็นๆใจ จะได้มีแรงทำงานนะคะ”

อารุมเบือนหน้าหนีไม่ยอม แต่จะเดินออกไปก็ไม่ได้เพราะวิศนียืนขวาง หนำซ้ำเธอยังตื๊อหนักถึงขนาดตักเฉาก๊วยยื่นมาถึงปากเขา กุสุมาผ่านมาเห็นคาตาแต่รีบหลบออกไปก่อนที่ทั้งคู่จะรู้ตัว

อารุมเดินหนีวิศนีกลับมาที่ห้องทำงาน แต่เธอก็ยังถือถ้วยเฉาก๊วยตามมาให้อีก บอกว่าซื้อมาขอบคุณที่เขาช่วยเคลียร์เรื่องเสี่ยโชคจนพ่อของเธอเข้าใจ

“เรื่องแค่นี้ไม่ต้องเอาขนมมาเซ่นหรอก ผมไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์”

“เอ๊ะ คุณนี่ มีคนมาทำดีด้วยก็ไม่ชอบ ปกติฉันไม่ชอบเอาใจใครนะคะ โดยเฉพาะผู้ชาย”

“ผมควรจะภูมิใจใช่ไหม”

“ไม่ต้องภูมิใจก็ได้ แต่ช่วยทานขนมถ้วยนี้หน่อยจะได้ไม่เสียของ ถือว่าเป็นสัญญาสงบศึกระหว่างเรา...นะคะ... นะคะ” เธอลากเสียงอ้อน

อารุมใจแข็งต่อไปไม่ไหว ลดฟอร์มลงยื่นมือมารับถ้วย จังหวะที่มือสัมผัสกัน นนทลีเปิดประตูเข้ามาพอดี หญิงสาวยิ่งหน้าตูมเพราะเพิ่งฟังกุสุมาฟ้องมาหยกๆ ถามประชดว่าตนมาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่า วิศนีถึงกับหน้าเจื่อน เดินกลับมาที่โต๊ะตัวเอง

“คุณวิศนีซื้อขนมมาฝากผมน่ะ”

“คงอร่อยใช่ไหมคะ อารุมเขาถึงยอมอดข้าวรีบกลับมารอทาน...วันนี้นนไม่กลับกับคุณนะคะ เดี๋ยวจะไปช็อปปิ้งกับสุ”

เธอพูดจบก็หันหลังกลับออกไปทันที วิศนีดูออกว่านนทลีเริ่มจะหึงตนเองเข้าแล้ว พอหันมาเห็นอารุมหน้าเครียดก็แอบสงสาร แนะนำให้เขาตามไปคุยกับแฟน หรือจะให้ตนไปคุยเองก็ได้ว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่แล้วต้องนิ่งไปเพราะอารุมขอจัดการด้วยตัวเอง

ด้วยความไม่สบายใจที่ตัวเองเป็นต้นเหตุ ตกเย็นเลิกงานวิศนีดักเจอนนทลีเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจ แต่นนทลีบ่ายเบี่ยงไม่คุยด้วย เดินหนีไปกับกุสุมาด้วยท่าทีมึนตึง นั่นยิ่งทำให้วิศนีกระวนกระวายใจจนเดชชาติสังเกตได้ขณะนั่งรถไปกินข้าวเย็นฝีมือแม่ของเขา

แต่เมื่อไปถึงบ้านเดชชาติซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกทั้งหมดเจ็ดคน ความไม่สบายใจของวิศนีค่อยจางหาย เพราะแม่และน้องทุกคนของเดชชาติน่ารักและเป็นกันเองกับเธอมาก นีรนุชที่บังเอิญมาสอนการบ้านน้องๆของเดชชาติก็ร่วมวงอาหารด้วย หลังจากรู้ความจริงแล้วว่าตัวเองเข้าใจผิดเรื่องงานพริตตี้ ทั้งที่เดชชาติตั้งใจให้เธอแค่ช่วยดูแลลูกค้า

วิศนีพูดคุยกับทุกคนอย่างไม่ถือตัว โดยเฉพาะกับนีรนุชซึ่งเธอรู้ว่าเป็นน้องของนนทลี จึงพยายามผูกมิตรถามเรื่องงาน อยากให้สมัครตำแหน่งอื่น เธอจะลอง

คุยกับพ่อให้ แต่นีรนุชปฏิเสธความช่วยเหลือ เพราะยังคลางแคลงใจ ไม่รู้ว่าวิศนีจะมาไม้ไหนกันแน่

ด้านนนทลีกับกุสุมาที่ไปช็อปปิ้งด้วยกัน สองสาวเลือกเสื้อผ้ากันเพลิดเพลิน นนทลีซื้อหลายชุดโดยไม่แคร์ว่าอารุมจะบ่นหรือเปล่า เพราะเขาเคยพูดเสมอไม่อยากให้เธอใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ส่วนกุสุมาซื้อชุดเดียวแต่เป็นชุดที่เหมือนกับนนทลีมีอยู่แล้ว นนทลีไม่ค่อยพอใจนัก บ่นอุบว่าทำไมชอบซื้อเหมือนกัน เดี๋ยวก็ใส่มาชนกันจนได้

กุสุมาได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ไม่ตอบอะไร...สองสาวเดินต่อไปทางโรงหนัง เผอิญมีมิจฉาชีพวิ่งพรวดมาชนนนทลีเกือบล้มถ้าไม่ได้โยธินเข้ามาประคองไว้ แต่ภาพที่โยธินโอบประคองนนทลีก็ทำให้น้ำตาลกิ๊กสาวของเขาหึงหวงจนหน้ามืด สาดน้ำหวานใส่นนทลีทำให้เสื้อผ้าเปรอะไปหมด แถมยังตบหน้าโยธินอีกฉาดก่อนจะสะบัดพรืดจากไปด้วยความโมโห

โยธินขอโทษนนทลีแล้วรับผิดชอบด้วยการไปซื้อผ้าพันคอผืนใหญ่ราคาแพงมาให้เธอปกปิดรอยเปื้อนน้ำหวานกันน่าเกลียด พร้อมทั้งแนะนำตัวอย่างสุภาพก่อนจะแยกมาโดยไม่ลืมถามชื่อของเธอไว้ด้วย

กุสุมาเห็นท่าทีของชายหนุ่มก็อดกระเซ้าเพื่อนสาวไม่ได้ว่าเขาคิดอะไรกับเธอหรือเปล่า

“จะบ้าเหรอ เขาก็บอกแล้วว่าเขารู้สึกผิด”

“รู้สึกผิดจนต้องซื้อของแพงขนาดนี้มาไถ่โทษ แสดงว่าต้องรวยมาก”

“สำหรับคนรวยๆเงินแค่นี้มันคงไม่กี่บาทหรอก ก็ดีเหมือนกัน ฉันเคยอยากได้ แต่ไม่มีปัญญาซื้อ”

“ก็ถือว่าโชคดีที่เขามีแฟนงี่เง่าใจร้อน ลาภก็เลยลอยมาใส่เธอเต็มๆ”

กุสุมาหัวเราะสนุก ไม่ได้คิดอะไร แต่นนทลี

ที่กำลังลูบๆ คลำๆ ผ้าพันคอชะงักเล็กน้อย เหมือนได้คิดอะไรบางอย่าง

ooooooo

นีรนุชเห็นน้องๆของเดชชาติปลาบปลื้มชื่นชมวิศนีไม่ขาดปากก็แอบหมั่นไส้ และทนไม่ไหวต้องขอตัวกลับไปก่อนเมื่อได้ยินน้องทุกคนอยากให้วิศนีเป็นแฟนกับพี่ชาย

แม้บ้านของเดชชาติจะคับแคบแออัดไปสักหน่อย แต่วิศนีก็รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นมีความสุขของทุกคน ต่างจากเธอที่มีบ้านหลังใหญ่โตแต่ขาดความอบอุ่น...

สมควรแก่เวลา วิศนีขอตัวกลับ เดชชาติเดินออกมาส่งเธอที่รถ วิศนีพอรู้ว่าบ้านนทลีอยู่ถัดไปจากที่นี่ เธอบอกเดชชาติว่าอยากคุยกับนนทลี

เวลานั้นเอง นนทลีเพิ่งกลับจากช็อปปิ้ง เธอเจออารุมตรงหน้าบ้าน สองคนปรับความเข้าใจกันได้ด้วยดี นนทลีเป็นฝ่ายขอโทษ ที่เธอเห็นเขาใกล้ชิดกับวิศนีที่บริษัทคงเป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะวันนี้เธอเองก็เพิ่งเจอเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ที่หน้าโรงหนังมาเหมือนกัน

“ถ้าไม่มีเรื่องนี้ นนก็คงไม่ทันได้คิดว่าความเข้าใจผิดมันเกิดขึ้นง่ายขนาดไหน โดยเฉพาะถ้าเราไม่มีความเชื่อมั่นในตัวคนที่เรารัก นนหวั่นไหวกับคำพูดของคนอื่นมากไป จนลืมไปว่านนรู้จักอารุมดีกว่าพวกเขา นนขอโทษที่นนไม่เชื่อใจคุณ...นนรักคุณค่ะ นนสัญญาว่าจะหนักแน่นกว่านี้นะ”

อารุมยิ้มอย่างโล่งใจ ดึงนนทลีเข้ามากอดแน่นอย่างมีความสุข วิศนีกับเดชชาติยืนมองอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้าไปทัก แล้วตัดสินใจเดินกลับออกมาเงียบๆ

วิศนีขับรถกลับบ้านด้วยสีหน้าเศร้าๆ เหงาๆ เพราะความผูกพันทางใจต่ออารุมได้เกิดขึ้นแล้วโดยไม่รู้ตัว...ส่วนนนทลีกับอารุม พอเข้าไปในบ้านรู้จากนีรนุชว่าวิศนีมากินข้าวบ้านเดชชาติ และเธอยังถามหานนทลีด้วย คู่รักสบตากันอย่างเข้าใจว่าวิศนีถามหาเพราะอะไร แต่อารุมรีบกลบเกลื่อนว่าสงสัยจะเป็นเรื่องงาน

“โอ๊ย พี่ชาตินะ หน้าบานเป็นกระด้ง เจริญอาหารกว่าใครเพื่อนเลย นี่ถ้าคุณวิศนีอะไรนี่มาบ่อยๆ มีหวังพี่ชาติได้อ้วนตาย” นีรนุชทำท่าค้อนลมแล้งปะหลับปะเหลือก

“แล้วเราไปยุ่งอะไรกับเขาล่ะ” นนทลีถามยิ้มๆ

“ก็มันหมั่นไส้นี่นา ทำเป็นออกตัวแรงอย่างกับผู้หญิงเขาจะเอาจริงๆงั้นแหละ คนอย่างนั้นเขาไม่สนระดับพี่ชาติหรอก เขาก็ต้องเลือกหนุ่มๆไฮโซระดับเดียวกันอยู่แล้ว”

“นุชแน่ใจนะว่าไม่ได้หึงไอ้ชาติ” อารุมแซวขึ้นมา นีรนุชทำตาโตร้อนตัวมาก

“นุชเนี่ยนะหึง ตายแล้วๆ ไม่มีทางเลยพี่อารุม นุชมีแต่จะถวายพานให้คนมาเอาพี่ชาติไปเป็นสามีซักที จะได้ร่วมอนุโมทนาสาธุด้วย แต่ที่พูดเนี่ยเพราะกลัวจะถูกหลอกให้อกหักเล่นเฉยๆ ไม่ได้หึงเลยจริงๆ”

นีรนุชจ้องอารุมกับนนทลีสีหน้าจริงจัง แต่ทั้งสองยิ้มมีเลศนัยจนคนจ้องยิ่งร้อนตัว

“โอ๊ย...นุชไปนอนดีกว่า ง่วงแล้ว ฝันดีนะคะ” นีรนุชรีบลุกออกไป เพราะกลัวจะถูกจับผิดมากกว่าเดิม อารุมกับนนทลีมองตามแล้วหันมาอมยิ้มให้กันอย่างรู้ทัน

ooooooo

เพราะกลัวใจตัวเองจะหวั่นไหวไปกว่านี้ วันรุ่งขึ้นมาทำงานวิศนีจึงไม่ตอแยอารุมเหมือนแต่ก่อน ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเอง พูดน้อยลง แถมปฏิเสธทันทีที่เขาชวนไปดูโรงงาน อารุมรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนไปของเธอที่ทำตัวเหินห่างแถมยังนัดแนะกับเดชชาติให้ได้ยิน

เย็นนั้น วิศนีไปช่วยแม่ของเดชชาติขายขนมหวานที่ตลาดอย่างสนุกสนาน แต่ไม่คาดคิดว่าจะเจอกรแก้วกับบรรดาคุณหญิงคุณนายที่มาลงพื้นที่เพื่อระดมทุนช่วยเหลือชาวบ้านละแวกนี้ที่ยังขาดสาธารณูปโภค การพบกันของสองฝ่ายสร้างความอับอายให้กรแก้วอย่างมาก เพราะวิศนีกำลังเต้นแร้งเต้นกากับน้องๆของเดชชาติเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้คนให้ซื้อขนม อีกทั้งเพื่อนๆจากสมาคมที่มาด้วยกันก็จำวิศนีได้ว่าเป็นลูกเลี้ยงของกรแก้ว

ยิ่งแม่เลี้ยงอับอายขายหน้ามากเท่าไหร่ วิศนียิ่งสะใจ คะยั้นคะยอเธอกับเพื่อนๆให้ช่วยอุดหนุนสินค้าในตลาด กรแก้วไม่พอใจแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะกลัวเสียหน้า จำต้องเหมาสินค้าทั้งของกินของใช้กลับไปเต็มรถ

แม่เดชชาติกับน้องๆดีใจที่ขายขนมหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว ทุกคนพากันกลับบ้านพร้อมวิศนีที่ต้องมาเอารถที่จอดทิ้งไว้ บังเอิญเจออารุมกำลังวุ่นวายกับรถตัวเองที่สตาร์ตไม่ติดอยู่หน้าบ้านนนทลี

นนทลีจับตามองท่าทีสนิทสนมของวิศนีกับเดชชาติแล้วคลี่ยิ้มเบาใจ เริ่มคลายระแวงว่าวิศนีคงไม่ได้คิดอะไรกับอารุม และเมื่อวิศนีเอ่ยปากให้อารุมติดรถเธอกลับบ้าน นนทลีจึงไม่อิดออดหรือห้ามปรามแฟนหนุ่ม กลับสนับสนุนให้เขารีบไป จะได้ไม่ต้องเสียเวลารอแท็กซี่แต่คนที่ไม่เห็นด้วยคือนีรนุช เธอบ่นพี่สาวปล่อยไปแบบนั้นได้ยังไง ทั้งที่วิศนีไม่น่าไว้ใจ นนทลีตอบด้วยความมั่นใจว่า วิศนีจะเป็นยังไงตนไม่สน ตนไว้ใจอารุมคนเดียวก็พอ

ขณะนั่งรถมาด้วยกัน วิศนีพยายามโน้มน้าวให้อารุมเปลี่ยนรถคันใหม่แทนคันเก่าที่ต้องซ่อมบ่อยๆ แต่เขาก็ไม่คล้อยตาม แล้วถามเธอว่ารถคันนี้เจิมมาหรือยัง หญิงสาวหัวนอกทำหน้างงๆ ถามว่าเจิมทำไม?

“เพื่อเป็นสิริมงคลไง ส่วนใหญ่คนออกรถใหม่ๆเขาจะเอารถไปให้พระท่านเจิม จะได้ใช้งานได้ราบรื่นไม่เจออุบัติเหตุ”

“แล้วฉันต้องไปวัดไหนล่ะคะ ต้องเอาอะไรไปบ้าง เสียเงินหรือเปล่า”

อารุมมองหน้าเธออย่างเอือมๆ ก่อนหยิบนามบัตรตัวเองออกมาเขียนชื่อวัดลงด้านหลังแล้วยื่นให้ “คุณไปที่วัดนี่ก็ได้ ถ้าวันไหนว่างๆ”

“ทำไมคะ พระท่านเจิมเก่งเหรอ”

“ไม่มีที่ไหนเก่งกว่ากันหรอก เจิมที่ไหนก็เหมือนกัน แต่วัดนี้ผมเคยอยู่ ผมรู้ว่าหลวงตาท่านทำให้ได้”

“อ๋อ ขอบคุณค่ะ”

“รีบไปทำซะ ก่อนที่คุณจะทะเล่อทะล่าไปชนใครเข้า คุณอาจจะไม่โชคดีเหมือนคราวที่แล้วนะ”

วิศนีไม่พูดอะไรแต่แอบหมั่นไส้ คิดในใจว่าเขาหาเรื่องหลอกด่าเธออีกแล้ว...เมื่อเธอกลับไปถึงบ้านตัวเอง เห็นประยุทธกำลังขนข้าวของในรถกรแก้วไปแจกจ่ายกันกินกับคนรับใช้ วิศนีหงุดหงิดขึ้นมาทันที ถือจานผลไม้กับขนมหวานเข้าไปจิ้มกินต่อหน้ากรแก้วที่กำลังละเอียดอาหารตำรับผู้ดีอยู่คนเดียว

กรแก้วปรายตามองและปฏิเสธไม่กินเมื่อวิศนีเชิญชวน แค่นั้นเองวิศนีปรี๊ดแตก แดกดันว่าของที่ซื้อจากตลาดสดมันน่ารังเกียจจนกินไม่ลงเลยเหรอ

“ฉันไม่ค่อยชอบทานของพวกนี้ ที่ซื้อก็เพราะอยากช่วยพวกเขา”

“เขาคงเสียใจมาก ถ้ารู้ว่าบรรดาคุณหญิงคุณนายทั้งหลายที่แท้ก็จ่ายเงินซื้อความสบายใจให้ตัวเอง เพียงแค่ให้ได้รู้สึกว่าทำบุญช่วยเหลือคนด้วยเงินแล้วก็พอ”

กรแก้วไม่พอใจ เสียงเริ่มเข้มขึ้นบ้าง “พวกฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปเดินตลาด แค่จะไปดูว่าชาวบ้านต้องการความช่วยเหลืออะไร จะได้นำเงินไปช่วยทีหลัง แต่หนูเองไม่ใช่เหรอที่บีบให้พวกฉันต้องซื้อข้าวของที่ไม่ต้องการ เพื่อให้พวกเขาได้เงิน แล้วหนูจะมาโกรธอะไรฉัน”

“นั่นสินะ ฉันผิดเองที่เจ้ากี้เจ้าการ แล้วก็ไม่เข้าใจระบบของพวกสมาคมไฮโซว่าพวกเขาถนัดการทำบุญเอาหน้ามากกว่าจะทำด้วยใจเมตตาจริงๆ”

“หนูไม่ต้องเข้าใจฉันก็ได้ ขอให้เข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ก็พอ”

“ฉันทำอะไร”

“หนูสนิทสนมกับนายเดชชาติอะไรนั่นมากแค่ไหน”

“อ๋อ...ก็มากเท่าที่ผู้ชายกับผู้หญิงจะสนิทกันนั่นแหละค่ะ”

“เขาเป็นพนักงานบริษัท เป็นลูกน้องเรา อย่าไปเล่นหัวกับเขามาก ไม่งั้นอีกหน่อยพอหนูขึ้นมาคุมบริษัทคุณพ่อ หนูจะเอาเขาไม่อยู่”

“ท่าทางคุณจะรู้จักเขาดีกว่าฉันนะคะ”

“ฉันเตือนด้วยความหวังดี”

“ขอบคุณที่เตือน แต่ถ้าจะกรุณาช่วยเอาใส่สมองไว้ด้วยว่าอะไรที่คุณห้าม ฉันจะทำตรงกันข้ามทุกอย่าง” วิศนีท้าทายแล้วลุกพรวดเดินปึงปังออกไปโดยไม่สนใจว่ากรแก้วจะรู้สึกอย่างไร

กรแก้วไม่พอใจ คิดหาทางแยกวิศนีกับเดชชาติด้วยการบอกเล่าให้อำนวยฟังถึงความสนิทสนมของทั้งคู่ อำนวยฟังแล้วรับไม่ได้เหมือนกัน จึงตามใจกรแก้วที่คิดจับคู่วิศนีกับโยธินลูกชายของอวลอบ

วันรุ่งขึ้น อำนวยและกรแก้วหลอกวิศนีไปเจอ

อวลอบกับโยธินที่ร้านอาหาร แล้วจะให้หนุ่มสาวเล่นละครการกุศลคู่กัน โยธินยินดีไม่มีปัญหา แต่วิศนีโกรธมากประกาศทันควันว่าไม่เล่น แล้วลุกหนีออกมาโดยไม่ฟังเสียงเรียกของใครทั้งนั้น พออำนวยและกรแก้ววิ่งตามมา วิศนีก็โวยวายใส่พ่อว่าทำแบบนี้ได้ยังไง เห็นตนเป็นเด็กห้าขวบเหรอ ถึงจะจับให้แสดงบ้าบออะไรโดยไม่ถามตนสักคำ

“มันเป็นงานการกุศลที่คุณกรแก้วเป็นแม่งาน แล้วบริษัทเราก็เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ทุกปี เราต้องมีส่วนร่วมในงานนี้”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหนูล่ะ”

“ก็แกเป็นลูกพ่อ เป็นหน้าเป็นตาของพ่อไง จะให้พ่อเอาใครที่ไหนก็ไม่รู้มาเป็นตัวแทนบริษัทได้ยังไง”

วิศนีกระสับกระส่ายหงุดหงิด อำนวยพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบ

“วิศนี...ฟังพ่อนะ งานนี้เป็นงานสำคัญ เพราะพ่ออยากเปิดตัวลูกสาวให้คนในสังคมได้รู้จักอย่างเป็นทางการ มันจะได้ประโยชน์เมื่อหนูขึ้นมารับช่วงบริษัทต่อจากพ่อ เข้าใจไหม”

“แต่หนูไม่อยากแสดง ให้หนูไปทำอย่างอื่นไม่ได้ เหรอคะ”

“ไม่ได้หรอกจ้ะ ที่ประชุมสรุปออกมาแล้วว่าจะให้โยธินเป็นพระเอก แล้วหนูก็คือคนที่เหมาะสมที่จะคู่กับเขาที่สุด”

วิศนีมองหน้ากรแก้วอย่างคลางแคลงใจ ถามย้ำว่านี่มันละครหรือเรื่องอะไรกันแน่ กรแก้วกับอำนวยหลบสายตา วิศนียิ่งเอะใจ

“พ่อหวังมากกว่านั้นใช่ไหมคะ หวังมากกว่าจะให้หนูเล่นละครคู่กับเขาเฉยๆใช่ไหม”

อำนวยทนไม่ไหวถึงกับพูดโพล่งว่า ยังไงเขาก็ดีกว่าเซลส์ขายรถในบริษัทก็แล้วกัน เท่านั้นเองวิศนีเข้าใจกระจ่างชัด หันขวับไปจ้องกรแก้ว คาดคั้นว่าเอาความคิดอะไรไปใส่หัวพ่อของตน

“ฉันหวังดีกับหนูนะจ๊ะ วิศนี”

“คุณมีสิทธิ์มายุ่งกับเรื่องส่วนตัวของฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าเผื่อคุณลืมไป ฉันจะเตือนสติให้อีกทีนะคุณเป็นแค่เมียพ่อฉันเท่านั้น ไม่ใช่แม่ฉัน แล้วก็จะไม่มีวันมีความสำคัญมากกว่านั้นด้วย”

วิศนีพูดจบก็วิ่งขึ้นรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว จุดหมายปลายทางคือบ้านแม่แวว แต่เพราะอารมณ์โมโหเลยไม่ได้บันยะบันยัง ขับชนถังขยะหน้าบ้านโครมครามจนแวววิ่งหน้าตื่นออกมา

วิศนีกำลังเซ็งพ่อและแม่เลี้ยง เมื่อรู้ว่าแววจะไปเล่นไพ่นกกระจอกที่บ้านคุณนายลิ้นจี่จึงติดตามไปด้วย และที่นี่เองเธอได้พบกับวิเศษลูกชายของลิ้นจี่ เพียงเห็นแค่แวบแรก วิเศษถูกตาต้องใจวิศนีอย่างจัง แต่เพราะความเป็นคนขี้อายจึงไม่ค่อยกล้าพูดคุยด้วย

ออกจากบ้านคุณนายลิ้นจี่ วิศนีไม่รู้จะไปไหนต่อ เผอิญเห็นนามบัตรอารุมที่ทิ้งไว้ในรถ จึงมุ่งหน้าไปวัดเพื่อให้พระเจิมรถ ขณะจอดรถเจอหลวงตาถือไม้กวาดยืนซวนเซเหมือนจะเป็นลม อารามตกใจเธอวิ่งพรวดเข้าไปจะประคอง แต่หลวงตาตกใจกว่าถึงกับร้องลั่นห้ามโยมเข้ามา

“หยุดๆ โยมจะมาแตะตัวอาตมาได้ยังไง อาตมาเป็นพระ”

“จริงด้วย หนูลืมไป ขอโทษค่ะ งั้นหนูจะไปตามคนอื่นนะคะ”

หญิงสาวกำลังจะวิ่งออกไป ทันใดเสียงอารุมทักหลวงตาดังขึ้น...เมื่อรู้ว่าหลวงตาไม่ค่อยสบาย อารุมประคองท่านไปพักผ่อนที่กุฏิ พลางบอกวิศนีว่าให้กลับไปก่อนแล้วค่อยมาใหม่วันหลัง

“เรื่องนั้นไม่เป็นไรค่ะ ฉันรอได้ แต่คุณน่าจะพาท่านไปหาหมอนะ”

“โอ๊ย...ไม่ไปๆ โรคคนแก่ นอนพักเดี๋ยวก็หายแล้ว” หลวงตาปฏิเสธพัลวัน

“หลวงตาน่าจะเลิกทำงานได้แล้วนะครับ ปล่อยให้พวกเด็กวัดทำดีกว่า”

“ก็เห็นอะไรเกะกะแล้วมันอดไม่ได้ จะหวังพึ่งไอ้พวกทโมนนั่นก็ไม่ไหว ไม่มีใครเหมือนเอ็งซักคนอารุม ขี้เกียจสันหลังยาวกันทั้งนั้น”

อารุมยิ้มเขิน บีบนวดแขนขาให้ท่านต่อ หลวงตาทอดสายตามองวิศนีแล้วเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนอารุมอยู่ที่นี่ แม่เขาเอามาฝากให้ช่วยดูแล วิ่งขึ้นลงกุฏิตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก ตอนนี้สูงใหญ่แทบจะคับกุฏิอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังแวะมาหาอยู่เรื่อยๆ

วิศนีฟังแล้วอมยิ้ม ยิ่งหลวงตาการันตีว่าอารุมเป็นเด็กดี เลี้ยงง่าย ไม่เคยสร้างความเดือดร้อน เธอมองเขาอย่างชื่นชม และซักถามต่อไปจนทราบความหมายชื่ออารุมที่หลวงตาตั้งให้แปลว่าชมพู่น้ำดอกไม้ ซึ่งเธอไม่รู้จักและคงไม่เคยกิน เพราะชมพู่พันธุ์นี้หายาก ไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

อารุมเริ่มรู้สึกว่าวิศนีจะซอกแซกเรื่องส่วนตัวของตนมากเกินไป จึงตัดบทแยกเธอมาจากหลวงตา และเตือนเธอว่าอยู่ต่อหน้าพระควรสำรวมมากกว่านี้  เพราะท่านไม่ใช่เพื่อนเล่น

“ไม่เห็นท่านจะว่าอะไรเลย ท่าทางท่านยังอยากเล่าเรื่องคุณให้ฉันฟังอีก”

“คุณจะรู้ไปทำไม”

วิศนีจะบอกว่าเพราะเราเป็นเพื่อนกันแต่ไม่กล้าพอ ได้แต่อ้างว่าคนทำงานด้วยกันควรจะรู้จักกันไว้ไม่ใช่เหรอ

“งั้นคุณอยากรู้อะไรก็ถามผมมา”

วิศนีมองอารุมอย่างชั่งใจ ก่อนตัดสินใจถามว่าแม่เขาไปไหน ทำไมถึงให้เขามาอยู่วัด ชายหนุ่มนิ่งไปด้วยความรู้สึกสะเทือนใจแต่ก็ไม่คิดปิดบัง เดินนำเธอไปหยุดยืนตรงสถานที่เก็บอัฐิของแม่

“แม่ผมป่วยกระเสากระแสะมาตั้งแต่ผมจำความได้ ท่านรู้ว่าเราคงไม่ได้อยู่ด้วยกันนานนัก ก็เลยฝากผมมารับใช้หลวงตา ผมมาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงปี...ท่านก็ไป”

“แล้วพ่อคุณล่ะคะ”

อารุมนิ่ง...เหมือนหาคำตอบที่เหมาะสมก่อนจะพูดเสียงแผ่วว่าตนไม่มีญาติที่ไหนอีก วิศนีเหลือบมองเขาด้วยความสงสาร ชีวิตเขาแสนเศร้ากว่าที่คิด

“ฉันเพิ่งรู้ว่าวันก่อนที่คุณบอกว่าคุณเคยเหงา เป็นเพราะอย่างนี้เอง”

“แต่ผมไม่ถือว่ามันเป็นปมด้อยหรอก หลวงตาสอน ไม่ให้ผมเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ท่านสอนให้ผมภูมิใจในตัวเอง”

“จริงค่ะ ชีวิตคุณตอนนี้น่าภูมิใจมาก” วิศนีชื่นชมพลางส่งยิ้มให้กำลังใจ

เมื่อทั้งคู่จะกลับออกจากวัด เดินผ่านสนามที่เด็กวัดกำลังเตะฟุตบอลกันอยู่ ทั้งแก๊งพอเห็นอารุมก็ตรงดิ่งมาชักชวน โดยมีชุดให้เปลี่ยนเสร็จสรรพ อารุมจึงปฏิเสธไม่ออก วิศนีเลยได้ยืนเชียร์อย่างสนุกสนาน ระหว่างนี้เอง นนทลีโทร.เข้ามือถืออารุมที่วางไว้ข้างสนาม วิศนีลืมตัวหยิบมากดรับ พอได้ยินเสียงผู้หญิงก็ตกใจ ยิ่งรู้ว่าเป็นใครก็ไปไม่เป็น ปล่อยให้เธอเรียกอยู่ครู่หนึ่งก่อนดัดเสียงตอบกลับว่าตนเป็นเพื่อนอารุม ตอนนี้เขากำลังเตะบอล มีอะไรฝากไว้ได้ นนทลีจึงฝากบอกอารุมโทร.กลับเธอด้วย

กว่าจะเลิกเล่นฟุตบอลก็เย็นย่ำใกล้ค่ำแถมเด็กๆยังบอกด้วยว่าคืนนี้มีงานวัด วิศนีจึงรบเร้าอารุมให้พาเที่ยว... สองคนเพลิดเพลินกับเกมสนุกๆ และกินขนมโบราณอร่อยๆ โดยเฉพาะวิศนีที่สนุกสนานเหมือนกลับเป็นเด็กอีกครั้ง จนอารุมเผลอมองเธอแล้วยิ้มออกมา วิศนีเห็นเข้าก็อดเปรยไม่ได้ว่า ชอบจังที่เขายิ้มแย้มแจ่มใส น่าจะยิ้มบ่อยๆ ไม่ใช่เอาแต่เคร่งเครียด

“ชีวิตผมมันไม่ค่อยมีอะไรให้ยิ้มมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ผมก็เลยยิ้มไม่เก่ง”

“อย่าคิดอย่างนั้นสิคะ ชีวิตฉันเองก็ไม่มีเรื่องให้ยิ้มซักเท่าไหร่ แต่ฉันก็ยังพยายามจะยิ้มเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น”

“ชีวิตอย่างคุณเนี่ยนะ จะทุกข์อะไรนักหนา”

รอยยิ้มบนหน้าของหญิงสาวค่อยๆจางหาย กลายเป็นยิ้มเศร้าเข้ามาแทนที่

“ก็เอาเป็นว่า...ฉันเป็นเด็กบ้านแตก พ่อติดแม่เลี้ยง แม่ก็ติดไพ่ ไม่มีใครต้องการฉันจริงๆซักคน เพื่อนฝูงก็ไม่ค่อยมี เพราะพวกผู้หญิงหมั่นไส้ฉัน คิดว่าฉันแรง ส่วนผู้ชายก็เข้าหาฉันเพราะผลประโยชน์ แค่นี้ทุกข์พอไหมคะ”

“ผมว่าการที่คุณรู้ต้นเหตุความทุกข์ของตนเองแล้วพยายามยิ้มสู้มัน ก็แสดงว่ามันไม่แย่เกินไปนักหรอก”

“ฉันต้องพยายามค่ะ เพราะถ้าไม่สู้ ฉันก็คงเป็นบ้าไปนานแล้ว”

วิศนีทอดสายตาไปไกลอย่างเหงาๆ อารุมเหลือบมองโดยไม่พูดอะไรอีก...ความสงสารเห็นใจก่อตัวขึ้นเงียบๆ

หลังจากส่งอารุมถึงคอนโดฯแล้ว วิศนีขับรถกลับบ้านด้วยความเบิกบาน ส่วนอารุมเพิ่งเช็กโทรศัพท์เห็นชื่อนนทลี เขากำลังจะโทร.กลับไปก็พอดีเธอสวนมาเสียก่อน ถามเรื่องเตะฟุตบอลซึ่งรู้จากเพื่อนที่รับสายแทน อารุมรู้ทันทีว่าเป็นวิศนีแต่ก็ไม่พูดอะไรมาก บอกแค่ว่าเป็นเพื่อนที่นนทลียังไม่เคยเจอ แล้ววันหลังจะแนะนำให้รู้จัก...

ooooooo

ตอนที่ 2

เช้าวันนี้ นนทลีเห็นกับตาตัวเองว่าอารุมกับวิศนีไม่ลงรอยกัน จึงเบาใจว่าทั้งคู่คงไม่มีอะไรเชิงชู้สาว แต่พอสายหน่อย กุสุมากลับมาเล่าว่าเห็นวิศนีเอาแต่นั่งจ้องหน้าอารุม งานการไม่ยอมทำ...นนทลีไม่อยากเชื่อ และไม่เข้าใจว่าทำไมกุสุมาต้องมีท่าทีเหมือนโกรธวิศนีด้วย

วิศนียังไม่มีงานทำเป็นชิ้นเป็นอัน เธอนั่งวาดรูปอารุมด้วยความตั้งใจ ภาพที่ออกมาเหมือนจริงมากจนเจ้าตัวถึงกับเอ่ยปากชม แต่ชมเสร็จก็ทำท่าจะฉีกทิ้ง ด้วยเหตุผลที่ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องทำในบริษัทนี้ วิศนีฉุนกึก ประชด ประชันของานทำ เขาเลยจัดหนักให้เอาสัญญาเช่าซื้อจำนวนมากไปถ่ายเอกสารแล้วเก็บใส่แฟ้มมาให้เรียบร้อย

วิศนีเห็นกองเอกสารแล้วขยาดเหมือนกัน แต่เพราะต้องการเอาชนะนายอารุมที่พูดท้าทายว่าทำได้หรือเปล่า จึงเกิดลูกฮึดหอบมันออกไป แต่แล้วกลับเงอะงะเพราะไม่เคยใช้เครื่องถ่ายเอกสาร อารุมนึกอยู่เหมือนกัน เดินเข้ามาสาธิตทีละขั้นตอน แถมสอนวิธีการเติมหมึกให้ด้วย

หญิงสาวฟังไปล้อเลียนไปเหมือนเด็กๆ ยิ่งเห็นเขาหงุดหงิดโมโห เธอยิ่งสนุก ช่วงหนึ่งที่เขาเผลอเอามือเลอะหมึกมาลูบหน้า วิศนีเห็นแล้วอดขำไม่ได้ แต่ก็ใจดีอาสาเช็ดให้เมื่อเขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา

อารุมหน้าร้อนผ่าว เหมือนตกอยู่ในภวังค์เมื่อได้สบตากัน วิศนีค่อยๆเช็ดคราบหมึกออกจนหมด ขณะที่หน้าอารุมแดงจัดเพราะความประหม่า

เอ๊ะ ทำไมเช็ดสีดำออกแล้วหน้าคุณถึงกลายเป็นสีแดงล่ะ”

อารุมรู้ตัวว่าถูกแซวก็เสียฟอร์ม รีบดึงผ้าเช็ดหน้าคืนมา นนทลีเข้ามาพอดี มองทั้งคู่อย่างจับสังเกต

“มาอยู่ที่นี่เอง นนนึกว่าออกไปทานข้าวกันแล้วซะอีก”

“ผมมาสั่งงานคุณวิศนีน่ะ พักเที่ยงแล้วเหรอนน ไปสิครับ”

“แล้วฉันล่ะคะ” วิศนีแทรกขึ้นมา

“คุณรับปากเองว่าถ้าทำไม่เสร็จจะไม่ออกจากห้องนี้ จะไม่รับผิดชอบคำพูดตัวเองตั้งแต่งานแรกเลยเหรอครับ”

อารุมจ้องหน้าวิศนีกวนๆ แล้วเดินออกไปกับแฟนสาว วิศนียืนอึ้ง มองเอกสารกองโตอย่างสุดเซ็ง นนทลีชำเลืองมองกลับไป พลางถามอารุมว่าไม่โหดไปหน่อยเหรอที่ห้ามเธอไม่ให้พักเที่ยง

“เขารับอาสาเอง ผมไม่ได้บังคับ”

“แต่ถ้าคุณวิศนีไปฟ้องท่านประธานล่ะ”

“อย่างแย่ผมก็ตกงาน หรืออย่างดีเขาก็จะได้ขอย้ายไปทำแผนกอื่นที่ไม่เกี่ยวกับผมไง”

“อารุมไม่ชอบคุณวิศนีขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ไม่ได้รู้จักกันมากพอที่จะไม่ชอบ แต่ก็ไม่อยากรู้จักมากไปกว่านี้หรอก”

นนทลีคลี่ยิ้มออกมาอย่างสบายใจ เกาะแขนแฟนหนุ่มเดินตรงไปโรงอาหาร วิศนียืนมองผ่านหน้าต่างออกไปเห็น ฮึ่มฮั่มจะหาทางแก้เผ็ดอารุมให้ได้ แต่ตอนนี้เธอต้องสะสางงานที่เขามอบหมายให้สำเร็จ จะให้เขาดูถูกไม่ได้

ผ่านไปเกือบบ่ายโมง งานกองนั้นสำเร็จได้ด้วยความช่วยเหลือของชมพู่กับลูกเกด สามคนช่วยกันหอบกลับเข้ามาที่ห้องทำงานของอารุม

“เสร็จแล้วนะคะเจ้านาย บ่ายโมงตรงพอดี”

อารุมเหลือบมองนาฬิกาที่ผนังเห็นเวลาตามที่วิศนีบอก แล้วมองลูกเกดกับชมพู่อย่างจับผิด

“คุณไม่ได้ทำคนเดียวใช่ไหม”

ลูกเกดกับชมพู่อึกอักพูดไม่ออก พากันหลบวูบออกไปอย่างรวดเร็ว

“สองคนนั่นเขามีน้ำใจมาช่วยฉัน แล้วมันผิดตรงไหน...ฉันจะออกไปทานข้าวล่ะ”

วิศนีตัดบทหันไปคว้ากระเป๋า แต่แล้วต้องหยุดกึก เมื่อได้ยินเจ้านายหนุ่มบอกให้ดูนาฬิกาที่ผนังว่ากี่โมง

“ก็บ่ายโมงไงคะ ฉันส่งงานตรงเวลา”

“ผมรู้ แต่มันหมดเวลาพักเที่ยงแล้ว ปกติผมไม่อนุญาตให้ผู้ช่วยออกไปทำธุระส่วนตัวในเวลางานถ้าไม่จำเป็น”

“แต่ฉันยังไม่ได้ทานข้าว” เธอสวนกลับเสียงเขียว

“คุณมีเวลาพักเที่ยงสองชั่วโมง แต่ทำงานไม่เสร็จเองนี่”

“คุณจงใจจะแกล้งฉัน”

“มีตรงไหนที่แกล้ง คุณอยากทำงาน ผมก็หางานให้ทำ ผมบอกว่าขอก่อนบ่าย คุณก็รับปากว่าจะเร่งทำให้เสร็จทันเวลา ซึ่งคุณก็ทำได้ ขอบคุณนะครับ” อารุมยิ้มกวน แล้วทำเป็นก้มหน้าทำงานต่อ

“ฉันไม่ออกไปก็ได้” พูดจบเธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดฉับๆ สั่งพิซซ่าและอาหารอีกสองสามอย่าง แจ้งที่อยู่จัดส่งไปเสร็จสรรพ และชื่อผู้สั่งคืออารุม

อารุมชะงักเงยหน้ามอง วิศนียิ้มท้าทาย เดินนวยนาดกลับไปนั่งที่โต๊ะตัวเอง

“สั่งมากินที่นี่ก็ดีเหมือนกัน จะได้ชวนคนอื่นมาทานด้วย แต่เอ...จะให้ฉันบอกว่าเจ้านายเลี้ยงในโอกาสอะไรดีคะ”

ชายหนุ่มเหลือทน รีบโทร.ไปยกเลิกการสั่งอาหารเมื่อสักครู่ วิศนีไม่พอใจอย่างแรง แว้ดขึ้นจนวิเวียนกับยุพเยาว์ที่กำลังจะเดินผ่านหน้าห้องเบรกกันตัวโก่ง

“นี่คุณ...คุณทำอย่างนี้อยากจะมีเรื่องกับฉันใช่ไหม”

“คุณต้องหัดเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ในกฎเกณฑ์ของส่วนรวมบ้างนะคุณวิศนี โดยเฉพาะถ้าอีกหน่อยคุณจะต้องมาเป็นเจ้านายของทุกคนที่นี่รวมทั้งผม”

“ฉันแทบจะรอเวลานั้นไม่ไหวแล้ว”

“แต่ในระหว่างที่ยังต้องรอ คุณก็ต้องเชื่อฟังผมซึ่งยังเป็นเจ้านายของคุณไปก่อน ผมอนุญาตให้คุณพักดื่มกาแฟ แล้วกลับเข้ามาภายสิบห้านาที มีงานอื่นรออยู่”

วิศนีจ้องหน้าเขาเขม็ง เจ็บใจที่เอาชนะไม่ได้ เดินสะบัดสะโบกไปกระชากประตู สองสาวที่แนบตัวแอบฟังถึงกับล้มระเนระนาด ยุพเยาว์หัวไวแก้สถานการณ์ด้วยการบ่นว่าตนทำต่างหูร่วง ให้วิเวียนช่วยหา แต่กระนั้นวิศนีก็รู้ทันว่าพวกเธอโกหก เพราะเห็นเต็มตาว่าต่างหูของยุพเยาว์อยู่ครบทั้งสองข้าง แต่ไม่อยากมีเรื่องให้เสียเวลา ข่มใจเดินเซ็งออกไป

เธอตั้งใจจะมาคุยกับเดชชาติแก้เซ็ง ปรากฏว่าเขาออกไปพบลูกค้า เลยได้แต่หันไปหันมาจนโดนพนักงานหนุ่มๆ แอบนินทาทำนองว่าเธอปิ๊งเดชชาติเข้าให้แล้ว

ooooooo

เดชชาติอยู่ที่บริษัทของเสี่ยโชคซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ สั่งจองรถทีละหลายคัน เดชชาติกำลังคุยจ้อนำเสนอสินค้าประสาเซลส์มือหนึ่ง จู่ๆ นีรนุชเดินทะเล่อทะล่าเข้ามาชนจนเอกสารในมือเธอหล่นกระจาย

หนุ่มสาวทักทายกันอย่างสนิทสนม เสี่ยโชคมองนีรนุชตาวาวอย่างพึงพอใจ ยิ่งพอรู้ว่าเธอมาสมัครงานในบริษัท ก็ทำกะลิ้มกะเหลี่ยหลอกถามข้อมูลของเธอจากเดชชาติ

“อ๋อ เธอเป็นน้องเพื่อนผมเอง ชื่อนีรนุช เป็นเด็กดีมากครับ เรียนก็เก่ง จบเกียรตินิยมด้วย”

“อั๊วไม่สนใจพวกเรียนเก่งหรอก บางคนจบสูงแต่ทำงานไม่ได้เรื่องเยอะแยะ”

“งั้นยิ่งดีเลยครับเสี่ย ยายนุชเป็นเด็กขยัน ว่านอนสอน ง่าย ไม่เกี่ยงงาน ให้ทำอะไรก็ทำหมดเลยครับ เสี่ยไม่ผิดหวังแน่”

“แน่นะ”

“แหม...เสี่ยครับ เสี่ยเป็นลูกค้าชั้นหนึ่ง ผมไม่กล้าโกหกเสี่ยหรอกครับ”

เดชชาติหัวเราะประจบแล้วจัดเอกสารต่อ ไม่ทันเห็นว่าเสี่ยโชคยิ้มกริ่ม มีแผนการบางอย่าง

นีรนุชนั่งรอเรียกสัมภาษณ์นานหลายชั่วโมง เดชชาติกลับไปแล้วก็ยังไม่ถึงคิว กระทั่งสี่โมงเย็นพนักงานคนหนึ่งมาบอกให้เธอเข้าไปพบเสี่ยโชค แทนที่จะสัมภาษณ์งาน เสี่ยโชคกลับหว่านล้อมจะเลี้ยงดู แถมยังทำตัวเป็นไอ้แก่ตัณหากลับจะลวนลาม นีรนุชตกใจมากและฮึดสู้เตะเข้าหว่างขาก่อนวิ่งหนีกระเซอะกระเซิงออกมา...

ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาเลิกงานแล้ว แต่อารุมยังต้องมีภารกิจต่อเพราะวิศนีคิดแก้เผ็ดที่เขาทำให้เธออดข้าวกลางวัน เธอบังคับให้เขาพาไปดูโรงงานผลิตรถยนต์โดยอ้างคำสั่งของอำนวย ทั้งที่เธอรู้ว่าเขามีนัดกับนนทลี อารุมปฏิเสธไม่ออก แต่อยากจะไปส่งแฟนสาวกลับบ้านก่อน

“อย่าเลยค่ะ ย้อนไปย้อนมาจะยิ่งเย็นกว่าเดิม อารุมพาคุณวิศนีไปโรงงานเถอะ เดี๋ยวนนกลับกับสุได้”

“ทำไมจะต้องไปวันนี้ด้วยก็ไม่รู้” อารุมบ่นขึ้นมา กุสุมาได้ทีเสี้ยมว่า เหมือนเขาจงใจจะแกล้ง แต่นนทลีไม่คิดมาก บอกว่ามันเป็นหน้าที่ของอารุมต้องดูแลเขา แล้วเราค่อยนัดกันใหม่ก็ได้

แยกจากอารุมมาไม่ทันไร กุสุมายังพูดเป่าหูให้นนทลีหวาดระแวงว่าวิศนีอาจจงใจลากอารุมไปไหนต่อไหน แต่เอางานมาอ้าง

“ไม่จริงหรอก เขาไม่ถูกกันนะสุ”

“คนของเราอาจจะไม่ถูกกับเขา แต่แน่ใจเหรอว่าเขาจะไม่ถูกกับคนของเรา”

นนทลีฟังแล้วนิ่งไป ในใจเริ่มไขว่เขวเหมือนกัน ...แต่แล้วต้องยุติเรื่องนี้อย่างฉับพลัน เมื่อนีรนุชโทร.มาหาน้ำเสียงไม่สู้ดี ยิ่งพูดยิ่งร้องไห้ นนทลีใจคอไม่ดีรีบโบกแท็กซี่ไปหาน้องสาว

ฝ่ายอารุมที่ต้องจำใจพาวิศนีไปดูโรงงาน ระหว่างทางเห็นหญิงสาวนั่งไม่ระวัง กระโปรงที่สั้นอยู่แล้วรั้งขึ้นมาเห็นขาขาวจั๊ว

“คุณวิศนี คุณมีผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ๆไหม ปิดหัวเข่าไว้หน่อยก็ดี จะได้ไม่น่าเกลียด”

“นี่ อย่ามาติหัวเข่าฉันนะ ฉันอาบน้ำขัดถูดูแลอย่างดีย่ะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น...ช่างเถอะ คุณนั่งให้มันดีๆก็แล้วกัน”

“อ๋อ คุณวอกแวกหรือไงคะ ก็อย่ามองฉันสิ” ว่าแล้วเธอแกล้งนั่งไขว่ห้างทำไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่ทันใดนั้น อารุมก็กระชากรถแรงๆ จนหัวเข่าเธอไปกระแทกกับลิ้นชักข้างหน้า ร้องโอ๊ยด้วยความเจ็บ

“ผมเตือนแล้วว่าให้คุณนั่งดีๆ” ชายหนุ่มตีตาเฉย ขับรถต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

วิศนีคลำหัวเข่าป้อยๆ เลิกนั่งไขว่ห้าง แต่ยังแอบมองเขาอย่างมันเขี้ยว จนเมื่อรถไปจอดหน้าโรงงาน อารุมยังบ่นเป็นตาแก่

“คุณควรจะรู้ไว้ว่าการมาที่นี่ตอนนี้ ทำให้เราต้องจ่ายค่าโอทีเพิ่ม เพราะผมไม่อยากให้คุณมาดูโรงงานร้างๆ ตอนที่ไม่มีใครอยู่ทำงานแล้ว”

“คุณคิดว่าฉันกลัวผีเหรอ ฉันไม่กลัวหรอก ตอนอยู่เมืองนอกฉันชอบตระเวนเที่ยวปราสาทผีสิง ชินแล้วค่ะ”

อารุมเก็บกลั้นความไม่พอใจ ลงจากรถเดินนำเธอไปพบชำนิผู้จัดการโรงงาน หลังจากแนะนำตัวกันแล้ว ชำนิพาทั้งคู่ชมกระบวนการผลิต พวกช่างเห็นสาวสวยในชุดเซ็กซี่ก็ส่งสายตาเจ้าชู้ใส่โดยไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร อารุมเห็นแล้วอดกระซิบเธอไม่ได้ว่า แต่งตัวไม่เหมาะสมกับสถานที่

“ทำไมคะ ไม่สวยเหรอ”

“มันไม่เรียบร้อย คุณไม่เห็นหรือไงว่าตัวเองเป็นเป้าสายตาใครมั่ง”

วิศนีหันมองรอบตัว เห็นพวกช่างแอบมอง แทนที่จะเขินอายเธอกลับโปรยยิ้มและโบกมือเป็นกำลังใจให้พวกเขาสู้ๆ ทำงานอย่าได้เหน็ดเหนื่อย

ooooooo

เดชชาติดีอกดีใจที่วันนี้ขายรถให้เสี่ยโชคได้ ตกเย็นเขารีบกลับมาหาแม่พิมที่ตลาด ควักแบงก์พันเหมาขนมของแม่ทั้งหมดเพื่อจะได้กลับบ้านไปฉลองของอร่อยกับน้องๆอีกห้าคน

พิมรีบเก็บข้าวของใส่รถเข็น ยิ้มหน้าบานเดินตามลูกชายเข็นรถนำไป พอเข้าซอยบ้านเจอนนทลีกับนีรนุชยืนปลอบกันอยู่ ชายหนุ่มถามต้นสายปลายเหตุที่นีรนุชร้องไห้ พอรู้ว่าเป็นเพราะตัวเองพูดให้เสี่ยโชคเข้าใจผิด ที่ว่านีรนุชว่านอนสอนง่ายให้ทำอะไรก็ทำทั้งนั้น จนเธอเกือบโดนปล้ำ เดชชาติโกรธแค้นเสี่ยโชคมาก ผลุนผลันกลับไปเอาเรื่องเขาถึงบริษัท

เสี่ยโชคโดนเดชชาติทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บถึงกับเลือดตกยางออก เดชชาติเองก็ถูกลูกน้องเสี่ยรุมหน้าตาบวมปูดเหมือนกัน กลายเป็นเรื่องต้องขึ้นโรงพัก พิมตกใจมากรีบมาส่งข่าวนนทลีกับนีรนุช นนทลีจึงโทร.บอกอารุมที่กำลังกินส้มตำอยู่กับวิศนีหลังออกมาจากโรงงาน

อารุมกับวิศนีตามไปสมทบที่โรงพัก นีรนุชมองวิศนีอย่างไม่ชอบหน้าเพราะเคยได้ยินกุสุมาเม้าท์ให้ฟังมาบ้าง เห็นเธอมากับว่าที่พี่เขยของตนแบบนี้ ก็ยิ่งไม่ถูกชะตา

วิศนีรีบประกันตัวเดชชาติออกจากห้องขัง เสี่ยโชคเข้ามากับลูกน้องพอดี เขาเอะอะโวยวายทันที

“เฮ้ย อะไรวะ เอามันออกมาได้ยังไง จับมันยัดกลับเข้าตะรางเดี๋ยวนี้ อั๊วจะเอาเรื่องมันให้ถึงที่สุด จะเอาให้มันติดคุกลืมไปเลย”

“งั้นแกก็ต้องเตรียมตัวติดคุกเหมือนกัน ไอ้เสี่ยโชค”

“แกเป็นใคร” เสี่ยโชคจ้องวิศนีตาวาวโรจน์

“ฉันเป็นลูกสาวคุณอำนวย สุริยาทิตย์”

เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนถามเธอว่ารู้หรือเปล่าว่าตนเป็นใคร สำคัญกับพ่อของเธอแค่ไหน

“รู้สิ แกมันลูกค้าชั้นเลวของบริษัทฉันไง ฉันรู้พฤติกรรมชั่วๆที่แกทำไว้หมดแล้ว จะต้องให้พูดประจานต่อหน้าตำรวจไหม แกจะได้ติดคุกคืนนี้เลย”

เสี่ยโชคหันมองนีรนุชแล้วหวาดๆ แต่ยังทำปากแข็งโวยวายกลบเกลื่อนความผิด

“พวกมันโกหก มันหมิ่นประมาทอั๊ว จับมันเลยคุณตำรวจ จับมันไปให้หมด” เห็นตำรวจยืนนิ่งก็ยิ่งโมโห “จับสิโว้ย ไม่งั้นอั๊วจะฟ้องมันทั้งโรงพักเลย”

วิศนีรำคาญ หันไปคว้าแจกันบนโต๊ะมาดึงดอกไม้ออกแล้วเอาน้ำสาดใส่หน้าเสี่ยโชค

“หายบ้าหรือยัง”

“อีนัง...” เสี่ยโชคจะปรี่เข้าหา แต่ลูกน้องกับตำรวจช่วยกันจับตัวไว้

“เอาสิ จะชกฉันเหรอ มาเลย สันดานอย่างแกมันก็คงทำเป็นได้อย่างเดียวคือทำร้ายผู้หญิง แต่แกอย่าคิดว่าฉันไม่สู้นะ ที่หัวแตกปากแตกเมื่อเย็นมันยังน้อยไปสำหรับความเลวของแก”

“ใจเย็นๆคุณ เดี๋ยวคุณก็ติดคุกซะเองหรอก” อารุมเตือนวิศนี

เสี่ยโชคมองวิศนีอย่างฮึดฮัด อีกใจหนึ่งก็กลัว เพราะรู้ว่าตัวเองมีข้อหาพยายามข่มขืนค้ำคออยู่

“เรื่องมันไม่จบแค่นี้แน่ ลื้อจำไว้” เสี่ยโชคตวาดลั่นแล้วปึงปังออกไปพร้อมลูกน้อง วิศนีกลัวซะที่ไหน ปาแจกันไล่หลังอย่างเดือดดาล

“แกน่ะสิต้องจำ จำใส่กะโหลกไว้นะว่าวันนี้แกถูกผู้หญิงขู่จนต้องวิ่งหางจุกตูด ไอ้เสี่ยบ้า”

วิศนีตะโกนด่าปาวๆ โดยมีทนายกับอารุมช่วยกันยึดแขนไว้ คนอื่นมองวิศนีที่เป็นเดือดเป็นแค้นแทนเดชชาติกับนีรนุชอย่างอึ้งๆ

พิมยกมือไหว้ขอบอกขอบใจวิศนีที่ช่วยประกันลูกชายตนออกมา วิศนีตกใจห้ามไม่ให้ไหว้เพราะตนเป็นเพื่อนกับเดชชาติ

“แค่ที่คุณมาช่วยผมก็เป็นพระคุณล้นหัวแล้ว อย่านับผมเป็นเพื่อนเลยครับ ไม่งั้นชาตินี้ผมคงตอบแทนคุณไม่ไหวแน่ๆ” เดชชาติเอ่ยด้วยความซึ้งใจ

“แล้วเพื่อนที่ไหนต้องการสิ่งตอบแทนจากเพื่อนล่ะคุณชาติ กลับบ้านกันเถอะค่ะ จะได้ไปพักผ่อน แล้วอย่าลืมกินยานะ”

สองแม่ลูกพยักหน้าแล้วเดินออกไป วิศนีเดินเข้ามาหาอารุมกับสามสาว บอกว่าหมดธุระแล้ว ตนขอตัวกลับเลย แต่อารุมเห็นว่ามืดค่ำจึงอาสาไปส่งเธอ โดยชวนพวกนนทลีไปด้วย แต่นนทลีให้เขาไปคนเดียว เธอจะรีบพาน้องสาวกลับบ้าน

ทันทีที่สองคนนั้นนั่งรถไปด้วยกันแล้ว กุสุมาบ่นนนทลีไม่น่าปล่อยอารุมไปง่ายๆ ทำอย่างนี้ก็สมใจวิศนี ถ้าพวกเราติดรถไปด้วยอย่างน้อยก็จะได้คอยขัดจังหวะ

“พี่สุพูดเหมือนกับว่าเขามีแผนจะทำอะไรกัน”

“มันก็ไม่แน่ พี่บอกแล้วไงว่าเขา...”

“พอได้แล้วสุ ฉันไม่อยากฟังเรื่องนี้แล้ว วันนี้ฉันเหนื่อยมาก เข้าใจไหมว่าฉันเหนื่อย” นนทลีระเบิดอารมณ์แล้วเดินลิ่วออกไปเรียกรถ นีรนุชรีบก้าวตาม เหลือแต่กุสุมาที่ยืนหน้างอง้ำไม่ได้ดังใจ หาว่าสองพี่น้องโง่นัก เตือนอะไรไม่รู้จักฟัง

ooooooo

อารุมขับรถมาจอดหน้าบ้านหลังใหญ่ที่ปิดเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่ วิศนีชวนเขาเข้าไปดื่มกาแฟแก้ง่วง หลังจากต้องตะลอนมาทั้งวัน เธอโชว์ฝีมือชงกาแฟด้วยตัวเอง แต่เขาดื่มแล้วกลับบอกว่าดีกว่ากินน้ำเปล่า

“นี่คุณ...วันนี้เลขาทั้งตำส้มตำ ทั้งชงกาแฟให้กิน งานที่บริษัทก็ทำให้เรียบร้อย แถมยังช่วยเคลียร์เรื่องที่โรงพักให้อีก เจ้านายจะมีคำชมดีๆหน่อยไม่ได้หรือไงคะ”

“ก็ได้...คุณทำดี”

“แค่เนี้ย?” วิศนีทำเป็นค้อนแต่สายตายั่วล้อ อารุมเห็นแล้วเขินทำเมินไม่มอง เปลี่ยนไปคุยเรื่องบ้าน ทำไมถึงเงียบจัง “ก็คนอยู่น้อยนี่คะ บ้านหลังใหญ่แต่อยู่กันแค่สามคน มันก็ไม่ต่างจากบ้านผีสิงหรอก”

“ถึงว่า คุณเลยไม่กลัวผี”

“ฉันชินกับการอยู่บ้านหลังใหญ่ๆคนเดียวมาตั้งแต่เด็กแล้ว สมัยที่พ่อยังไม่จ้างคนรับใช้ บางคืนฉันก็ต้องนอนคนเดียว เพราะพ่อทำงานจนไม่กลับบ้าน แล้วคุณล่ะกลัวผีหรือเปล่า”

“ผมอยู่วัด ถ้ากลัวก็คงอยู่ไม่ได้”

“คุณเคยเป็นพระเหรอ”

“เปล่า ผมเป็นเด็กวัด”

วิศนีอึ้งไปอย่างนึกไม่ถึง แล้วรีบฝืนยิ้มเพราะไม่อยากให้อารุมคิดว่าสงสาร

“ก็ดีนะคะ อยู่ในวัดคนเยอะดี ไม่เหงาเหมือนฉัน”

“เหงาสิ มันเหงาอยู่ข้างใน”

หนุ่มสาวสบตากันเหมือนเข้าใจความรู้สึก แต่ครู่เดียวต่างก็เบือนหน้าหลบ นั่งจิบกาแฟกันไปเงียบๆ โดยไม่รู้ว่ากรแก้วอยู่ข้างบน กระทั่งละอองเอาน้ำและยาแก้ปวดหัวขึ้นไปให้ กรแก้วรีบรุดลงมาทันที หลังรู้จากละอองว่าวิศนีมากับผู้ชาย

จังหวะนั้น วิศนีเดินกลับเข้ามาหลังจากส่งอารุมขึ้นรถไปแล้ว กรแก้วถามถึงแขกของเธอ พลางบ่นเสียดายไม่ทันได้เจอ หวังว่าเขาคงจะมาอีก

“อาจจะไม่มาก็ได้ เพราะฉันเป็นคนไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ พรุ่งนี้คุณอาจจะได้เจออีกคน หรือไม่ก็อีกคนนึง”

“คราวหน้าเรียกฉันด้วยก็แล้วกัน ฉันจะลงมาอยู่เป็นเพื่อน หนูเป็นผู้หญิง เชิญผู้ชายเข้าบ้านตอนกลางคืนมันจะไม่เหมาะ”

วิศนีสะดุดหูกับคำพูดกรแก้ว เริ่มไม่ชอบใจ ยิ่งพูดยั่ว “แล้วถ้าฉันเชิญเขาขึ้นห้องเลย คุณจะตามไปอยู่เป็นเพื่อนไหมคะ”

“หนูวิศนี!” กรแก้วสีหน้าตกใจ

“พูดเล่นน่ะค่ะ ฉันไม่ไวไฟขนาดนั้นหรอก อย่างน้อยก็อาจจะรอซัก 5-6 เดือน เหมือนกับที่พ่อฉันรอคุณไง” วิศนียิ้มมีเลศนัย กรแก้วหน้าแดงจัดเหมือนถูกหยามน้ำหน้า เริ่มเสียงแข็งอย่างทนไม่ไหว

“หนูวิศนี ฉันรู้ว่าหนูไม่ชอบฉัน แต่พูดอะไรควรจะให้เกียรติฉันบ้างนะจ๊ะ”

“คุณได้รับเกียรติมากพอแล้วจากพ่อฉัน เว้นฉันไว้ซักคนเถอะค่ะ เพราะฉันเสแสร้งไม่เป็น”

วิศนีสวนกลับนิ่งๆ แต่แฝงไว้ด้วยความมึนตึง

กรแก้วยืนนิ่งพยายามข่มอารมณ์โกรธ...

ทางด้านเดชชาติที่กลับบ้านไปพร้อมแม่ เขาบาดเจ็บฟกช้ำดำเขียวไม่น้อยเหมือนกัน น้องๆช่วยกันทายาให้ แต่ทุกคนมือหนัก พี่ชายเลยแหกปากโอดโอยไม่หยุดหย่อน นีรนุชตามมาเห็น อาสาจัดการให้เอง กระนั้นก็ยังแสบแผลอยู่ดี แต่เดชชาติไม่กล้าโวยวายมากเพราะยังรู้สึกผิดต่อเธออยู่

“นุชหายโกรธพี่แล้วเหรอ”

“ก็พี่เอาหน้าตัวเองไปให้เขากระทืบซะขนาดนี้ ใครจะไปโกรธลง”

“พี่ไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะนุช พี่แค่อยากให้นุชได้งานทำเฉยๆ ไม่รู้ว่าไอ้เสี่ยมันเจตนาอย่างอื่น ถ้ารู้ตั้งแต่แรกพี่จะไม่ยอมให้มันเข้าใกล้นุชเด็ดขาด...อู้ยยยยย”

“หยุดพูดได้แล้ว ยิ่งพูดมากแผลก็ยิ่งฉีก อยากจะเป็นแผลเป็นหรือไง ยิ่งไม่หล่ออยู่ เดี๋ยวก็ขี้เหร่มากกว่านี้หรอก”

“พูดอย่างนี้เจ็บกว่ากระทืบอีกนะเนี่ย”

นีรนุชหัวเราะออกมา ชายหนุ่มนิ่วหน้ายังไม่หายแสบ เสร็จแล้วเดชชาติเดินไปส่งเธอที่บ้านซึ่งอยู่ใกล้กัน เขาแนะนำให้เธอลองคุยกับอารุมเผื่อจะฝากงานที่บริษัทได้ เพราะเจ้านายใจดี

“ผู้หญิงคนนั้นน่ะเหรอ”

“คุณวิศนีไม่ใช่เจ้านายโดยตรง แต่ก็คงช่วยนุชได้ นุชก็เห็นว่าเธอมีน้ำใจกับพวกเรา คนอาไร้...ทั้งสวยแล้วยังนิสัยดีอีก” เดชชาติทำหน้าเคลิบเคลิ้ม นีรนุชเบ้ปากไม่เชื่อ

“ดีจริงหรือว่าจะทำคะแนนเหอะ พี่สุบอกว่าคุณวิศนีอะไรเนี่ยจ้องพี่อารุมตาเป็นมันเลย”

“บ้าแล้ว สองคนนี้เขาเขม่นกันมาตั้งแต่...” เดชชาติชะงัก เกือบหลุดปากเรื่องรถชนกัน พอนีรนุชซักว่า ตั้งแต่อะไร เขาตัดบททันที “ไม่มีอะไรหรอก แต่พี่รับรองว่าคุณวิศนีเธอไม่ปิ๊งไอ้อารุมแน่ แต่ถ้าปิ๊งพี่ล่ะก็ไม่แน่ เพราะพี่ยังโสด”

นีรนุชยิ่งหมั่นไส้และขัดหูมากกว่าเดิม “ชิ งั้นก็รีบเด็ดดอกฟ้าให้ได้เร็วๆเถอะย่ะ คนแถวนี้เขาจะได้เลิกจับคู่นุชกับพี่ซะที มันเสื่อม”

“เฮ้ย! นี่แกด่าฉันนี่หว่ายายนุช” เดชชาติตั้งท่าโวยวาย แต่นีรนุชรีบหนีเข้าบ้านไปเสียก่อน

ฝ่ายนนทลีพี่สาวของนีรนุช ตั้งแต่กลับจากโรงพัก เธอยังหมกหมุ่นครุ่นคิดถึงคำพูดยุแยงของกุสุมาที่ว่า

ไม่น่าปล่อยอารุมไปกับวิศนี เพราะผู้หญิงคนนี้ไว้ใจไม่ได้...คิดไปคิดมานนทลีอดระแวงไม่ได้ ลองโทร.หาอารุมถามว่าถึงคอนโดหรือยัง ปรากฏว่าเขากำลังจอดรถอยู่หน้าบ้านเธอนั่นเอง

“ผมคงนอนไม่หลับคืนนี้ ถ้าไม่ได้เห็นหน้าแล้ว

ก็บอกฝันดีกับนน”

คำพูดแสนหวานจากจริงใจของอารุม ทำให้นนทลี สลัดทิ้งความระแวงหมดสิ้น ยืนมองเขาตรงระเบียงด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข

ooooooo

เช้าขึ้น วิศนีจำเป็นต้องนั่งรถไปกับกรแก้วเพราะอำนวยออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว วิศนีไม่นั่งเบาะหลังคู่กับกรแก้ว แต่มานั่งคู่กับประยุทธคนขับ แถมระหว่างทางเธอยังแกล้งเปิดเพลงเสียงดังลั่นรถ สร้างความหงุดหงิดรำคาญให้กรแก้วจนแทบข่มใจไม่ไหว

ถึงบริษัท กรแก้วหวังดีรีบบอกเรื่องที่อำนวยให้เธอพาวิศนีไปเลือกรถที่อยากได้ ซึ่งเธอระบุให้เป็นรถใหม่ป้ายแดง แต่วิศนีกลับต้องการรถมือสองที่เดชชาตินำเสนอ แถมยังจะออกไปลองรถกับเขาด้วย โดยไม่ฟังคำทักท้วงของกรแก้วที่ลึกๆแล้วไม่ต้องการให้เธอสนิทสนมกับพนักงานในบริษัท

แต่ไม่ทันที่ทั้งสองคนจะออกไป ยุพเยาว์วิ่งหน้าตาตื่นมาบอกวิศนีว่าท่านประธานต้องการพบด่วน เดชชาติสงสัยว่ามีอะไร แอบถามยุพเยาว์ก็ไม่ได้ความกระจ่าง รู้แค่ว่าเรื่องใหญ่มาก

อำนวยตำหนิวิศนีต่อหน้ากรแก้ว เรื่องที่เธอไปเล่นงานเสี่ยโชคบนโรงพักส่งผลให้บริษัทต้องขาดทุน

“เสี่ยโชคโทร.มาเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว ไอ้ที่แกไปเล่นงานเขาที่โรงพัก แล้วก็ขู่จะทำร้ายร่างกายเขาน่ะ”

“แล้วมันบอกพ่อหรือเปล่าว่ามันไปทำชั่วอะไรไว้”

“ฉันไม่สนว่าจะทำอะไร แต่เสี่ยโชคเป็นลูกค้าใหญ่ของเรา ตอนนี้แกทำให้เขาโกรธมากจนเขากับพวกยกเลิกรถที่จองไว้กับบริษัทเราหมดแล้ว แกรู้ไหมว่าตั้งยี่สิบคัน”

วิศนีอึ้งไปเหมือนกัน พอจะคำนวณได้ว่าเสียประโยชน์มากมาย แต่ยังไม่ทันอธิบายอำนวยก็ขึ้นเสียงต่อ หน้ามืดด้วยความโกรธ

“งามหน้าไหมล่ะ มาทำงานได้แค่สองวันทำบริษัท เจ๊งไปขนาดนี้ แล้วฉันจะไว้ใจแกต่อไปดีไหม ตั้งแต่แกกลับมาเนี่ย ไม่เคยสร้างความสบายให้ฉันเลย อยู่ที่ไหนก็มีแต่ปัญหา”

กรแก้วเห็นอำนวยคุมอารมณ์ไม่อยู่ก็เข้ามาเกาะแขนปราม...วิศนีสะเทือนใจที่ถูกด่า น้ำตารื้นจะหยดด้วยความน้อยใจ แต่ขณะเดียวกันก็เกิดทิฐิ

“ใช่ ก็หนูมันชอบสร้างปัญหาอย่างนี้แหละ พ่อยังไม่ชินอีกเหรอ พ่อเป็นคนลากหนูมาทำงานเอง ถ้าให้หนูนั่งๆนอนๆอยู่บ้าน ไม่ต้องทำอะไรเลยมันก็ไม่เกิดเรื่อง”

“งั้นก็ไป ไปให้พ้น ฉันไม่อยากเห็นหน้าแก ออกไป” อำนวยเอะอะยิ่งกว่าเดิม วิศนีเม้มปากแน่นกลั้นความสะเทือนใจ สะบัดหน้าออกไปทันที

วิศนีวิ่งตาแดงออกมาจากบริษัท ตรงมาที่รถ เดช–ชาติกำลังจะทักแต่เธอไม่สนใจ กระชากประตูขึ้นนั่งขับออกไปอย่างรวดเร็วด้วยอารมณ์ที่ร้อนเป็นไฟแทบจะชนใครต่อใคร พอพ้นจากบริษัท น้ำตาก็ไหลเป็นทางอย่างกลั้นไม่อยู่ และไม่ทันเห็นอารุมกับนนทลีที่มองมาด้วยความสงสัย

ครู่ต่อมา เดชชาติโดนอำนวยเล่นงานอีกคน โทษหนักถึงกับไล่ออก สั่งให้เก็บข้าวของออกจากบริษัทภายในครึ่งชั่วโมง เพื่อนร่วมงานพากันตกใจ โดยเฉพาะอารุม ซักถามเพื่อนรักเป็นการใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้น

“ก็เรื่องเมื่อวานนั่นแหละ ท่านเรียกฉันไปด่าเรื่องที่ทำร้ายร่างกายกับทุบรถไอ้เสี่ยโชค ตอนนี้มันกับพรรค พวกยกเลิกรถที่จองไว้กับเราหมดเลย คุณวิศนีก็โดนหางเลขไปด้วย ไม่น่าเลย”

อารุมเห็นใจวิศนี และไม่ยอมให้เดชชาติถูกไล่ออกง่ายๆแบบนี้ เขาลากเพื่อนรักเข้าไปอธิบายเรื่องราวให้อำนวยกับกรแก้วฟัง โดยนนทลีตามไปช่วยยืนยันด้วยว่าเสี่ยโชคพยายามจะปล้ำน้องสาวของเธอ

ไม่นานนัก ทั้งสามคนกลับออกมา เพื่อนร่วมงานต่างกรูมาสอบถามด้วยความเป็นห่วงเดชชาติ

“ฉันกับอารุมเล่าเรื่องที่เสี่ยโชคพยายามจะปล้ำนุชให้ท่านฟัง ท่านก็เลยเข้าใจหมดแล้ว ท่านบอกว่าจะเคลียร์ให้เดชชาติเอง”

ขาดคำของนนทลี เพื่อนๆส่งเสียงเฮขึ้นมาพร้อมกัน แล้วแย่งกันเข้ามากอดยินดีกับเดชชาติ

“แล้วนี่คุณวิศนีกลับมาหรือยัง” เดชชาติถามขึ้น

“เฮอะ คงจะกลับมาหรอก โดนพ่อด่าเปิงขนาดนั้น เป็นฉันฉันลาออกย่ะ” วิเวียนจีบปากจีบคอ คนอื่นๆ พยักพเยิดเห็นด้วย แต่อารุมนิ่งไปด้วยความสงสารวิศนี

อำนวยร้อนใจพยายามโทร.หาลูกสาวหลายครั้ง ก่อนจะวางลงอย่างท้อแท้ กรแก้วเองก็กระวนกระวายเป็นห่วงวิศนี เธอลุกขึ้นมาถามสามีว่า ติดต่อได้ไหม?

“ยายหนูไม่ยอมรับสาย ผมผิดเองที่ใจร้อน น่าจะสอบสวนให้รู้เรื่องก่อนว่าอะไรเป็นอะไร”

“คุณทำไปเพราะคำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทนี่คะ แล้วแกก็ไม่ยอมอธิบาย แกเองก็คงร้อนเหมือนกัน ปล่อยหนูวิศนีไปก่อนเถอะค่ะ พอเย็นลงทั้งคู่แล้วค่อยคุยกัน”

อำนวยสบตากรแก้วอย่างไม่สบายใจ

ooooooo

วิศนีขับรถไปหาแม่ที่บ้าน...แววกำลังตั้งวงไพ่อย่างสนุกสนาน หงวนเห็นรถมาจอดนึกว่าเป็น

ตำรวจ รีบวิ่งเข้ามาบอก ขาไพ่นับสิบเลยวิ่งหนีกันกระจัดกระจายไปหาที่ซ่อนตัว กว่าจะรู้ว่าเป็นลูกสาวของแวว ทุกคนก็หอบแฮ่ก งานนี้หงวนเลยโดนแววด่าเช็ด

แววดีใจที่ลูกมาหา คุยโขมงอวดเพื่อนบ้านและขาไพ่เป็นการใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องรถยนต์คันหรูที่ลูกขับมา แววนำพาทุกคนออกมาดูเป็นบุญตา

“เคยเห็นแต่ในทีวีล่ะสิ นี่ไงของจริง รถแบบนี้มีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้นะแก ต้องมีรสนิยมด้วย เป็นไงล่ะลูกสาวฉัน”

แววโอบเอววิศนียืดเต็มที่ด้วยความภูมิใจ บรรดาเพื่อนบ้านมองวิศนีอย่างชื่นชม แต่หญิงสาวกลับรู้สึกอึดอัดเหลือเกินที่ต้องมายืนอวดฐานะแบบนี้ เพราะโดยนิสัยเธอไม่ใช่คนโอ้อวด

ระหว่างนี้ หงวนเดินลิ่วออกมาจากในบ้าน แหกปากไม่บันยะบันยัง “คุณผู้หญิงขา พวกข้างในเขาบอกว่าถ้าคุณผู้หญิงไม่เล่นต่อ เขาจะกลับแล้วนะคะ”

“อุ๊ย เล่นสิเล่น ยังไม่ได้ทุนคืนเลย ไปๆ หมดเวลาดูแล้ว อย่าเกะกะ” แววรีบจูงวิศนีกลับเข้าบ้าน พลางบอกเสียงหวาน “เดี๋ยวอยู่กินข้าวกับแม่ก่อนนะลูก นังหงวน แกออกไปซื้อกับข้าวที่ร้านเจ๊ต่ายมาที เอาอาหารฝรั่งก็แล้วกัน...เอาอะไรดีล่ะ ข้าวผัดอเมริกัน เออ แล้วก็สปาเก็ตตี้ มักโรนีอะไรก็ได้ เอามาให้หมดเลย”

“จะดีเหรอคะคุณผู้หญิง”

“ทำไมจะไม่ดี”

“ก็คุณผู้หญิงติดค่ากับข้าวเจ๊ต่ายไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว ขืนหงวนโผล่ไปตอนนี้ก็โดนถีบกลับมาสิคะ”

แววเซ็งจัด กระชากเสียงถามว่าเท่าไหร่ พอหงวน บอกสามพัน เธอถึงกับร้องลั่นว่าบ้า โกหกหรือเปล่า จะกินล้างกินผลาญอะไรขนาดนั้น

“ก็กินล้างกินผลาญกันสองคนกะคุณชีพ จะมาถามอะไรหงวนล่ะ”

“เอ๊ะ อีนี่...เอ้าเอาไป แล้วรีบไปซื้อมา อย่าเถลไถลนะโว้ย”

หงวนรับเงินแล้ววิ่งแจ้นออกไป แววจะดึงวิศนีเข้าบ้าน แต่เธอขืนตัวไว้ บอกให้แม่เข้าไปก่อน เธอขอเดินดูอะไรรอบบ้านสักหน่อย แววพยักหน้า ผละเข้าบ้านทันที แล้วส่งเสียงเรียกพูดคุยกับพวกขาไพ่เอะอะเหมือนกลับเข้าสู่โลกของตัวเอง วิศนีละเหี่ยใจเดินเลี่ยงมาทางหลังบ้าน เห็นสวนที่มีต้นไม้รกเรื้อแล้วอดนึกถึงอดีตในวัยเด็กไม่ได้ ตอนนั้นตรงนี้เป็นสวนสวยสะอาดสะอ้าน เธอนั่งเล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับพ่อแม่อย่างมีความสุข

นึกถึงภาพเก่าๆแล้วเธออดน้ำตารื้นไม่ได้ หันหลังจะกลับชนกับชีพที่มายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ชีพทำทีเป็นห่วงแต่ความจริงแอบแต๊ะอั๋งจับมือเธอ

“ระวังหน่อยสิจ๊ะ แถวนี้งูเงี้ยวเขี้ยวขอมันเยอะ พี่ว่าน้องกลับเข้าบ้านดีกว่านะจ๊ะ”

“ขอบคุณ แต่ฉันไม่กลัวงูหรอก ฉันกลัวพวกแมลงมีปีกที่มันเพ่นพ่านอยู่ในบ้านแม่ฉันมากกว่า กลัวจะทนไม่ไหวกระทืบมันตายน่ะ”

วิศนีพูดขึงขังแล้วสะบัดหนีไป ชีพมองตามทั้งหมั่นไส้ทั้งหมายมาดอยากเชยชม...หนีพ่อเลี้ยงมาแล้ว วิศนีมองเข้าไปในบ้านยังเห็นแม่เล่นไพ่อย่างเพลิดเพลิน เธอตัดสินใจไม่เข้าไปลาแม่ เดินกลับมาขึ้นรถอย่างเหงาๆ หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดู เห็นโชว์เบอร์พ่อโทร.มาสามสิบครั้ง

หญิงสาวชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจลบทิ้ง ไม่ยอมโทร.กลับไป และไม่กลับเข้าบ้านด้วย แต่ไปนั่งกินอาหารในโรงแรม กระทั่งอารุมมาเห็นโดยบังเอิญ

เสร็จธุระกับลูกค้าแล้ว อารุมรีบเข้ามาทักเธอและถามว่าทำไมไม่กลับไปทำงาน วิศนีบอกว่าตนลาออกแล้ว แต่อารุมยังตื๊อว่าพ่อของเธออยากพบ

“ฉันรู้ แต่ฉันไม่อยากพบใคร” วิศนีพูดจบก็ยกมือเรียกพนักงานมาเก็บเงิน แล้วเดินหนีอารุมออกมา

อารุมไม่ปล่อยเธอไปง่ายๆ เดินตามมาคว้าแขนเธอจะให้กลับไปพร้อมกัน วิศนีพูดโพล่งอย่างไม่พอใจ

“คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน เพราะฉันไม่ได้เป็นเลขาฯของคุณแล้ว ไม่ดีใจหรือไงที่ไม่ต้องทำงานกับเลขาห่วยๆ ที่ดีแต่สร้างปัญหาอย่างฉัน”

“งั้นคุณก็กลับไปคุยกับพ่อคุณให้รู้เรื่องว่าคุณจะลาออก ไม่ใช่ทิ้งงานมาเฉยๆ”

“ฉันไม่กลับ” วิศนีพยายามจะแกะมืออารุมออก แต่คราวนี้อารุมดื้อไม่ยอมปล่อย

ขณะที่สองคนยื้อยุดกันไปมา โยธินผ่านมาเห็น วิศนีจำเขาได้ร้องขอความช่วยเหลือ ก่อนจะรู้ในเวลาต่อมาว่าโยธินคือเจ้าของโรงแรมนี้ เธอจึงให้เขาหาห้องพักให้ ส่วนอารุมที่กลับไปก่อนหน้านั้น เห็นท่าทีสนิทสนมของทั้งคู่แล้ว อดคิดไม่ได้ว่าเป็นแฟนกัน

โยธินแปลกใจที่จู่ๆวิศนีมาเปิดห้องที่โรงแรม เขาโทร.ไปเล่าให้อวลอบฟัง คาดเดาว่าสงสัยเธอจะทะเลาะกับพ่อ แต่รับรองว่าเขาจะดูแลเธอเป็นอย่างดี

ooooooo

ตกเย็นเลิกงาน นนทลีและกุสุมานั่งรถอารุมกลับบ้านเหมือนเคย จู่ๆกุสุมาก็ถามขึ้นมาว่าวิศนีจะไม่กลับมาทำงานแล้วใช่ไหม อารุมประหลาดใจย้อนถามเธอว่า รู้ได้อย่างไร ใครบอก?

“ก็เพื่อนสุที่ทำงานอยู่โรงแรมที่สุขุมวิทเขาเห็นคุณหนูวิศนีไปป้อเจ้านายเขาอยู่น่ะสิ”

อารุมชะงัก นึกถึงภาพที่เห็นเมื่อตอนกลางวัน รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

“เห็นว่าเปิดห้องกันกลางวันแสกๆเลยนะ แบบนี้คงไม่กลับมาทำงานแล้วมั้ง อาจจะต้องรอฉีกผ้าอ้อมแทน”

“เป็นลูกเศรษฐีนี่มันดีจังเลยนะ ทำงานเล่นๆ รอวันเจอผู้ชายรวยๆมาแต่งงานด้วย อยากจะเป็นคุณวิศนีเขาซักวันจริงๆ”

นนทลีพลอยผสมโรงไปกับกุสุมา หัวเราะกันขำๆไม่ได้คิดอะไร แต่อารุมซึ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้วได้ยินนนทลีพูดแบบไม่คิดก็ฉุนกึก

“ผมขอโทษนะนน ที่เกิดมาไม่รวยพอ จนทำให้นนต้องไปอิจฉาคนอื่นเขา”

“อะไรคะอารุม ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ”

“ก็นนพูดอะไรล่ะ นนอิจฉาคนอื่นตลอดเวลาเพราะคิดว่าชีวิตตัวเองไม่ดีพอ ผมว่าผมเองก็คงเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่ดีพอในชีวิตนนด้วยนั่นแหละ”

นนทลีหน้าเสีย บอกว่าตนพูดเล่น แต่อารุมไม่ฟัง จะให้เธอเลือกคนรักใหม่ที่ดีกว่าเขา นนทลีน้อยใจถึงกับน้ำตารื้น สั่งเขาจอดรถเดี๋ยวนี้ เธอจะลง... อารุมใจเสียแต่ไม่ยอมจอด กระทั่งเธอทุบตี จึงต้องหักรถเข้าข้างทางหวังจะเคลียร์กันให้เข้าใจ แต่ปรากฏว่านนทลีวิ่งไปโบกแท็กซี่หนีไป กุสุมาสะใจเป็นบ้า แต่ทำทีปลอบใจอารุมอย่าคิดมาก

ด้านอำนวยกับกรแก้ว เมื่อกลับถึงบ้านทราบจากสาวใช้ว่าวิศนีมาเก็บเสื้อผ้าออกไปก็ตกใจ อำนวยนึกถึงแวว รีบเดินทางไปพร้อมกรแก้ว แต่ไม่พบลูกสาว แถมยังมีปากเสียงกับแววและชีพที่กำลังเมาปลิ้น เพราะแววด่ากรแก้วอย่างเสียๆหายๆ แล้วยังจะทำร้ายร่างกายด้วย
กลับออกจากบ้านแววได้สักครู่ สองสามีภรรยาก็รีบร้อนไปยังโรงแรมหลังจากอวลอบโทร.มาเล่าให้กรแก้วฟังว่าวิศนีอยู่ที่นั่น

วิศนีกำลังเต้นหลุดโลกสนุกสนานอยู่ในผับของโรงแรม อำนวยเห็นแล้วรับไม่ได้ เข้ามาบังคับลูกสาวให้กลับบ้าน พร้อมกับคว้าขวดน้ำเปล่าในมือโยธินสาดใส่หน้าเมื่อเธอพยายามสะบัดหนี

“นี่มันอะไรกันเนี่ย ฉันไปเจอแม่แกเมาแอ๋ก็ทุเรศใจพออยู่แล้ว นี่ยังต้องมาเจอแกสภาพนี้อีก” อำนวยระเบิดอารมณ์อย่างเหลืออด กรแก้วขายหน้าคนอื่นรีบสะกิดปรามสามี อำนวยจึงลดเสียงลง สั่งวิศนีให้กลับบ้าน

“หนูไม่กลับ!” วิศนีสวนทันควัน

“อย่าดื้อกับพ่อนะวิศนี พ่อมีความอดทนจำกัดนะ”

“งั้นก็ไม่ต้องทน เพราะหนูก็ไม่อยากจะทนแล้วเหมือนกัน พ่อบอกว่าหนูเป็นตัวปัญหาแล้วพ่อจะมาตามหนูกลับไปสร้างปัญหาในชีวิตพ่ออีกทำไม ให้หนูใช้ชีวิตแบบที่หนูเคยใช้สิคะ พ่อจะได้ไม่ต้องปวดหัวมากไปกว่านี้”

“แต่แกเป็นลูกฉัน แกจะมาเหลวแหลกต่อหน้าต่อตาฉันแบบนี้ไม่ได้”

“ก็นี่แหละหนู หนูเป็นแบบนี้มาตลอดทั้งชีวิตแล้ว มันคงเปลี่ยนไม่ได้หรอก สิ่งเดียวที่พ่อจะทำได้ก็คือทิ้งหนูไว้แบบนี้แหละ” วิศนีตะโกนลั่นแล้ววิ่งกระเซอะกระเซิงหนีไป อำนวยจะก้าวตามแต่ไปไม่ไหว ซวนเซเหมือนจะล้ม จนกรแก้วต้องเข้าประคอง

ooooooo

ตอนที่ 1

ในงานเลี้ยงฉลองแต่งงานเล็กๆภายในหมู่เพื่อนสนิทและครอบครัวของนายอำนวย นักธุรกิจเจ้าของบริษัทรถยนต์ กับ กรแก้ว หญิงสาวจากตระกูลผู้ดีเก่า เกิดเซอร์ไพรส์ที่ไม่คาดฝันเมื่อ วิศนี ลูกสาวคนเดียวของนายอำนวยปรากฏตัวขึ้นในฐานะแขกไม่ได้รับเชิญ หลังจากไปอยู่ต่างประเทศมานานหลายปี

วิศนีบินด่วนกลับเมืองไทยทันทีที่ทราบเรื่องการแต่งงาน ด้วยความโกรธและน้อยใจที่บิดาปิดบังเรื่องนี้กับเธอ วิศนีจงใจฉีกหน้ากรแก้วด้วยการจ้างทีมแดนเซอร์ชายหญิงมาเต้นโชว์วาบหวิว แถมพูดจาประชดประชันอยู่ในที จนกรแก้วต้องขายหน้าเพื่อนๆผู้ดีที่มาร่วมงาน

อำนวยโกรธที่ลูกสาวทำให้ตัวเองและภรรยาใหม่ต้องอับอาย เขาลากวิศนีออกมาต่อว่าอย่างรุนแรง

“แกเป็นอะไรของแก ถึงได้ทำบ้าๆ พูดบ้าๆแบบนั้น”

“หนูก็แค่อยากจะแสดงความยินดี” วิศนีอมยิ้มกวนๆ อยากป่วนมากกว่ายินดี “พ่อโกรธเพราะมันเป็นเซอร์ไพรส์ใช่ไหมล่ะ หนูก็เซอร์ไพรส์เหมือนกัน นี่ถ้าหนูไม่เผอิญเปิดหนังสือพิมพ์ไทยอ่าน ก็คงไม่รู้ว่าตัวเองจะมีแม่ใหม่”

“ฉันไม่อยากบอกแกก็เพราะไม่อยากให้แกกระทบกระเทือนใจ”

“อ๋อ พ่อก็รู้เหมือนกันว่าหนูจะรู้สึกยังไง แต่พ่อก็ยังทำ”

“วิศนี!”

“พ่อเป็นโสดมาได้ตั้งเกือบยี่สิบปี ผู้หญิงคนนี้มีดีอะไร ถึงทำให้ตบะแตกได้คะ”

“อย่าพูดถึงคุณกรแก้วแบบนั้นนะ เขาเป็นคนดี เป็นผู้ดี”

“งั้นแสดงว่าของขวัญหนูก็คงถูกใจเขาน่าดู”

อำนวยถอนใจ ไม่อยากทะเลาะให้หงุดหงิด พยายามข่มใจ

“เอาล่ะ ฉันยอมแพ้ ฉันขอโทษที่ทำอะไรโดยไม่บอกแก พอใจไหม ถ้าพอใจแล้วก็ไปอาบน้ำนอนให้สบาย แล้วพรุ่งนี้พ่อจะให้เลขาหาตั๋วกลับฝรั่งเศสให้”

“ไม่ค่ะ”

“แกจะเอาอะไรอีก”

“หนูไม่เอาอะไรทั้งนั้น เพราะว่าหนูจะกลับมาอยู่ที่บ้านเรา...ถาวร” วิศนีตอบฉะฉาน

อำนวยอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดความผิดหวัง เมื่อลูกสาวยืนยันหนักแน่นว่าไม่กลับไปฝรั่งเศสอีกแล้ว

“สุดท้ายแกก็ทิ้งเรื่องเรียนอย่างที่ฉันคิดจริงๆ อุตส่าห์ส่งไปอยู่เมืองนอกเกือบ 10 ปี แทนที่จะได้ดีเหมือนลูกคนอื่น ก็ดันเรียนไม่จบอะไรเลย”

“หนูเรียนรู้มามากพอแล้วค่ะที่นั่น”

“ใช่สิ ตอนอยู่อังกฤษแกก็ไปเรียนอย่างนึง พอเบื่อก็ย้ายเยอรมัน พอไม่จบเยอรมันก็ไปต่อฝรั่งเศส ร่อนเร่พเนจรไปเรื่อย”

“แล้วพ่อรู้ไหมล่ะคะว่าหนูทำอย่างนั้นทำไม”

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง วันๆฉันก็ทำงานงกๆ หาเงินส่งไปให้แกถลุงเล่น ชีวิตแกสุขสบายทุกอย่าง มีกินมีใช้ไม่เคยต้องอด แต่แกมันไม่รักดีเอง”

“คนเราไม่ใช่ว่าอยู่ดีกินดี มีเงินใช้จะแปลว่าสุขสบายนะคะ พ่อเคยถามหนูซักคำไหมว่าอยู่ที่โน่นหนูเป็นยังไงบ้าง ขนาดหนูนอนป่วยอยู่โรงพยาบาล พ่อก็ทำได้แค่ให้เลขาส่งเงินค่าหมอมาให้ แต่ไม่เคยถามหนูซักคำว่าเจ็บป่วยอะไร อาการเป็นยังไง อยากกลับบ้านหรือเปล่า”

“อ้อ แกก็เลยเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างทำตัวเหลวแหลกประชดฉัน แล้วแกรู้บ้างไหมว่าไอ้ความเละเทะของแกมันทำให้พ่ออย่างฉันปวดหัวแค่ไหน”

วิศนีเจ็บปวดกับคำพูดทิ่มแทงของบิดาจนน้ำตารื้น แต่พยายามกล้ำกลืนไว้

“ก็ถ้าหนูเป็นพ่อแม่คน หนูจะทำให้ลูกรู้สึกว่าแก เป็นเด็กที่มีพ่อมีแม่ที่รับฟังทุกข์สุข พร้อมที่จะเช็ดน้ำตา ให้ ไม่ใช่ปล่อยให้โตขึ้นตามยถากรรม แล้วค่อยมาปวดหัวกับพฤติกรรมของมัน”

อำนวยไม่พอใจถ้อยคำยอกย้อนของลูกสาว เขาปัดแจกันบนโต๊ะหล่นดังเพล้ง! ทั้งโกรธทั้งน้อยใจที่ลูกไม่เคยเห็นความดี

“เนี่ยเหรอ ที่ลูกมันพูดกับพ่อ ถ้า 10 ปีที่เมืองนอกมันสอนแกให้ดีได้แค่นี้ ก็ไม่ต้องกลับไปอีกแล้ว”

อำนวยเดินปึงปังออกไปทันที วิศนีมองตามพ่อด้วยความน้อยใจ น้ำตาซึมออกมา กรแก้วโผล่หน้าเข้ามาเพราะได้ยินเสียงของตกแตก วิศนีรีบเบือนหน้าหนีไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตาของตน กรแก้วเห็นแจกันแตก เดินเข้ามาหยิบ

“ตายจริง...” เสียงเธอรำพึงด้วยความเสียดาย

“แพงเหรอคะ” วิศนีแกล้งถามเพื่อจงใจเหน็บกรแก้ว “ของเก่าๆดีๆ ก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ เปราะบาง ต้องคอยทะนุถนอมไว้บนที่สูง แต่สุดท้ายพอตกแตกมันก็เป็นแค่เศษดินเหมือนกัน”

กรแก้วสะอึกอึ้ง มองตามวิศนีที่ผละออกไปด้วยรอยยิ้มเชือดเฉือน เธอเผลอกำเศษแจกันในมือจนสะดุ้งเฮือก ก้มดูก็เห็นเลือดซึมออกมา แต่เมื่ออำนวยเห็นเข้า เธอไม่พูดอะไรมาก บอกแค่ว่าโดนแก้วบาดนิดหน่อย แต่อำนวยสังเกตสีหน้าเธอไม่สู้ดี อดเป็นห่วงความรู้สึกของเธอไม่ได้

“คุณคิดมากเรื่องวันนี้หรือเปล่า ผมขอโทษแทนลูกด้วย”

“ฉันแค่ตกใจ ไม่คิดว่าจะได้เจอแกกะทันหันแบบนี้”

“วิศนีเป็นเด็กหัวดื้อ แต่แกไม่มีอะไรหรอก ผมรับรอง”

“แล้วแกจะมาอยู่กี่วันคะ”

“แกจะไม่กลับไปเมืองนอกแล้ว”

กรแก้วได้ยินแล้วนิ่งอึ้ง เพราะรู้ว่าท่าทางชีวิตคู่กับอำนวยคงจะยุ่งยากกว่าที่คิด แต่เธอก็ตัดสินใจแล้วว่าจะทำหน้าที่แม่เลี้ยงให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ooooooo

วันแรกของการย่างก้าวเข้ามาในบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่าของบิดาที่วิศนีไม่เคยเห็นมาก่อน บรรดาคนรับใช้ชายหญิงสี่คนยืนเรียงรอต้อนรับ ทุกอย่างดูเป็นระเบียบไปหมด ตามแบบฉบับผู้ดีเก่าของกรแก้ว

อำนวยพากรแก้วกับวิศนีเดินลงมา กลุ่มคนใช้ยกมือไหว้อย่างพร้อมเพรียง วิศนีจำสองในสี่คนนั้นได้ ทักอย่างไม่ถือตัว

“ละอองใช่ไหม...ส่วนนี่ก็สมจิต ฉันจำได้”

สองคนที่ถูกเอ่ยชื่อยิ้มรับด้วยท่าทีนอบน้อม อำนวยพยักพเยิดไปยังสาวใช้อีกสองคนท่าทางเรียบร้อยสงบเสงี่ยม บอกลูกสาวว่าทั้งคู่เป็นคนของกรแก้ว

“แหม...คนทำงานเยอะกว่าเจ้าของบ้านอีกนะคะ” วิศนีพูดโพล่ง

กรแก้วปรายตามอง รู้สึกเหมือนโดนเหน็บ แต่ก็ไม่ทำลายบรรยากาศ พูดเอาใจลูกเลี้ยงว่า

“มีคนเยอะๆ หนูกับคุณพ่อจะได้สบายไงจ๊ะ”

“ก็ดีค่ะ แต่ไม่ค่อยชิน” วิศนีส่งยิ้มประหลาดให้กรแก้ว แล้วเดินนำเข้าบ้าน กวาดตามองรอบๆ เหมือนชมพิพิธภัณฑ์ อำนวยกับกรแก้วตามเข้ามา

“เป็นไงลูก บ้านใหม่ พ่อปลูกมาได้ห้าปีแล้ว หนูชอบไหม”

“อะไรๆมันก็ใหม่ทั้งนั้นเลยนะคะสำหรับหนู ทั้งบ้านใหม่ รถใหม่ แล้วก็แม่ใหม่ ไม่รู้ว่าพ่อเองก็เปลี่ยน เป็นคนใหม่ด้วยหรือเปล่า”

“พูดอะไรอย่างนั้น พ่อก็ยังเป็นพ่อแกอยู่วันยังค่ำ”

“หนูวิศนีเพิ่งมาเหนื่อยๆ น่าจะขึ้นไปพักผ่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวฉันจะให้ละอองพาไปดูว่าหนูอยากนอนห้องไหน” กรแก้วตัดบท เพราะรู้ว่าอำนวยอึดอัดใจ แต่กระนั้นวิศนีก็ยังเหน็บแนมบิดาของตนอีก

“เห็นไหมคะ แม้แต่ห้องหนูยังไม่มีเลย แล้วจะให้หนูแน่ใจได้ยังไงว่าพ่อยังเป็นพ่อของหนูอยู่”

อำนวยเริ่มโมโห ตอกกลับลูกสาวที่เดินนวยนาดตามละอองไปแล้ว

“ก็ที่ฉันยังไม่ได้จัดเตรียมอะไรให้แก ก็เพราะแกมันเอาใจยากอย่างนี้ไง ฉันทำอะไรมันก็ไม่ถูกใจแกทั้งนั้นแหละ”

อำนวยทำท่าจะตามขึ้นไปโวย แต่กรแก้วจับแขนเขาไว้เป็นเชิงปราม วิศนีเดินลิ่วขึ้นบันได ทำเหมือนไม่ได้ยิน แต่จริงๆซ่อนสีหน้าเจ็บปวด...

เมื่อแยกย้ายเข้าห้องส่วนตัว อำนวยเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เพื่อออกข้างนอก ทั้งที่ใจยังกรุ่นเรื่องลูกสาว เขาบ่นกับกรแก้ว

“นี่ถ้าผมไม่ได้นัดตีกอล์ฟกับท่านรัฐมนตรี ก็อยากจะอยู่คุยกับมันให้รู้เรื่อง มันจะมาทำท่าจองหองพองขนกับเราแบบนี้ไม่ได้”

“อย่าเพิ่งเลยค่ะ คุณเองก็กำลังร้อน หนูวิศนีก็ไม่ใช่คนลดราวาศอก คุยกันไปก็มีแต่จะทำให้เกิดเรื่อง”

“วิศนีเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาผมไม่เคยมีใคร แล้วก็ไม่เคยคิดจะยกย่องใคร แต่ถ้ามันยังมีสำนึกของความเป็นลูกที่ดี มันก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของผม”

“คุณว่าฉันควรจะทำยังไง”

“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ผมจะทำเอง แล้วผมก็เชื่อว่าวันหนึ่งมันจะรู้ว่าทำไมผมถึงรักคุณ” อำนวยกุมมือกรแก้วให้กำลังใจ

หลังจากอำนวยออกไปได้ครู่เดียว วิศนีเดินออกมาหน้าบ้าน เห็นประยุทธคนขับรถกำลังเช็ดถูรถคันงาม เธอเอ่ยปากขอกุญแจ แต่ประยุทธลังเล ถามโน่นนี่จนเธอรำคาญ เดินไปเปิดประตูรถเห็นกุญแจเสียบอยู่พอดี จึงขึ้นนั่งสตาร์ตเครื่องโดยที่ประยุทธห้ามไม่ฟัง

วิศนีไม่สนใจท่าทีร้อนรนของประยุทธ เร่งเครื่องยนต์ เสียงดังกระหึ่มแล้วเคลื่อนรถวนไปมา ประยุทธวิ่งตามพยายามจะบอกว่ารถคันนี้เป็นของกรแก้ว วิศนีหัวเราะสนุก ยิ่งเห็นกรแก้วโผล่ออกมาอีกคน เธอยิ่งสนุกใหญ่ แกล้งขับรถไล่กวดประยุทธ ไม่ฟังเสียงห้ามของกรแก้ว

จากที่วิ่งตาม กลายเป็นต้องวิ่งหนี ประยุทธหน้าตาตื่นหลบทางโน้นทางนี้ วิศนีพุ่งตามอย่างเร็วจนเฉี่ยวกระถางต้นไม้แตกกระจาย เธอหยุดรถเหมือนจะลงมาดู แต่พอเห็นกรแก้ววิ่งหน้าตั้งมา ก็เปลี่ยนใจเร่งเครื่องหนีไปทันที

“เล่นบ้าๆอะไรกันประยุทธ นั่นมันรถของฉันนะ” กรแก้วโวยลั่น

“ผมพยายามห้ามแล้วครับคุณผู้หญิง”

กรแก้วพูดไม่ออก มองออกไปหน้าบ้านอย่างเดือดๆ ห่วงรถตัวเอง

ooooooo

วิศนีตั้งใจไปเยี่ยมแววผู้เป็นแม่ ระหว่างทางรถเกิดเฉี่ยวชนกับรถของอารุมที่มีเดชชาตินั่งมาด้วย วิศนีเป็นฝ่ายผิดเพราะมัวแต่วุ่นวายอยู่กับโทรศัพท์ ซึ่งเธอไม่รู้ว่าสองหนุ่มเพื่อนสนิทเป็นพนักงานในบริษัทของอำนวย

อารุมเป็นผู้จัดการแผนก เป็นคนเอาการเอางาน จริงจังกับชีวิต ขณะที่เดชชาติเป็นเซลส์ขายรถ ช่างพูด อารมณ์ดี มองโลกในแง่บวก

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ และวิศนีเป็นฝ่ายผิด เธอรีบลงจากรถมาดูรอยเฉี่ยว แล้วมองไปที่คู่กรณีหน้าเสีย อารุมลงมาก่อนเดชชาติ เขามองหญิงสาวอย่างจำได้ เคยเห็นเธอที่โรงแรมจัดงานแต่งงานของอำนวยกับกรแก้ว เห็นแค่แวบเดียว แต่ก็สะดุดตาในความสวย

“คุณ...” อารุมเผลอพูดออกมา

หญิงสาวจำเขาไม่ได้ รีบยกมือไหว้ขอโทษเรื่องขับรถชน และเธอยอมรับผิดทุกอย่าง เดชชาติเพิ่งลงจากรถ ไม่ทันเห็นสาวสวย เอาแต่เชียร์อารุมให้ซื้อรถคันใหม่แทนรถวัยทองคันนี้เสียที

“เฮ้ย เป็นไงบ้างวะอารุม รถแกพังหรือเปล่า ถ้าพังก็ซื้อใหม่เลย เดี๋ยวฉันจัดราคาให้แบบพิเศษๆ รับรองถูกเหมือนได้ฟรี”

พูดจบเพิ่งเห็นสาวสวย เดชชาติถึงตะลึง ครางว่านางฟ้า...ยิ่งเห็นเธอส่งยิ้มหวาน พนมมือขอโทษ เดชชาติแทบละลาย

“ขอโทษจริงๆนะคะ ฉันมัวแต่ดูโทรศัพท์เลยไม่เห็นรถคุณ”

“ไม่เป็นไรครับ” เดชชาติพูดเหมือนละเมอ...ต่างจากอารุมที่โพล่งขึ้นอย่างไม่พอใจ

“ไม่เป็นไรได้ยังไง คุณไม่รู้เหรอว่ากฎหมายเขาไม่ให้ใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถ”

“คือฉัน...”

“ถ้าจะอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นเพราะไม่เคยศึกษากฎจราจร ขอร้องว่าอย่าเสียเวลา มันฟังไม่ขึ้นหรอก”

“เปล่าค่ะ ฉันกำลังจะบอกว่าฉันรู้ แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

“ผมก็ไม่คิดว่าคุณจะตั้งใจเอารถหรูๆของคุณมาชนกับผมอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่ได้ทำให้คุณผิดน้อยลง”

เดชชาติเห็นท่าไม่ดี เตือนเพื่อนรักให้ใจเย็นๆ

“ฉันรู้ว่าฉันผิด แล้วฉันก็กำลังจะชดใช้ให้นี่ไง” วิศนีเริ่มเซ็ง หยิบกระเป๋าเงินออกมา “คุณจะเอาเท่าไหร่ล่ะ ตกลงกันตรงนี้เลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาตำรวจ ฉันรีบ”

อารุมยังไม่ทันตอบ เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เขากดรับเพราะเป็นสายจากนนทลีแฟนสาว เธอกำลังรอคอยเขาอยู่ในมหาวิทยาลัยที่น้องสาวรับปริญญา

“อยู่ไหนแล้วคะอารุม ใกล้จะได้เวลาแล้วนะคะ”

“เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะนน”

“แล้วคุณเป็นอะไรหรือเปล่า”

“ไม่หรอก แค่เฉี่ยวชนกันนิดหน่อย”

อารุมยืนหันหลังคุยโทรศัพท์ วิศนียืนรอหน้าตาหงุดหงิด อยากจะเจรจาให้จบๆเสียที

“อาคุณเนี่ย ทำอะไรชักช้าอย่างนี้ตลอดเลยเหรอคะ”

คำถามของเธอทำเอาเดชชาติเป็นงงว่าอาไหน? ใครเป็นอา?

“ก็ฉันเห็นคุณเรียกเขาว่าอา”

“โธ่...มันไม่ใช่อาผมหรอกครับ มันชื่ออารุม”

“ก็ดี ฉันจะได้ไม่ต้องเกรงใจ” วิศนีพูดจบก็เดินฉับๆไปดึงโทรศัพท์จากมืออารุมมากดปิดหน้าตาเฉย

“เฮ้ย! อะไรของคุณเนี่ย” อารุมไม่พอใจ

“คุณไม่เข้าใจภาษาคนที่ฉันพูดว่ารีบหรือไงคะ”

“แล้วคุณล่ะ รู้จักคำว่ามารยาทบ้างไหม”

ขณะสองฝ่ายทุ่มเถียงกันไปมา...ทางฝ่ายนนทลีงุนงงที่จู่ๆสายตัดไปดื้อๆ กุสุมาเพื่อนสนิทของเธอเดินมาถามว่ามีอะไร พอได้ยินว่าอารุมเกิดอุบัติเหตุ กุสุมาหน้าตาตื่น ถามระรัวว่าเขาเป็นอะไรมากหรือเปล่า

“ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นก็ได้สุ อารุมไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่จะมาช้าหน่อย ไปหานุชกันเถอะ”

นนทลีเดินนำไป แต่กุสุมายังไม่ขยับ ท่าทีไม่สบายใจ นัก หยิบโทรศัพท์มือถือมากดโทร.ออก...เสียงมือถืออารุมดังอีก วิศนีไม่ยอมคืน บังคับเขาต้องคุยกันให้รู้เรื่องก่อน เลยเกิดยื้อยุดกันไปมา เดชชาติพยายามเข้าไกล่เกลี่ย แต่กลายเป็นว่าวิศนีสะบัดจนมือถือกระเด็นไปกลางถนนโดนรถเหยียบดังกร๊อบ อารุมวิ่งไปหยิบมันกลับมาในสภาพเยินยับ

“คุณขับรถชนรถผมแล้วยังทำลายโทรศัพท์ผมอีกนะ”

“ฉันไม่ได้ตั้งใจ ก็คุณมัวแต่จะคุยโทรศัพท์ ไม่ยอมตกลงกับฉันซักทีว่าจะเอายังไง”

อารุมก้มดูโทรศัพท์ในมืออย่างเดือดดาล วิศนียิ่งรู้สึกผิด เปิดกระเป๋าหยิบเงินเพิ่ม

“อ่ะ ฉันให้ เอาไปหมดนี่เลย แค่นี้คุณก็กำไรแล้ว ทั้งค่ารถค่าโทรศัพท์เครื่องใหม่”

“พวกเศรษฐี ใช้เงินแก้ปัญหาตลอด” อารุมกระแทกเสียงอย่างเดือดดาล

“แล้วจะให้ฉันทำยังไง จะให้ก้มกราบเท้าไหม จะได้จบๆไปซักที” วิศนีทำท่าจะคุกเข่า เดชชาติรีบห้ามเสียงหลง

“อย่าๆๆ อย่าครับ ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก ผมขอโทษคุณแทนเพื่อนผมด้วยก็แล้วกันนะครับ”

“ไอ้ชาติ ไปขอโทษเขาทำไม ฉันเป็นผู้เสียหายนะโว้ย”

“เอาน่า มัวแต่เถียงกันอย่างนี้ เดี๋ยวแกก็ไปไม่ทันงานรับปริญญา โดนยายนุชแหกอกเอาไม่รู้ด้วยนะ...เอางี้นะครับคุณ ผมชื่อเดชชาติ ผมขออนุญาตรับเอาไว้ให้ แล้วเป็นอันว่าตกลงเคลียร์กันเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือเดี๋ยวผมจัดการเองครับ”

เดชชาติรับเงินจากวิศนีมาอย่างเกรงใจ วิศนีมองอารุมตาขวางๆ

“แค่นี้ก็หมดเรื่อง มัวแต่โยกโย้ หาเรื่องอยากซื้อโทรศัพท์ใหม่หรือเปล่าก็ไม่รู้”

“นี่คุณ” อารุมขยับจะเข้าไปเล่นงานอีก แต่เดชชาติกันไว้ วิศนีแกล้งทำลอยหน้าล้อเลียนแล้วรีบขับรถ หนี...อารุมหงุดหงิด บ่นอุบ “ผู้หญิงอะไร หน้าตาก็แย่ นิสัยก็ใช้ไม่ได้”

“เฮ้ย...แกตากแดดจนเบลอหรือเปล่าวะ อย่างนั้นน่ะเหรอเรียกว่าหน้าตาแย่ งั้นฉันยอมรักคนขี้เหร่ก็ได้วะเอ้า”

“ไอ้ชาติ แกมันก็เป็นซะอย่างงี้ เห็นคนสวยทีไรก็มืออ่อน ยอมเขาหมดทุกอย่าง”

“แล้วแกจะให้เขาทำยังไง เขาก็ยอมรับผิดชดใช้ให้แล้ว แกเองก็มัวแต่ลีลา ดูซิจากตอนแรกแค่รถบุบ ก็ได้มือถือบู้บี้มาอีกเครื่องเลยเนี่ย”

อารุมมองโทรศัพท์แล้วยิ่งเซ็ง เดชชาติตบไหล่เพื่อนเบาๆ ปลอบใจ

“เอาน่า ถือว่าฟาดเคราะห์ แกอาจจะมีดวงได้มือถือใหม่กับรถใหม่พอดีก็ได้นะเว้ย เดี๋ยวไปเลือกกันเลยเพื่อน ฉันช่วย”

“เงินยายนั่น ฉันจะเอาไปทำบุญล้างซวย จะได้ไม่ต้องเจอกันอีก” อารุมมองตามรถวิศนีที่ขับออกไปอย่างเคืองๆ

ooooooo

วิศนีดั้นด้นไปจนถึงบ้านแม่แวว นั่งน้ำตาซึมมองบ้านที่เคยอยู่แต่อ้อนแต่ออก หวนนึกถึงตอนห้าขวบที่พ่อตัดสินใจพาเธอทิ้งแม่ออกมาจากบ้านหลังนี้

แววติดเหล้าและติดการพนันงอมแงม ไม่สนใจหน้าที่แม่และเมีย เห็นแก่เงิน ปากร้าย รักตัวเองมากกว่าลูก ที่สุดอำนวยก็เบื่อหน่ายจนทนไม่ไหว หอบลูกน้อยออกจากบ้านในวันที่แววเมามาก

“ไป...ไปให้พ้นเลย ไอ้ผัวเฮงซวย หน็อย...อดอยากมาด้วยกันแท้ๆ แต่พอได้ดีก็ถีบหัวส่ง ถุย! ไอ้คนเลว” แววไล่ตะเพิดด้วยความเจ็บใจ

“ฉันบอกเธอแล้วนะแวว ว่าถ้าเธอทิ้งลูกไปเล่นไพ่อีกครั้งเดียว เราก็อยู่ด้วยกันไม่ได้”

“ก็อยากไม่ให้ตั้งวงในบ้านนี่หว่า แล้วบ่อนก็อยู่ใกล้แค่นี้ จะอะไรนักหนา”

“งั้นต่อไปนี้ก็เชิญตั้งวงไพ่ตามสบาย แต่ฉันกับลูกจะไม่อยู่ที่นี่...ไป ยายหนู”

“ไม่ หนูไม่ไป หนูจะอยู่กับแม่ ฮือๆ” เด็กหญิงวิศนีกรีดร้อง วิ่งเข้ามากอดแม่แน่น

“ไม่เอาลูก ไปกับพ่อ” อำนวยเข้ามาดึงลูกสาว

แววยืนโงนเงน ตาแดงก่ำเพราะความเมา ไม่มีสติสัมปชัญญะ พอถูกกอดรัดมากๆเข้าก็รำคาญ กระชากแขนลูกออกแล้วผลักจนลูกล้มตึง

“โอ๊ย รำคาญ! ไปเลย ไปกันให้หมด ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน จะไปตกนรกที่ไหนก็ไปไป๊”

อำนวยตกใจรีบเข้ามาอุ้มลูกสาวที่ร้องไห้จ้า แววสะบัดเข้าบ้านไปอย่างไม่ไยดี...

แม้จะยังเด็ก แต่ภาพเหตุการณ์วันนั้นก็ยังติดตาวิศนีจนถึงวันนี้...เธอนั่งน้ำตาคลอในรถ คิดถึงแม่มากกว่าโกรธ

“แม่คะ แม่อยู่บ้านหรือเปล่า หนูมาเยี่ยม” เธอร้องเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบ จึงลงจากรถเดินเข้าไปในบ้านที่ไม่ได้ล็อกประตู

ชีพ ผัวใหม่ของแววนอนจมขวดเหล้า งัวเงียลืมตาท่าทางยังไม่สร่างเมา พอเห็นสาวสวยโผล่เข้ามา ชีพตาลุกวาวโถมเข้าใส่หมายปลุกปล้ำ วิศนีตกใจมาก ปัดป้องพัลวันก่อนจะหันไปคว้าร่มคันยาวมาฟาดชีพไม่ยั้ง

เสียงร้องของชีพดังแว่วไปนอกบ้าน แววกับหงวนนั่งรถสองแถวกลับมาพอดี ทั้งคู่วิ่งตาลีตาลานเข้าบ้าน แววเห็นผัวถูกทำร้ายก็ด่าทอหญิงสาวลั่นไปหมด กว่าจะรู้ว่าใครเป็นใครก็เล่นเอาหอบไปด้วยกัน

สองแม่ลูกดีใจ กอดรัดทักทายกันด้วยความคิดถึง หงวนเอาน้ำมาให้วิศนี แล้วก็นั่งน้ำลายแตกฟองเมื่อแววถามถึงชีพว่าเป็นยังไงบ้าง

“โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนังหนาจะตายไปคุณชีพน่ะ ให้กินยาแก้ปวดก็ไม่กิน เอาเหล้ามากินต่อจนหลับไปแล้วค่ะ”

“ผู้ชายคนนั้นเขาจะปล้ำหนูค่ะแม่ หนูเห็นประตูบ้านเปิดอยู่ก็เลยเดินเข้ามา แต่อยู่ๆเขาก็กระโจนเข้ามาจะทำร้ายหนู”

“อุ๊ย ชีพเขาคงดื่มเยอะนะลูก แล้วบ้านมันก็ไม่ได้เปิดไฟ เขาคงเข้าใจผิดละมั้ง ก็เลยเล่นอะไรพิเรนทร์ หุ่นหนูกับแม่ก็ใกล้ๆกันนี่” แววกลบเกลื่อนแก้ตัวแทนผัว แต่โดนหงวนเบรกทันควัน

“ต๊าย...กล้าพูด”

“แกว่าอะไรนังหงวน”

“เปล่าค่ะ หงวนกำลังจะบอกว่าคุณผู้หญิงกล้าพูดได้ถูกเผงเลยค่ะ”

“ตกลงเขาเป็นใครคะแม่”

หงวนกำลังจะบอกว่าเป็นผัว แต่แววตะเบ็งเสียงปรามเสียก่อน หงวนเลยต้องตอบอย่างสุภาพว่า

“เป็นหวานใจของคุณผู้หญิงค่ะ”

วิศนีฟังแล้วหน้าเสียด้วยความผิดหวัง “นี่แม่ก็แต่งงานใหม่เหมือนกันเหรอคะ”

“วุ้ย...แต่งเติ่งอะไรกัน หนีตามกันมามากกว่าค่ะคุณ แต่คุณชีพน่ะเป็นฝ่ายหนีตามคุณผู้หญิงมานะคะ”

“อีหงวน งานการไม่มีทำใช่ไหม จานชามล้างหรือยัง ฉันจ้างแกมาทำงานนะ ไม่ได้จ้างมาปากมาก”

หงวนคอหด ลุกไปอย่างไม่เต็มใจ แววมองตามคันไม้คันมือ แล้วหันกลับมาปั้นยิ้มให้ลูก แต่วิศนีหน้างอไม่สบอารมณ์ เดินหนีออกมานอกบ้าน ทั้งเซ็งทั้งผิดหวังที่พ่อกับแม่ต่างก็มีครอบครัวใหม่

“ยายหนู...โกรธแม่เหรอลูก” แววเว้าวอนเสียงหวาน

“สรุปว่าพ่อกับแม่ก็มีครอบครัวใหม่กันทั้งคู่”

“อย่าพูดอย่างนั้นสิจ๊ะ ยังไงแม่ก็ยังรักหนูเหมือนเดิม แต่หนูไม่อยู่กับแม่ แม่ก็เหงาน่ะสิ เลยต้องหาใครมาอยู่เป็นเพื่อน”

“งั้นหนูมาอยู่กับแม่ได้ไหมคะ หนูไม่อยากอยู่บ้านพ่อ”

แววตกใจหน้าเจื่อนทันที เพราะจริงๆอยากอยู่กับชีพตามลำพังมากกว่า และอีกใจก็อยากจะให้ลูกสาวอยู่ก่อกวนกรแก้วไม่ให้เป็นสุขแทนตัวเองด้วย

“ทำไมล่ะจ๊ะ บ้านนั้นออกจะสุขสบาย หรือว่านังแม่เลี้ยงไฮโซนั่นมันรังแกหนู บอกแม่มาซิ แม่จะไปตบมัน”

“เปล่าหรอกค่ะ”

“งั้นก็อยู่ไปก่อนเถอะลูก บ้านนั้นก็มีแค่พ่อหนูกับนังกรแก้วอยู่ ขืนหนูทิ้งมามันจะได้ฮุบไปหมดปะไร หนูต้องรักษาสิทธิ์ของตัวเอง สมบัติของพ่อหนูมันก็ต้องเป็นของหนูคนเดียว จำไว้นะ อย่าให้คนอื่นมาชุบมือเปิบ”

แววฉอดๆด้วยความหมั่นไส้กรแก้ว แต่พอเห็นวิศนีหน้าเศร้าลงก็โอบกอดเอาใจ

“แต่ถ้าหนูจะมานอนกับแม่บ้างก็ได้ ยังไงก็บอกล่วงหน้านะลูกนะ แม่จะได้ทำความสะอาดบ้านรอ รกเหลือเกิน จะสร้างใหม่ก็ไม่มีปัญญา พ่อหนูก็พึ่งอะไรไม่ได้ เลิกกันไปเขาก็เป็นคนอื่น”

“หนูนึกว่าพ่อยังต้องให้เงินแม่ทุกเดือนเสียอีก”

แววสะอึก เพราะจริงๆก็ยังได้เงินค่าเลี้ยงดูอยู่ แต่รีบโอดครวญชวนให้น่าสงสาร

“โอ๊ย เงินแค่หยิบมือมันจะไปพออะไร ค่ากินอยู่อย่างเดียวก็หมดแล้วลูก คงไม่ได้เสี้ยวนึงที่เขาจ่ายให้นังแม่เลี้ยงหนูหรอก นังนั่นมันคงสูบเอาสูบเอา”

วิศนียิ่งฟังก็ยิ่งอึดอัด ตัดบทดื้อๆ “หนูกลับก่อนดีกว่าค่ะ แล้วหนูจะมาเยี่ยมใหม่”

“จ้ะๆ ขับรถดีๆนะลูก แล้วอย่าลืมที่แม่บอก คอยดูนังกรแก้วไว้ ของมีค่าในบ้านถ้ากลัวหายก็เอามาฝากไว้ที่แม่ แม่จะดูให้ ชักช้าเดี๋ยวมันเอาไปหมด”

วิศนีพยักหน้าแบบขอไปที ยกมือไหว้ลาก่อนจะเดินออกมาอย่างอ่อนใจ พอหันกลับไปเห็นแม่โบกมือส่งยิ้มให้ แล้วรีบกลับเข้าบ้าน หมดความสนใจต่อลูกแค่นั้น หญิงสาวยิ่งรู้สึกเคว้งคว้างอ้างว้าง เหมือนตัวเองไม่เป็นที่ต้องการของใครเลย...

ooooooo

บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยคึกคัก คลาคล่ำด้วยนักศึกษาและญาติสนิทมิตรสหาย มองไปทางไหนมีแต่รอยยิ้มของความปลาบปลื้มยินดี

อารุมกับเดชชาติเพิ่งมาถึง ทั้งคู่เดินตรงดิ่งมาตามเสียงเรียกของนนทลี กุสุมาเห็นอารุมก็ปรี่เข้ามาสอบถามเรื่องอุบัติเหตุ จับเนื้อตัวเขาสำรวจด้วยความเป็นห่วง เดชชาติเห็นแล้วอดแขวะไม่ได้ว่าตนก็นั่งไปด้วย ไม่คิดจะห่วงกันบ้างเลยเหรอ กุสุมาหน้าเจื่อน รีบขยับออกห่าง นนทลีมองยิ้มๆ ไม่ได้คิดอะไร

นีรนุช น้องสาวของนนทลีกำลังร่าเริงอยู่ในกลุ่มเพื่อน พอเห็นอารุม เธอผละออกมาหาเขาด้วยความดีใจ

“นุชนึกว่าพี่จะไม่มาซะแล้ว”

“ต้องมาสิ วันสำคัญของนุชทั้งที...ยินดีด้วยนะจ๊ะ”

นีรนุชยิ้มแป้น กล่าวขอบคุณก่อนรับกล่องของขวัญมาจากว่าที่พี่เขย แต่พอเดชชาติส่งให้บ้าง เธอกลับไม่ค่อยสนใจ บอกว่าจะดูของพี่อารุมก่อน เดชชาติงอนตุ๊บป่องจะเอาไปให้น้องบัณฑิตสาวสวยคนอื่น นีรนุชเลยต้องง้อเป็นการใหญ่

หลังจากให้ของขวัญกันเสร็จแล้ว ลำดับต่อไปเป็นการถ่ายรูป นีรนุชเกาะแขนอารุมแจ จนกุสุมาแอบอิจฉา บ่นกับเดชชาติด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไม่มีพิรุธ

“ยายนุชนี่ติดอารุมจังเลยนะชาติ ดูสิต้องยืนใกล้กันตลอด ใครเห็นก็คงนึกว่าเป็นแฟนอารุม แบบนี้ผู้ชายที่ไหนจะกล้าจีบ”

“ยายนุชมันก็ไม่สนหนุ่มคนไหนอยู่แล้วนี่ ออกจะบูชาอารุมเป็นไอดอลซะขนาดนั้น”

“แต่มันดูไม่ดีเลยนะ ว่าที่พี่เขยแท้ๆ ออเซาะอย่างกับเป็นแฟนตัวเอง”

“แหม...ที่พูดเนี่ยสุหึงหรือเปล่า อย่าบอกนะว่า...”

กุสุมาถูกจี้ใจดำ ปรี๊ดอย่างลืมตัว “หึงบ้าอะไรล่ะ อย่ามาพูดอย่างนี้นะ ฉันไม่ชอบ”

เดชชาติอึ้ง ไม่เคยเห็นเพื่อนสาวเหวี่ยงวีนมาก่อน กุสุมารู้สึกตัวว่าหลุด รีบปรับสีหน้ายิ้มแย้ม อาสาถ่ายรูปให้สามคนนั้นเหมือนไม่มีเรื่องขุ่นข้องใดๆ

ooooooo

วิศนีขับรถคันงามออกจากบ้านไปทั้งวันโดยไม่รู้ว่าเป็นของแม่เลี้ยง กระทั่งกลับเข้ามาในตอนค่ำถูกอำนวยเล่นงาน เธอเลยยั่วแม่เลี้ยงว่า

“เหรอคะ ไม่ทราบจริงๆว่าเป็นรถของคุณ ถึงว่าสิ เมื่อเช้าคุณถึงได้หน้าตาตื่นนักตอนที่ฉันขับชนกระถางต้นไม้ ไม่ต้องห่วงนะคะ ยังมีที่หน้ารถอีกแผล เพราะฉันขับไปเฉี่ยวกับรถชาวบ้านมาด้วย จะได้ซ่อมทีเดียว”

กรแก้วตกใจ ถลาออกไปดูรถ วิศนีพูดไล่หลังอย่างหมั่นไส้

“คราวหน้าแปะชื่อไว้สิคะ อะไรที่เป็นของคุณ ฉันจะได้ไม่แตะ”

อำนวยไม่พอใจลูกสาว ก้าวตามเข้ามาในบ้าน เอ็ดว่าทำไมทำตัวอย่างนี้ คิดจะแกล้งกรแก้วใช่ไหม

“ก็บอกแล้วว่าหนูไม่รู้ว่ามันเป็นรถของเขา”

“แต่แกจะไปไหนก็ควรจะบอกกล่าวคุณกรแก้วเสียก่อน”

“หนูโตแล้วนะคะพ่อ ไม่ใช่เด็กอมมือที่ไปไหนมาไหนแล้วต้องขออนุญาตพ่อแม่ แล้วที่สำคัญ...เขาไม่ใช่ แม่หนู”

“แต่เขาเป็นเมียฉัน ถ้าแกรักจะอยู่ที่เมืองไทยก็ต้องยอมรับความจริงว่าชีวิตที่นี่มันไม่เหมือนตอนที่แกเป็นเด็กๆอีกแล้ว”

“หนูรู้แล้วค่ะว่ามันไม่มีอะไรเหมือนเดิม เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่พ่อพาหนูออกมาจากบ้านแม่แล้ว”

วิศนีตอบโต้ด้วยความน้อยใจแล้วเดินหนีขึ้นข้างบน อำนวยหน้าตากลุ้มใจที่ลูกสาวยังกล่าวโทษเขาด้วยเรื่องเก่าๆ

หนีเข้าห้องมาได้สักครู่ สมจิตยกกล่องขนาดใหญ่ตามเข้ามาให้ วิศนีแปลกใจว่ามันคืออะไร?

“ของเก่าๆของคุณค่ะ คุณผู้หญิงเห็นว่าคุณจะนอนห้องนี้ก็เลยให้หนูเอาของส่วนตัวของคุณที่คุณผู้ชายเก็บไว้มาให้คุณเลือก เผื่อคุณจะใช้อะไรค่ะ”

“ขอบใจนะ”

สมจิตรับคำ ค่อยๆคลานเข่าจะออกจากห้อง วิศนีขัดตา บอกว่าอยู่กับตนทำตัวปกติก็ได้ เก็บเข่าไว้คลานให้พวกผู้ดีดูเถอะ สมจิตหันมายิ้มแหยๆ ยกมือไหว้ก่อนจะลุกเดินค้อมตัวออกไป

อำนวยกลับออกมาดูกรแก้วที่ยังสำรวจรถด้วยสีหน้าไม่ดีนัก เธอบอกเขาว่ามีรอยถลอกทั้งสองข้างจริงๆ

“พรุ่งนี้ผมจะให้ศูนย์มาเอาไปเข้าอู่แต่เช้า ระหว่างนี้คุณก็ใช้คันอื่นไปก่อนแล้วกันนะ”

“ปกติฉันไปสมาคมหรือไปงานก็ใช้คันนี้ตลอด ถ้าเปลี่ยนเป็นคันเล็กก็คงดูไม่ดี คงต้องงดออกงานซักพักล่ะค่ะ”

อำนวยพยักหน้าอย่างเข้าใจ รู้ว่ากรแก้วเป็นคนห่วงหน้าตาตัวเองแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร

“แต่ขอร้องนะคะ คุณหารถคันใหม่ให้หนูวิศนีแกใช้ดีกว่า ฉันไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก” กรแก้วพูดแกมสั่งแล้วเดินเข้าบ้าน อำนวยส่ายหน้าเหนื่อยใจ

เวลานั้น วิศนีกำลังรื้อข้าวของออกจากกล่อง เจอสมุดพกผลการเรียนสมัยเด็ก หยิบมันออกมาเปิดดูก่อนจะรำลึกความหลังในวันที่ตัวเองสอบได้ที่หนึ่งแล้วเอามาอวดพ่อ พ่อชื่นชมแต่ไม่ยอมเงยหน้าจากงาน ครั้นลูกสาวคะยั้นคะยอให้พ่อเซ็นชื่อเพราะต้องเอากลับไปคืนครู กลับได้ยินคำตอบว่า พ่อยุ่งมาก เอาไว้ก่อนเดี๋ยวพ่อจะเซ็นให้ กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น อำนวยก็ยังไม่ได้เซ็นชื่อในสมุดพกให้ลูก นี่เองทำให้วิศนีโกรธและน้อยใจ แกล้งทำตัวเหลวไหลส่งผลให้การเรียนแย่ลง จนครูต้องเรียกผู้ปกครองมาพบ

อำนวยอับอายขายหน้า ตัดสินใจส่งวิศนีที่กำลังวัยรุ่นไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่นั้นมา

ooooooo

ค่ำคืนเดียวกัน ปาร์ตี้หมูกระทะที่ม้าหินหน้าบ้านนนทลีบรรยากาศชื่นมื่นเป็นกันเอง นีรนุชเอาใจอารุมเป็นพิเศษ คีบอาหารใส่จานโดยไม่แคร์สายตาใคร โดยเฉพาะเดชชาติที่นั่งมองตาปริบๆ ทั้งที่ตัวเองก็ร่วมเป็นเจ้ามือกับอารุมด้วยเหมือนกัน

เมื่อเดชชาติทักท้วง นีรนุชเลยยิ่งแกล้ง สองคนยั่วแหย่กันไปมาจนอารุมต้องคอยเบรก กุสุมาเฝ้ามองเงียบๆ แต่พอได้ยินเดชชาติเผลอพูดเรื่องอารุมดูฤกษ์แต่งงานกับนนทลี...กุสุมาหน้าถอดสี พูดโพล่งว่าทำไมกะทันหันนัก

“อย่าเพิ่งพูดเลย กินก่อนเถอะ ไหม้แล้วเห็นไหมเนี่ย” นนทลีตัดบท เพราะตัวเองยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเรื่องนี้เหมือนกัน

นีรนุชท่าทางตื่นเต้นดีใจมาก พูดคุยเรื่องนี้กับเดชชาติอีกครั้งตอนช่วยกันล้างถ้วยจานในครัว กุสุมาเดินเข้ามาได้ยินว่าฤกษ์ดีเดือนหน้า ตกใจถึงกับทำจานในมือหล่นแตก แต่กลบเกลื่อนว่ามือตนลื่น...

ได้เวลากลับบ้าน กุสุมาติดรถอารุมกลับเหมือนเคยเพราะบ้านอยู่ทางเดียวกัน แต่วันนี้เธอทำเป็นบ่นเกรงใจเขา เพื่อนำไปสู่คำถามต่อไป

“อีกหน่อยอารุมแต่งงานกับนนแล้ว บ้านเราก็คงคนละทางแล้วสินะ หรืออารุมจะให้นนย้ายมาอยู่ที่คอนโดด้วยจ๊ะ”

“ไม่รู้เหมือนกัน คงแล้วแต่นนมั้ง”

“แต่สุว่านนคงไม่ยอมแน่ๆ เขาเคยบอกนนนะว่าอยากมีเรือนหอเป็นบ้านหลังใหญ่ๆ มีคนคอยรับใช้ งานแต่งงานก็ต้องจัดหรูๆในโรงแรมห้าดาว นนบอกว่าเขาอยากแต่งงานแค่ครั้งเดียว เพราะฉะนั้นก็ต้องจัดให้ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้วอารุมล่ะจ๊ะ วางแผนไว้ยังไง”

อารุมเริ่มเครียดเมื่อถูกกุสุมาตอกย้ำความทะเยอทะยานของแฟนสาว ตอบกั๊กๆไปว่า ตนยังไม่ได้วางแผนอะไรเลย บางทีอาจจะไม่ใช่ปีนี้ก็ได้

กุสุมาลอบยิ้มพอใจที่เสี้ยมสำเร็จ ครั้นกลับถึงบ้านเธอยิ้มหน้าบาน พูดกับป้าเต็มปากเต็มคำว่าแฟนมาส่ง

“แล้วเมื่อไหร่จะพามาไหว้ป้าสักที เห็นเทียวรับเทียวส่งแบบนี้ตั้งหลายปีแล้ว”

“เร็วๆนี้แหละป้า เตรียมคิดไว้แล้วกันว่าจะเรียกสินสอดเขาเท่าไหร่”

“ฮ้า! นี่แกจะแต่งงานเหรอ”

กุสุมาไม่ตอบ เดินอมยิ้มเข้าห้อง นั่งเพ้อฝันถึงอารุมอย่างมีความสุข...

เวลานั้น นีรนุชก็มีความสุขเช่นกัน เพิ่งเรียนจบปริญญาแถมพ่วงเกียรตินิยมมาด้วย เธอสัญญากับนนทลีว่าต่อไปนี้จะหางานทำเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงพี่บ้าง ตอบแทนที่พี่ยอมเหนื่อยเลี้ยงดูน้องคนนี้แทนพ่อแม่มาหลายปี แล้วถ้าพี่แต่งงานมีลูก เธอจะเลี้ยงหลานให้ด้วย

“คิดไปไกลถึงนั่น ยังไม่ใช่เร็วๆนี้หรอก”

“อ้าว ทำไมล่ะคะ”

“พี่ยังไม่พร้อม อารุมก็ยังไม่พร้อม ถ้าแต่งงานตอนนี้ ต่างคนก็ต้องปากกัดตีนถีบ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข พี่ไม่เอาด้วยล่ะ ถ้าพี่จะสร้างครอบครัวพี่ก็อยากสบาย เพราะเราลำบากกันมาเยอะแล้ว อารุมเขารู้ว่าพี่ต้องการอะไร เขายังไม่เร่งพี่หรอก เชื่อสิ”

“แต่พี่อารุมรักพี่นนมากนะ นุชดูออก พี่นนปล่อยให้เขารอแบบนี้ ไม่สงสารเขาเหรอ”

“ยุ่งเรื่องของพี่จริง ว่าแต่เรื่องของเราเถอะ เรียนจบแล้ว จะพาแฟนมาเปิดตัวได้หรือยังจ๊ะ”

“มีที่ไหนล่ะพี่นน นุชบอกแล้วไงว่าถ้าหาไม่ได้อย่างพี่อารุม นุชจะอยู่เป็นโสด”

“จ้า แม่คนช่างเลือก ถ้าขึ้นคานก็ไปตกลงกับนายชาติแล้วกันนะ เพราะรายนั้นก็คงขึ้นคานเหมือนกัน”

“โฮ้ย...ถ้าต้องลงเอยกับตาคนนั้น นุชยอมเป็นทอมดีกว่า”

สองพี่น้องหัวเราะขำๆไปด้วยกัน แต่นายเดชชาติที่อยู่บ้านใกล้กัน ถึงกับจามดังลั่นฟันแทบกระเด็น บ่นอุบว่าจามแรงขนาดนี้ต้องโดนนินทาในระยะเผาขนแน่ๆ

“ใครวะ หรือว่าจะเป็นยายนุช” ชายหนุ่มฮึ่มฮั่ม แยกเขี้ยวยิงฟันหันไปทางบ้านสองศรีพี่น้อง

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น วิศนีออกไปเต้นแอโรบิกที่สนามหมู่บ้านด้วยชุดรัดรูปอวดทรวดทรงองค์เอวเป็นที่จับตามองของหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ กรแก้วหัวโบราณรับไม่ได้ ให้อำนวยตามไปจัดการกันเอาเอง

วิศนีเห็นพ่อเดินหน้าตูมเข้ามาก็ยิ่งยั่ว ชวนพ่อมาเต้นด้วยกัน อำนวยไม่พูดพล่าม ตำหนิเรื่องเสื้อผ้าที่เธอใส่ อีกทั้งลีลาท่าเต้นก็ดูเย้ายวนจนน่าอาย แล้วสั่งเฉียบขาดให้กลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วตามพ่อไปที่บริษัท...

อำนวยตัดสินใจให้วิศนีไปทำงาน เจ้าหล่อนแต่งตัวสวยเฉี่ยวเปรี้ยวจี๊ดจนเป็นที่จับตามองของบรรดาพนักงาน โดยเฉพาะสาวๆขาเม้าท์ ต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นกิ๊กใหม่ของท่านประธาน วิศนีได้ยินแว่วๆ แกล้งควงแขนพ่อแน่นขึ้นอีก อำนวยไม่รู้อะไร นึกว่าลูกสาวกลัวส้นสูงพลิก บ่นออกมาเบาๆ

“แค่มาทำงาน ทำไมจะต้องแต่งตัวเหมือนมาเดินแฟชั่น”

“ถ้าไม่สวยก็ไม่มีกะจิตกะใจทำงานสิคะ”

อำนวยส่ายหน้าระอา จะเดินเข้าลิฟต์แล้วนึกได้ “แกยังไม่มีรถใช้นี่ ไปเดินดูก่อนก็ได้แล้วค่อยตามพ่อขึ้นไป”

วิศนีพยักหน้าแล้วปล่อยให้อำนวยขึ้นลิฟต์ไปตามลำพัง ตัวเองเดินแยกออกมาทางโชว์รูม ลูกเกดพนักงานต้อนรับนั่งแต่งหน้าอยู่ที่เคาน์เตอร์เหลือบมองสาวสวยแต่งเนื้อแต่งตัวฉูดฉาดด้วยความไม่ถูกชะตา เพราะคิดว่าเป็นพนักงานใหม่

“ถ้าจะมาสมัครงาน ตอนนี้ออฟฟิศยังไม่เปิดนะคะ เชิญนั่งรอก่อน”

“เปล่าค่ะ ฉันมาดูรถ”

“รถในโชว์รูมตรงนี้เป็นระดับไฮเอนด์ ถูกจองไว้หมดแล้วทุกคันค่ะ ส่วนพวกมือสองอยู่ข้างนอก” ลูกเกดตอบปัดๆ แล้วแต่งหน้าต่ออย่างไม่สนใจ วิศนีไม่รู้จะถามอะไรต่อ ยักไหล่เดินทอดน่องออกไป

ชมพู่เดินมาที่เคาน์เตอร์ ถามลูกเกดว่าผู้หญิงคนนั้น เป็นใคร แต่งตัวอย่างกับนางแบบ

“ยายชมพู่ หล่อนมองยังไงถึงคิดว่าเป็นนางแบบยะ โลว์จะตาย ฉันว่าคงเป็นอีหนูใครซักคนมากกว่า ทำเป็นมาดูรถแพงๆ เชอะ แน่จริงก็เอาสปอนเซอร์มาสิ”

วิศนีได้ยินเต็มสองหู หันขวับมามอง ลูกเกดเชิดหน้าท้าทาย แล้วก็คิดว่าเธอไม่แน่จริง ถึงได้เดินหนีไป วิศนีไม่อยากมีเรื่องต่างหาก เธอเดินเรื่อยไปทางเต็นท์รถมือสอง เดชชาติประจำการอยู่แถวนั้นเห็นเข้าก็ปรี่มาหา พอเห็นหน้าค่าตาของหญิงสาวชัดๆ ก็ทักอย่างจำได้

“อ้าว คุณนั่นเอง มาดูรถใหม่เหรอครับ นี่เลย ผมแนะนำคันนี้แหละ เจ้าของเพิ่งเอามาปล่อยเมื่อวาน เอาไปขับสองวันแล้วไม่ชอบ บอกว่าสีไม่ถูกโฉลก คุณดูสิ เพิ่งวิ่งได้ 10 กิโลเอง เครื่องยนต์ยังใหม่กิ๊ก กลิ่นขี้เจ็กยังติดเบาะอยู่เลย ไม่เชื่อคุณดมดู”

เดชชาติรัวเป็นชุด วิศนียิ้มขำในความช่างพูดของเขา ถามว่าทำงานที่นี่เหรอ ชายหนุ่มเก๊กหล่อทันที

“ผม...เอ่อ...อันที่จริงผมเป็นลูกชายท่านประธานบริษัทน่ะครับ พอดีวันนี้พนักงานของเราโดดงาน คุณพ่อท่านก็เลยให้ผมลงมาช่วย”

“เหรอคะ ว้า...ฉันว่าจะมาดูรถใหม่ซักหน่อย”

“โอ๊ย ไม่มีปัญหาครับ ซื้อกับผมได้เลย คุณชอบใจคันนี้ไหมล่ะ ผมลดให้พิเศษอีกห้าหมื่น”

“ลดซักแสนนึงไม่ได้เหรอคะ”

“โห...คุณ ขนาดนั้นค่าคอมผมก็ไม่เหลือสิครับ แล้วแม่กับน้องผมจะเอาอะไรกิน”

“เอ๊ะ คุณเป็นลูกท่านประธาน แม่คุณกับน้องคุณก็ไม่น่าจะลำบากนี่คะ”

เดชชาติสะอึก รู้ตัวว่าหลุดปากไป ได้แต่ยิ้มแหยๆ ยังไม่ทันแก้ตัวประยุทธก็วิ่งเข้ามา

“คุณหนูครับ ท่านให้มาเชิญครับ”

วิศนีพยักหน้ากับประยุทธแล้วหันกลับมาถามชื่อชายหนุ่มอีกครั้ง

“ผม...เดชชาติครับ”

“เดชชาติ เราคงได้เจอกันอีกนะคะ” วิศนีส่งยิ้มหวานให้แล้วเดินตามประยุทธไป เดชชาติเคลิ้มจัดจนลืมถามชื่อแซ่ของเธอ

ooooooo

กุสุมากับเพื่อนร่วมงานอีกสองสามคนจับกลุ่มเม้าท์สาวสวยหน้าใหม่ที่มากับท่านประธาน นนทลีซึ่งอยู่แผนกเดียวกับกุสุมาเพิ่งมาถึงพร้อมอารุม เธอสงสัยเพื่อนๆคุยเรื่องอะไรกัน

“ยุพเยาว์กับวิเวียนเขาบอกว่าท่านประธานพาเมียน้อยมาบริษัท”

“หา?! ท่านเพิ่งแต่งงานนะ”

“ก็เพราะแต่งแล้วน่ะสินน ถึงได้ควงเมียน้อยเปิดเผย ยังไงเมียแต่งก็เปลี่ยนใจไม่ทันแล้วนี่”

“พวกฉันเห็นกับตานะนน สาวกว่า สวยกว่า เปรี้ยวกว่าคุณกรแก้วตั้งเป็นกอง...อ้อ อารุม เดี๋ยวคุณก็คงเห็น ตอนนี้แม่นั่นอยู่ในห้อง ท่านบอกว่าถ้าคุณมาให้เข้าไปพบด้วย”

วิเวียนกับยุพเยาว์เม้าท์แตก อารุมทำหน้างงว่าเกี่ยวอะไรกับตน แต่ก็รีบเดินไปทางห้องท่านประธาน

“อ้าว มาแล้วเหรอ เชิญๆ” อำนวยเดินมาโอบไหล่อารุมอย่างกันเอง

“ท่านมีอะไรให้ผมรับใช้ครับ”

“ผมหาเลขาคนใหม่ให้คุณได้แล้วนะ...วิศนี”

อำนวยหมุนเก้าอี้ที่ลูกสาวนั่งหันหลังอยู่ พอหนุ่มสาวเห็นกันต่างก็ชะงัก อำนวยไม่ได้สังเกตเห็นท่าทางตกใจในทีแรก เพราะมัวแต่จะสั่งงาน

“นี่คุณอารุม ผู้จัดการฝ่ายขายของเรา...ฝากด้วยคนนะ เด็กใหม่ เพิ่งกลับจากฝรั่งเศส จะให้ทำอะไรก็ฝึกกันเอาเอง...เอ้า เลยมองกันนิ่งเลย มีอะไรหรือเปล่า”

อารุมตั้งสติ ปฏิเสธเสียงแผ่ว วิศนีสวนขึ้นมาพอดีว่า หนูไม่อยากเป็นเลขา

“อย่าเรื่องมาก ตอนนี้เราเป็นแค่เด็กฝึกงานให้ทำอะไรก็ต้องทำ ไว้ให้เก่งก่อนแล้วจะเลื่อนตำแหน่งให้”

วิศนีหน้างอ อำนวยไม่ใจอ่อน หันไปทางอารุม

“ผมให้คนจัดโต๊ะทำงานอีกชุดไว้ในห้องคุณแล้ว... เชิญ” อำนวยส่งสายตาไล่ลูกสาว วิศนีจำต้องเดินตามอารุมออกไป

ชายหนุ่มเดินนำลิ่ว วิศนีก้าวตาม แต่พอผ่านบอร์ดประชาสัมพันธ์ก็แกล้งหยุดอ่าน อารุมหันกลับมามองพร้อมกระแอมเสียงดัง แต่เธอมองตอบตาใส ทำเป็นไม่เข้าใจว่าเขาเรียก

“คุณจะตามมาไหมครับ” อารุมวางท่าเป็นการเป็นงาน วิศนีชักสีหน้าหมั่นไส้ ก่อนเดินตามไป

เมื่อตามกันเข้ามาในห้องทำงาน อารุมเดินไปนั่งโต๊ะตัวเอง นึกถึงคำพูดของพวกวิเวียนที่ว่าเธอคนนี้เป็นเมียน้อยท่านประธาน เขาถอนใจหนักหน่วงจนวิศนีได้ยิน พูดโพล่ง

“ไม่ใช่คุณคนเดียวหรอกที่เซ็งว่าโลกมันกลมขนาดนี้ ฉันก็เซ็ง”

“ผมเป็นลูกจ้าง ผมไม่มีสิทธิ์เลือก คุณทำอะไรเป็นบ้าง”

หญิงสาวนึกไปมาก่อนตอบว่า กิน นอน เที่ยว...อารุมยิ้มเยาะ สวนกลับว่าไม่บอกตนก็รู้ วิศนียัวะทันที

“หมายความว่ายังไง”

อารุมทำไม่รู้ไม่ชี้ เดินไปเปิดตู้เอกสาร วิศนีก้าวตามจะเอาคำตอบให้ได้ แต่เพราะเธอตามจี้ประชิดมากไปหน่อย หน้าเกือบจะชนหน้า ชายหนุ่มถึงกับผงะถอยหนี

“คุณจะมายืนทำไมตรงนี้ ไปนั่งที่โต๊ะโน่น เดี๋ยวผมเอางานไปให้ทำ”

เธอรู้ว่าเขาเขินก็ยิ่งอยากแกล้ง ขยับตามเข้าไปอีก “ฉันไม่ไปจนกว่าคุณจะตอบคำถาม ที่พูดเมื่อกี้หมายความว่ายังไง”

อารุมทำตัวไม่ถูก พยายามเบือนหน้าหนีไม่อยากมอง รีบพูดให้จบๆ

“ก็หมายความว่าคุณดูเป็นอย่างนั้นตั้งแต่เราเจอกันครั้งแรกแล้วน่ะสิ”

“ก็แค่นั้นแหละ”

วิศนียักไหล่ เดินกลับมานั่งโต๊ะตัวเอง อารุมเหลือบมองตามใจยังเต้นโครมครามไม่หาย ทำเป็นเปิดแฟ้มอ่าน พยายามหางานให้เธอทำ

“คุณแปลเอกสารได้หรือเปล่า”

“อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส จะเอาภาษาไหนล่ะคะ”

“อังกฤษก็พอ แปลจดหมายฉบับนี้มาให้ผม” เขาดึงกระดาษแผ่นหนึ่งจากแฟ้มไปวางตรงหน้า

วิศนีหยิบมาอ่าน แต่ยังไม่ลงมือ ตอนนี้อยากหาเรื่องกวนประสาทเขามากกว่า เธอแกล้งเรียกชื่อเขาว่ามะรุม

“ผมชื่ออารุม” เขาย้ำนัยน์ตาดุๆ

“ฉันอยากเรียกคุณว่ามะรุมไม่ได้เหรอ”

“งั้นถ้าผมเรียกคุณว่าชะนีบ้าง คุณจะยอมไหม คุณวิศนี”

“ก็เรื่องของคุณสิ”

อารุมส่ายหน้าเอือมๆ สั่งให้ทำงานไป แต่เธอยังเกี่ยงว่าที่โต๊ะไม่มีคอมพิวเตอร์จะให้แปลใส่อะไร อารุมรำคาญเหลือเกิน หยิบกระดาษกับปากกามาวางให้

“เขียนใส่กระดาษตัวบรรจง ขอให้เสร็จภายในครึ่งชั่วโมง”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นจ้องเขา ยิ้มลอยหน้าล้อเลียน “ค่ะ คุณมะรุม”

ooooooo

ยุพเยาว์ วิเวียน และกุสุมายังเข้าใจว่าวิศนีคือกิ๊กของท่านประธาน พอรู้ว่าเธอได้เป็นเลขาฯของอารุม สามสาวรีบมาเป่าหูนนทลี เกรงจะเกิดเหตุการณ์ทำนองชู้สาว

“จะบ้าเหรอ ก็ไหนเธอบอกว่าเขาเป็น...คนของท่านประธาน แล้วเขาจะมายุ่งกับอารุมทำไม”

“โอ๊ย ผู้หญิงอย่างนั้น ยุ่งได้ทุกคนแหละที่เป็นผู้ชาย เชื่อฉันเหอะว่ายายนั่นไม่ธรรมดา”

“แล้วพวกเธอจะให้ฉันทำยังไง”

“ก็แอบไปดูสิ” พูดจบ กุสุมาคว้าแขนนนทลีเดินตามวิเวียนกับยุพเยาว์ไปทางห้องทำงานของอารุม

ภายในห้อง วิศนีแปลจดหมายเสร็จแล้วนำมายื่นให้อารุม ปรากฏว่าเธอสะกดภาษาไทยผิดๆถูกๆ พอถูกเขาบ่น เธอแก้ตัวหน้าตาเฉยว่าไม่ค่อยได้ใช้

“งั้นก็เริ่มใช้ตั้งแต่วันนี้ นี่คุณอยู่เมืองไทย ไม่ใช่ยุโรป” เขาผลักกระดาษคืนไปตรงหน้า เธอกลับดันคืนมาอย่างท้าทาย

“คุณก็แก้ให้ฉันสิ ฉันแก้เองจะถูกได้ยังไง”

“ผมเป็นเจ้านาย ไม่ใช่ครูภาษาไทยของคุณ”

วิศนีหน้าง้ำ เดินกระแทกเท้ากลับมานั่งที่โต๊ะเริ่มแก้งานใหม่...ตรงหน้าห้อง นนทลีถูกเพื่อนๆผลักไสให้มาแอบดู นนทลีไม่ค่อยอยากทำเพราะรู้ว่าเสียมารยาท แต่ก็จำต้องยื่นหน้าไปอย่างเสียไม่ได้ พอเห็นหน้าสาวสวยชัดๆก็อึ้งไป บอกเพื่อนๆว่าตนเคยเจอเธอที่
โรงแรมในวันงานแต่งงานท่านประธาน

“จริงเหรอ ต๊าย...เห็นไหม บอกแล้วว่ามันร้าย ไหนดูซิว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่” วิเวียนชะเง้อคอยาว ยุพเยาว์ก็เอาด้วย กุสุมายืนข้างหลังอยากรู้อยากเห็นเหมือนกัน

“พอได้แล้ว ไปทำงาน” นนทลีตัดบทพาทุกคนออกมา แต่ไม่วายเหลือบมองไปทางห้องอารุมด้วยสีหน้ากังวล

อารุมนั่งทำงานของตัวเองไป วิศนีแก้จดหมายใหม่ พลางเหลือบตามองเขาเป็นระยะ สักครู่ก็เรียกคุณมะรุม ท่าทางเหมือนจะถามอะไร แต่เขาพูดโดยไม่เงย หน้ามองเธอ

“ถ้าคุณไม่เรียกชื่อผมให้ถูก ผมจะไม่สนใจคุณอีก”

วิศนียิ้มขำ แล้วยังกวนประสาทไปเรื่อย จนเขาทำงานแทบไม่ได้...ส่วนเดชชาติที่เจอวิศนีเมื่อเช้า บัดนี้เขากำลังด้อมๆมองๆอยู่หน้าโชว์รูม ก่อนตัดสินใจเดินมาหาลูกเกดกับชมพู่แล้วบรรยายรูปร่างหน้าตาลักษณะการแต่งตัวของวิศนีให้สองสาวฟัง อยากรู้ว่ามีใครเห็นเธอบ้างไหม

“อ๋อ เมียน้อยท่านน่ะเหรอ” ชมพู่พูดโพล่ง เดชชาติตกใจถามว่าท่านไหน? ลูกเกดจีบปากตอบทันที

“ก็ท่านประธานน่ะสิ เขาเม้าท์กันไปทั่วออฟฟิศแล้ว ฮันนีมูนปุ๊บก็พาเมียน้อยมาเปิดตัวปั๊บ”

“ตายล่ะไอ้ชาติ เกือบหัวขาดแล้วไหมล่ะ งั้นอย่าบอกใครนะว่าผมมาถามหา ไปทำงานล่ะ” ชายหนุ่มรีบร้อนออกไป สองสาวมองตามขำๆ

ส่วนที่ห้องทำงานอารุม...วิศนีแก้จดหมายเสร็จเรียบร้อยนำมาส่งให้อารุม เขาอ่านทวนครู่หนึ่งก็บอกว่าใช้ได้ แล้วขยำโยนมันทิ้งถังขยะ เท่านั้นเองหญิงสาวปรี๊ดแตก

“นี่คุณสั่งให้ฉันนั่งแปลเป็นชั่วโมงแล้วเอามาโยนทิ้งขยะอย่างนี้เนี่ยนะ มากไปแล้ว”

“คุณมาฝึกงาน ผมก็ให้คุณฝึกแปล จะได้รู้จักใช้ภาษาไทยได้ดีขึ้น ต่อไปคุณจะได้รู้ว่าตัวเองจะมีประโยชน์อะไรในบริษัทนี้”

“ฉันทำงานด้วยความตั้งใจ คุณไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้”

อารุมทำหูทวนลม วิศนีฮึดฮัดโมโห เดินอ้อมไปด้านหลังดึงปลั๊กคอมพิวเตอร์ของเขาออก หน้าจอดับวูบทันที

“นี่คุณ ทำอะไรเนี่ย”

“ทีนี้รู้สึกยังไง เวลาที่งานที่คุณทำมันโดนลบทิ้งหมด”

อารุมโกรธจะดึงปลั๊กไฟคืน แต่เธอไม่ยอม จึงเกิดการยื้อแย่งจนเธอเสียหลักล้มลงมาบนตักเขา ทั้งคู่ตะลึงหน้าตาตื่น ครู่เดียวเธอรีบลุกขึ้น มองเขาอย่างเขินๆ เพราะไม่ตั้งใจจะใกล้ชิดกันขนาดนั้น แล้วกลบเกลื่อนความเขินด้วยการเดินหนีออกจากห้อง ขณะที่ฝ่ายชายยังใจเต้นโครมครามไม่หาย

ในที่สุด อารุมตัดสินใจมาพบอำนวย กล่าวกับท่านด้วยท่าทีเกรงใจ “ผมต้องขอโทษจริงๆนะครับท่าน แต่ผมคิดว่าคุณวิศนีเธอไม่ค่อยเหมาะกับงานของผมเท่าไหร่”

“อ้าว ทำไมล่ะ ยายหนูก็เรียนด้านเลขานุการมานะ”

อารุมทำหน้างงเล็กน้อยที่เจ้านายเรียกยายหนู แต่ยังไม่ติดใจอะไรมากนัก

“แต่ผมว่าเธอ...เธออาจจะไม่ชอบ”

อำนวยมองหน้าอารุมอย่างเข้าใจ แล้วถอนใจยาวก่อนพูดตรงๆว่าวิศนีเป็นคนหัวดื้อ เวลาสั่งให้ทำอะไรแรกๆ ก็มักจะต่อต้าน อยากให้เขาอดทนหน่อย เพราะอีกไม่นานเธอจะต้องมาคุมบริษัทนี้แทนตน

“คุม?” อารุมทวนคำงงๆ

“ผมมีลูกสาวคนเดียวนะคุณอารุม”

“ลูกสาว...คุณวิศนีเป็นลูกสาวท่านเหรอครับ”

“ก็ใช่น่ะสิ แล้วคุณคิดว่าวิศนีเป็นใคร”

อารุมอึกอักไม่กล้าบอก ได้แต่ยิ้มเก้อๆ พอถึงเวลาอาหารกลางวัน อารุมนำเรื่องนี้ไปเล่าให้พวกนนทลีฟัง ทุกคนเหวออย่างคาดไม่ถึง

“อะไรนะคะ ตกลงคุณคนนั้นเป็นลูกสาวท่านเหรอ”

“ใช่ ผมเกือบปล่อยไก่ต่อหน้าท่านไปแล้ว”

“นนก็ว่าแล้ว อารุมจำได้ไหมที่นนเจอผู้หญิงคนนึงสวยๆ ที่โรงแรมน่ะ คุณคนนี้แหละ”

“ว้า...ไม่มันส์เลยอ่ะ ไปหาขนมกินดีกว่าเยาว์” วิเวียนพูดแก้เก้อ รีบเดินออกไปกับยุพเยาว์

“ค่อยยังชั่วเนอะ นนไม่สบายใจตั้งแต่เช้าแล้ว กลัวว่าอารุมจะต้องไปใกล้ชิดกับของรักของหวงของท่าน”

“ฉันเปล่าไม่สบายใจซักหน่อยนะสุ มีแต่พวกเธอที่พยายามบิวท์ฉัน แต่ไม่สำเร็จหรอก ฉันกับอารุมเชื่อใจกัน”

คู่รักยืนยันด้วยการกุมมือและจ้องตาหวานใส่กัน กุสุมาพูดไม่ออก ได้แต่ลอบมองอย่างริษยา...

ในเวลาเดียวกัน วิศนีกำลังจะออกไปกินข้าว เดินผ่านเต็นท์รถมือสองเห็นเดชชาติ เธอแวะทักทาย แต่ท่าทางเขาลนลานเหมือนจะหนี แถมลงนั่งยกมือไหว้ปลกๆ อับอายขายหน้าที่ถูกจับโกหกได้เรื่องที่บอกว่าเป็นลูกชายท่านประธาน

“ผมผิดไปแล้วครับ ผมมันไม่เจียมตัว คิดจะตีเสมอท่าน ผมไม่ได้ตั้งใจครับ อย่าให้ท่านไล่ผมออกนะครับคุณ ผมยังมีแม่มีน้องจะต้องเลี้ยงอีกหลายปากหลายท้อง”

“นี่คุณ ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้” เธอเข้าพยุงจะให้เขาลุกขึ้น

“โอ๊ยๆ อย่าๆ อย่าครับ ผมยังไม่อยากตาย ผมลุกเองได้”

“ทำไมคุณจะต้องตาย”

“ก็คุณมาแต๊ะอั๋งผมแบบนี้ เดี๋ยวท่านมาเห็นก็หิ้วผมไปซ้อมเท่านั้นเอง”

“พ่อฉันไม่โหดขนาดนั้นหรอกค่ะ”

เดชชาติเหวอ ถามแล้วถามอีกจนแน่ใจว่าเธอไม่ใช่กิ๊ก แต่เป็นลูกสาวของท่านประธาน...เมื่อรู้ว่าหลายคนเข้าใจผิด หลังอาหารกลางวันวิศนีก็เลยแกล้งเดินควงแขนพ่อ ทั้งซบทั้งออเซาะฉอเลาะ พลางเหลือบตาดูบรรดาพนักงานที่แอบมองมา อำนวยพอจะรู้เหมือนกัน เอ่ยกับลูกสาวว่า

“ท่าทางฉันคงต้องแนะนำตัวแกให้ทุกคนรู้จักอย่างเป็นทางการแล้วมั้ง ไม่งั้นคงเสียชื่อกันทั้งพ่อทั้งลูก”

“ไม่ดีเหรอคะ เขาจะได้คิดว่าพ่อยังเสน่ห์แรงไงคะ”

“ไร้สาระน่า” อำนวยส่ายหน้าเดินหนี วิศนีตามเกาะแขนไม่ปล่อย พนักงานหลายคนเริ่มรู้แล้วว่าเธอเป็นใคร ต่างพากันยกมือไหว้ ยกเว้นสองซี้อย่างชมพู่กับลูกเกดที่จับจ้องเตรียมเม้าท์ วิศนีเลยจัดไปให้สมจริง

“ป๋าขา...หนูว่าแผนกต้อนรับของเราใช้คนเยอะไปนะคะ มีแค่คนเดียวก็พอแล้ว หรือไม่มีเลยก็ยิ่งดี”

ลูกเกดกับชมพู่สะดุ้งวาบ แต่แล้วสะอึกอึ้งเมื่อได้ยินอำนวยพูดขึ้นมา

“ไอ้ลูกคนนี้ เลิกแกล้งคนอื่นได้แล้ว ไปทำงาน” สองพ่อลูกเดินจากไปแล้ว เหลือแต่สองสาวพนักงานต้อนรับที่ยืนหน้าซีดเผือด กลัวตกงานเพราะดันไปแขวะลูกท่านประธานว่าเป็นกิ๊กใหม่

ooooooo

ขณะที่คนอื่นๆวิตกกังวลกลัวมีปัญหากับลูกสาวท่านประธาน แต่อารุมกลับไม่สนใจว่าเธอจะเส้นใหญ่สักแค่ไหน เมื่อเธอกลับเข้ามาทำงานเกินเวลาพักเที่ยง เขาตำหนิโดยไม่ฟังเหตุผลของเธอที่บอกว่าออกไปกับพ่อ

“คุณจะไปกับใครมาก็ช่าง แต่คุณต้องกลับเข้างานให้ตรงเวลา นอกจากจะขออนุญาตเจ้านายเอาไว้”

วิศนีมองค้อนเขาอย่างหมั่นไส้ อารุมทำไม่รู้ไม่ชี้ยกแฟ้มมาวางบนโต๊ะตรงหน้าเธอ

“ท่านประธานบอกผมว่าอยากให้คุณศึกษาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับบริษัทตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบันให้ละเอียด เพื่อที่คุณจะได้เรียนรู้ระบบการทำงานได้เร็วๆ ผมก็เลยเอาเอกสารพวกนี้มาให้”

“จะให้อ่านหมดนี่เนี่ยนะ”

“ไม่ได้ให้อ่านอย่างเดียว แต่ขอให้คุณโน้ตย่อใส่สมุดบันทึกมาให้ผมดูด้วย”

“นี่ ฉันไม่ใช่เด็กประถมนะ จะได้มาคัดลายมือให้คุณ”

“งั้นคุณก็ไปบอกท่านประธานเองว่าคุณทำไม่ได้ แล้วคุณก็ไม่อยากทำงานที่นี่ ผมมีหน้าที่รับคำสั่งจากท่านให้ฝึกงานคุณ ผมจะไม่บังคับคุณ”

วิศนีพูดไม่ออก จำใจทำตามคำสั่งทั้งที่ขุ่นเคืองเขาเต็มที ผ่านไปจนถึงห้าโมงเย็น เธอยกแฟ้มทั้งหมดกลับมาวางบนโต๊ะเขา บอกว่าอ่านจบหมดแล้ว อารุมจึงอนุญาตให้กลับบ้านได้ แอบพูดลับหลังเมื่อเธอเดินเฉิดฉายออกไปจากห้อง

“ตั้งใจทำงานก็ทำได้นี่”

เขาพูดโดยที่ยังไม่ได้ตรวจงาน พอหยิบสมุดบันทึกมากางอ่าน แทนที่จะมีโน้ตย่อใจความสำคัญ กลับกลายเป็นรูปวาดการ์ตูนล้อเลียนหน้าตาเขาเป็นสัตว์ประหลาด เขียนชื่อกำกับไว้ด้วยว่ามะรุม

ชายหนุ่มเห็นแล้วหงุดหงิด รีบเดินไปเปิดประตูจะเรียกเธอมาต่อว่า แต่เธอหายไปเร็วราวนินจา เขาเลยได้แต่มองสมุดในมืออย่างเซ็งๆ

ooooooo

เย็นนี้มีแขกมาทานอาหารที่บ้าน กรแก้วเตรียมการเป็นพิเศษถึงขนาดจ้างเชฟฝรั่งมาทำอาหาร พอสามีกับลูกเลี้ยงกลับมา เธอรีบพาเข้าไปแนะนำตัว

“คุณพี่คะ นี่หนูวิศนี ลูกสาวคุณอำนวยไงคะ นี่คุณหญิงอวลอบจ้ะ เป็นเพื่อนที่สมาคมของฉัน”

วิศนียกมือไหว้อวลอบตามมารยาท อวลอบมองอย่างพิจารณาแล้วชวนคุย

“แหม...น้องกรแก้วนี่โชคดีนะคะ แต่งงานปุ๊บก็ได้ลูกโตเลย แถมยังสวยซะด้วย ไม่ต้องเลี้ยงให้เหนื่อย”

กรแก้วหัวเราะเสแสร้งกลบเกลื่อนความกระดาก อวลอบชวนคุยต่อ ถามวิศนีว่าไปอยู่มาหลายประเทศ เรียนจบอะไรมา

“ไม่จบอะไรซักอย่างค่ะ สอบเข้าที่ไหนไม่ได้ ก็เลยไปนั่งๆนอนๆ ใช้เงินคุณพ่อเฉยๆ”

อวลอบเจื่อนไปเมื่อได้ยินคำตอบของวิศนี กรแก้วหน้าม้านอย่างอับอาย อำนวยถลึงตากำราบลูกสาว วิศนีสีหน้ารำคาญ ขอตัวเดินเลี่ยงออกมา แล้วได้ยินเสียงดังมาจากในครัว จึงเดินเข้าไปดู เห็นคนรับใช้ช่วยกันขนอาหารเมนูบ้านๆ พวกน้ำพริกผักต้ม ปลาทอดปลาย่างออกมากินกันนอกครัว

วิศนีชอบมาก ขอกินอาหารพวกนี้ด้วย แต่ต้องไปเก็บมะม่วงมาแกล้มถึงจะได้รสชาติ ขณะที่เธอปีนป่ายเก็บมะม่วงข้างบ้านเกิดพลาดพลั้งตกลงมา โชคดีที่ชายหนุ่มคนหนึ่งพุ่งพรวดมารับไว้ทัน

เขาคือโยธิน ลูกชายของคุณหญิงอวลอบ โยธินมองหญิงสาวอย่างพึงพอใจ อำนวย กรแก้ว และอวลอบออกมาเห็นพอดี

“อ้าว เจอกันซะแล้ว ยังไม่ทันจะแนะนำเลย น้องกร คุณอำนวย นี่ลูกชายค่ะ ชื่อโยธิน เพิ่งกลับจากอเมริกาเหมือนกัน...นี่หนูวิศนี รู้จักกันแล้วใช่ไหมจ๊ะ”

โยธินทอดสายตามองวิศนีแล้วพยักหน้ารับ จากนั้นเจ้าของบ้านเชิญแขกไปที่โต๊ะอาหาร แต่วิศนีไม่ได้ตามมาด้วย กรแก้วจึงออกไปตามที่ครัว เห็นเธอกำลังนั่งโจ้น้ำพริกกับคนรับใช้อย่างเอร็ดอร่อย

“หนูวิศนี แขกรอทานข้าวอยู่นะจ๊ะ” กรแก้วเอ่ยเสียงเรียบ ทั้งที่ใจกรุ่นโกรธ

“เชิญเถอะค่ะ ฉันกินอยู่หลังบ้านก็อร่อยดี”

“ฉันว่าถ้าหนูไม่ออกไปรับแขกมันจะไม่เหมาะนะจ๊ะ คุณหญิงอวลอบเธอเป็นถึง...”

“เธอจะเป็นใครก็ช่างเถอะค่ะ ฉันไหว้ทักทายแล้วยังไม่พออีกเหรอ”

“หนูอาจจะอยู่คนเดียวมาจนชิน แต่บ้านนี้รับแขกบ่อย หนูควรจะเรียนรู้มารยาทสังคมให้มาก เพื่อหน้าตาของคุณพ่อหนูเอง”

วิศนีหน้าตึงมองกรแก้วอย่างหาเรื่อง กรแก้วจ้องตอบไม่สะทกสะท้าน

“ก็ได้ค่ะ ฉันจะออกไปรับแขก” วิศนียิ้มเจ้าเล่ห์...เธอนำอาหารพื้นบ้านไปขึ้นโต๊ะด้วย แถมใช้มือหยิบกินอย่างไม่แคร์สายตาใคร

อำนวยและกรแก้วอับอายขายหน้าอย่างมาก ส่วนอวลอบแสดงความรังเกียจ เดินบ่นออกมากับลูกชาย

“โอ๊ยตาย...น่าผิดหวังที่สุด”

“อะไรครับคุณแม่ ผมว่ามันก็อร่อยดีนะครับ”

“ยังจะพูดเล่นอีก แม่หมายถึงเด็กคนนั้น เห็นยายกรแก้วโฆษณาไว้ซะดิบดีจนแม่อยากจะรู้จัก เฮอะ ที่แท้ก็เด็กไร้การอบรม สมแล้วที่พื้นเพพ่อแม่เป็นแค่พวกชาวบ้าน ไม่ได้มีเลือดผู้ดีเลยซักนิด”

“ผมว่าก็น่าสนใจดีออกนะครับ ดูจริงใจ ดีกว่าพวกคุณหนูจอมเฟคเป็นไหนๆ แสบๆแบบนี้สิครับ ท้าทายดี”

“จะเอาจริงเหรอโย ท่าทางเด็กคนนี้มันไม่ยอมให้แกจีบทิ้งจีบขว้างหรอกนะ”

“งั้นก็จีบจริงๆเลยก็ได้ คุณแม่เองก็อยากได้สะใภ้เศรษฐีมาต่อเงินเราอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ผมว่าคนนี้เพอร์เฟกต์”

อวลอบนิ่งไป เพราะจริงๆก็อยากให้เป็นอย่างนั้น เนื่องจากฐานะการเงินของครอบครัวกำลังย่ำแย่...

หลังจากสองแม่ลูกกลับไปแล้ว วิศนีถูกอำนวยเล่นงานที่ทำให้ตนและกรแก้วขายหน้า วิศนีไม่สลดแถมยังแขวะกรแก้วว่าหน้าบางเกินเหตุ และถ้าพ่อยังอาย คราวหน้าก็ซ่อนตนไว้หลังบ้าน ไม่ต้องลากออกมาเข้าสังคมไฮโซของพ่อ ตนไม่อยากปั้นหน้าว่าเราเป็นครอบครัวอบอุ่น ทั้งๆที่มันไม่ใช่

“นี่แกจะไม่เห็นแก่ความสุขของพ่อบ้างเลยหรือไง”

“ทีพ่อยังไม่เห็นแก่ความสุขของหนูเลย”

“แล้วไอ้ความสุขของแกมันคืออะไรล่ะ บอกมาซิ ถ้าไม่ใช่เดือนใช่ดาว ฉันจะสรรหามาให้”

“นั่นสิคะ พ่อไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าอะไรคือความสุขของหนู”

อำนวยนิ่งอึ้ง รู้ตัวว่าห่างเหินกับลูกเกินไป จึงเริ่มอ่อนลง เข้ามาโอบลูก “วิศนี...ฟังพ่อหน่อยนะลูก พ่ออาจจะเป็นพ่อที่ไม่ดี แต่พ่อก็จะพยายามเป็นพ่อที่สมบูรณ์แบบให้ได้ ขออย่างเดียว ให้โอกาสพ่อบ้าง”

วิศนีน้ำตาคลอเหมือนจะซึ้ง แต่แล้วทิฐิก็ทำให้เธอสะบัดตัวออกอย่างแรง

“พ่อเคยมีโอกาสนั้นแล้วค่ะ...เคยมีแล้ว” เธอปาดน้ำตา เดินหนีไปทันที...

ooooooo

อุบัติเหตุ เรื่องย่อละคร

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

"อ๊อฟ" ปั้น "บีบี" เป็นผู้จัด จับคู่ "ณเดชน์-โบว์" “มนต์รักหนองผักกะแยง”

"อ๊อฟ" ปั้น "บีบี" เป็นผู้จัด จับคู่ "ณเดชน์-โบว์" “มนต์รักหนองผักกะแยง”
10 พ.ค. 2564

00:15 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้