ไลฟ์สไตล์
100 year

นิยายไทยรัฐ

อุบัติเหตุ

SHARE
  • แนว
  • :
  • บทประพันธ์โดย
  • :
  • บทโทรทัศน์โดย
  • :
  • กำกับการแสดงโดย
  • :
  • ผลิตโดย
  • :
  • ช่องออกอากาศ
  • :
  • อื่นๆ
  • นักแสดงนำ
  • :

อุบัติเหตุ ตอนล่าสุด

ตอนที่ 1

ในงานเลี้ยงฉลองแต่งงานเล็กๆภายในหมู่เพื่อนสนิทและครอบครัวของนายอำนวย นักธุรกิจเจ้าของบริษัทรถยนต์ กับ กรแก้ว หญิงสาวจากตระกูลผู้ดีเก่า เกิดเซอร์ไพรส์ที่ไม่คาดฝันเมื่อ วิศนี ลูกสาวคนเดียวของนายอำนวยปรากฏตัวขึ้นในฐานะแขกไม่ได้รับเชิญ หลังจากไปอยู่ต่างประเทศมานานหลายปี

วิศนีบินด่วนกลับเมืองไทยทันทีที่ทราบเรื่องการแต่งงาน ด้วยความโกรธและน้อยใจที่บิดาปิดบังเรื่องนี้กับเธอ วิศนีจงใจฉีกหน้ากรแก้วด้วยการจ้างทีมแดนเซอร์ชายหญิงมาเต้นโชว์วาบหวิว แถมพูดจาประชดประชันอยู่ในที จนกรแก้วต้องขายหน้าเพื่อนๆผู้ดีที่มาร่วมงาน

อำนวยโกรธที่ลูกสาวทำให้ตัวเองและภรรยาใหม่ต้องอับอาย เขาลากวิศนีออกมาต่อว่าอย่างรุนแรง

“แกเป็นอะไรของแก ถึงได้ทำบ้าๆ พูดบ้าๆแบบนั้น”

“หนูก็แค่อยากจะแสดงความยินดี” วิศนีอมยิ้มกวนๆ อยากป่วนมากกว่ายินดี “พ่อโกรธเพราะมันเป็นเซอร์ไพรส์ใช่ไหมล่ะ หนูก็เซอร์ไพรส์เหมือนกัน นี่ถ้าหนูไม่เผอิญเปิดหนังสือพิมพ์ไทยอ่าน ก็คงไม่รู้ว่าตัวเองจะมีแม่ใหม่”

“ฉันไม่อยากบอกแกก็เพราะไม่อยากให้แกกระทบกระเทือนใจ”

“อ๋อ พ่อก็รู้เหมือนกันว่าหนูจะรู้สึกยังไง แต่พ่อก็ยังทำ”

“วิศนี!”

“พ่อเป็นโสดมาได้ตั้งเกือบยี่สิบปี ผู้หญิงคนนี้มีดีอะไร ถึงทำให้ตบะแตกได้คะ”

“อย่าพูดถึงคุณกรแก้วแบบนั้นนะ เขาเป็นคนดี เป็นผู้ดี”

“งั้นแสดงว่าของขวัญหนูก็คงถูกใจเขาน่าดู”

อำนวยถอนใจ ไม่อยากทะเลาะให้หงุดหงิด พยายามข่มใจ

“เอาล่ะ ฉันยอมแพ้ ฉันขอโทษที่ทำอะไรโดยไม่บอกแก พอใจไหม ถ้าพอใจแล้วก็ไปอาบน้ำนอนให้สบาย แล้วพรุ่งนี้พ่อจะให้เลขาหาตั๋วกลับฝรั่งเศสให้”

“ไม่ค่ะ”

“แกจะเอาอะไรอีก”

“หนูไม่เอาอะไรทั้งนั้น เพราะว่าหนูจะกลับมาอยู่ที่บ้านเรา...ถาวร” วิศนีตอบฉะฉาน

อำนวยอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดความผิดหวัง เมื่อลูกสาวยืนยันหนักแน่นว่าไม่กลับไปฝรั่งเศสอีกแล้ว

“สุดท้ายแกก็ทิ้งเรื่องเรียนอย่างที่ฉันคิดจริงๆ อุตส่าห์ส่งไปอยู่เมืองนอกเกือบ 10 ปี แทนที่จะได้ดีเหมือนลูกคนอื่น ก็ดันเรียนไม่จบอะไรเลย”

“หนูเรียนรู้มามากพอแล้วค่ะที่นั่น”

“ใช่สิ ตอนอยู่อังกฤษแกก็ไปเรียนอย่างนึง พอเบื่อก็ย้ายเยอรมัน พอไม่จบเยอรมันก็ไปต่อฝรั่งเศส ร่อนเร่พเนจรไปเรื่อย”

“แล้วพ่อรู้ไหมล่ะคะว่าหนูทำอย่างนั้นทำไม”

“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง วันๆฉันก็ทำงานงกๆ หาเงินส่งไปให้แกถลุงเล่น ชีวิตแกสุขสบายทุกอย่าง มีกินมีใช้ไม่เคยต้องอด แต่แกมันไม่รักดีเอง”

“คนเราไม่ใช่ว่าอยู่ดีกินดี มีเงินใช้จะแปลว่าสุขสบายนะคะ พ่อเคยถามหนูซักคำไหมว่าอยู่ที่โน่นหนูเป็นยังไงบ้าง ขนาดหนูนอนป่วยอยู่โรงพยาบาล พ่อก็ทำได้แค่ให้เลขาส่งเงินค่าหมอมาให้ แต่ไม่เคยถามหนูซักคำว่าเจ็บป่วยอะไร อาการเป็นยังไง อยากกลับบ้านหรือเปล่า”

“อ้อ แกก็เลยเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างทำตัวเหลวแหลกประชดฉัน แล้วแกรู้บ้างไหมว่าไอ้ความเละเทะของแกมันทำให้พ่ออย่างฉันปวดหัวแค่ไหน”

วิศนีเจ็บปวดกับคำพูดทิ่มแทงของบิดาจนน้ำตารื้น แต่พยายามกล้ำกลืนไว้

“ก็ถ้าหนูเป็นพ่อแม่คน หนูจะทำให้ลูกรู้สึกว่าแก เป็นเด็กที่มีพ่อมีแม่ที่รับฟังทุกข์สุข พร้อมที่จะเช็ดน้ำตา ให้ ไม่ใช่ปล่อยให้โตขึ้นตามยถากรรม แล้วค่อยมาปวดหัวกับพฤติกรรมของมัน”

อำนวยไม่พอใจถ้อยคำยอกย้อนของลูกสาว เขาปัดแจกันบนโต๊ะหล่นดังเพล้ง! ทั้งโกรธทั้งน้อยใจที่ลูกไม่เคยเห็นความดี

“เนี่ยเหรอ ที่ลูกมันพูดกับพ่อ ถ้า 10 ปีที่เมืองนอกมันสอนแกให้ดีได้แค่นี้ ก็ไม่ต้องกลับไปอีกแล้ว”

อำนวยเดินปึงปังออกไปทันที วิศนีมองตามพ่อด้วยความน้อยใจ น้ำตาซึมออกมา กรแก้วโผล่หน้าเข้ามาเพราะได้ยินเสียงของตกแตก วิศนีรีบเบือนหน้าหนีไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตาของตน กรแก้วเห็นแจกันแตก เดินเข้ามาหยิบ

“ตายจริง...” เสียงเธอรำพึงด้วยความเสียดาย

“แพงเหรอคะ” วิศนีแกล้งถามเพื่อจงใจเหน็บกรแก้ว “ของเก่าๆดีๆ ก็เป็นอย่างนี้แหละค่ะ เปราะบาง ต้องคอยทะนุถนอมไว้บนที่สูง แต่สุดท้ายพอตกแตกมันก็เป็นแค่เศษดินเหมือนกัน”

กรแก้วสะอึกอึ้ง มองตามวิศนีที่ผละออกไปด้วยรอยยิ้มเชือดเฉือน เธอเผลอกำเศษแจกันในมือจนสะดุ้งเฮือก ก้มดูก็เห็นเลือดซึมออกมา แต่เมื่ออำนวยเห็นเข้า เธอไม่พูดอะไรมาก บอกแค่ว่าโดนแก้วบาดนิดหน่อย แต่อำนวยสังเกตสีหน้าเธอไม่สู้ดี อดเป็นห่วงความรู้สึกของเธอไม่ได้

“คุณคิดมากเรื่องวันนี้หรือเปล่า ผมขอโทษแทนลูกด้วย”

“ฉันแค่ตกใจ ไม่คิดว่าจะได้เจอแกกะทันหันแบบนี้”

“วิศนีเป็นเด็กหัวดื้อ แต่แกไม่มีอะไรหรอก ผมรับรอง”

“แล้วแกจะมาอยู่กี่วันคะ”

“แกจะไม่กลับไปเมืองนอกแล้ว”

กรแก้วได้ยินแล้วนิ่งอึ้ง เพราะรู้ว่าท่าทางชีวิตคู่กับอำนวยคงจะยุ่งยากกว่าที่คิด แต่เธอก็ตัดสินใจแล้วว่าจะทำหน้าที่แม่เลี้ยงให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ooooooo

วันแรกของการย่างก้าวเข้ามาในบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่าของบิดาที่วิศนีไม่เคยเห็นมาก่อน บรรดาคนรับใช้ชายหญิงสี่คนยืนเรียงรอต้อนรับ ทุกอย่างดูเป็นระเบียบไปหมด ตามแบบฉบับผู้ดีเก่าของกรแก้ว

อำนวยพากรแก้วกับวิศนีเดินลงมา กลุ่มคนใช้ยกมือไหว้อย่างพร้อมเพรียง วิศนีจำสองในสี่คนนั้นได้ ทักอย่างไม่ถือตัว

“ละอองใช่ไหม...ส่วนนี่ก็สมจิต ฉันจำได้”

สองคนที่ถูกเอ่ยชื่อยิ้มรับด้วยท่าทีนอบน้อม อำนวยพยักพเยิดไปยังสาวใช้อีกสองคนท่าทางเรียบร้อยสงบเสงี่ยม บอกลูกสาวว่าทั้งคู่เป็นคนของกรแก้ว

“แหม...คนทำงานเยอะกว่าเจ้าของบ้านอีกนะคะ” วิศนีพูดโพล่ง

กรแก้วปรายตามอง รู้สึกเหมือนโดนเหน็บ แต่ก็ไม่ทำลายบรรยากาศ พูดเอาใจลูกเลี้ยงว่า

“มีคนเยอะๆ หนูกับคุณพ่อจะได้สบายไงจ๊ะ”

“ก็ดีค่ะ แต่ไม่ค่อยชิน” วิศนีส่งยิ้มประหลาดให้กรแก้ว แล้วเดินนำเข้าบ้าน กวาดตามองรอบๆ เหมือนชมพิพิธภัณฑ์ อำนวยกับกรแก้วตามเข้ามา

“เป็นไงลูก บ้านใหม่ พ่อปลูกมาได้ห้าปีแล้ว หนูชอบไหม”

“อะไรๆมันก็ใหม่ทั้งนั้นเลยนะคะสำหรับหนู ทั้งบ้านใหม่ รถใหม่ แล้วก็แม่ใหม่ ไม่รู้ว่าพ่อเองก็เปลี่ยน เป็นคนใหม่ด้วยหรือเปล่า”

“พูดอะไรอย่างนั้น พ่อก็ยังเป็นพ่อแกอยู่วันยังค่ำ”

“หนูวิศนีเพิ่งมาเหนื่อยๆ น่าจะขึ้นไปพักผ่อนนะจ๊ะ เดี๋ยวฉันจะให้ละอองพาไปดูว่าหนูอยากนอนห้องไหน” กรแก้วตัดบท เพราะรู้ว่าอำนวยอึดอัดใจ แต่กระนั้นวิศนีก็ยังเหน็บแนมบิดาของตนอีก

“เห็นไหมคะ แม้แต่ห้องหนูยังไม่มีเลย แล้วจะให้หนูแน่ใจได้ยังไงว่าพ่อยังเป็นพ่อของหนูอยู่”

อำนวยเริ่มโมโห ตอกกลับลูกสาวที่เดินนวยนาดตามละอองไปแล้ว

“ก็ที่ฉันยังไม่ได้จัดเตรียมอะไรให้แก ก็เพราะแกมันเอาใจยากอย่างนี้ไง ฉันทำอะไรมันก็ไม่ถูกใจแกทั้งนั้นแหละ”

อำนวยทำท่าจะตามขึ้นไปโวย แต่กรแก้วจับแขนเขาไว้เป็นเชิงปราม วิศนีเดินลิ่วขึ้นบันได ทำเหมือนไม่ได้ยิน แต่จริงๆซ่อนสีหน้าเจ็บปวด...

เมื่อแยกย้ายเข้าห้องส่วนตัว อำนวยเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เพื่อออกข้างนอก ทั้งที่ใจยังกรุ่นเรื่องลูกสาว เขาบ่นกับกรแก้ว

“นี่ถ้าผมไม่ได้นัดตีกอล์ฟกับท่านรัฐมนตรี ก็อยากจะอยู่คุยกับมันให้รู้เรื่อง มันจะมาทำท่าจองหองพองขนกับเราแบบนี้ไม่ได้”

“อย่าเพิ่งเลยค่ะ คุณเองก็กำลังร้อน หนูวิศนีก็ไม่ใช่คนลดราวาศอก คุยกันไปก็มีแต่จะทำให้เกิดเรื่อง”

“วิศนีเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมาผมไม่เคยมีใคร แล้วก็ไม่เคยคิดจะยกย่องใคร แต่ถ้ามันยังมีสำนึกของความเป็นลูกที่ดี มันก็ต้องยอมรับการตัดสินใจของผม”

“คุณว่าฉันควรจะทำยังไง”

“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ผมจะทำเอง แล้วผมก็เชื่อว่าวันหนึ่งมันจะรู้ว่าทำไมผมถึงรักคุณ” อำนวยกุมมือกรแก้วให้กำลังใจ

หลังจากอำนวยออกไปได้ครู่เดียว วิศนีเดินออกมาหน้าบ้าน เห็นประยุทธคนขับรถกำลังเช็ดถูรถคันงาม เธอเอ่ยปากขอกุญแจ แต่ประยุทธลังเล ถามโน่นนี่จนเธอรำคาญ เดินไปเปิดประตูรถเห็นกุญแจเสียบอยู่พอดี จึงขึ้นนั่งสตาร์ตเครื่องโดยที่ประยุทธห้ามไม่ฟัง

วิศนีไม่สนใจท่าทีร้อนรนของประยุทธ เร่งเครื่องยนต์ เสียงดังกระหึ่มแล้วเคลื่อนรถวนไปมา ประยุทธวิ่งตามพยายามจะบอกว่ารถคันนี้เป็นของกรแก้ว วิศนีหัวเราะสนุก ยิ่งเห็นกรแก้วโผล่ออกมาอีกคน เธอยิ่งสนุกใหญ่ แกล้งขับรถไล่กวดประยุทธ ไม่ฟังเสียงห้ามของกรแก้ว

จากที่วิ่งตาม กลายเป็นต้องวิ่งหนี ประยุทธหน้าตาตื่นหลบทางโน้นทางนี้ วิศนีพุ่งตามอย่างเร็วจนเฉี่ยวกระถางต้นไม้แตกกระจาย เธอหยุดรถเหมือนจะลงมาดู แต่พอเห็นกรแก้ววิ่งหน้าตั้งมา ก็เปลี่ยนใจเร่งเครื่องหนีไปทันที

“เล่นบ้าๆอะไรกันประยุทธ นั่นมันรถของฉันนะ” กรแก้วโวยลั่น

“ผมพยายามห้ามแล้วครับคุณผู้หญิง”

กรแก้วพูดไม่ออก มองออกไปหน้าบ้านอย่างเดือดๆ ห่วงรถตัวเอง

ooooooo

วิศนีตั้งใจไปเยี่ยมแววผู้เป็นแม่ ระหว่างทางรถเกิดเฉี่ยวชนกับรถของอารุมที่มีเดชชาตินั่งมาด้วย วิศนีเป็นฝ่ายผิดเพราะมัวแต่วุ่นวายอยู่กับโทรศัพท์ ซึ่งเธอไม่รู้ว่าสองหนุ่มเพื่อนสนิทเป็นพนักงานในบริษัทของอำนวย

อารุมเป็นผู้จัดการแผนก เป็นคนเอาการเอางาน จริงจังกับชีวิต ขณะที่เดชชาติเป็นเซลส์ขายรถ ช่างพูด อารมณ์ดี มองโลกในแง่บวก

เมื่อเกิดอุบัติเหตุ และวิศนีเป็นฝ่ายผิด เธอรีบลงจากรถมาดูรอยเฉี่ยว แล้วมองไปที่คู่กรณีหน้าเสีย อารุมลงมาก่อนเดชชาติ เขามองหญิงสาวอย่างจำได้ เคยเห็นเธอที่โรงแรมจัดงานแต่งงานของอำนวยกับกรแก้ว เห็นแค่แวบเดียว แต่ก็สะดุดตาในความสวย

“คุณ...” อารุมเผลอพูดออกมา

หญิงสาวจำเขาไม่ได้ รีบยกมือไหว้ขอโทษเรื่องขับรถชน และเธอยอมรับผิดทุกอย่าง เดชชาติเพิ่งลงจากรถ ไม่ทันเห็นสาวสวย เอาแต่เชียร์อารุมให้ซื้อรถคันใหม่แทนรถวัยทองคันนี้เสียที

“เฮ้ย เป็นไงบ้างวะอารุม รถแกพังหรือเปล่า ถ้าพังก็ซื้อใหม่เลย เดี๋ยวฉันจัดราคาให้แบบพิเศษๆ รับรองถูกเหมือนได้ฟรี”

พูดจบเพิ่งเห็นสาวสวย เดชชาติถึงตะลึง ครางว่านางฟ้า...ยิ่งเห็นเธอส่งยิ้มหวาน พนมมือขอโทษ เดชชาติแทบละลาย

“ขอโทษจริงๆนะคะ ฉันมัวแต่ดูโทรศัพท์เลยไม่เห็นรถคุณ”

“ไม่เป็นไรครับ” เดชชาติพูดเหมือนละเมอ...ต่างจากอารุมที่โพล่งขึ้นอย่างไม่พอใจ

“ไม่เป็นไรได้ยังไง คุณไม่รู้เหรอว่ากฎหมายเขาไม่ให้ใช้โทรศัพท์ระหว่างขับรถ”

“คือฉัน...”

“ถ้าจะอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นเพราะไม่เคยศึกษากฎจราจร ขอร้องว่าอย่าเสียเวลา มันฟังไม่ขึ้นหรอก”

“เปล่าค่ะ ฉันกำลังจะบอกว่าฉันรู้ แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจ”

“ผมก็ไม่คิดว่าคุณจะตั้งใจเอารถหรูๆของคุณมาชนกับผมอยู่แล้ว แต่มันก็ไม่ได้ทำให้คุณผิดน้อยลง”

เดชชาติเห็นท่าไม่ดี เตือนเพื่อนรักให้ใจเย็นๆ

“ฉันรู้ว่าฉันผิด แล้วฉันก็กำลังจะชดใช้ให้นี่ไง” วิศนีเริ่มเซ็ง หยิบกระเป๋าเงินออกมา “คุณจะเอาเท่าไหร่ล่ะ ตกลงกันตรงนี้เลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาตำรวจ ฉันรีบ”

อารุมยังไม่ทันตอบ เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เขากดรับเพราะเป็นสายจากนนทลีแฟนสาว เธอกำลังรอคอยเขาอยู่ในมหาวิทยาลัยที่น้องสาวรับปริญญา

“อยู่ไหนแล้วคะอารุม ใกล้จะได้เวลาแล้วนะคะ”

“เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะนน”

“แล้วคุณเป็นอะไรหรือเปล่า”

“ไม่หรอก แค่เฉี่ยวชนกันนิดหน่อย”

อารุมยืนหันหลังคุยโทรศัพท์ วิศนียืนรอหน้าตาหงุดหงิด อยากจะเจรจาให้จบๆเสียที

“อาคุณเนี่ย ทำอะไรชักช้าอย่างนี้ตลอดเลยเหรอคะ”

คำถามของเธอทำเอาเดชชาติเป็นงงว่าอาไหน? ใครเป็นอา?

“ก็ฉันเห็นคุณเรียกเขาว่าอา”

“โธ่...มันไม่ใช่อาผมหรอกครับ มันชื่ออารุม”

“ก็ดี ฉันจะได้ไม่ต้องเกรงใจ” วิศนีพูดจบก็เดินฉับๆไปดึงโทรศัพท์จากมืออารุมมากดปิดหน้าตาเฉย

“เฮ้ย! อะไรของคุณเนี่ย” อารุมไม่พอใจ

“คุณไม่เข้าใจภาษาคนที่ฉันพูดว่ารีบหรือไงคะ”

“แล้วคุณล่ะ รู้จักคำว่ามารยาทบ้างไหม”

ขณะสองฝ่ายทุ่มเถียงกันไปมา...ทางฝ่ายนนทลีงุนงงที่จู่ๆสายตัดไปดื้อๆ กุสุมาเพื่อนสนิทของเธอเดินมาถามว่ามีอะไร พอได้ยินว่าอารุมเกิดอุบัติเหตุ กุสุมาหน้าตาตื่น ถามระรัวว่าเขาเป็นอะไรมากหรือเปล่า

“ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นก็ได้สุ อารุมไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่จะมาช้าหน่อย ไปหานุชกันเถอะ”

นนทลีเดินนำไป แต่กุสุมายังไม่ขยับ ท่าทีไม่สบายใจ นัก หยิบโทรศัพท์มือถือมากดโทร.ออก...เสียงมือถืออารุมดังอีก วิศนีไม่ยอมคืน บังคับเขาต้องคุยกันให้รู้เรื่องก่อน เลยเกิดยื้อยุดกันไปมา เดชชาติพยายามเข้าไกล่เกลี่ย แต่กลายเป็นว่าวิศนีสะบัดจนมือถือกระเด็นไปกลางถนนโดนรถเหยียบดังกร๊อบ อารุมวิ่งไปหยิบมันกลับมาในสภาพเยินยับ

“คุณขับรถชนรถผมแล้วยังทำลายโทรศัพท์ผมอีกนะ”

“ฉันไม่ได้ตั้งใจ ก็คุณมัวแต่จะคุยโทรศัพท์ ไม่ยอมตกลงกับฉันซักทีว่าจะเอายังไง”

อารุมก้มดูโทรศัพท์ในมืออย่างเดือดดาล วิศนียิ่งรู้สึกผิด เปิดกระเป๋าหยิบเงินเพิ่ม

“อ่ะ ฉันให้ เอาไปหมดนี่เลย แค่นี้คุณก็กำไรแล้ว ทั้งค่ารถค่าโทรศัพท์เครื่องใหม่”

“พวกเศรษฐี ใช้เงินแก้ปัญหาตลอด” อารุมกระแทกเสียงอย่างเดือดดาล

“แล้วจะให้ฉันทำยังไง จะให้ก้มกราบเท้าไหม จะได้จบๆไปซักที” วิศนีทำท่าจะคุกเข่า เดชชาติรีบห้ามเสียงหลง

“อย่าๆๆ อย่าครับ ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอก ผมขอโทษคุณแทนเพื่อนผมด้วยก็แล้วกันนะครับ”

“ไอ้ชาติ ไปขอโทษเขาทำไม ฉันเป็นผู้เสียหายนะโว้ย”

“เอาน่า มัวแต่เถียงกันอย่างนี้ เดี๋ยวแกก็ไปไม่ทันงานรับปริญญา โดนยายนุชแหกอกเอาไม่รู้ด้วยนะ...เอางี้นะครับคุณ ผมชื่อเดชชาติ ผมขออนุญาตรับเอาไว้ให้ แล้วเป็นอันว่าตกลงเคลียร์กันเรียบร้อยแล้ว ที่เหลือเดี๋ยวผมจัดการเองครับ”

เดชชาติรับเงินจากวิศนีมาอย่างเกรงใจ วิศนีมองอารุมตาขวางๆ

“แค่นี้ก็หมดเรื่อง มัวแต่โยกโย้ หาเรื่องอยากซื้อโทรศัพท์ใหม่หรือเปล่าก็ไม่รู้”

“นี่คุณ” อารุมขยับจะเข้าไปเล่นงานอีก แต่เดชชาติกันไว้ วิศนีแกล้งทำลอยหน้าล้อเลียนแล้วรีบขับรถ หนี...อารุมหงุดหงิด บ่นอุบ “ผู้หญิงอะไร หน้าตาก็แย่ นิสัยก็ใช้ไม่ได้”

“เฮ้ย...แกตากแดดจนเบลอหรือเปล่าวะ อย่างนั้นน่ะเหรอเรียกว่าหน้าตาแย่ งั้นฉันยอมรักคนขี้เหร่ก็ได้วะเอ้า”

“ไอ้ชาติ แกมันก็เป็นซะอย่างงี้ เห็นคนสวยทีไรก็มืออ่อน ยอมเขาหมดทุกอย่าง”

“แล้วแกจะให้เขาทำยังไง เขาก็ยอมรับผิดชดใช้ให้แล้ว แกเองก็มัวแต่ลีลา ดูซิจากตอนแรกแค่รถบุบ ก็ได้มือถือบู้บี้มาอีกเครื่องเลยเนี่ย”

อารุมมองโทรศัพท์แล้วยิ่งเซ็ง เดชชาติตบไหล่เพื่อนเบาๆ ปลอบใจ

“เอาน่า ถือว่าฟาดเคราะห์ แกอาจจะมีดวงได้มือถือใหม่กับรถใหม่พอดีก็ได้นะเว้ย เดี๋ยวไปเลือกกันเลยเพื่อน ฉันช่วย”

“เงินยายนั่น ฉันจะเอาไปทำบุญล้างซวย จะได้ไม่ต้องเจอกันอีก” อารุมมองตามรถวิศนีที่ขับออกไปอย่างเคืองๆ

ooooooo

วิศนีดั้นด้นไปจนถึงบ้านแม่แวว นั่งน้ำตาซึมมองบ้านที่เคยอยู่แต่อ้อนแต่ออก หวนนึกถึงตอนห้าขวบที่พ่อตัดสินใจพาเธอทิ้งแม่ออกมาจากบ้านหลังนี้

แววติดเหล้าและติดการพนันงอมแงม ไม่สนใจหน้าที่แม่และเมีย เห็นแก่เงิน ปากร้าย รักตัวเองมากกว่าลูก ที่สุดอำนวยก็เบื่อหน่ายจนทนไม่ไหว หอบลูกน้อยออกจากบ้านในวันที่แววเมามาก

“ไป...ไปให้พ้นเลย ไอ้ผัวเฮงซวย หน็อย...อดอยากมาด้วยกันแท้ๆ แต่พอได้ดีก็ถีบหัวส่ง ถุย! ไอ้คนเลว” แววไล่ตะเพิดด้วยความเจ็บใจ

“ฉันบอกเธอแล้วนะแวว ว่าถ้าเธอทิ้งลูกไปเล่นไพ่อีกครั้งเดียว เราก็อยู่ด้วยกันไม่ได้”

“ก็อยากไม่ให้ตั้งวงในบ้านนี่หว่า แล้วบ่อนก็อยู่ใกล้แค่นี้ จะอะไรนักหนา”

“งั้นต่อไปนี้ก็เชิญตั้งวงไพ่ตามสบาย แต่ฉันกับลูกจะไม่อยู่ที่นี่...ไป ยายหนู”

“ไม่ หนูไม่ไป หนูจะอยู่กับแม่ ฮือๆ” เด็กหญิงวิศนีกรีดร้อง วิ่งเข้ามากอดแม่แน่น

“ไม่เอาลูก ไปกับพ่อ” อำนวยเข้ามาดึงลูกสาว

แววยืนโงนเงน ตาแดงก่ำเพราะความเมา ไม่มีสติสัมปชัญญะ พอถูกกอดรัดมากๆเข้าก็รำคาญ กระชากแขนลูกออกแล้วผลักจนลูกล้มตึง

“โอ๊ย รำคาญ! ไปเลย ไปกันให้หมด ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน จะไปตกนรกที่ไหนก็ไปไป๊”

อำนวยตกใจรีบเข้ามาอุ้มลูกสาวที่ร้องไห้จ้า แววสะบัดเข้าบ้านไปอย่างไม่ไยดี...

แม้จะยังเด็ก แต่ภาพเหตุการณ์วันนั้นก็ยังติดตาวิศนีจนถึงวันนี้...เธอนั่งน้ำตาคลอในรถ คิดถึงแม่มากกว่าโกรธ

“แม่คะ แม่อยู่บ้านหรือเปล่า หนูมาเยี่ยม” เธอร้องเรียก แต่ไม่มีเสียงตอบ จึงลงจากรถเดินเข้าไปในบ้านที่ไม่ได้ล็อกประตู

ชีพ ผัวใหม่ของแววนอนจมขวดเหล้า งัวเงียลืมตาท่าทางยังไม่สร่างเมา พอเห็นสาวสวยโผล่เข้ามา ชีพตาลุกวาวโถมเข้าใส่หมายปลุกปล้ำ วิศนีตกใจมาก ปัดป้องพัลวันก่อนจะหันไปคว้าร่มคันยาวมาฟาดชีพไม่ยั้ง

เสียงร้องของชีพดังแว่วไปนอกบ้าน แววกับหงวนนั่งรถสองแถวกลับมาพอดี ทั้งคู่วิ่งตาลีตาลานเข้าบ้าน แววเห็นผัวถูกทำร้ายก็ด่าทอหญิงสาวลั่นไปหมด กว่าจะรู้ว่าใครเป็นใครก็เล่นเอาหอบไปด้วยกัน

สองแม่ลูกดีใจ กอดรัดทักทายกันด้วยความคิดถึง หงวนเอาน้ำมาให้วิศนี แล้วก็นั่งน้ำลายแตกฟองเมื่อแววถามถึงชีพว่าเป็นยังไงบ้าง

“โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนังหนาจะตายไปคุณชีพน่ะ ให้กินยาแก้ปวดก็ไม่กิน เอาเหล้ามากินต่อจนหลับไปแล้วค่ะ”

“ผู้ชายคนนั้นเขาจะปล้ำหนูค่ะแม่ หนูเห็นประตูบ้านเปิดอยู่ก็เลยเดินเข้ามา แต่อยู่ๆเขาก็กระโจนเข้ามาจะทำร้ายหนู”

“อุ๊ย ชีพเขาคงดื่มเยอะนะลูก แล้วบ้านมันก็ไม่ได้เปิดไฟ เขาคงเข้าใจผิดละมั้ง ก็เลยเล่นอะไรพิเรนทร์ หุ่นหนูกับแม่ก็ใกล้ๆกันนี่” แววกลบเกลื่อนแก้ตัวแทนผัว แต่โดนหงวนเบรกทันควัน

“ต๊าย...กล้าพูด”

“แกว่าอะไรนังหงวน”

“เปล่าค่ะ หงวนกำลังจะบอกว่าคุณผู้หญิงกล้าพูดได้ถูกเผงเลยค่ะ”

“ตกลงเขาเป็นใครคะแม่”

หงวนกำลังจะบอกว่าเป็นผัว แต่แววตะเบ็งเสียงปรามเสียก่อน หงวนเลยต้องตอบอย่างสุภาพว่า

“เป็นหวานใจของคุณผู้หญิงค่ะ”

วิศนีฟังแล้วหน้าเสียด้วยความผิดหวัง “นี่แม่ก็แต่งงานใหม่เหมือนกันเหรอคะ”

“วุ้ย...แต่งเติ่งอะไรกัน หนีตามกันมามากกว่าค่ะคุณ แต่คุณชีพน่ะเป็นฝ่ายหนีตามคุณผู้หญิงมานะคะ”

“อีหงวน งานการไม่มีทำใช่ไหม จานชามล้างหรือยัง ฉันจ้างแกมาทำงานนะ ไม่ได้จ้างมาปากมาก”

หงวนคอหด ลุกไปอย่างไม่เต็มใจ แววมองตามคันไม้คันมือ แล้วหันกลับมาปั้นยิ้มให้ลูก แต่วิศนีหน้างอไม่สบอารมณ์ เดินหนีออกมานอกบ้าน ทั้งเซ็งทั้งผิดหวังที่พ่อกับแม่ต่างก็มีครอบครัวใหม่

“ยายหนู...โกรธแม่เหรอลูก” แววเว้าวอนเสียงหวาน

“สรุปว่าพ่อกับแม่ก็มีครอบครัวใหม่กันทั้งคู่”

“อย่าพูดอย่างนั้นสิจ๊ะ ยังไงแม่ก็ยังรักหนูเหมือนเดิม แต่หนูไม่อยู่กับแม่ แม่ก็เหงาน่ะสิ เลยต้องหาใครมาอยู่เป็นเพื่อน”

“งั้นหนูมาอยู่กับแม่ได้ไหมคะ หนูไม่อยากอยู่บ้านพ่อ”

แววตกใจหน้าเจื่อนทันที เพราะจริงๆอยากอยู่กับชีพตามลำพังมากกว่า และอีกใจก็อยากจะให้ลูกสาวอยู่ก่อกวนกรแก้วไม่ให้เป็นสุขแทนตัวเองด้วย

“ทำไมล่ะจ๊ะ บ้านนั้นออกจะสุขสบาย หรือว่านังแม่เลี้ยงไฮโซนั่นมันรังแกหนู บอกแม่มาซิ แม่จะไปตบมัน”

“เปล่าหรอกค่ะ”

“งั้นก็อยู่ไปก่อนเถอะลูก บ้านนั้นก็มีแค่พ่อหนูกับนังกรแก้วอยู่ ขืนหนูทิ้งมามันจะได้ฮุบไปหมดปะไร หนูต้องรักษาสิทธิ์ของตัวเอง สมบัติของพ่อหนูมันก็ต้องเป็นของหนูคนเดียว จำไว้นะ อย่าให้คนอื่นมาชุบมือเปิบ”

แววฉอดๆด้วยความหมั่นไส้กรแก้ว แต่พอเห็นวิศนีหน้าเศร้าลงก็โอบกอดเอาใจ

“แต่ถ้าหนูจะมานอนกับแม่บ้างก็ได้ ยังไงก็บอกล่วงหน้านะลูกนะ แม่จะได้ทำความสะอาดบ้านรอ รกเหลือเกิน จะสร้างใหม่ก็ไม่มีปัญญา พ่อหนูก็พึ่งอะไรไม่ได้ เลิกกันไปเขาก็เป็นคนอื่น”

“หนูนึกว่าพ่อยังต้องให้เงินแม่ทุกเดือนเสียอีก”

แววสะอึก เพราะจริงๆก็ยังได้เงินค่าเลี้ยงดูอยู่ แต่รีบโอดครวญชวนให้น่าสงสาร

“โอ๊ย เงินแค่หยิบมือมันจะไปพออะไร ค่ากินอยู่อย่างเดียวก็หมดแล้วลูก คงไม่ได้เสี้ยวนึงที่เขาจ่ายให้นังแม่เลี้ยงหนูหรอก นังนั่นมันคงสูบเอาสูบเอา”

วิศนียิ่งฟังก็ยิ่งอึดอัด ตัดบทดื้อๆ “หนูกลับก่อนดีกว่าค่ะ แล้วหนูจะมาเยี่ยมใหม่”

“จ้ะๆ ขับรถดีๆนะลูก แล้วอย่าลืมที่แม่บอก คอยดูนังกรแก้วไว้ ของมีค่าในบ้านถ้ากลัวหายก็เอามาฝากไว้ที่แม่ แม่จะดูให้ ชักช้าเดี๋ยวมันเอาไปหมด”

วิศนีพยักหน้าแบบขอไปที ยกมือไหว้ลาก่อนจะเดินออกมาอย่างอ่อนใจ พอหันกลับไปเห็นแม่โบกมือส่งยิ้มให้ แล้วรีบกลับเข้าบ้าน หมดความสนใจต่อลูกแค่นั้น หญิงสาวยิ่งรู้สึกเคว้งคว้างอ้างว้าง เหมือนตัวเองไม่เป็นที่ต้องการของใครเลย...

ooooooo

บรรยากาศภายในมหาวิทยาลัยคึกคัก คลาคล่ำด้วยนักศึกษาและญาติสนิทมิตรสหาย มองไปทางไหนมีแต่รอยยิ้มของความปลาบปลื้มยินดี

อารุมกับเดชชาติเพิ่งมาถึง ทั้งคู่เดินตรงดิ่งมาตามเสียงเรียกของนนทลี กุสุมาเห็นอารุมก็ปรี่เข้ามาสอบถามเรื่องอุบัติเหตุ จับเนื้อตัวเขาสำรวจด้วยความเป็นห่วง เดชชาติเห็นแล้วอดแขวะไม่ได้ว่าตนก็นั่งไปด้วย ไม่คิดจะห่วงกันบ้างเลยเหรอ กุสุมาหน้าเจื่อน รีบขยับออกห่าง นนทลีมองยิ้มๆ ไม่ได้คิดอะไร

นีรนุช น้องสาวของนนทลีกำลังร่าเริงอยู่ในกลุ่มเพื่อน พอเห็นอารุม เธอผละออกมาหาเขาด้วยความดีใจ

“นุชนึกว่าพี่จะไม่มาซะแล้ว”

“ต้องมาสิ วันสำคัญของนุชทั้งที...ยินดีด้วยนะจ๊ะ”

นีรนุชยิ้มแป้น กล่าวขอบคุณก่อนรับกล่องของขวัญมาจากว่าที่พี่เขย แต่พอเดชชาติส่งให้บ้าง เธอกลับไม่ค่อยสนใจ บอกว่าจะดูของพี่อารุมก่อน เดชชาติงอนตุ๊บป่องจะเอาไปให้น้องบัณฑิตสาวสวยคนอื่น นีรนุชเลยต้องง้อเป็นการใหญ่

หลังจากให้ของขวัญกันเสร็จแล้ว ลำดับต่อไปเป็นการถ่ายรูป นีรนุชเกาะแขนอารุมแจ จนกุสุมาแอบอิจฉา บ่นกับเดชชาติด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ไม่มีพิรุธ

“ยายนุชนี่ติดอารุมจังเลยนะชาติ ดูสิต้องยืนใกล้กันตลอด ใครเห็นก็คงนึกว่าเป็นแฟนอารุม แบบนี้ผู้ชายที่ไหนจะกล้าจีบ”

“ยายนุชมันก็ไม่สนหนุ่มคนไหนอยู่แล้วนี่ ออกจะบูชาอารุมเป็นไอดอลซะขนาดนั้น”

“แต่มันดูไม่ดีเลยนะ ว่าที่พี่เขยแท้ๆ ออเซาะอย่างกับเป็นแฟนตัวเอง”

“แหม...ที่พูดเนี่ยสุหึงหรือเปล่า อย่าบอกนะว่า...”

กุสุมาถูกจี้ใจดำ ปรี๊ดอย่างลืมตัว “หึงบ้าอะไรล่ะ อย่ามาพูดอย่างนี้นะ ฉันไม่ชอบ”

เดชชาติอึ้ง ไม่เคยเห็นเพื่อนสาวเหวี่ยงวีนมาก่อน กุสุมารู้สึกตัวว่าหลุด รีบปรับสีหน้ายิ้มแย้ม อาสาถ่ายรูปให้สามคนนั้นเหมือนไม่มีเรื่องขุ่นข้องใดๆ

ooooooo

วิศนีขับรถคันงามออกจากบ้านไปทั้งวันโดยไม่รู้ว่าเป็นของแม่เลี้ยง กระทั่งกลับเข้ามาในตอนค่ำถูกอำนวยเล่นงาน เธอเลยยั่วแม่เลี้ยงว่า

“เหรอคะ ไม่ทราบจริงๆว่าเป็นรถของคุณ ถึงว่าสิ เมื่อเช้าคุณถึงได้หน้าตาตื่นนักตอนที่ฉันขับชนกระถางต้นไม้ ไม่ต้องห่วงนะคะ ยังมีที่หน้ารถอีกแผล เพราะฉันขับไปเฉี่ยวกับรถชาวบ้านมาด้วย จะได้ซ่อมทีเดียว”

กรแก้วตกใจ ถลาออกไปดูรถ วิศนีพูดไล่หลังอย่างหมั่นไส้

“คราวหน้าแปะชื่อไว้สิคะ อะไรที่เป็นของคุณ ฉันจะได้ไม่แตะ”

อำนวยไม่พอใจลูกสาว ก้าวตามเข้ามาในบ้าน เอ็ดว่าทำไมทำตัวอย่างนี้ คิดจะแกล้งกรแก้วใช่ไหม

“ก็บอกแล้วว่าหนูไม่รู้ว่ามันเป็นรถของเขา”

“แต่แกจะไปไหนก็ควรจะบอกกล่าวคุณกรแก้วเสียก่อน”

“หนูโตแล้วนะคะพ่อ ไม่ใช่เด็กอมมือที่ไปไหนมาไหนแล้วต้องขออนุญาตพ่อแม่ แล้วที่สำคัญ...เขาไม่ใช่ แม่หนู”

“แต่เขาเป็นเมียฉัน ถ้าแกรักจะอยู่ที่เมืองไทยก็ต้องยอมรับความจริงว่าชีวิตที่นี่มันไม่เหมือนตอนที่แกเป็นเด็กๆอีกแล้ว”

“หนูรู้แล้วค่ะว่ามันไม่มีอะไรเหมือนเดิม เพราะทุกอย่างมันเปลี่ยนไปตั้งแต่วันที่พ่อพาหนูออกมาจากบ้านแม่แล้ว”

วิศนีตอบโต้ด้วยความน้อยใจแล้วเดินหนีขึ้นข้างบน อำนวยหน้าตากลุ้มใจที่ลูกสาวยังกล่าวโทษเขาด้วยเรื่องเก่าๆ

หนีเข้าห้องมาได้สักครู่ สมจิตยกกล่องขนาดใหญ่ตามเข้ามาให้ วิศนีแปลกใจว่ามันคืออะไร?

“ของเก่าๆของคุณค่ะ คุณผู้หญิงเห็นว่าคุณจะนอนห้องนี้ก็เลยให้หนูเอาของส่วนตัวของคุณที่คุณผู้ชายเก็บไว้มาให้คุณเลือก เผื่อคุณจะใช้อะไรค่ะ”

“ขอบใจนะ”

สมจิตรับคำ ค่อยๆคลานเข่าจะออกจากห้อง วิศนีขัดตา บอกว่าอยู่กับตนทำตัวปกติก็ได้ เก็บเข่าไว้คลานให้พวกผู้ดีดูเถอะ สมจิตหันมายิ้มแหยๆ ยกมือไหว้ก่อนจะลุกเดินค้อมตัวออกไป

อำนวยกลับออกมาดูกรแก้วที่ยังสำรวจรถด้วยสีหน้าไม่ดีนัก เธอบอกเขาว่ามีรอยถลอกทั้งสองข้างจริงๆ

“พรุ่งนี้ผมจะให้ศูนย์มาเอาไปเข้าอู่แต่เช้า ระหว่างนี้คุณก็ใช้คันอื่นไปก่อนแล้วกันนะ”

“ปกติฉันไปสมาคมหรือไปงานก็ใช้คันนี้ตลอด ถ้าเปลี่ยนเป็นคันเล็กก็คงดูไม่ดี คงต้องงดออกงานซักพักล่ะค่ะ”

อำนวยพยักหน้าอย่างเข้าใจ รู้ว่ากรแก้วเป็นคนห่วงหน้าตาตัวเองแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร

“แต่ขอร้องนะคะ คุณหารถคันใหม่ให้หนูวิศนีแกใช้ดีกว่า ฉันไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้อีก” กรแก้วพูดแกมสั่งแล้วเดินเข้าบ้าน อำนวยส่ายหน้าเหนื่อยใจ

เวลานั้น วิศนีกำลังรื้อข้าวของออกจากกล่อง เจอสมุดพกผลการเรียนสมัยเด็ก หยิบมันออกมาเปิดดูก่อนจะรำลึกความหลังในวันที่ตัวเองสอบได้ที่หนึ่งแล้วเอามาอวดพ่อ พ่อชื่นชมแต่ไม่ยอมเงยหน้าจากงาน ครั้นลูกสาวคะยั้นคะยอให้พ่อเซ็นชื่อเพราะต้องเอากลับไปคืนครู กลับได้ยินคำตอบว่า พ่อยุ่งมาก เอาไว้ก่อนเดี๋ยวพ่อจะเซ็นให้ กระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น อำนวยก็ยังไม่ได้เซ็นชื่อในสมุดพกให้ลูก นี่เองทำให้วิศนีโกรธและน้อยใจ แกล้งทำตัวเหลวไหลส่งผลให้การเรียนแย่ลง จนครูต้องเรียกผู้ปกครองมาพบ

อำนวยอับอายขายหน้า ตัดสินใจส่งวิศนีที่กำลังวัยรุ่นไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่นั้นมา

ooooooo

ค่ำคืนเดียวกัน ปาร์ตี้หมูกระทะที่ม้าหินหน้าบ้านนนทลีบรรยากาศชื่นมื่นเป็นกันเอง นีรนุชเอาใจอารุมเป็นพิเศษ คีบอาหารใส่จานโดยไม่แคร์สายตาใคร โดยเฉพาะเดชชาติที่นั่งมองตาปริบๆ ทั้งที่ตัวเองก็ร่วมเป็นเจ้ามือกับอารุมด้วยเหมือนกัน

เมื่อเดชชาติทักท้วง นีรนุชเลยยิ่งแกล้ง สองคนยั่วแหย่กันไปมาจนอารุมต้องคอยเบรก กุสุมาเฝ้ามองเงียบๆ แต่พอได้ยินเดชชาติเผลอพูดเรื่องอารุมดูฤกษ์แต่งงานกับนนทลี...กุสุมาหน้าถอดสี พูดโพล่งว่าทำไมกะทันหันนัก

“อย่าเพิ่งพูดเลย กินก่อนเถอะ ไหม้แล้วเห็นไหมเนี่ย” นนทลีตัดบท เพราะตัวเองยังไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเรื่องนี้เหมือนกัน

นีรนุชท่าทางตื่นเต้นดีใจมาก พูดคุยเรื่องนี้กับเดชชาติอีกครั้งตอนช่วยกันล้างถ้วยจานในครัว กุสุมาเดินเข้ามาได้ยินว่าฤกษ์ดีเดือนหน้า ตกใจถึงกับทำจานในมือหล่นแตก แต่กลบเกลื่อนว่ามือตนลื่น...

ได้เวลากลับบ้าน กุสุมาติดรถอารุมกลับเหมือนเคยเพราะบ้านอยู่ทางเดียวกัน แต่วันนี้เธอทำเป็นบ่นเกรงใจเขา เพื่อนำไปสู่คำถามต่อไป

“อีกหน่อยอารุมแต่งงานกับนนแล้ว บ้านเราก็คงคนละทางแล้วสินะ หรืออารุมจะให้นนย้ายมาอยู่ที่คอนโดด้วยจ๊ะ”

“ไม่รู้เหมือนกัน คงแล้วแต่นนมั้ง”

“แต่สุว่านนคงไม่ยอมแน่ๆ เขาเคยบอกนนนะว่าอยากมีเรือนหอเป็นบ้านหลังใหญ่ๆ มีคนคอยรับใช้ งานแต่งงานก็ต้องจัดหรูๆในโรงแรมห้าดาว นนบอกว่าเขาอยากแต่งงานแค่ครั้งเดียว เพราะฉะนั้นก็ต้องจัดให้ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้วอารุมล่ะจ๊ะ วางแผนไว้ยังไง”

อารุมเริ่มเครียดเมื่อถูกกุสุมาตอกย้ำความทะเยอทะยานของแฟนสาว ตอบกั๊กๆไปว่า ตนยังไม่ได้วางแผนอะไรเลย บางทีอาจจะไม่ใช่ปีนี้ก็ได้

กุสุมาลอบยิ้มพอใจที่เสี้ยมสำเร็จ ครั้นกลับถึงบ้านเธอยิ้มหน้าบาน พูดกับป้าเต็มปากเต็มคำว่าแฟนมาส่ง

“แล้วเมื่อไหร่จะพามาไหว้ป้าสักที เห็นเทียวรับเทียวส่งแบบนี้ตั้งหลายปีแล้ว”

“เร็วๆนี้แหละป้า เตรียมคิดไว้แล้วกันว่าจะเรียกสินสอดเขาเท่าไหร่”

“ฮ้า! นี่แกจะแต่งงานเหรอ”

กุสุมาไม่ตอบ เดินอมยิ้มเข้าห้อง นั่งเพ้อฝันถึงอารุมอย่างมีความสุข...

เวลานั้น นีรนุชก็มีความสุขเช่นกัน เพิ่งเรียนจบปริญญาแถมพ่วงเกียรตินิยมมาด้วย เธอสัญญากับนนทลีว่าต่อไปนี้จะหางานทำเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงพี่บ้าง ตอบแทนที่พี่ยอมเหนื่อยเลี้ยงดูน้องคนนี้แทนพ่อแม่มาหลายปี แล้วถ้าพี่แต่งงานมีลูก เธอจะเลี้ยงหลานให้ด้วย

“คิดไปไกลถึงนั่น ยังไม่ใช่เร็วๆนี้หรอก”

“อ้าว ทำไมล่ะคะ”

“พี่ยังไม่พร้อม อารุมก็ยังไม่พร้อม ถ้าแต่งงานตอนนี้ ต่างคนก็ต้องปากกัดตีนถีบ แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข พี่ไม่เอาด้วยล่ะ ถ้าพี่จะสร้างครอบครัวพี่ก็อยากสบาย เพราะเราลำบากกันมาเยอะแล้ว อารุมเขารู้ว่าพี่ต้องการอะไร เขายังไม่เร่งพี่หรอก เชื่อสิ”

“แต่พี่อารุมรักพี่นนมากนะ นุชดูออก พี่นนปล่อยให้เขารอแบบนี้ ไม่สงสารเขาเหรอ”

“ยุ่งเรื่องของพี่จริง ว่าแต่เรื่องของเราเถอะ เรียนจบแล้ว จะพาแฟนมาเปิดตัวได้หรือยังจ๊ะ”

“มีที่ไหนล่ะพี่นน นุชบอกแล้วไงว่าถ้าหาไม่ได้อย่างพี่อารุม นุชจะอยู่เป็นโสด”

“จ้า แม่คนช่างเลือก ถ้าขึ้นคานก็ไปตกลงกับนายชาติแล้วกันนะ เพราะรายนั้นก็คงขึ้นคานเหมือนกัน”

“โฮ้ย...ถ้าต้องลงเอยกับตาคนนั้น นุชยอมเป็นทอมดีกว่า”

สองพี่น้องหัวเราะขำๆไปด้วยกัน แต่นายเดชชาติที่อยู่บ้านใกล้กัน ถึงกับจามดังลั่นฟันแทบกระเด็น บ่นอุบว่าจามแรงขนาดนี้ต้องโดนนินทาในระยะเผาขนแน่ๆ

“ใครวะ หรือว่าจะเป็นยายนุช” ชายหนุ่มฮึ่มฮั่ม แยกเขี้ยวยิงฟันหันไปทางบ้านสองศรีพี่น้อง

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น วิศนีออกไปเต้นแอโรบิกที่สนามหมู่บ้านด้วยชุดรัดรูปอวดทรวดทรงองค์เอวเป็นที่จับตามองของหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ กรแก้วหัวโบราณรับไม่ได้ ให้อำนวยตามไปจัดการกันเอาเอง

วิศนีเห็นพ่อเดินหน้าตูมเข้ามาก็ยิ่งยั่ว ชวนพ่อมาเต้นด้วยกัน อำนวยไม่พูดพล่าม ตำหนิเรื่องเสื้อผ้าที่เธอใส่ อีกทั้งลีลาท่าเต้นก็ดูเย้ายวนจนน่าอาย แล้วสั่งเฉียบขาดให้กลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วตามพ่อไปที่บริษัท...

อำนวยตัดสินใจให้วิศนีไปทำงาน เจ้าหล่อนแต่งตัวสวยเฉี่ยวเปรี้ยวจี๊ดจนเป็นที่จับตามองของบรรดาพนักงาน โดยเฉพาะสาวๆขาเม้าท์ ต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นกิ๊กใหม่ของท่านประธาน วิศนีได้ยินแว่วๆ แกล้งควงแขนพ่อแน่นขึ้นอีก อำนวยไม่รู้อะไร นึกว่าลูกสาวกลัวส้นสูงพลิก บ่นออกมาเบาๆ

“แค่มาทำงาน ทำไมจะต้องแต่งตัวเหมือนมาเดินแฟชั่น”

“ถ้าไม่สวยก็ไม่มีกะจิตกะใจทำงานสิคะ”

อำนวยส่ายหน้าระอา จะเดินเข้าลิฟต์แล้วนึกได้ “แกยังไม่มีรถใช้นี่ ไปเดินดูก่อนก็ได้แล้วค่อยตามพ่อขึ้นไป”

วิศนีพยักหน้าแล้วปล่อยให้อำนวยขึ้นลิฟต์ไปตามลำพัง ตัวเองเดินแยกออกมาทางโชว์รูม ลูกเกดพนักงานต้อนรับนั่งแต่งหน้าอยู่ที่เคาน์เตอร์เหลือบมองสาวสวยแต่งเนื้อแต่งตัวฉูดฉาดด้วยความไม่ถูกชะตา เพราะคิดว่าเป็นพนักงานใหม่

“ถ้าจะมาสมัครงาน ตอนนี้ออฟฟิศยังไม่เปิดนะคะ เชิญนั่งรอก่อน”

“เปล่าค่ะ ฉันมาดูรถ”

“รถในโชว์รูมตรงนี้เป็นระดับไฮเอนด์ ถูกจองไว้หมดแล้วทุกคันค่ะ ส่วนพวกมือสองอยู่ข้างนอก” ลูกเกดตอบปัดๆ แล้วแต่งหน้าต่ออย่างไม่สนใจ วิศนีไม่รู้จะถามอะไรต่อ ยักไหล่เดินทอดน่องออกไป

ชมพู่เดินมาที่เคาน์เตอร์ ถามลูกเกดว่าผู้หญิงคนนั้น เป็นใคร แต่งตัวอย่างกับนางแบบ

“ยายชมพู่ หล่อนมองยังไงถึงคิดว่าเป็นนางแบบยะ โลว์จะตาย ฉันว่าคงเป็นอีหนูใครซักคนมากกว่า ทำเป็นมาดูรถแพงๆ เชอะ แน่จริงก็เอาสปอนเซอร์มาสิ”

วิศนีได้ยินเต็มสองหู หันขวับมามอง ลูกเกดเชิดหน้าท้าทาย แล้วก็คิดว่าเธอไม่แน่จริง ถึงได้เดินหนีไป วิศนีไม่อยากมีเรื่องต่างหาก เธอเดินเรื่อยไปทางเต็นท์รถมือสอง เดชชาติประจำการอยู่แถวนั้นเห็นเข้าก็ปรี่มาหา พอเห็นหน้าค่าตาของหญิงสาวชัดๆ ก็ทักอย่างจำได้

“อ้าว คุณนั่นเอง มาดูรถใหม่เหรอครับ นี่เลย ผมแนะนำคันนี้แหละ เจ้าของเพิ่งเอามาปล่อยเมื่อวาน เอาไปขับสองวันแล้วไม่ชอบ บอกว่าสีไม่ถูกโฉลก คุณดูสิ เพิ่งวิ่งได้ 10 กิโลเอง เครื่องยนต์ยังใหม่กิ๊ก กลิ่นขี้เจ็กยังติดเบาะอยู่เลย ไม่เชื่อคุณดมดู”

เดชชาติรัวเป็นชุด วิศนียิ้มขำในความช่างพูดของเขา ถามว่าทำงานที่นี่เหรอ ชายหนุ่มเก๊กหล่อทันที

“ผม...เอ่อ...อันที่จริงผมเป็นลูกชายท่านประธานบริษัทน่ะครับ พอดีวันนี้พนักงานของเราโดดงาน คุณพ่อท่านก็เลยให้ผมลงมาช่วย”

“เหรอคะ ว้า...ฉันว่าจะมาดูรถใหม่ซักหน่อย”

“โอ๊ย ไม่มีปัญหาครับ ซื้อกับผมได้เลย คุณชอบใจคันนี้ไหมล่ะ ผมลดให้พิเศษอีกห้าหมื่น”

“ลดซักแสนนึงไม่ได้เหรอคะ”

“โห...คุณ ขนาดนั้นค่าคอมผมก็ไม่เหลือสิครับ แล้วแม่กับน้องผมจะเอาอะไรกิน”

“เอ๊ะ คุณเป็นลูกท่านประธาน แม่คุณกับน้องคุณก็ไม่น่าจะลำบากนี่คะ”

เดชชาติสะอึก รู้ตัวว่าหลุดปากไป ได้แต่ยิ้มแหยๆ ยังไม่ทันแก้ตัวประยุทธก็วิ่งเข้ามา

“คุณหนูครับ ท่านให้มาเชิญครับ”

วิศนีพยักหน้ากับประยุทธแล้วหันกลับมาถามชื่อชายหนุ่มอีกครั้ง

“ผม...เดชชาติครับ”

“เดชชาติ เราคงได้เจอกันอีกนะคะ” วิศนีส่งยิ้มหวานให้แล้วเดินตามประยุทธไป เดชชาติเคลิ้มจัดจนลืมถามชื่อแซ่ของเธอ

ooooooo

กุสุมากับเพื่อนร่วมงานอีกสองสามคนจับกลุ่มเม้าท์สาวสวยหน้าใหม่ที่มากับท่านประธาน นนทลีซึ่งอยู่แผนกเดียวกับกุสุมาเพิ่งมาถึงพร้อมอารุม เธอสงสัยเพื่อนๆคุยเรื่องอะไรกัน

“ยุพเยาว์กับวิเวียนเขาบอกว่าท่านประธานพาเมียน้อยมาบริษัท”

“หา?! ท่านเพิ่งแต่งงานนะ”

“ก็เพราะแต่งแล้วน่ะสินน ถึงได้ควงเมียน้อยเปิดเผย ยังไงเมียแต่งก็เปลี่ยนใจไม่ทันแล้วนี่”

“พวกฉันเห็นกับตานะนน สาวกว่า สวยกว่า เปรี้ยวกว่าคุณกรแก้วตั้งเป็นกอง...อ้อ อารุม เดี๋ยวคุณก็คงเห็น ตอนนี้แม่นั่นอยู่ในห้อง ท่านบอกว่าถ้าคุณมาให้เข้าไปพบด้วย”

วิเวียนกับยุพเยาว์เม้าท์แตก อารุมทำหน้างงว่าเกี่ยวอะไรกับตน แต่ก็รีบเดินไปทางห้องท่านประธาน

“อ้าว มาแล้วเหรอ เชิญๆ” อำนวยเดินมาโอบไหล่อารุมอย่างกันเอง

“ท่านมีอะไรให้ผมรับใช้ครับ”

“ผมหาเลขาคนใหม่ให้คุณได้แล้วนะ...วิศนี”

อำนวยหมุนเก้าอี้ที่ลูกสาวนั่งหันหลังอยู่ พอหนุ่มสาวเห็นกันต่างก็ชะงัก อำนวยไม่ได้สังเกตเห็นท่าทางตกใจในทีแรก เพราะมัวแต่จะสั่งงาน

“นี่คุณอารุม ผู้จัดการฝ่ายขายของเรา...ฝากด้วยคนนะ เด็กใหม่ เพิ่งกลับจากฝรั่งเศส จะให้ทำอะไรก็ฝึกกันเอาเอง...เอ้า เลยมองกันนิ่งเลย มีอะไรหรือเปล่า”

อารุมตั้งสติ ปฏิเสธเสียงแผ่ว วิศนีสวนขึ้นมาพอดีว่า หนูไม่อยากเป็นเลขา

“อย่าเรื่องมาก ตอนนี้เราเป็นแค่เด็กฝึกงานให้ทำอะไรก็ต้องทำ ไว้ให้เก่งก่อนแล้วจะเลื่อนตำแหน่งให้”

วิศนีหน้างอ อำนวยไม่ใจอ่อน หันไปทางอารุม

“ผมให้คนจัดโต๊ะทำงานอีกชุดไว้ในห้องคุณแล้ว... เชิญ” อำนวยส่งสายตาไล่ลูกสาว วิศนีจำต้องเดินตามอารุมออกไป

ชายหนุ่มเดินนำลิ่ว วิศนีก้าวตาม แต่พอผ่านบอร์ดประชาสัมพันธ์ก็แกล้งหยุดอ่าน อารุมหันกลับมามองพร้อมกระแอมเสียงดัง แต่เธอมองตอบตาใส ทำเป็นไม่เข้าใจว่าเขาเรียก

“คุณจะตามมาไหมครับ” อารุมวางท่าเป็นการเป็นงาน วิศนีชักสีหน้าหมั่นไส้ ก่อนเดินตามไป

เมื่อตามกันเข้ามาในห้องทำงาน อารุมเดินไปนั่งโต๊ะตัวเอง นึกถึงคำพูดของพวกวิเวียนที่ว่าเธอคนนี้เป็นเมียน้อยท่านประธาน เขาถอนใจหนักหน่วงจนวิศนีได้ยิน พูดโพล่ง

“ไม่ใช่คุณคนเดียวหรอกที่เซ็งว่าโลกมันกลมขนาดนี้ ฉันก็เซ็ง”

“ผมเป็นลูกจ้าง ผมไม่มีสิทธิ์เลือก คุณทำอะไรเป็นบ้าง”

หญิงสาวนึกไปมาก่อนตอบว่า กิน นอน เที่ยว...อารุมยิ้มเยาะ สวนกลับว่าไม่บอกตนก็รู้ วิศนียัวะทันที

“หมายความว่ายังไง”

อารุมทำไม่รู้ไม่ชี้ เดินไปเปิดตู้เอกสาร วิศนีก้าวตามจะเอาคำตอบให้ได้ แต่เพราะเธอตามจี้ประชิดมากไปหน่อย หน้าเกือบจะชนหน้า ชายหนุ่มถึงกับผงะถอยหนี

“คุณจะมายืนทำไมตรงนี้ ไปนั่งที่โต๊ะโน่น เดี๋ยวผมเอางานไปให้ทำ”

เธอรู้ว่าเขาเขินก็ยิ่งอยากแกล้ง ขยับตามเข้าไปอีก “ฉันไม่ไปจนกว่าคุณจะตอบคำถาม ที่พูดเมื่อกี้หมายความว่ายังไง”

อารุมทำตัวไม่ถูก พยายามเบือนหน้าหนีไม่อยากมอง รีบพูดให้จบๆ

“ก็หมายความว่าคุณดูเป็นอย่างนั้นตั้งแต่เราเจอกันครั้งแรกแล้วน่ะสิ”

“ก็แค่นั้นแหละ”

วิศนียักไหล่ เดินกลับมานั่งโต๊ะตัวเอง อารุมเหลือบมองตามใจยังเต้นโครมครามไม่หาย ทำเป็นเปิดแฟ้มอ่าน พยายามหางานให้เธอทำ

“คุณแปลเอกสารได้หรือเปล่า”

“อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส จะเอาภาษาไหนล่ะคะ”

“อังกฤษก็พอ แปลจดหมายฉบับนี้มาให้ผม” เขาดึงกระดาษแผ่นหนึ่งจากแฟ้มไปวางตรงหน้า

วิศนีหยิบมาอ่าน แต่ยังไม่ลงมือ ตอนนี้อยากหาเรื่องกวนประสาทเขามากกว่า เธอแกล้งเรียกชื่อเขาว่ามะรุม

“ผมชื่ออารุม” เขาย้ำนัยน์ตาดุๆ

“ฉันอยากเรียกคุณว่ามะรุมไม่ได้เหรอ”

“งั้นถ้าผมเรียกคุณว่าชะนีบ้าง คุณจะยอมไหม คุณวิศนี”

“ก็เรื่องของคุณสิ”

อารุมส่ายหน้าเอือมๆ สั่งให้ทำงานไป แต่เธอยังเกี่ยงว่าที่โต๊ะไม่มีคอมพิวเตอร์จะให้แปลใส่อะไร อารุมรำคาญเหลือเกิน หยิบกระดาษกับปากกามาวางให้

“เขียนใส่กระดาษตัวบรรจง ขอให้เสร็จภายในครึ่งชั่วโมง”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นจ้องเขา ยิ้มลอยหน้าล้อเลียน “ค่ะ คุณมะรุม”

ooooooo

ยุพเยาว์ วิเวียน และกุสุมายังเข้าใจว่าวิศนีคือกิ๊กของท่านประธาน พอรู้ว่าเธอได้เป็นเลขาฯของอารุม สามสาวรีบมาเป่าหูนนทลี เกรงจะเกิดเหตุการณ์ทำนองชู้สาว

“จะบ้าเหรอ ก็ไหนเธอบอกว่าเขาเป็น...คนของท่านประธาน แล้วเขาจะมายุ่งกับอารุมทำไม”

“โอ๊ย ผู้หญิงอย่างนั้น ยุ่งได้ทุกคนแหละที่เป็นผู้ชาย เชื่อฉันเหอะว่ายายนั่นไม่ธรรมดา”

“แล้วพวกเธอจะให้ฉันทำยังไง”

“ก็แอบไปดูสิ” พูดจบ กุสุมาคว้าแขนนนทลีเดินตามวิเวียนกับยุพเยาว์ไปทางห้องทำงานของอารุม

ภายในห้อง วิศนีแปลจดหมายเสร็จแล้วนำมายื่นให้อารุม ปรากฏว่าเธอสะกดภาษาไทยผิดๆถูกๆ พอถูกเขาบ่น เธอแก้ตัวหน้าตาเฉยว่าไม่ค่อยได้ใช้

“งั้นก็เริ่มใช้ตั้งแต่วันนี้ นี่คุณอยู่เมืองไทย ไม่ใช่ยุโรป” เขาผลักกระดาษคืนไปตรงหน้า เธอกลับดันคืนมาอย่างท้าทาย

“คุณก็แก้ให้ฉันสิ ฉันแก้เองจะถูกได้ยังไง”

“ผมเป็นเจ้านาย ไม่ใช่ครูภาษาไทยของคุณ”

วิศนีหน้าง้ำ เดินกระแทกเท้ากลับมานั่งที่โต๊ะเริ่มแก้งานใหม่...ตรงหน้าห้อง นนทลีถูกเพื่อนๆผลักไสให้มาแอบดู นนทลีไม่ค่อยอยากทำเพราะรู้ว่าเสียมารยาท แต่ก็จำต้องยื่นหน้าไปอย่างเสียไม่ได้ พอเห็นหน้าสาวสวยชัดๆก็อึ้งไป บอกเพื่อนๆว่าตนเคยเจอเธอที่
โรงแรมในวันงานแต่งงานท่านประธาน

“จริงเหรอ ต๊าย...เห็นไหม บอกแล้วว่ามันร้าย ไหนดูซิว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่” วิเวียนชะเง้อคอยาว ยุพเยาว์ก็เอาด้วย กุสุมายืนข้างหลังอยากรู้อยากเห็นเหมือนกัน

“พอได้แล้ว ไปทำงาน” นนทลีตัดบทพาทุกคนออกมา แต่ไม่วายเหลือบมองไปทางห้องอารุมด้วยสีหน้ากังวล

อารุมนั่งทำงานของตัวเองไป วิศนีแก้จดหมายใหม่ พลางเหลือบตามองเขาเป็นระยะ สักครู่ก็เรียกคุณมะรุม ท่าทางเหมือนจะถามอะไร แต่เขาพูดโดยไม่เงย หน้ามองเธอ

“ถ้าคุณไม่เรียกชื่อผมให้ถูก ผมจะไม่สนใจคุณอีก”

วิศนียิ้มขำ แล้วยังกวนประสาทไปเรื่อย จนเขาทำงานแทบไม่ได้...ส่วนเดชชาติที่เจอวิศนีเมื่อเช้า บัดนี้เขากำลังด้อมๆมองๆอยู่หน้าโชว์รูม ก่อนตัดสินใจเดินมาหาลูกเกดกับชมพู่แล้วบรรยายรูปร่างหน้าตาลักษณะการแต่งตัวของวิศนีให้สองสาวฟัง อยากรู้ว่ามีใครเห็นเธอบ้างไหม

“อ๋อ เมียน้อยท่านน่ะเหรอ” ชมพู่พูดโพล่ง เดชชาติตกใจถามว่าท่านไหน? ลูกเกดจีบปากตอบทันที

“ก็ท่านประธานน่ะสิ เขาเม้าท์กันไปทั่วออฟฟิศแล้ว ฮันนีมูนปุ๊บก็พาเมียน้อยมาเปิดตัวปั๊บ”

“ตายล่ะไอ้ชาติ เกือบหัวขาดแล้วไหมล่ะ งั้นอย่าบอกใครนะว่าผมมาถามหา ไปทำงานล่ะ” ชายหนุ่มรีบร้อนออกไป สองสาวมองตามขำๆ

ส่วนที่ห้องทำงานอารุม...วิศนีแก้จดหมายเสร็จเรียบร้อยนำมาส่งให้อารุม เขาอ่านทวนครู่หนึ่งก็บอกว่าใช้ได้ แล้วขยำโยนมันทิ้งถังขยะ เท่านั้นเองหญิงสาวปรี๊ดแตก

“นี่คุณสั่งให้ฉันนั่งแปลเป็นชั่วโมงแล้วเอามาโยนทิ้งขยะอย่างนี้เนี่ยนะ มากไปแล้ว”

“คุณมาฝึกงาน ผมก็ให้คุณฝึกแปล จะได้รู้จักใช้ภาษาไทยได้ดีขึ้น ต่อไปคุณจะได้รู้ว่าตัวเองจะมีประโยชน์อะไรในบริษัทนี้”

“ฉันทำงานด้วยความตั้งใจ คุณไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้”

อารุมทำหูทวนลม วิศนีฮึดฮัดโมโห เดินอ้อมไปด้านหลังดึงปลั๊กคอมพิวเตอร์ของเขาออก หน้าจอดับวูบทันที

“นี่คุณ ทำอะไรเนี่ย”

“ทีนี้รู้สึกยังไง เวลาที่งานที่คุณทำมันโดนลบทิ้งหมด”

อารุมโกรธจะดึงปลั๊กไฟคืน แต่เธอไม่ยอม จึงเกิดการยื้อแย่งจนเธอเสียหลักล้มลงมาบนตักเขา ทั้งคู่ตะลึงหน้าตาตื่น ครู่เดียวเธอรีบลุกขึ้น มองเขาอย่างเขินๆ เพราะไม่ตั้งใจจะใกล้ชิดกันขนาดนั้น แล้วกลบเกลื่อนความเขินด้วยการเดินหนีออกจากห้อง ขณะที่ฝ่ายชายยังใจเต้นโครมครามไม่หาย

ในที่สุด อารุมตัดสินใจมาพบอำนวย กล่าวกับท่านด้วยท่าทีเกรงใจ “ผมต้องขอโทษจริงๆนะครับท่าน แต่ผมคิดว่าคุณวิศนีเธอไม่ค่อยเหมาะกับงานของผมเท่าไหร่”

“อ้าว ทำไมล่ะ ยายหนูก็เรียนด้านเลขานุการมานะ”

อารุมทำหน้างงเล็กน้อยที่เจ้านายเรียกยายหนู แต่ยังไม่ติดใจอะไรมากนัก

“แต่ผมว่าเธอ...เธออาจจะไม่ชอบ”

อำนวยมองหน้าอารุมอย่างเข้าใจ แล้วถอนใจยาวก่อนพูดตรงๆว่าวิศนีเป็นคนหัวดื้อ เวลาสั่งให้ทำอะไรแรกๆ ก็มักจะต่อต้าน อยากให้เขาอดทนหน่อย เพราะอีกไม่นานเธอจะต้องมาคุมบริษัทนี้แทนตน

“คุม?” อารุมทวนคำงงๆ

“ผมมีลูกสาวคนเดียวนะคุณอารุม”

“ลูกสาว...คุณวิศนีเป็นลูกสาวท่านเหรอครับ”

“ก็ใช่น่ะสิ แล้วคุณคิดว่าวิศนีเป็นใคร”

อารุมอึกอักไม่กล้าบอก ได้แต่ยิ้มเก้อๆ พอถึงเวลาอาหารกลางวัน อารุมนำเรื่องนี้ไปเล่าให้พวกนนทลีฟัง ทุกคนเหวออย่างคาดไม่ถึง

“อะไรนะคะ ตกลงคุณคนนั้นเป็นลูกสาวท่านเหรอ”

“ใช่ ผมเกือบปล่อยไก่ต่อหน้าท่านไปแล้ว”

“นนก็ว่าแล้ว อารุมจำได้ไหมที่นนเจอผู้หญิงคนนึงสวยๆ ที่โรงแรมน่ะ คุณคนนี้แหละ”

“ว้า...ไม่มันส์เลยอ่ะ ไปหาขนมกินดีกว่าเยาว์” วิเวียนพูดแก้เก้อ รีบเดินออกไปกับยุพเยาว์

“ค่อยยังชั่วเนอะ นนไม่สบายใจตั้งแต่เช้าแล้ว กลัวว่าอารุมจะต้องไปใกล้ชิดกับของรักของหวงของท่าน”

“ฉันเปล่าไม่สบายใจซักหน่อยนะสุ มีแต่พวกเธอที่พยายามบิวท์ฉัน แต่ไม่สำเร็จหรอก ฉันกับอารุมเชื่อใจกัน”

คู่รักยืนยันด้วยการกุมมือและจ้องตาหวานใส่กัน กุสุมาพูดไม่ออก ได้แต่ลอบมองอย่างริษยา...

ในเวลาเดียวกัน วิศนีกำลังจะออกไปกินข้าว เดินผ่านเต็นท์รถมือสองเห็นเดชชาติ เธอแวะทักทาย แต่ท่าทางเขาลนลานเหมือนจะหนี แถมลงนั่งยกมือไหว้ปลกๆ อับอายขายหน้าที่ถูกจับโกหกได้เรื่องที่บอกว่าเป็นลูกชายท่านประธาน

“ผมผิดไปแล้วครับ ผมมันไม่เจียมตัว คิดจะตีเสมอท่าน ผมไม่ได้ตั้งใจครับ อย่าให้ท่านไล่ผมออกนะครับคุณ ผมยังมีแม่มีน้องจะต้องเลี้ยงอีกหลายปากหลายท้อง”

“นี่คุณ ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้” เธอเข้าพยุงจะให้เขาลุกขึ้น

“โอ๊ยๆ อย่าๆ อย่าครับ ผมยังไม่อยากตาย ผมลุกเองได้”

“ทำไมคุณจะต้องตาย”

“ก็คุณมาแต๊ะอั๋งผมแบบนี้ เดี๋ยวท่านมาเห็นก็หิ้วผมไปซ้อมเท่านั้นเอง”

“พ่อฉันไม่โหดขนาดนั้นหรอกค่ะ”

เดชชาติเหวอ ถามแล้วถามอีกจนแน่ใจว่าเธอไม่ใช่กิ๊ก แต่เป็นลูกสาวของท่านประธาน...เมื่อรู้ว่าหลายคนเข้าใจผิด หลังอาหารกลางวันวิศนีก็เลยแกล้งเดินควงแขนพ่อ ทั้งซบทั้งออเซาะฉอเลาะ พลางเหลือบตาดูบรรดาพนักงานที่แอบมองมา อำนวยพอจะรู้เหมือนกัน เอ่ยกับลูกสาวว่า

“ท่าทางฉันคงต้องแนะนำตัวแกให้ทุกคนรู้จักอย่างเป็นทางการแล้วมั้ง ไม่งั้นคงเสียชื่อกันทั้งพ่อทั้งลูก”

“ไม่ดีเหรอคะ เขาจะได้คิดว่าพ่อยังเสน่ห์แรงไงคะ”

“ไร้สาระน่า” อำนวยส่ายหน้าเดินหนี วิศนีตามเกาะแขนไม่ปล่อย พนักงานหลายคนเริ่มรู้แล้วว่าเธอเป็นใคร ต่างพากันยกมือไหว้ ยกเว้นสองซี้อย่างชมพู่กับลูกเกดที่จับจ้องเตรียมเม้าท์ วิศนีเลยจัดไปให้สมจริง

“ป๋าขา...หนูว่าแผนกต้อนรับของเราใช้คนเยอะไปนะคะ มีแค่คนเดียวก็พอแล้ว หรือไม่มีเลยก็ยิ่งดี”

ลูกเกดกับชมพู่สะดุ้งวาบ แต่แล้วสะอึกอึ้งเมื่อได้ยินอำนวยพูดขึ้นมา

“ไอ้ลูกคนนี้ เลิกแกล้งคนอื่นได้แล้ว ไปทำงาน” สองพ่อลูกเดินจากไปแล้ว เหลือแต่สองสาวพนักงานต้อนรับที่ยืนหน้าซีดเผือด กลัวตกงานเพราะดันไปแขวะลูกท่านประธานว่าเป็นกิ๊กใหม่

ooooooo

ขณะที่คนอื่นๆวิตกกังวลกลัวมีปัญหากับลูกสาวท่านประธาน แต่อารุมกลับไม่สนใจว่าเธอจะเส้นใหญ่สักแค่ไหน เมื่อเธอกลับเข้ามาทำงานเกินเวลาพักเที่ยง เขาตำหนิโดยไม่ฟังเหตุผลของเธอที่บอกว่าออกไปกับพ่อ

“คุณจะไปกับใครมาก็ช่าง แต่คุณต้องกลับเข้างานให้ตรงเวลา นอกจากจะขออนุญาตเจ้านายเอาไว้”

วิศนีมองค้อนเขาอย่างหมั่นไส้ อารุมทำไม่รู้ไม่ชี้ยกแฟ้มมาวางบนโต๊ะตรงหน้าเธอ

“ท่านประธานบอกผมว่าอยากให้คุณศึกษาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับบริษัทตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบันให้ละเอียด เพื่อที่คุณจะได้เรียนรู้ระบบการทำงานได้เร็วๆ ผมก็เลยเอาเอกสารพวกนี้มาให้”

“จะให้อ่านหมดนี่เนี่ยนะ”

“ไม่ได้ให้อ่านอย่างเดียว แต่ขอให้คุณโน้ตย่อใส่สมุดบันทึกมาให้ผมดูด้วย”

“นี่ ฉันไม่ใช่เด็กประถมนะ จะได้มาคัดลายมือให้คุณ”

“งั้นคุณก็ไปบอกท่านประธานเองว่าคุณทำไม่ได้ แล้วคุณก็ไม่อยากทำงานที่นี่ ผมมีหน้าที่รับคำสั่งจากท่านให้ฝึกงานคุณ ผมจะไม่บังคับคุณ”

วิศนีพูดไม่ออก จำใจทำตามคำสั่งทั้งที่ขุ่นเคืองเขาเต็มที ผ่านไปจนถึงห้าโมงเย็น เธอยกแฟ้มทั้งหมดกลับมาวางบนโต๊ะเขา บอกว่าอ่านจบหมดแล้ว อารุมจึงอนุญาตให้กลับบ้านได้ แอบพูดลับหลังเมื่อเธอเดินเฉิดฉายออกไปจากห้อง

“ตั้งใจทำงานก็ทำได้นี่”

เขาพูดโดยที่ยังไม่ได้ตรวจงาน พอหยิบสมุดบันทึกมากางอ่าน แทนที่จะมีโน้ตย่อใจความสำคัญ กลับกลายเป็นรูปวาดการ์ตูนล้อเลียนหน้าตาเขาเป็นสัตว์ประหลาด เขียนชื่อกำกับไว้ด้วยว่ามะรุม

ชายหนุ่มเห็นแล้วหงุดหงิด รีบเดินไปเปิดประตูจะเรียกเธอมาต่อว่า แต่เธอหายไปเร็วราวนินจา เขาเลยได้แต่มองสมุดในมืออย่างเซ็งๆ

ooooooo

เย็นนี้มีแขกมาทานอาหารที่บ้าน กรแก้วเตรียมการเป็นพิเศษถึงขนาดจ้างเชฟฝรั่งมาทำอาหาร พอสามีกับลูกเลี้ยงกลับมา เธอรีบพาเข้าไปแนะนำตัว

“คุณพี่คะ นี่หนูวิศนี ลูกสาวคุณอำนวยไงคะ นี่คุณหญิงอวลอบจ้ะ เป็นเพื่อนที่สมาคมของฉัน”

วิศนียกมือไหว้อวลอบตามมารยาท อวลอบมองอย่างพิจารณาแล้วชวนคุย

“แหม...น้องกรแก้วนี่โชคดีนะคะ แต่งงานปุ๊บก็ได้ลูกโตเลย แถมยังสวยซะด้วย ไม่ต้องเลี้ยงให้เหนื่อย”

กรแก้วหัวเราะเสแสร้งกลบเกลื่อนความกระดาก อวลอบชวนคุยต่อ ถามวิศนีว่าไปอยู่มาหลายประเทศ เรียนจบอะไรมา

“ไม่จบอะไรซักอย่างค่ะ สอบเข้าที่ไหนไม่ได้ ก็เลยไปนั่งๆนอนๆ ใช้เงินคุณพ่อเฉยๆ”

อวลอบเจื่อนไปเมื่อได้ยินคำตอบของวิศนี กรแก้วหน้าม้านอย่างอับอาย อำนวยถลึงตากำราบลูกสาว วิศนีสีหน้ารำคาญ ขอตัวเดินเลี่ยงออกมา แล้วได้ยินเสียงดังมาจากในครัว จึงเดินเข้าไปดู เห็นคนรับใช้ช่วยกันขนอาหารเมนูบ้านๆ พวกน้ำพริกผักต้ม ปลาทอดปลาย่างออกมากินกันนอกครัว

วิศนีชอบมาก ขอกินอาหารพวกนี้ด้วย แต่ต้องไปเก็บมะม่วงมาแกล้มถึงจะได้รสชาติ ขณะที่เธอปีนป่ายเก็บมะม่วงข้างบ้านเกิดพลาดพลั้งตกลงมา โชคดีที่ชายหนุ่มคนหนึ่งพุ่งพรวดมารับไว้ทัน

เขาคือโยธิน ลูกชายของคุณหญิงอวลอบ โยธินมองหญิงสาวอย่างพึงพอใจ อำนวย กรแก้ว และอวลอบออกมาเห็นพอดี

“อ้าว เจอกันซะแล้ว ยังไม่ทันจะแนะนำเลย น้องกร คุณอำนวย นี่ลูกชายค่ะ ชื่อโยธิน เพิ่งกลับจากอเมริกาเหมือนกัน...นี่หนูวิศนี รู้จักกันแล้วใช่ไหมจ๊ะ”

โยธินทอดสายตามองวิศนีแล้วพยักหน้ารับ จากนั้นเจ้าของบ้านเชิญแขกไปที่โต๊ะอาหาร แต่วิศนีไม่ได้ตามมาด้วย กรแก้วจึงออกไปตามที่ครัว เห็นเธอกำลังนั่งโจ้น้ำพริกกับคนรับใช้อย่างเอร็ดอร่อย

“หนูวิศนี แขกรอทานข้าวอยู่นะจ๊ะ” กรแก้วเอ่ยเสียงเรียบ ทั้งที่ใจกรุ่นโกรธ

“เชิญเถอะค่ะ ฉันกินอยู่หลังบ้านก็อร่อยดี”

“ฉันว่าถ้าหนูไม่ออกไปรับแขกมันจะไม่เหมาะนะจ๊ะ คุณหญิงอวลอบเธอเป็นถึง...”

“เธอจะเป็นใครก็ช่างเถอะค่ะ ฉันไหว้ทักทายแล้วยังไม่พออีกเหรอ”

“หนูอาจจะอยู่คนเดียวมาจนชิน แต่บ้านนี้รับแขกบ่อย หนูควรจะเรียนรู้มารยาทสังคมให้มาก เพื่อหน้าตาของคุณพ่อหนูเอง”

วิศนีหน้าตึงมองกรแก้วอย่างหาเรื่อง กรแก้วจ้องตอบไม่สะทกสะท้าน

“ก็ได้ค่ะ ฉันจะออกไปรับแขก” วิศนียิ้มเจ้าเล่ห์...เธอนำอาหารพื้นบ้านไปขึ้นโต๊ะด้วย แถมใช้มือหยิบกินอย่างไม่แคร์สายตาใคร

อำนวยและกรแก้วอับอายขายหน้าอย่างมาก ส่วนอวลอบแสดงความรังเกียจ เดินบ่นออกมากับลูกชาย

“โอ๊ยตาย...น่าผิดหวังที่สุด”

“อะไรครับคุณแม่ ผมว่ามันก็อร่อยดีนะครับ”

“ยังจะพูดเล่นอีก แม่หมายถึงเด็กคนนั้น เห็นยายกรแก้วโฆษณาไว้ซะดิบดีจนแม่อยากจะรู้จัก เฮอะ ที่แท้ก็เด็กไร้การอบรม สมแล้วที่พื้นเพพ่อแม่เป็นแค่พวกชาวบ้าน ไม่ได้มีเลือดผู้ดีเลยซักนิด”

“ผมว่าก็น่าสนใจดีออกนะครับ ดูจริงใจ ดีกว่าพวกคุณหนูจอมเฟคเป็นไหนๆ แสบๆแบบนี้สิครับ ท้าทายดี”

“จะเอาจริงเหรอโย ท่าทางเด็กคนนี้มันไม่ยอมให้แกจีบทิ้งจีบขว้างหรอกนะ”

“งั้นก็จีบจริงๆเลยก็ได้ คุณแม่เองก็อยากได้สะใภ้เศรษฐีมาต่อเงินเราอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ผมว่าคนนี้เพอร์เฟกต์”

อวลอบนิ่งไป เพราะจริงๆก็อยากให้เป็นอย่างนั้น เนื่องจากฐานะการเงินของครอบครัวกำลังย่ำแย่...

หลังจากสองแม่ลูกกลับไปแล้ว วิศนีถูกอำนวยเล่นงานที่ทำให้ตนและกรแก้วขายหน้า วิศนีไม่สลดแถมยังแขวะกรแก้วว่าหน้าบางเกินเหตุ และถ้าพ่อยังอาย คราวหน้าก็ซ่อนตนไว้หลังบ้าน ไม่ต้องลากออกมาเข้าสังคมไฮโซของพ่อ ตนไม่อยากปั้นหน้าว่าเราเป็นครอบครัวอบอุ่น ทั้งๆที่มันไม่ใช่

“นี่แกจะไม่เห็นแก่ความสุขของพ่อบ้างเลยหรือไง”

“ทีพ่อยังไม่เห็นแก่ความสุขของหนูเลย”

“แล้วไอ้ความสุขของแกมันคืออะไรล่ะ บอกมาซิ ถ้าไม่ใช่เดือนใช่ดาว ฉันจะสรรหามาให้”

“นั่นสิคะ พ่อไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าอะไรคือความสุขของหนู”

อำนวยนิ่งอึ้ง รู้ตัวว่าห่างเหินกับลูกเกินไป จึงเริ่มอ่อนลง เข้ามาโอบลูก “วิศนี...ฟังพ่อหน่อยนะลูก พ่ออาจจะเป็นพ่อที่ไม่ดี แต่พ่อก็จะพยายามเป็นพ่อที่สมบูรณ์แบบให้ได้ ขออย่างเดียว ให้โอกาสพ่อบ้าง”

วิศนีน้ำตาคลอเหมือนจะซึ้ง แต่แล้วทิฐิก็ทำให้เธอสะบัดตัวออกอย่างแรง

“พ่อเคยมีโอกาสนั้นแล้วค่ะ...เคยมีแล้ว” เธอปาดน้ำตา เดินหนีไปทันที...

ooooooo

ตอนที่ 2

เช้าวันนี้ นนทลีเห็นกับตาตัวเองว่าอารุมกับวิศนีไม่ลงรอยกัน จึงเบาใจว่าทั้งคู่คงไม่มีอะไรเชิงชู้สาว แต่พอสายหน่อย กุสุมากลับมาเล่าว่าเห็นวิศนีเอาแต่นั่งจ้องหน้าอารุม งานการไม่ยอมทำ...นนทลีไม่อยากเชื่อ และไม่เข้าใจว่าทำไมกุสุมาต้องมีท่าทีเหมือนโกรธวิศนีด้วย

วิศนียังไม่มีงานทำเป็นชิ้นเป็นอัน เธอนั่งวาดรูปอารุมด้วยความตั้งใจ ภาพที่ออกมาเหมือนจริงมากจนเจ้าตัวถึงกับเอ่ยปากชม แต่ชมเสร็จก็ทำท่าจะฉีกทิ้ง ด้วยเหตุผลที่ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องทำในบริษัทนี้ วิศนีฉุนกึก ประชด ประชันของานทำ เขาเลยจัดหนักให้เอาสัญญาเช่าซื้อจำนวนมากไปถ่ายเอกสารแล้วเก็บใส่แฟ้มมาให้เรียบร้อย

วิศนีเห็นกองเอกสารแล้วขยาดเหมือนกัน แต่เพราะต้องการเอาชนะนายอารุมที่พูดท้าทายว่าทำได้หรือเปล่า จึงเกิดลูกฮึดหอบมันออกไป แต่แล้วกลับเงอะงะเพราะไม่เคยใช้เครื่องถ่ายเอกสาร อารุมนึกอยู่เหมือนกัน เดินเข้ามาสาธิตทีละขั้นตอน แถมสอนวิธีการเติมหมึกให้ด้วย

หญิงสาวฟังไปล้อเลียนไปเหมือนเด็กๆ ยิ่งเห็นเขาหงุดหงิดโมโห เธอยิ่งสนุก ช่วงหนึ่งที่เขาเผลอเอามือเลอะหมึกมาลูบหน้า วิศนีเห็นแล้วอดขำไม่ได้ แต่ก็ใจดีอาสาเช็ดให้เมื่อเขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา

อารุมหน้าร้อนผ่าว เหมือนตกอยู่ในภวังค์เมื่อได้สบตากัน วิศนีค่อยๆเช็ดคราบหมึกออกจนหมด ขณะที่หน้าอารุมแดงจัดเพราะความประหม่า

เอ๊ะ ทำไมเช็ดสีดำออกแล้วหน้าคุณถึงกลายเป็นสีแดงล่ะ”

อารุมรู้ตัวว่าถูกแซวก็เสียฟอร์ม รีบดึงผ้าเช็ดหน้าคืนมา นนทลีเข้ามาพอดี มองทั้งคู่อย่างจับสังเกต

“มาอยู่ที่นี่เอง นนนึกว่าออกไปทานข้าวกันแล้วซะอีก”

“ผมมาสั่งงานคุณวิศนีน่ะ พักเที่ยงแล้วเหรอนน ไปสิครับ”

“แล้วฉันล่ะคะ” วิศนีแทรกขึ้นมา

“คุณรับปากเองว่าถ้าทำไม่เสร็จจะไม่ออกจากห้องนี้ จะไม่รับผิดชอบคำพูดตัวเองตั้งแต่งานแรกเลยเหรอครับ”

อารุมจ้องหน้าวิศนีกวนๆ แล้วเดินออกไปกับแฟนสาว วิศนียืนอึ้ง มองเอกสารกองโตอย่างสุดเซ็ง นนทลีชำเลืองมองกลับไป พลางถามอารุมว่าไม่โหดไปหน่อยเหรอที่ห้ามเธอไม่ให้พักเที่ยง

“เขารับอาสาเอง ผมไม่ได้บังคับ”

“แต่ถ้าคุณวิศนีไปฟ้องท่านประธานล่ะ”

“อย่างแย่ผมก็ตกงาน หรืออย่างดีเขาก็จะได้ขอย้ายไปทำแผนกอื่นที่ไม่เกี่ยวกับผมไง”

“อารุมไม่ชอบคุณวิศนีขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ไม่ได้รู้จักกันมากพอที่จะไม่ชอบ แต่ก็ไม่อยากรู้จักมากไปกว่านี้หรอก”

นนทลีคลี่ยิ้มออกมาอย่างสบายใจ เกาะแขนแฟนหนุ่มเดินตรงไปโรงอาหาร วิศนียืนมองผ่านหน้าต่างออกไปเห็น ฮึ่มฮั่มจะหาทางแก้เผ็ดอารุมให้ได้ แต่ตอนนี้เธอต้องสะสางงานที่เขามอบหมายให้สำเร็จ จะให้เขาดูถูกไม่ได้

ผ่านไปเกือบบ่ายโมง งานกองนั้นสำเร็จได้ด้วยความช่วยเหลือของชมพู่กับลูกเกด สามคนช่วยกันหอบกลับเข้ามาที่ห้องทำงานของอารุม

“เสร็จแล้วนะคะเจ้านาย บ่ายโมงตรงพอดี”

อารุมเหลือบมองนาฬิกาที่ผนังเห็นเวลาตามที่วิศนีบอก แล้วมองลูกเกดกับชมพู่อย่างจับผิด

“คุณไม่ได้ทำคนเดียวใช่ไหม”

ลูกเกดกับชมพู่อึกอักพูดไม่ออก พากันหลบวูบออกไปอย่างรวดเร็ว

“สองคนนั่นเขามีน้ำใจมาช่วยฉัน แล้วมันผิดตรงไหน...ฉันจะออกไปทานข้าวล่ะ”

วิศนีตัดบทหันไปคว้ากระเป๋า แต่แล้วต้องหยุดกึก เมื่อได้ยินเจ้านายหนุ่มบอกให้ดูนาฬิกาที่ผนังว่ากี่โมง

“ก็บ่ายโมงไงคะ ฉันส่งงานตรงเวลา”

“ผมรู้ แต่มันหมดเวลาพักเที่ยงแล้ว ปกติผมไม่อนุญาตให้ผู้ช่วยออกไปทำธุระส่วนตัวในเวลางานถ้าไม่จำเป็น”

“แต่ฉันยังไม่ได้ทานข้าว” เธอสวนกลับเสียงเขียว

“คุณมีเวลาพักเที่ยงสองชั่วโมง แต่ทำงานไม่เสร็จเองนี่”

“คุณจงใจจะแกล้งฉัน”

“มีตรงไหนที่แกล้ง คุณอยากทำงาน ผมก็หางานให้ทำ ผมบอกว่าขอก่อนบ่าย คุณก็รับปากว่าจะเร่งทำให้เสร็จทันเวลา ซึ่งคุณก็ทำได้ ขอบคุณนะครับ” อารุมยิ้มกวน แล้วทำเป็นก้มหน้าทำงานต่อ

“ฉันไม่ออกไปก็ได้” พูดจบเธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดฉับๆ สั่งพิซซ่าและอาหารอีกสองสามอย่าง แจ้งที่อยู่จัดส่งไปเสร็จสรรพ และชื่อผู้สั่งคืออารุม

อารุมชะงักเงยหน้ามอง วิศนียิ้มท้าทาย เดินนวยนาดกลับไปนั่งที่โต๊ะตัวเอง

“สั่งมากินที่นี่ก็ดีเหมือนกัน จะได้ชวนคนอื่นมาทานด้วย แต่เอ...จะให้ฉันบอกว่าเจ้านายเลี้ยงในโอกาสอะไรดีคะ”

ชายหนุ่มเหลือทน รีบโทร.ไปยกเลิกการสั่งอาหารเมื่อสักครู่ วิศนีไม่พอใจอย่างแรง แว้ดขึ้นจนวิเวียนกับยุพเยาว์ที่กำลังจะเดินผ่านหน้าห้องเบรกกันตัวโก่ง

“นี่คุณ...คุณทำอย่างนี้อยากจะมีเรื่องกับฉันใช่ไหม”

“คุณต้องหัดเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ในกฎเกณฑ์ของส่วนรวมบ้างนะคุณวิศนี โดยเฉพาะถ้าอีกหน่อยคุณจะต้องมาเป็นเจ้านายของทุกคนที่นี่รวมทั้งผม”

“ฉันแทบจะรอเวลานั้นไม่ไหวแล้ว”

“แต่ในระหว่างที่ยังต้องรอ คุณก็ต้องเชื่อฟังผมซึ่งยังเป็นเจ้านายของคุณไปก่อน ผมอนุญาตให้คุณพักดื่มกาแฟ แล้วกลับเข้ามาภายสิบห้านาที มีงานอื่นรออยู่”

วิศนีจ้องหน้าเขาเขม็ง เจ็บใจที่เอาชนะไม่ได้ เดินสะบัดสะโบกไปกระชากประตู สองสาวที่แนบตัวแอบฟังถึงกับล้มระเนระนาด ยุพเยาว์หัวไวแก้สถานการณ์ด้วยการบ่นว่าตนทำต่างหูร่วง ให้วิเวียนช่วยหา แต่กระนั้นวิศนีก็รู้ทันว่าพวกเธอโกหก เพราะเห็นเต็มตาว่าต่างหูของยุพเยาว์อยู่ครบทั้งสองข้าง แต่ไม่อยากมีเรื่องให้เสียเวลา ข่มใจเดินเซ็งออกไป

เธอตั้งใจจะมาคุยกับเดชชาติแก้เซ็ง ปรากฏว่าเขาออกไปพบลูกค้า เลยได้แต่หันไปหันมาจนโดนพนักงานหนุ่มๆ แอบนินทาทำนองว่าเธอปิ๊งเดชชาติเข้าให้แล้ว

ooooooo

เดชชาติอยู่ที่บริษัทของเสี่ยโชคซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ สั่งจองรถทีละหลายคัน เดชชาติกำลังคุยจ้อนำเสนอสินค้าประสาเซลส์มือหนึ่ง จู่ๆ นีรนุชเดินทะเล่อทะล่าเข้ามาชนจนเอกสารในมือเธอหล่นกระจาย

หนุ่มสาวทักทายกันอย่างสนิทสนม เสี่ยโชคมองนีรนุชตาวาวอย่างพึงพอใจ ยิ่งพอรู้ว่าเธอมาสมัครงานในบริษัท ก็ทำกะลิ้มกะเหลี่ยหลอกถามข้อมูลของเธอจากเดชชาติ

“อ๋อ เธอเป็นน้องเพื่อนผมเอง ชื่อนีรนุช เป็นเด็กดีมากครับ เรียนก็เก่ง จบเกียรตินิยมด้วย”

“อั๊วไม่สนใจพวกเรียนเก่งหรอก บางคนจบสูงแต่ทำงานไม่ได้เรื่องเยอะแยะ”

“งั้นยิ่งดีเลยครับเสี่ย ยายนุชเป็นเด็กขยัน ว่านอนสอน ง่าย ไม่เกี่ยงงาน ให้ทำอะไรก็ทำหมดเลยครับ เสี่ยไม่ผิดหวังแน่”

“แน่นะ”

“แหม...เสี่ยครับ เสี่ยเป็นลูกค้าชั้นหนึ่ง ผมไม่กล้าโกหกเสี่ยหรอกครับ”

เดชชาติหัวเราะประจบแล้วจัดเอกสารต่อ ไม่ทันเห็นว่าเสี่ยโชคยิ้มกริ่ม มีแผนการบางอย่าง

นีรนุชนั่งรอเรียกสัมภาษณ์นานหลายชั่วโมง เดชชาติกลับไปแล้วก็ยังไม่ถึงคิว กระทั่งสี่โมงเย็นพนักงานคนหนึ่งมาบอกให้เธอเข้าไปพบเสี่ยโชค แทนที่จะสัมภาษณ์งาน เสี่ยโชคกลับหว่านล้อมจะเลี้ยงดู แถมยังทำตัวเป็นไอ้แก่ตัณหากลับจะลวนลาม นีรนุชตกใจมากและฮึดสู้เตะเข้าหว่างขาก่อนวิ่งหนีกระเซอะกระเซิงออกมา...

ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาเลิกงานแล้ว แต่อารุมยังต้องมีภารกิจต่อเพราะวิศนีคิดแก้เผ็ดที่เขาทำให้เธออดข้าวกลางวัน เธอบังคับให้เขาพาไปดูโรงงานผลิตรถยนต์โดยอ้างคำสั่งของอำนวย ทั้งที่เธอรู้ว่าเขามีนัดกับนนทลี อารุมปฏิเสธไม่ออก แต่อยากจะไปส่งแฟนสาวกลับบ้านก่อน

“อย่าเลยค่ะ ย้อนไปย้อนมาจะยิ่งเย็นกว่าเดิม อารุมพาคุณวิศนีไปโรงงานเถอะ เดี๋ยวนนกลับกับสุได้”

“ทำไมจะต้องไปวันนี้ด้วยก็ไม่รู้” อารุมบ่นขึ้นมา กุสุมาได้ทีเสี้ยมว่า เหมือนเขาจงใจจะแกล้ง แต่นนทลีไม่คิดมาก บอกว่ามันเป็นหน้าที่ของอารุมต้องดูแลเขา แล้วเราค่อยนัดกันใหม่ก็ได้

แยกจากอารุมมาไม่ทันไร กุสุมายังพูดเป่าหูให้นนทลีหวาดระแวงว่าวิศนีอาจจงใจลากอารุมไปไหนต่อไหน แต่เอางานมาอ้าง

“ไม่จริงหรอก เขาไม่ถูกกันนะสุ”

“คนของเราอาจจะไม่ถูกกับเขา แต่แน่ใจเหรอว่าเขาจะไม่ถูกกับคนของเรา”

นนทลีฟังแล้วนิ่งไป ในใจเริ่มไขว่เขวเหมือนกัน ...แต่แล้วต้องยุติเรื่องนี้อย่างฉับพลัน เมื่อนีรนุชโทร.มาหาน้ำเสียงไม่สู้ดี ยิ่งพูดยิ่งร้องไห้ นนทลีใจคอไม่ดีรีบโบกแท็กซี่ไปหาน้องสาว

ฝ่ายอารุมที่ต้องจำใจพาวิศนีไปดูโรงงาน ระหว่างทางเห็นหญิงสาวนั่งไม่ระวัง กระโปรงที่สั้นอยู่แล้วรั้งขึ้นมาเห็นขาขาวจั๊ว

“คุณวิศนี คุณมีผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ๆไหม ปิดหัวเข่าไว้หน่อยก็ดี จะได้ไม่น่าเกลียด”

“นี่ อย่ามาติหัวเข่าฉันนะ ฉันอาบน้ำขัดถูดูแลอย่างดีย่ะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้น...ช่างเถอะ คุณนั่งให้มันดีๆก็แล้วกัน”

“อ๋อ คุณวอกแวกหรือไงคะ ก็อย่ามองฉันสิ” ว่าแล้วเธอแกล้งนั่งไขว่ห้างทำไม่รู้ร้อนรู้หนาว แต่ทันใดนั้น อารุมก็กระชากรถแรงๆ จนหัวเข่าเธอไปกระแทกกับลิ้นชักข้างหน้า ร้องโอ๊ยด้วยความเจ็บ

“ผมเตือนแล้วว่าให้คุณนั่งดีๆ” ชายหนุ่มตีตาเฉย ขับรถต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

วิศนีคลำหัวเข่าป้อยๆ เลิกนั่งไขว่ห้าง แต่ยังแอบมองเขาอย่างมันเขี้ยว จนเมื่อรถไปจอดหน้าโรงงาน อารุมยังบ่นเป็นตาแก่

“คุณควรจะรู้ไว้ว่าการมาที่นี่ตอนนี้ ทำให้เราต้องจ่ายค่าโอทีเพิ่ม เพราะผมไม่อยากให้คุณมาดูโรงงานร้างๆ ตอนที่ไม่มีใครอยู่ทำงานแล้ว”

“คุณคิดว่าฉันกลัวผีเหรอ ฉันไม่กลัวหรอก ตอนอยู่เมืองนอกฉันชอบตระเวนเที่ยวปราสาทผีสิง ชินแล้วค่ะ”

อารุมเก็บกลั้นความไม่พอใจ ลงจากรถเดินนำเธอไปพบชำนิผู้จัดการโรงงาน หลังจากแนะนำตัวกันแล้ว ชำนิพาทั้งคู่ชมกระบวนการผลิต พวกช่างเห็นสาวสวยในชุดเซ็กซี่ก็ส่งสายตาเจ้าชู้ใส่โดยไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร อารุมเห็นแล้วอดกระซิบเธอไม่ได้ว่า แต่งตัวไม่เหมาะสมกับสถานที่

“ทำไมคะ ไม่สวยเหรอ”

“มันไม่เรียบร้อย คุณไม่เห็นหรือไงว่าตัวเองเป็นเป้าสายตาใครมั่ง”

วิศนีหันมองรอบตัว เห็นพวกช่างแอบมอง แทนที่จะเขินอายเธอกลับโปรยยิ้มและโบกมือเป็นกำลังใจให้พวกเขาสู้ๆ ทำงานอย่าได้เหน็ดเหนื่อย

ooooooo

เดชชาติดีอกดีใจที่วันนี้ขายรถให้เสี่ยโชคได้ ตกเย็นเขารีบกลับมาหาแม่พิมที่ตลาด ควักแบงก์พันเหมาขนมของแม่ทั้งหมดเพื่อจะได้กลับบ้านไปฉลองของอร่อยกับน้องๆอีกห้าคน

พิมรีบเก็บข้าวของใส่รถเข็น ยิ้มหน้าบานเดินตามลูกชายเข็นรถนำไป พอเข้าซอยบ้านเจอนนทลีกับนีรนุชยืนปลอบกันอยู่ ชายหนุ่มถามต้นสายปลายเหตุที่นีรนุชร้องไห้ พอรู้ว่าเป็นเพราะตัวเองพูดให้เสี่ยโชคเข้าใจผิด ที่ว่านีรนุชว่านอนสอนง่ายให้ทำอะไรก็ทำทั้งนั้น จนเธอเกือบโดนปล้ำ เดชชาติโกรธแค้นเสี่ยโชคมาก ผลุนผลันกลับไปเอาเรื่องเขาถึงบริษัท

เสี่ยโชคโดนเดชชาติทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บถึงกับเลือดตกยางออก เดชชาติเองก็ถูกลูกน้องเสี่ยรุมหน้าตาบวมปูดเหมือนกัน กลายเป็นเรื่องต้องขึ้นโรงพัก พิมตกใจมากรีบมาส่งข่าวนนทลีกับนีรนุช นนทลีจึงโทร.บอกอารุมที่กำลังกินส้มตำอยู่กับวิศนีหลังออกมาจากโรงงาน

อารุมกับวิศนีตามไปสมทบที่โรงพัก นีรนุชมองวิศนีอย่างไม่ชอบหน้าเพราะเคยได้ยินกุสุมาเม้าท์ให้ฟังมาบ้าง เห็นเธอมากับว่าที่พี่เขยของตนแบบนี้ ก็ยิ่งไม่ถูกชะตา

วิศนีรีบประกันตัวเดชชาติออกจากห้องขัง เสี่ยโชคเข้ามากับลูกน้องพอดี เขาเอะอะโวยวายทันที

“เฮ้ย อะไรวะ เอามันออกมาได้ยังไง จับมันยัดกลับเข้าตะรางเดี๋ยวนี้ อั๊วจะเอาเรื่องมันให้ถึงที่สุด จะเอาให้มันติดคุกลืมไปเลย”

“งั้นแกก็ต้องเตรียมตัวติดคุกเหมือนกัน ไอ้เสี่ยโชค”

“แกเป็นใคร” เสี่ยโชคจ้องวิศนีตาวาวโรจน์

“ฉันเป็นลูกสาวคุณอำนวย สุริยาทิตย์”

เขาชะงักเล็กน้อย ก่อนถามเธอว่ารู้หรือเปล่าว่าตนเป็นใคร สำคัญกับพ่อของเธอแค่ไหน

“รู้สิ แกมันลูกค้าชั้นเลวของบริษัทฉันไง ฉันรู้พฤติกรรมชั่วๆที่แกทำไว้หมดแล้ว จะต้องให้พูดประจานต่อหน้าตำรวจไหม แกจะได้ติดคุกคืนนี้เลย”

เสี่ยโชคหันมองนีรนุชแล้วหวาดๆ แต่ยังทำปากแข็งโวยวายกลบเกลื่อนความผิด

“พวกมันโกหก มันหมิ่นประมาทอั๊ว จับมันเลยคุณตำรวจ จับมันไปให้หมด” เห็นตำรวจยืนนิ่งก็ยิ่งโมโห “จับสิโว้ย ไม่งั้นอั๊วจะฟ้องมันทั้งโรงพักเลย”

วิศนีรำคาญ หันไปคว้าแจกันบนโต๊ะมาดึงดอกไม้ออกแล้วเอาน้ำสาดใส่หน้าเสี่ยโชค

“หายบ้าหรือยัง”

“อีนัง...” เสี่ยโชคจะปรี่เข้าหา แต่ลูกน้องกับตำรวจช่วยกันจับตัวไว้

“เอาสิ จะชกฉันเหรอ มาเลย สันดานอย่างแกมันก็คงทำเป็นได้อย่างเดียวคือทำร้ายผู้หญิง แต่แกอย่าคิดว่าฉันไม่สู้นะ ที่หัวแตกปากแตกเมื่อเย็นมันยังน้อยไปสำหรับความเลวของแก”

“ใจเย็นๆคุณ เดี๋ยวคุณก็ติดคุกซะเองหรอก” อารุมเตือนวิศนี

เสี่ยโชคมองวิศนีอย่างฮึดฮัด อีกใจหนึ่งก็กลัว เพราะรู้ว่าตัวเองมีข้อหาพยายามข่มขืนค้ำคออยู่

“เรื่องมันไม่จบแค่นี้แน่ ลื้อจำไว้” เสี่ยโชคตวาดลั่นแล้วปึงปังออกไปพร้อมลูกน้อง วิศนีกลัวซะที่ไหน ปาแจกันไล่หลังอย่างเดือดดาล

“แกน่ะสิต้องจำ จำใส่กะโหลกไว้นะว่าวันนี้แกถูกผู้หญิงขู่จนต้องวิ่งหางจุกตูด ไอ้เสี่ยบ้า”

วิศนีตะโกนด่าปาวๆ โดยมีทนายกับอารุมช่วยกันยึดแขนไว้ คนอื่นมองวิศนีที่เป็นเดือดเป็นแค้นแทนเดชชาติกับนีรนุชอย่างอึ้งๆ

พิมยกมือไหว้ขอบอกขอบใจวิศนีที่ช่วยประกันลูกชายตนออกมา วิศนีตกใจห้ามไม่ให้ไหว้เพราะตนเป็นเพื่อนกับเดชชาติ

“แค่ที่คุณมาช่วยผมก็เป็นพระคุณล้นหัวแล้ว อย่านับผมเป็นเพื่อนเลยครับ ไม่งั้นชาตินี้ผมคงตอบแทนคุณไม่ไหวแน่ๆ” เดชชาติเอ่ยด้วยความซึ้งใจ

“แล้วเพื่อนที่ไหนต้องการสิ่งตอบแทนจากเพื่อนล่ะคุณชาติ กลับบ้านกันเถอะค่ะ จะได้ไปพักผ่อน แล้วอย่าลืมกินยานะ”

สองแม่ลูกพยักหน้าแล้วเดินออกไป วิศนีเดินเข้ามาหาอารุมกับสามสาว บอกว่าหมดธุระแล้ว ตนขอตัวกลับเลย แต่อารุมเห็นว่ามืดค่ำจึงอาสาไปส่งเธอ โดยชวนพวกนนทลีไปด้วย แต่นนทลีให้เขาไปคนเดียว เธอจะรีบพาน้องสาวกลับบ้าน

ทันทีที่สองคนนั้นนั่งรถไปด้วยกันแล้ว กุสุมาบ่นนนทลีไม่น่าปล่อยอารุมไปง่ายๆ ทำอย่างนี้ก็สมใจวิศนี ถ้าพวกเราติดรถไปด้วยอย่างน้อยก็จะได้คอยขัดจังหวะ

“พี่สุพูดเหมือนกับว่าเขามีแผนจะทำอะไรกัน”

“มันก็ไม่แน่ พี่บอกแล้วไงว่าเขา...”

“พอได้แล้วสุ ฉันไม่อยากฟังเรื่องนี้แล้ว วันนี้ฉันเหนื่อยมาก เข้าใจไหมว่าฉันเหนื่อย” นนทลีระเบิดอารมณ์แล้วเดินลิ่วออกไปเรียกรถ นีรนุชรีบก้าวตาม เหลือแต่กุสุมาที่ยืนหน้างอง้ำไม่ได้ดังใจ หาว่าสองพี่น้องโง่นัก เตือนอะไรไม่รู้จักฟัง

ooooooo

อารุมขับรถมาจอดหน้าบ้านหลังใหญ่ที่ปิดเงียบเหมือนไม่มีคนอยู่ วิศนีชวนเขาเข้าไปดื่มกาแฟแก้ง่วง หลังจากต้องตะลอนมาทั้งวัน เธอโชว์ฝีมือชงกาแฟด้วยตัวเอง แต่เขาดื่มแล้วกลับบอกว่าดีกว่ากินน้ำเปล่า

“นี่คุณ...วันนี้เลขาทั้งตำส้มตำ ทั้งชงกาแฟให้กิน งานที่บริษัทก็ทำให้เรียบร้อย แถมยังช่วยเคลียร์เรื่องที่โรงพักให้อีก เจ้านายจะมีคำชมดีๆหน่อยไม่ได้หรือไงคะ”

“ก็ได้...คุณทำดี”

“แค่เนี้ย?” วิศนีทำเป็นค้อนแต่สายตายั่วล้อ อารุมเห็นแล้วเขินทำเมินไม่มอง เปลี่ยนไปคุยเรื่องบ้าน ทำไมถึงเงียบจัง “ก็คนอยู่น้อยนี่คะ บ้านหลังใหญ่แต่อยู่กันแค่สามคน มันก็ไม่ต่างจากบ้านผีสิงหรอก”

“ถึงว่า คุณเลยไม่กลัวผี”

“ฉันชินกับการอยู่บ้านหลังใหญ่ๆคนเดียวมาตั้งแต่เด็กแล้ว สมัยที่พ่อยังไม่จ้างคนรับใช้ บางคืนฉันก็ต้องนอนคนเดียว เพราะพ่อทำงานจนไม่กลับบ้าน แล้วคุณล่ะกลัวผีหรือเปล่า”

“ผมอยู่วัด ถ้ากลัวก็คงอยู่ไม่ได้”

“คุณเคยเป็นพระเหรอ”

“เปล่า ผมเป็นเด็กวัด”

วิศนีอึ้งไปอย่างนึกไม่ถึง แล้วรีบฝืนยิ้มเพราะไม่อยากให้อารุมคิดว่าสงสาร

“ก็ดีนะคะ อยู่ในวัดคนเยอะดี ไม่เหงาเหมือนฉัน”

“เหงาสิ มันเหงาอยู่ข้างใน”

หนุ่มสาวสบตากันเหมือนเข้าใจความรู้สึก แต่ครู่เดียวต่างก็เบือนหน้าหลบ นั่งจิบกาแฟกันไปเงียบๆ โดยไม่รู้ว่ากรแก้วอยู่ข้างบน กระทั่งละอองเอาน้ำและยาแก้ปวดหัวขึ้นไปให้ กรแก้วรีบรุดลงมาทันที หลังรู้จากละอองว่าวิศนีมากับผู้ชาย

จังหวะนั้น วิศนีเดินกลับเข้ามาหลังจากส่งอารุมขึ้นรถไปแล้ว กรแก้วถามถึงแขกของเธอ พลางบ่นเสียดายไม่ทันได้เจอ หวังว่าเขาคงจะมาอีก

“อาจจะไม่มาก็ได้ เพราะฉันเป็นคนไม่ชอบทำอะไรซ้ำๆ พรุ่งนี้คุณอาจจะได้เจออีกคน หรือไม่ก็อีกคนนึง”

“คราวหน้าเรียกฉันด้วยก็แล้วกัน ฉันจะลงมาอยู่เป็นเพื่อน หนูเป็นผู้หญิง เชิญผู้ชายเข้าบ้านตอนกลางคืนมันจะไม่เหมาะ”

วิศนีสะดุดหูกับคำพูดกรแก้ว เริ่มไม่ชอบใจ ยิ่งพูดยั่ว “แล้วถ้าฉันเชิญเขาขึ้นห้องเลย คุณจะตามไปอยู่เป็นเพื่อนไหมคะ”

“หนูวิศนี!” กรแก้วสีหน้าตกใจ

“พูดเล่นน่ะค่ะ ฉันไม่ไวไฟขนาดนั้นหรอก อย่างน้อยก็อาจจะรอซัก 5-6 เดือน เหมือนกับที่พ่อฉันรอคุณไง” วิศนียิ้มมีเลศนัย กรแก้วหน้าแดงจัดเหมือนถูกหยามน้ำหน้า เริ่มเสียงแข็งอย่างทนไม่ไหว

“หนูวิศนี ฉันรู้ว่าหนูไม่ชอบฉัน แต่พูดอะไรควรจะให้เกียรติฉันบ้างนะจ๊ะ”

“คุณได้รับเกียรติมากพอแล้วจากพ่อฉัน เว้นฉันไว้ซักคนเถอะค่ะ เพราะฉันเสแสร้งไม่เป็น”

วิศนีสวนกลับนิ่งๆ แต่แฝงไว้ด้วยความมึนตึง

กรแก้วยืนนิ่งพยายามข่มอารมณ์โกรธ...

ทางด้านเดชชาติที่กลับบ้านไปพร้อมแม่ เขาบาดเจ็บฟกช้ำดำเขียวไม่น้อยเหมือนกัน น้องๆช่วยกันทายาให้ แต่ทุกคนมือหนัก พี่ชายเลยแหกปากโอดโอยไม่หยุดหย่อน นีรนุชตามมาเห็น อาสาจัดการให้เอง กระนั้นก็ยังแสบแผลอยู่ดี แต่เดชชาติไม่กล้าโวยวายมากเพราะยังรู้สึกผิดต่อเธออยู่

“นุชหายโกรธพี่แล้วเหรอ”

“ก็พี่เอาหน้าตัวเองไปให้เขากระทืบซะขนาดนี้ ใครจะไปโกรธลง”

“พี่ไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะนุช พี่แค่อยากให้นุชได้งานทำเฉยๆ ไม่รู้ว่าไอ้เสี่ยมันเจตนาอย่างอื่น ถ้ารู้ตั้งแต่แรกพี่จะไม่ยอมให้มันเข้าใกล้นุชเด็ดขาด...อู้ยยยยย”

“หยุดพูดได้แล้ว ยิ่งพูดมากแผลก็ยิ่งฉีก อยากจะเป็นแผลเป็นหรือไง ยิ่งไม่หล่ออยู่ เดี๋ยวก็ขี้เหร่มากกว่านี้หรอก”

“พูดอย่างนี้เจ็บกว่ากระทืบอีกนะเนี่ย”

นีรนุชหัวเราะออกมา ชายหนุ่มนิ่วหน้ายังไม่หายแสบ เสร็จแล้วเดชชาติเดินไปส่งเธอที่บ้านซึ่งอยู่ใกล้กัน เขาแนะนำให้เธอลองคุยกับอารุมเผื่อจะฝากงานที่บริษัทได้ เพราะเจ้านายใจดี

“ผู้หญิงคนนั้นน่ะเหรอ”

“คุณวิศนีไม่ใช่เจ้านายโดยตรง แต่ก็คงช่วยนุชได้ นุชก็เห็นว่าเธอมีน้ำใจกับพวกเรา คนอาไร้...ทั้งสวยแล้วยังนิสัยดีอีก” เดชชาติทำหน้าเคลิบเคลิ้ม นีรนุชเบ้ปากไม่เชื่อ

“ดีจริงหรือว่าจะทำคะแนนเหอะ พี่สุบอกว่าคุณวิศนีอะไรเนี่ยจ้องพี่อารุมตาเป็นมันเลย”

“บ้าแล้ว สองคนนี้เขาเขม่นกันมาตั้งแต่...” เดชชาติชะงัก เกือบหลุดปากเรื่องรถชนกัน พอนีรนุชซักว่า ตั้งแต่อะไร เขาตัดบททันที “ไม่มีอะไรหรอก แต่พี่รับรองว่าคุณวิศนีเธอไม่ปิ๊งไอ้อารุมแน่ แต่ถ้าปิ๊งพี่ล่ะก็ไม่แน่ เพราะพี่ยังโสด”

นีรนุชยิ่งหมั่นไส้และขัดหูมากกว่าเดิม “ชิ งั้นก็รีบเด็ดดอกฟ้าให้ได้เร็วๆเถอะย่ะ คนแถวนี้เขาจะได้เลิกจับคู่นุชกับพี่ซะที มันเสื่อม”

“เฮ้ย! นี่แกด่าฉันนี่หว่ายายนุช” เดชชาติตั้งท่าโวยวาย แต่นีรนุชรีบหนีเข้าบ้านไปเสียก่อน

ฝ่ายนนทลีพี่สาวของนีรนุช ตั้งแต่กลับจากโรงพัก เธอยังหมกหมุ่นครุ่นคิดถึงคำพูดยุแยงของกุสุมาที่ว่า

ไม่น่าปล่อยอารุมไปกับวิศนี เพราะผู้หญิงคนนี้ไว้ใจไม่ได้...คิดไปคิดมานนทลีอดระแวงไม่ได้ ลองโทร.หาอารุมถามว่าถึงคอนโดหรือยัง ปรากฏว่าเขากำลังจอดรถอยู่หน้าบ้านเธอนั่นเอง

“ผมคงนอนไม่หลับคืนนี้ ถ้าไม่ได้เห็นหน้าแล้ว

ก็บอกฝันดีกับนน”

คำพูดแสนหวานจากจริงใจของอารุม ทำให้นนทลี สลัดทิ้งความระแวงหมดสิ้น ยืนมองเขาตรงระเบียงด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข

ooooooo

เช้าขึ้น วิศนีจำเป็นต้องนั่งรถไปกับกรแก้วเพราะอำนวยออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว วิศนีไม่นั่งเบาะหลังคู่กับกรแก้ว แต่มานั่งคู่กับประยุทธคนขับ แถมระหว่างทางเธอยังแกล้งเปิดเพลงเสียงดังลั่นรถ สร้างความหงุดหงิดรำคาญให้กรแก้วจนแทบข่มใจไม่ไหว

ถึงบริษัท กรแก้วหวังดีรีบบอกเรื่องที่อำนวยให้เธอพาวิศนีไปเลือกรถที่อยากได้ ซึ่งเธอระบุให้เป็นรถใหม่ป้ายแดง แต่วิศนีกลับต้องการรถมือสองที่เดชชาตินำเสนอ แถมยังจะออกไปลองรถกับเขาด้วย โดยไม่ฟังคำทักท้วงของกรแก้วที่ลึกๆแล้วไม่ต้องการให้เธอสนิทสนมกับพนักงานในบริษัท

แต่ไม่ทันที่ทั้งสองคนจะออกไป ยุพเยาว์วิ่งหน้าตาตื่นมาบอกวิศนีว่าท่านประธานต้องการพบด่วน เดชชาติสงสัยว่ามีอะไร แอบถามยุพเยาว์ก็ไม่ได้ความกระจ่าง รู้แค่ว่าเรื่องใหญ่มาก

อำนวยตำหนิวิศนีต่อหน้ากรแก้ว เรื่องที่เธอไปเล่นงานเสี่ยโชคบนโรงพักส่งผลให้บริษัทต้องขาดทุน

“เสี่ยโชคโทร.มาเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว ไอ้ที่แกไปเล่นงานเขาที่โรงพัก แล้วก็ขู่จะทำร้ายร่างกายเขาน่ะ”

“แล้วมันบอกพ่อหรือเปล่าว่ามันไปทำชั่วอะไรไว้”

“ฉันไม่สนว่าจะทำอะไร แต่เสี่ยโชคเป็นลูกค้าใหญ่ของเรา ตอนนี้แกทำให้เขาโกรธมากจนเขากับพวกยกเลิกรถที่จองไว้กับบริษัทเราหมดแล้ว แกรู้ไหมว่าตั้งยี่สิบคัน”

วิศนีอึ้งไปเหมือนกัน พอจะคำนวณได้ว่าเสียประโยชน์มากมาย แต่ยังไม่ทันอธิบายอำนวยก็ขึ้นเสียงต่อ หน้ามืดด้วยความโกรธ

“งามหน้าไหมล่ะ มาทำงานได้แค่สองวันทำบริษัท เจ๊งไปขนาดนี้ แล้วฉันจะไว้ใจแกต่อไปดีไหม ตั้งแต่แกกลับมาเนี่ย ไม่เคยสร้างความสบายให้ฉันเลย อยู่ที่ไหนก็มีแต่ปัญหา”

กรแก้วเห็นอำนวยคุมอารมณ์ไม่อยู่ก็เข้ามาเกาะแขนปราม...วิศนีสะเทือนใจที่ถูกด่า น้ำตารื้นจะหยดด้วยความน้อยใจ แต่ขณะเดียวกันก็เกิดทิฐิ

“ใช่ ก็หนูมันชอบสร้างปัญหาอย่างนี้แหละ พ่อยังไม่ชินอีกเหรอ พ่อเป็นคนลากหนูมาทำงานเอง ถ้าให้หนูนั่งๆนอนๆอยู่บ้าน ไม่ต้องทำอะไรเลยมันก็ไม่เกิดเรื่อง”

“งั้นก็ไป ไปให้พ้น ฉันไม่อยากเห็นหน้าแก ออกไป” อำนวยเอะอะยิ่งกว่าเดิม วิศนีเม้มปากแน่นกลั้นความสะเทือนใจ สะบัดหน้าออกไปทันที

วิศนีวิ่งตาแดงออกมาจากบริษัท ตรงมาที่รถ เดช–ชาติกำลังจะทักแต่เธอไม่สนใจ กระชากประตูขึ้นนั่งขับออกไปอย่างรวดเร็วด้วยอารมณ์ที่ร้อนเป็นไฟแทบจะชนใครต่อใคร พอพ้นจากบริษัท น้ำตาก็ไหลเป็นทางอย่างกลั้นไม่อยู่ และไม่ทันเห็นอารุมกับนนทลีที่มองมาด้วยความสงสัย

ครู่ต่อมา เดชชาติโดนอำนวยเล่นงานอีกคน โทษหนักถึงกับไล่ออก สั่งให้เก็บข้าวของออกจากบริษัทภายในครึ่งชั่วโมง เพื่อนร่วมงานพากันตกใจ โดยเฉพาะอารุม ซักถามเพื่อนรักเป็นการใหญ่ว่าเกิดอะไรขึ้น

“ก็เรื่องเมื่อวานนั่นแหละ ท่านเรียกฉันไปด่าเรื่องที่ทำร้ายร่างกายกับทุบรถไอ้เสี่ยโชค ตอนนี้มันกับพรรค พวกยกเลิกรถที่จองไว้กับเราหมดเลย คุณวิศนีก็โดนหางเลขไปด้วย ไม่น่าเลย”

อารุมเห็นใจวิศนี และไม่ยอมให้เดชชาติถูกไล่ออกง่ายๆแบบนี้ เขาลากเพื่อนรักเข้าไปอธิบายเรื่องราวให้อำนวยกับกรแก้วฟัง โดยนนทลีตามไปช่วยยืนยันด้วยว่าเสี่ยโชคพยายามจะปล้ำน้องสาวของเธอ

ไม่นานนัก ทั้งสามคนกลับออกมา เพื่อนร่วมงานต่างกรูมาสอบถามด้วยความเป็นห่วงเดชชาติ

“ฉันกับอารุมเล่าเรื่องที่เสี่ยโชคพยายามจะปล้ำนุชให้ท่านฟัง ท่านก็เลยเข้าใจหมดแล้ว ท่านบอกว่าจะเคลียร์ให้เดชชาติเอง”

ขาดคำของนนทลี เพื่อนๆส่งเสียงเฮขึ้นมาพร้อมกัน แล้วแย่งกันเข้ามากอดยินดีกับเดชชาติ

“แล้วนี่คุณวิศนีกลับมาหรือยัง” เดชชาติถามขึ้น

“เฮอะ คงจะกลับมาหรอก โดนพ่อด่าเปิงขนาดนั้น เป็นฉันฉันลาออกย่ะ” วิเวียนจีบปากจีบคอ คนอื่นๆ พยักพเยิดเห็นด้วย แต่อารุมนิ่งไปด้วยความสงสารวิศนี

อำนวยร้อนใจพยายามโทร.หาลูกสาวหลายครั้ง ก่อนจะวางลงอย่างท้อแท้ กรแก้วเองก็กระวนกระวายเป็นห่วงวิศนี เธอลุกขึ้นมาถามสามีว่า ติดต่อได้ไหม?

“ยายหนูไม่ยอมรับสาย ผมผิดเองที่ใจร้อน น่าจะสอบสวนให้รู้เรื่องก่อนว่าอะไรเป็นอะไร”

“คุณทำไปเพราะคำนึงถึงผลประโยชน์ของบริษัทนี่คะ แล้วแกก็ไม่ยอมอธิบาย แกเองก็คงร้อนเหมือนกัน ปล่อยหนูวิศนีไปก่อนเถอะค่ะ พอเย็นลงทั้งคู่แล้วค่อยคุยกัน”

อำนวยสบตากรแก้วอย่างไม่สบายใจ

ooooooo

วิศนีขับรถไปหาแม่ที่บ้าน...แววกำลังตั้งวงไพ่อย่างสนุกสนาน หงวนเห็นรถมาจอดนึกว่าเป็น

ตำรวจ รีบวิ่งเข้ามาบอก ขาไพ่นับสิบเลยวิ่งหนีกันกระจัดกระจายไปหาที่ซ่อนตัว กว่าจะรู้ว่าเป็นลูกสาวของแวว ทุกคนก็หอบแฮ่ก งานนี้หงวนเลยโดนแววด่าเช็ด

แววดีใจที่ลูกมาหา คุยโขมงอวดเพื่อนบ้านและขาไพ่เป็นการใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องรถยนต์คันหรูที่ลูกขับมา แววนำพาทุกคนออกมาดูเป็นบุญตา

“เคยเห็นแต่ในทีวีล่ะสิ นี่ไงของจริง รถแบบนี้มีเงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้นะแก ต้องมีรสนิยมด้วย เป็นไงล่ะลูกสาวฉัน”

แววโอบเอววิศนียืดเต็มที่ด้วยความภูมิใจ บรรดาเพื่อนบ้านมองวิศนีอย่างชื่นชม แต่หญิงสาวกลับรู้สึกอึดอัดเหลือเกินที่ต้องมายืนอวดฐานะแบบนี้ เพราะโดยนิสัยเธอไม่ใช่คนโอ้อวด

ระหว่างนี้ หงวนเดินลิ่วออกมาจากในบ้าน แหกปากไม่บันยะบันยัง “คุณผู้หญิงขา พวกข้างในเขาบอกว่าถ้าคุณผู้หญิงไม่เล่นต่อ เขาจะกลับแล้วนะคะ”

“อุ๊ย เล่นสิเล่น ยังไม่ได้ทุนคืนเลย ไปๆ หมดเวลาดูแล้ว อย่าเกะกะ” แววรีบจูงวิศนีกลับเข้าบ้าน พลางบอกเสียงหวาน “เดี๋ยวอยู่กินข้าวกับแม่ก่อนนะลูก นังหงวน แกออกไปซื้อกับข้าวที่ร้านเจ๊ต่ายมาที เอาอาหารฝรั่งก็แล้วกัน...เอาอะไรดีล่ะ ข้าวผัดอเมริกัน เออ แล้วก็สปาเก็ตตี้ มักโรนีอะไรก็ได้ เอามาให้หมดเลย”

“จะดีเหรอคะคุณผู้หญิง”

“ทำไมจะไม่ดี”

“ก็คุณผู้หญิงติดค่ากับข้าวเจ๊ต่ายไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว ขืนหงวนโผล่ไปตอนนี้ก็โดนถีบกลับมาสิคะ”

แววเซ็งจัด กระชากเสียงถามว่าเท่าไหร่ พอหงวน บอกสามพัน เธอถึงกับร้องลั่นว่าบ้า โกหกหรือเปล่า จะกินล้างกินผลาญอะไรขนาดนั้น

“ก็กินล้างกินผลาญกันสองคนกะคุณชีพ จะมาถามอะไรหงวนล่ะ”

“เอ๊ะ อีนี่...เอ้าเอาไป แล้วรีบไปซื้อมา อย่าเถลไถลนะโว้ย”

หงวนรับเงินแล้ววิ่งแจ้นออกไป แววจะดึงวิศนีเข้าบ้าน แต่เธอขืนตัวไว้ บอกให้แม่เข้าไปก่อน เธอขอเดินดูอะไรรอบบ้านสักหน่อย แววพยักหน้า ผละเข้าบ้านทันที แล้วส่งเสียงเรียกพูดคุยกับพวกขาไพ่เอะอะเหมือนกลับเข้าสู่โลกของตัวเอง วิศนีละเหี่ยใจเดินเลี่ยงมาทางหลังบ้าน เห็นสวนที่มีต้นไม้รกเรื้อแล้วอดนึกถึงอดีตในวัยเด็กไม่ได้ ตอนนั้นตรงนี้เป็นสวนสวยสะอาดสะอ้าน เธอนั่งเล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับพ่อแม่อย่างมีความสุข

นึกถึงภาพเก่าๆแล้วเธออดน้ำตารื้นไม่ได้ หันหลังจะกลับชนกับชีพที่มายืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ชีพทำทีเป็นห่วงแต่ความจริงแอบแต๊ะอั๋งจับมือเธอ

“ระวังหน่อยสิจ๊ะ แถวนี้งูเงี้ยวเขี้ยวขอมันเยอะ พี่ว่าน้องกลับเข้าบ้านดีกว่านะจ๊ะ”

“ขอบคุณ แต่ฉันไม่กลัวงูหรอก ฉันกลัวพวกแมลงมีปีกที่มันเพ่นพ่านอยู่ในบ้านแม่ฉันมากกว่า กลัวจะทนไม่ไหวกระทืบมันตายน่ะ”

วิศนีพูดขึงขังแล้วสะบัดหนีไป ชีพมองตามทั้งหมั่นไส้ทั้งหมายมาดอยากเชยชม...หนีพ่อเลี้ยงมาแล้ว วิศนีมองเข้าไปในบ้านยังเห็นแม่เล่นไพ่อย่างเพลิดเพลิน เธอตัดสินใจไม่เข้าไปลาแม่ เดินกลับมาขึ้นรถอย่างเหงาๆ หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดู เห็นโชว์เบอร์พ่อโทร.มาสามสิบครั้ง

หญิงสาวชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจลบทิ้ง ไม่ยอมโทร.กลับไป และไม่กลับเข้าบ้านด้วย แต่ไปนั่งกินอาหารในโรงแรม กระทั่งอารุมมาเห็นโดยบังเอิญ

เสร็จธุระกับลูกค้าแล้ว อารุมรีบเข้ามาทักเธอและถามว่าทำไมไม่กลับไปทำงาน วิศนีบอกว่าตนลาออกแล้ว แต่อารุมยังตื๊อว่าพ่อของเธออยากพบ

“ฉันรู้ แต่ฉันไม่อยากพบใคร” วิศนีพูดจบก็ยกมือเรียกพนักงานมาเก็บเงิน แล้วเดินหนีอารุมออกมา

อารุมไม่ปล่อยเธอไปง่ายๆ เดินตามมาคว้าแขนเธอจะให้กลับไปพร้อมกัน วิศนีพูดโพล่งอย่างไม่พอใจ

“คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน เพราะฉันไม่ได้เป็นเลขาฯของคุณแล้ว ไม่ดีใจหรือไงที่ไม่ต้องทำงานกับเลขาห่วยๆ ที่ดีแต่สร้างปัญหาอย่างฉัน”

“งั้นคุณก็กลับไปคุยกับพ่อคุณให้รู้เรื่องว่าคุณจะลาออก ไม่ใช่ทิ้งงานมาเฉยๆ”

“ฉันไม่กลับ” วิศนีพยายามจะแกะมืออารุมออก แต่คราวนี้อารุมดื้อไม่ยอมปล่อย

ขณะที่สองคนยื้อยุดกันไปมา โยธินผ่านมาเห็น วิศนีจำเขาได้ร้องขอความช่วยเหลือ ก่อนจะรู้ในเวลาต่อมาว่าโยธินคือเจ้าของโรงแรมนี้ เธอจึงให้เขาหาห้องพักให้ ส่วนอารุมที่กลับไปก่อนหน้านั้น เห็นท่าทีสนิทสนมของทั้งคู่แล้ว อดคิดไม่ได้ว่าเป็นแฟนกัน

โยธินแปลกใจที่จู่ๆวิศนีมาเปิดห้องที่โรงแรม เขาโทร.ไปเล่าให้อวลอบฟัง คาดเดาว่าสงสัยเธอจะทะเลาะกับพ่อ แต่รับรองว่าเขาจะดูแลเธอเป็นอย่างดี

ooooooo

ตกเย็นเลิกงาน นนทลีและกุสุมานั่งรถอารุมกลับบ้านเหมือนเคย จู่ๆกุสุมาก็ถามขึ้นมาว่าวิศนีจะไม่กลับมาทำงานแล้วใช่ไหม อารุมประหลาดใจย้อนถามเธอว่า รู้ได้อย่างไร ใครบอก?

“ก็เพื่อนสุที่ทำงานอยู่โรงแรมที่สุขุมวิทเขาเห็นคุณหนูวิศนีไปป้อเจ้านายเขาอยู่น่ะสิ”

อารุมชะงัก นึกถึงภาพที่เห็นเมื่อตอนกลางวัน รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

“เห็นว่าเปิดห้องกันกลางวันแสกๆเลยนะ แบบนี้คงไม่กลับมาทำงานแล้วมั้ง อาจจะต้องรอฉีกผ้าอ้อมแทน”

“เป็นลูกเศรษฐีนี่มันดีจังเลยนะ ทำงานเล่นๆ รอวันเจอผู้ชายรวยๆมาแต่งงานด้วย อยากจะเป็นคุณวิศนีเขาซักวันจริงๆ”

นนทลีพลอยผสมโรงไปกับกุสุมา หัวเราะกันขำๆไม่ได้คิดอะไร แต่อารุมซึ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้วได้ยินนนทลีพูดแบบไม่คิดก็ฉุนกึก

“ผมขอโทษนะนน ที่เกิดมาไม่รวยพอ จนทำให้นนต้องไปอิจฉาคนอื่นเขา”

“อะไรคะอารุม ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ”

“ก็นนพูดอะไรล่ะ นนอิจฉาคนอื่นตลอดเวลาเพราะคิดว่าชีวิตตัวเองไม่ดีพอ ผมว่าผมเองก็คงเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่ดีพอในชีวิตนนด้วยนั่นแหละ”

นนทลีหน้าเสีย บอกว่าตนพูดเล่น แต่อารุมไม่ฟัง จะให้เธอเลือกคนรักใหม่ที่ดีกว่าเขา นนทลีน้อยใจถึงกับน้ำตารื้น สั่งเขาจอดรถเดี๋ยวนี้ เธอจะลง... อารุมใจเสียแต่ไม่ยอมจอด กระทั่งเธอทุบตี จึงต้องหักรถเข้าข้างทางหวังจะเคลียร์กันให้เข้าใจ แต่ปรากฏว่านนทลีวิ่งไปโบกแท็กซี่หนีไป กุสุมาสะใจเป็นบ้า แต่ทำทีปลอบใจอารุมอย่าคิดมาก

ด้านอำนวยกับกรแก้ว เมื่อกลับถึงบ้านทราบจากสาวใช้ว่าวิศนีมาเก็บเสื้อผ้าออกไปก็ตกใจ อำนวยนึกถึงแวว รีบเดินทางไปพร้อมกรแก้ว แต่ไม่พบลูกสาว แถมยังมีปากเสียงกับแววและชีพที่กำลังเมาปลิ้น เพราะแววด่ากรแก้วอย่างเสียๆหายๆ แล้วยังจะทำร้ายร่างกายด้วย
กลับออกจากบ้านแววได้สักครู่ สองสามีภรรยาก็รีบร้อนไปยังโรงแรมหลังจากอวลอบโทร.มาเล่าให้กรแก้วฟังว่าวิศนีอยู่ที่นั่น

วิศนีกำลังเต้นหลุดโลกสนุกสนานอยู่ในผับของโรงแรม อำนวยเห็นแล้วรับไม่ได้ เข้ามาบังคับลูกสาวให้กลับบ้าน พร้อมกับคว้าขวดน้ำเปล่าในมือโยธินสาดใส่หน้าเมื่อเธอพยายามสะบัดหนี

“นี่มันอะไรกันเนี่ย ฉันไปเจอแม่แกเมาแอ๋ก็ทุเรศใจพออยู่แล้ว นี่ยังต้องมาเจอแกสภาพนี้อีก” อำนวยระเบิดอารมณ์อย่างเหลืออด กรแก้วขายหน้าคนอื่นรีบสะกิดปรามสามี อำนวยจึงลดเสียงลง สั่งวิศนีให้กลับบ้าน

“หนูไม่กลับ!” วิศนีสวนทันควัน

“อย่าดื้อกับพ่อนะวิศนี พ่อมีความอดทนจำกัดนะ”

“งั้นก็ไม่ต้องทน เพราะหนูก็ไม่อยากจะทนแล้วเหมือนกัน พ่อบอกว่าหนูเป็นตัวปัญหาแล้วพ่อจะมาตามหนูกลับไปสร้างปัญหาในชีวิตพ่ออีกทำไม ให้หนูใช้ชีวิตแบบที่หนูเคยใช้สิคะ พ่อจะได้ไม่ต้องปวดหัวมากไปกว่านี้”

“แต่แกเป็นลูกฉัน แกจะมาเหลวแหลกต่อหน้าต่อตาฉันแบบนี้ไม่ได้”

“ก็นี่แหละหนู หนูเป็นแบบนี้มาตลอดทั้งชีวิตแล้ว มันคงเปลี่ยนไม่ได้หรอก สิ่งเดียวที่พ่อจะทำได้ก็คือทิ้งหนูไว้แบบนี้แหละ” วิศนีตะโกนลั่นแล้ววิ่งกระเซอะกระเซิงหนีไป อำนวยจะก้าวตามแต่ไปไม่ไหว ซวนเซเหมือนจะล้ม จนกรแก้วต้องเข้าประคอง

ooooooo

ตอนที่ 3

วิศนี​กลับ​ขึ้น​มา​ที่​ห้อง​พัก​เพื่อ​เก็บ​เสื้อ​ผ้า​ข้าวของ​ออก​ไป​อยู่​โรงแรม​อื่น โดย​ไม่​ฟัง​คำ​ทัดทาน​ของ​โยธิน​ที่​พยายาม​จะ​ให้​เธอ​ลอง​ปรับ​ความ​เข้าใจ​กับ​อำนวย กระทั่ง​กร​แก้ว​ตาม​มาบอก​ว่า​พ่อ​ของ​เธอ​หน้ามืด​เครียด​มาก​จน​ความ​ดัน​ขึ้น วิศนี​อ่อน​ลง​ยอม​กลับ​ไป​กับ​พ่อ และ​ดูแล​เรื่อง​หยู​กยา​ให้​ท่าน​โดย​ไม่​รื้อฟื้น​เหตุการณ์​ที่​เกิด​ขึ้น​ให้​ตัว​เอง​ต้อง​เจ็บปวด

คืน​เดียวกัน นีร​นุช​ไม่สบาย​ใจ​เรื่อง​ที่​นนทลี​กับ​อา​รุม​ทะเลาะ​กัน ซึ่ง​เธอ​อยาก​รู้​ว่า​สาเหตุ​มา​จาก​วิศนี​หรือ​เปล่า ลอง​ถาม​เดช​ชาติ​ก็​ไม่​รู้​เรื่อง แถม​เขา​ยัง​พูด​ให้​เธอ​หงุดหงิด​ด้วย​ว่า​ ควร​จะ​เลิก​วุ่นวาย​เรื่อง​คน​อื่น​แล้ว​เอา​เวลา​ไป​หา​แฟน​ให้​ตัว​เอง

นีร​นุช​หน้า​ง้ำ​ไม่​พอใจ​เดช​ชาติ แต่​พอ​เข้า​มา​เห็น​พี่​สาว​กับ​อา​รุม​ปรับ​ความ​เข้าใจ​กัน​ได้​ก็​ยิ้มแฉ่ง อา​รุม​เป็น​ฝ่าย​มา​ง้อ​ขอโทษ​นนทลี ยอม​รับ​ว่า​ตัว​เอง​ทำ​ไม่​ถูก​ที่​เครียด​เรื่อง​งาน​แล้ว​มา​พาล​ใส่​เธอ

“ทุกที​อา​รุม​ไม่​เคย​เป็น​แบบ​นี้ มัน​เกิด​อะไรขึ้น”

“คง​เป็น​เพราะ​ความ​ไม่​มั่นใจ​ของ​ผม​เอง ที่​คิด​ว่า​จะ​ทำให้​นน​มี​ความ​สุข​ไม่​พอ ผม​ก็​เลย​ไม่สบาย​ใจ​ทุก​ครั้ง​ที่​ได้ยิน​นน​พูด​แบบ​นั้น”

นนทลี​น้ำตา​คลอ ทั้ง​น้อยใจ​และ​ซึ้ง​ใจ​ใน​เวลา​เดียวกัน ย้ำ​กับ​เขา​ทั้ง​น้ำตา “นน​เลือก​แล้ว...ได้ยินไหม​คะ นน​เลือก​อา​รุม​แล้ว ก็​แปล​ว่าน​น​จะ​ไม่​เปลี่ยนใจ จะ​ต้อง​เป็น​ยัง​ไง​นน​ก็​จะ​สู้​ให้​ถึงที่​สุด”

“ผม​ได้ยิน​แล้ว​นน ผม​ขอโทษ​นะ” อา​รุม​ดึง​แฟนสาว​เข้า​มาก​อด​ด้วย​ความ​รัก นีร​นุช​แอบ​มอง​เงียบๆ โล่ง​ใจ​เหมือน​ยก​ภูเขา​ออก​จาก​อก...

ฝ่าย​โยธิน​พอก​ลับ​ถึง​บ้าน​ก็​ถู​กอ​ว​ลอบ​ซัก​ถาม​เรื่อง​วิศนี​กับ​พ่อ ชาย​หนุ่ม​บอก​ว่า​กว่า​จะ​เคลียร์​กัน​ได้​ก็​เหนื่อย เพราะ​วิศนี​ฤทธิ์​เยอะ​กว่า​ที่​คิด

“แม่​ไม่​เข้าใจ​ว่า​ทำไม​แก​ถึง​ให้​แม่​โทร.​ไป​บอก​ทาง​บ้าน​เขา ผู้หญิง​คน​อื่น​ไม่​เห็น​แก​จะ​ปล่อย​กลับ​บ้าน​ง่ายๆอย่าง​นี้​นี่”

“ผม​บอก​คุณ​แม่​แล้ว​ว่า​วิศนี​ไม่​ใช่​ผู้หญิง​ทั่วๆไป ผม​ต้องการ​ซื้อ​ความ​เชื่อใจ​จาก​เขา แล้ว​ผม​ก็​ต้อง​ชนะ​ใจ​ครอบครัว​เขา​ด้วย”

“งั้น​ก็ดี แม่​ก็​อยาก​ให้​แก​จริงจัง​กับ​เขา” อว​ลอบ​วาง​ซอง​เอกสาร​ลง​บน​โต๊ะ​ตรง​หน้า​ลูก​ชาย “นี่​โน​ติ๊ส​จาก​ธนาคาร เรา​ใกล้​จะ​เหลือ​แต่​ตัว​เต็มที​แล้ว​นะ​โย เพราะ​ความ​ล้มเหลว​ที่​พ่อ​แก​ทิ้ง​เอา​ไว้​ก่อน​ตาย แม่​ทน​สภาพ​นั้น​ไม่ได้​นะ โย​ต้อง​ช่วย​แม่”

โยธิน​นิ่ง​งัน มอง​เอกสาร​สลับ​กับ​หน้า​แม่​ที่​หวาดหวั่น​ทุกข์​ใจ​อย่าง​เห็น​ได้​ชัด

ooooooo

เพราะ​คิด​ว่า​วิศนี​ไม่​กลับ​มา​ทำ​งาน​ใน​ตำแหน่ง​เลขา​ของ​ตน​แน่​แล้ว วัน​รุ่ง​ขึ้น​อา​รุม​จึง​ให้​นนทลี​พา​นีร​นุช​มา​สมัคร และ​เขา​จะ​คุย​กับ​อำนวย​ด้วย​ตัว​เอง แต่​พอ​เข้าไป​พบ​ต้อง​อึกอัก​พูด​ไม่​ออก​เพราะ​วิศนี​อยู่​ด้วย แถม​ท่าที​ของ​สอง​พ่อ​ลูก​ก็​ชื่นมื่น​เหมือน​ไม่​มี​เรื่อง​บาดหมาง

อา​รุม​แอบ​ดีใจ​กับ​วิศนี แต่​อีก​ใจ​ก็​สงสาร​นีร​นุช และ​เมื่อ​นีร​นุช​เห็น​วิศนี​ก็​พอ​จะ​เดา​เรื่อง​ได้ อีก​ทั้ง​ไม่​ต้องการ​ให้​ใคร​ต่อ​ใคร​เม้าท์​ว่า​เธอ​เป็น​เด็ก​เส้น จึง​ผลุนผลัน​ออก​จาก​บริษัท​ไป​ด้วย​ความ​ผิดหวัง ฝ่าย​วิศนี​พอ​รู้​จาก​อา​รุม​ว่า​นีร​นุช​ตั้งใจ​มา​ทำ​งาน​แทน​ตน ก็​อด​พูดกระทบ กระแทก​เขา​ไม่ได้

“งั้น​คุณ​ก็​ต้องโทษ​ตัว​เอง​ที่​ไป​ฟ้อง​พ่อ​ว่า​ฉัน​หนี​ไป​อยู่​โรงแรม จน​ฉัน​ถูก​ตาม​ตัว​กลับ​บ้าน​แล้ว​ก็​ต้อง​กลับ​มา​เป็น​ลูกน้อง​คุณ​เหมือน​เดิม”

“ผม...เปล่า”

“ไม่​ใช่​คุณ​แล้ว​จะ​เป็น​ใคร”

“ผม​ไม่​ใช่​คน​ปากมาก​นะ​คุณ​วิศนี คุณ​คิด​ว่า​ผม​จะ​กล้า​บอก​ท่าน​ประธาน​เหรอ​ ว่า​ลูก​สาว​ของ​ท่าน​ไป​ทำ​อะไร​ที่​โรงแรม...กับ​ใคร”

“นี่ พูด​ให้​ดีๆนะ”

“ผม​พูด​ตาม​ที่​เห็น...ที่​คุณ​ทำให้​ผม​เห็น”

วิศนี​อึ้ง​ไป นึก​ได้​ว่า​ตน​เอง​แกล้ง​หลอก​อา​รุม​ว่า​นัด​พบ​กับ​โยธิน​จริง

“อย่าง​ที่​คุณ​พูด​ไว้ มัน​เป็น​เรื่อง​ส่วนตัว​ของ​คุณ ต่อ​ให้​คุณ​ไม่​ลา​ออก​แต่​ทิ้ง​งาน​ไป​กับ​แฟน​เฉยๆ ผม​ก็​ไม่​มี​สิทธิ์​เอา​ไป​พูด”

วิศนี​เป็น​ฝ่าย​โดน​มากๆเข้า​ก็​เกิด​หมั่นไส้​อยาก​กวน​ประสาท​เขา​บ้าง เธอ​เดิน​อมยิ้ม​มา​จ้อง​หน้า​หา​ว่า​เขา​พูด​เหมือน​หึง​หวง อา​รุม​เขิน​ทำตัว​ไม่​ถูก ลึกๆก็​เอะใจ​กับ​ความรู้สึก​ตัว​เอง แต่​นนทลี​เปิด​ประตู​เข้า​มา​เห็น​ไม่​พอใจ​อย่าง​มาก เดิน​หน้า​ตึง​กลับ​ออก​ไป​ หลังจาก​บอก​อา​รุม​ว่า​น้อง​สาว​ของ​ตน​กลับ​ไป​แล้ว

เมื่อ​กุสุมา​รู้​เรื่อง​จาก​นนทลี​ก็​ยิ่ง​ตอก​ย้ำ​ว่า​วิศนี​ไว้ใจ​ไม่ได้ ยุ​เพื่อน​ให้​หาทาง​ตัด​ไฟ​แต่​ต้น​ลม ส่วน​วิ​เวียน​กับ​ยุพเยาว์​ที่​ได้ยิน​โดย​บังเอิญ​ถึง​กับ​หู​ตา​พอง​ก๋า ซุบซิบ​กัน​ใหญ่​ถึง​ความ​สัมพันธ์​ของ​อา​รุม​กับ​วิศนี ฝ่าย​นีร​นุช​ที่​กำลัง​จะ​กลับบ้าน เธอ​ออก​มา​เจอ​เดช​ชาติ​ที่​ป้าย​รถ​เมล์ สอง​คน​พูด​คุย​กัน​ครู่​หนึ่ง​  ก่อน​ที่​นีร​นุช​จะ​ตาม​เดช​ชาติ​กลับ​เข้า​มา​เพื่อ​ทำ​งาน​ชั่วคราว​ที่​บริษัท​ต้องการ​คน​อยู่

เดช​ชาติ​รับรอง​มั่นเหมาะ​ว่า​งาน​นี้​ไม่​มี​เรื่อง​เหมือน​ตอน​เสี่ย​โชค แต่​พอ​นีร​นุช​ตาม​เขา​เข้า​มา​เห็น​พริตตี้​สาว​แต่งตัว​เซ็กซี่​สาม​สี่​คน​ก็​เข้าใจ​ไป​เอง​ว่า​คือ​งาน​ประเภทนี้ เธอ​ตบ​หน้า​เดช​ชาติ​ฉาด​หนึ่ง​แล้ว​ผลุนผลัน​ออก​ไป​ทันที

พัก​กลางวัน วิศนี​ไม่​มี​เพื่อน​กิน​ข้าว เดช​ชาติ​ออก​มา​เห็น​เธอ​ยืน​เคว้ง​อยู่​หน้า​บริษัท​จึง​ชวน​ไป​กิน​ข้าวแกง​ร้าน​ประจำ​ที่​ทั้ง​ถูก​และ​อร่อย แล้ว​ยัง​ชวน​เธอ​ไป​กิน​มื้อ​เย็น​ฝีมือ​แม่​ของ​ตน​ที่​บ้าน​ด้วย ถือ​เป็น​การ​เลี้ยง​ขอบคุณ​ที่​เธอ​ช่วย​ประกัน​ตัว​เขา​เมื่อ​วัน​ก่อน

ขณะ​สอง​คน​กำลัง​เจริญอาหาร​อยู่​ใน​ร้าน อา​รุม​กับ​นนทลี​เดิน​เข้า​มา​เห็น นนทลี​จงใจ​พูด​ให้​อา​รุม​เข้าใจ​ว่า​ทั้ง​คู่​ชอบพอ​กัน และ​เรา​ไม่​ควร​เข้าไป​ทัก พวก​เขา​อาจจะ​ต้องการ​เวลา​ส่วนตัว อา​รุม​สีหน้า​เรียบ​เฉย​แต่​ก็​ยอม​ตาม​แฟน​สาวก​ลับ​ออก​มา​ขึ้น​รถ​เพื่อ​ไป​กิน​ร้าน​อื่น

เดช​ชาติ​ตา​ไว​เห็น​เพื่อน​กับ​แฟน​สาว บ่น​แปลก​ใจ​ทำไม​ทั้ง​คู่​ไม่​เข้า​มา วิศนี​พูด​โพล่ง​ว่า ​เขา​อาจจะ​เห็น​หน้า​เธอ​แล้ว​กิน​ไม่​ลง ก็​เลย​เปลี่ยนใจ

“ทำไม​พูด​อย่าง​นั้น​ล่ะ​ครับ​คุณ​วิศนี”

“ก็​จริง​นี่​คะ ฉัน​กับ​เพื่อน​คุณ​ไม่​ลงรอยกัน​นัก​หรอก ทำ​งาน​กัน​ไป​ก็​ทะเลาะ​กัน​ไป”

“อา​รุม​น่ะ​เหรอ​ครับ ปกติ​มัน​เป็น​คน​ใจเย็น​นา”

“ก็​ฉัน​ทำให้​เขา​ตบะ​แตก​ตั้งแต่​วัน​ที่​รถ​ชน​กัน​แล้ว​ไง​คะ ​คุณ​จำ​ไม่ได้​เหรอ อย่าง​วัน​นี้​เขา​คง​อารมณ์​เสีย​น่าดู​ที่​เห็น​ฉัน​กลับ​มา​ทำ​งาน เขา​คง​แช่ง​ให้​ฉัน​ลา​ออก​ทุก​วัน”

“ผม​ว่า​ไม่​ใช่​มั้ง ถ้า​อา​รุม​ไม่​พอใจ​คุณ​วิศนี มัน​ก็​ไม่​น่า​จะ​ช่วย​พูด​กับ​ท่าน​ประธาน​เรื่อง​เมื่อ​วาน​นะ​ครับ”

วิศนี​ชะงัก เงย​หน้า​มอง​เดช​ชาติ​อย่าง​แปลก​ใจ

“ก็​ตอน​ที่​คุณ​ออก​จาก​บริษัท​ไป ผม​ก็​โดน​เรียก​ไป​ยื่น​ซอง​ขาว อา​รุม​นี่แหละ​ครับ​เป็น​คน​ช่วย​อธิบาย​เรื่อง​ทั้งหมด มัน​ยัง​ช่วย​แก้ตัว​ให้​คุณ​ที่​โดน​เสี่ย​โชค​โทร.​มา​ใส่ร้าย”

“จริง​เหรอ​คะ มิน่า​ล่ะ...”

“มิน่า​อะไร​ครับ”

“ก็​เขา​ไป​เจอ...” เธอ​ชะงัก เปลี่ยนใจ​ไม่​เล่า​เรื่อง​เจอ​กัน​ที่​โรงแรม ตอบ​เลี่ยง​ไป​ว่า “เปล่า​หรอก​ค่ะบางที​ เขา​ชอบ​ดุ​ฉัน ฉัน​ก็​เลย​คิด​ว่า​เขา​ไม่​ชอบ​หน้า​ฉัน​น่ะ”

“อา​รุม​เป็น​คนจริง​จัง​ครับ​คุณ​วิศนี เพราะว่า​มัน​ต้อง​เลี้ยง​ตัว​เอง​มา​ตั้งแต่​เด็กๆ ก็​เลย​ยิ้ม​กับ​ใคร​ไม่ค่อย​เป็น แต่​จริงๆแล้ว​มัน​เป็น​คน​มี​น้ำใจ​นะ​ครับ”

วิศนี​นิ่ง​คิด นึกถึง​อา​รุม​ด้วย​ความรู้สึก​ดี​ขึ้น ไม่​อคติ​เหมือน​ก่อน

ooooooo

อา​รุม​รู้สึก​ขุ่นมัว​โดย​ไม่​รู้ตัว​ที่​เห็น​เดช​ชาติ​กับ​วิศนี​สนิทสนม​กัน พอ​ต้อง​เจอ​นนทลี​เรื่อง​มาก​เลือก​ร้าน​อาหาร​กลัว​จะ​ไม่​สะอาด กิน​แล้ว​ท้องเสีย อีก​ทั้ง​เวลา​พัก​กลางวัน​ก็​ใกล้​จะ​หมด​แล้วด้วย เขา​จึง​บ่น​เธอ​เล็กน้อย​ก่อน​จอด​รถ​ที่​หน้า​ร้าน​หนึ่ง​ริม​ถนน

“ร้าน​นี้​แหละ ใกล้​หมด​เวลา​พัก​เที่ยง​แล้ว ถ้า​ไม่​ทาน​แถว​นี้​ ผม​ว่า​เรา​คง​กลับ​ไป​ทำ​งาน​ไม่ทัน”

“เลท​นิดหน่อย​จะ​เป็น​อะไร​ไป​คะ อา​รุม​ก็​ระดับ​ผู้จัดการ​นะ”

“ก็​เพราะ​เป็น​ผู้จัดการ​น่ะ​สิ ถึง​ต้อง​ทำ​เป็น​ตัวอย่าง​ลูกน้อง​ เรา​ทาน​กัน​แถว​นี้​เถอะ​ครับ ลอง​ดู อาจจะไม่แย่​ อย่าง​ที่​นน​คิด​ก็ได้” เขา​เปิด​ประตู​จะ​ลง​ไป แต่​นนทลี​ส่าย​หน้า​ดิก

“งั้น​อา​รุม​ลง​ไป​แล้วกัน นน​ไม่​ทาน​แล้ว นนยอม​หิว​ดี​กว่า​อาหาร​เป็น​พิษ​ทีหลัง”

อา​รุม​เซ็ง​สุดๆ มอง​หน้า​แฟน​สาว​แล้ว​กระแทก​ประตู​ปิด​เหมือน​เดิม กลับ​เข้า​บริษัท​โดย​ไม่ได้​กิน​อะไร​กัน​ทั้ง​คู่...

วิศนีเดินมาที่ห้องกาแฟ เจออารุมพอดี เธอตั้งใจซื้อเฉาก๊วยมาฝากเขา อ้างชื่อเดชชาติบอกว่าเขาชอบ อารุมแปลกใจที่อยู่ๆ เธอมาเอาใจ ถามดักคอว่าทำอะไรผิดไว้หรือเปล่า ส่งจดหมายให้ลูกค้าหรือว่าแฟกซ์ผิด

“เห็นฉันเป็นคนยังไงเนี่ย ฉันซื้อมาฝากจริงๆ ไม่ได้จะเอามาไถ่โทษ ทานเลยนะคะ เดี๋ยวละลาย”

วิศนีกุลีกุจอเทเฉาก๊วยใส่ถ้วยแล้วยื่นให้ อารุมยังยึกยักบอกว่าไม่หิว แต่ท้องกลับร้องโครกครากขึ้นมาจนขายหน้า

“อย่างนี้คนโบราณเขาเรียกว่าปากอิจฉาท้อง อ้ะ เอาไปทานให้มันเย็นๆใจ จะได้มีแรงทำงานนะคะ”

อารุมเบือนหน้าหนีไม่ยอม แต่จะเดินออกไปก็ไม่ได้เพราะวิศนียืนขวาง หนำซ้ำเธอยังตื๊อหนักถึงขนาดตักเฉาก๊วยยื่นมาถึงปากเขา กุสุมาผ่านมาเห็นคาตาแต่รีบหลบออกไปก่อนที่ทั้งคู่จะรู้ตัว

อารุมเดินหนีวิศนีกลับมาที่ห้องทำงาน แต่เธอก็ยังถือถ้วยเฉาก๊วยตามมาให้อีก บอกว่าซื้อมาขอบคุณที่เขาช่วยเคลียร์เรื่องเสี่ยโชคจนพ่อของเธอเข้าใจ

“เรื่องแค่นี้ไม่ต้องเอาขนมมาเซ่นหรอก ผมไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์”

“เอ๊ะ คุณนี่ มีคนมาทำดีด้วยก็ไม่ชอบ ปกติฉันไม่ชอบเอาใจใครนะคะ โดยเฉพาะผู้ชาย”

“ผมควรจะภูมิใจใช่ไหม”

“ไม่ต้องภูมิใจก็ได้ แต่ช่วยทานขนมถ้วยนี้หน่อยจะได้ไม่เสียของ ถือว่าเป็นสัญญาสงบศึกระหว่างเรา...นะคะ... นะคะ” เธอลากเสียงอ้อน

อารุมใจแข็งต่อไปไม่ไหว ลดฟอร์มลงยื่นมือมารับถ้วย จังหวะที่มือสัมผัสกัน นนทลีเปิดประตูเข้ามาพอดี หญิงสาวยิ่งหน้าตูมเพราะเพิ่งฟังกุสุมาฟ้องมาหยกๆ ถามประชดว่าตนมาขัดจังหวะอะไรหรือเปล่า วิศนีถึงกับหน้าเจื่อน เดินกลับมาที่โต๊ะตัวเอง

“คุณวิศนีซื้อขนมมาฝากผมน่ะ”

“คงอร่อยใช่ไหมคะ อารุมเขาถึงยอมอดข้าวรีบกลับมารอทาน...วันนี้นนไม่กลับกับคุณนะคะ เดี๋ยวจะไปช็อปปิ้งกับสุ”

เธอพูดจบก็หันหลังกลับออกไปทันที วิศนีดูออกว่านนทลีเริ่มจะหึงตนเองเข้าแล้ว พอหันมาเห็นอารุมหน้าเครียดก็แอบสงสาร แนะนำให้เขาตามไปคุยกับแฟน หรือจะให้ตนไปคุยเองก็ได้ว่ามันเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่แล้วต้องนิ่งไปเพราะอารุมขอจัดการด้วยตัวเอง

ด้วยความไม่สบายใจที่ตัวเองเป็นต้นเหตุ ตกเย็นเลิกงานวิศนีดักเจอนนทลีเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจ แต่นนทลีบ่ายเบี่ยงไม่คุยด้วย เดินหนีไปกับกุสุมาด้วยท่าทีมึนตึง นั่นยิ่งทำให้วิศนีกระวนกระวายใจจนเดชชาติสังเกตได้ขณะนั่งรถไปกินข้าวเย็นฝีมือแม่ของเขา

แต่เมื่อไปถึงบ้านเดชชาติซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกทั้งหมดเจ็ดคน ความไม่สบายใจของวิศนีค่อยจางหาย เพราะแม่และน้องทุกคนของเดชชาติน่ารักและเป็นกันเองกับเธอมาก นีรนุชที่บังเอิญมาสอนการบ้านน้องๆของเดชชาติก็ร่วมวงอาหารด้วย หลังจากรู้ความจริงแล้วว่าตัวเองเข้าใจผิดเรื่องงานพริตตี้ ทั้งที่เดชชาติตั้งใจให้เธอแค่ช่วยดูแลลูกค้า

วิศนีพูดคุยกับทุกคนอย่างไม่ถือตัว โดยเฉพาะกับนีรนุชซึ่งเธอรู้ว่าเป็นน้องของนนทลี จึงพยายามผูกมิตรถามเรื่องงาน อยากให้สมัครตำแหน่งอื่น เธอจะลอง

คุยกับพ่อให้ แต่นีรนุชปฏิเสธความช่วยเหลือ เพราะยังคลางแคลงใจ ไม่รู้ว่าวิศนีจะมาไม้ไหนกันแน่

ด้านนนทลีกับกุสุมาที่ไปช็อปปิ้งด้วยกัน สองสาวเลือกเสื้อผ้ากันเพลิดเพลิน นนทลีซื้อหลายชุดโดยไม่แคร์ว่าอารุมจะบ่นหรือเปล่า เพราะเขาเคยพูดเสมอไม่อยากให้เธอใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ส่วนกุสุมาซื้อชุดเดียวแต่เป็นชุดที่เหมือนกับนนทลีมีอยู่แล้ว นนทลีไม่ค่อยพอใจนัก บ่นอุบว่าทำไมชอบซื้อเหมือนกัน เดี๋ยวก็ใส่มาชนกันจนได้

กุสุมาได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ไม่ตอบอะไร...สองสาวเดินต่อไปทางโรงหนัง เผอิญมีมิจฉาชีพวิ่งพรวดมาชนนนทลีเกือบล้มถ้าไม่ได้โยธินเข้ามาประคองไว้ แต่ภาพที่โยธินโอบประคองนนทลีก็ทำให้น้ำตาลกิ๊กสาวของเขาหึงหวงจนหน้ามืด สาดน้ำหวานใส่นนทลีทำให้เสื้อผ้าเปรอะไปหมด แถมยังตบหน้าโยธินอีกฉาดก่อนจะสะบัดพรืดจากไปด้วยความโมโห

โยธินขอโทษนนทลีแล้วรับผิดชอบด้วยการไปซื้อผ้าพันคอผืนใหญ่ราคาแพงมาให้เธอปกปิดรอยเปื้อนน้ำหวานกันน่าเกลียด พร้อมทั้งแนะนำตัวอย่างสุภาพก่อนจะแยกมาโดยไม่ลืมถามชื่อของเธอไว้ด้วย

กุสุมาเห็นท่าทีของชายหนุ่มก็อดกระเซ้าเพื่อนสาวไม่ได้ว่าเขาคิดอะไรกับเธอหรือเปล่า

“จะบ้าเหรอ เขาก็บอกแล้วว่าเขารู้สึกผิด”

“รู้สึกผิดจนต้องซื้อของแพงขนาดนี้มาไถ่โทษ แสดงว่าต้องรวยมาก”

“สำหรับคนรวยๆเงินแค่นี้มันคงไม่กี่บาทหรอก ก็ดีเหมือนกัน ฉันเคยอยากได้ แต่ไม่มีปัญญาซื้อ”

“ก็ถือว่าโชคดีที่เขามีแฟนงี่เง่าใจร้อน ลาภก็เลยลอยมาใส่เธอเต็มๆ”

กุสุมาหัวเราะสนุก ไม่ได้คิดอะไร แต่นนทลี

ที่กำลังลูบๆ คลำๆ ผ้าพันคอชะงักเล็กน้อย เหมือนได้คิดอะไรบางอย่าง

ooooooo

นีรนุชเห็นน้องๆของเดชชาติปลาบปลื้มชื่นชมวิศนีไม่ขาดปากก็แอบหมั่นไส้ และทนไม่ไหวต้องขอตัวกลับไปก่อนเมื่อได้ยินน้องทุกคนอยากให้วิศนีเป็นแฟนกับพี่ชาย

แม้บ้านของเดชชาติจะคับแคบแออัดไปสักหน่อย แต่วิศนีก็รับรู้ได้ถึงความอบอุ่นมีความสุขของทุกคน ต่างจากเธอที่มีบ้านหลังใหญ่โตแต่ขาดความอบอุ่น...

สมควรแก่เวลา วิศนีขอตัวกลับ เดชชาติเดินออกมาส่งเธอที่รถ วิศนีพอรู้ว่าบ้านนทลีอยู่ถัดไปจากที่นี่ เธอบอกเดชชาติว่าอยากคุยกับนนทลี

เวลานั้นเอง นนทลีเพิ่งกลับจากช็อปปิ้ง เธอเจออารุมตรงหน้าบ้าน สองคนปรับความเข้าใจกันได้ด้วยดี นนทลีเป็นฝ่ายขอโทษ ที่เธอเห็นเขาใกล้ชิดกับวิศนีที่บริษัทคงเป็นเรื่องเข้าใจผิด เพราะวันนี้เธอเองก็เพิ่งเจอเหตุการณ์คล้ายๆกันนี้ที่หน้าโรงหนังมาเหมือนกัน

“ถ้าไม่มีเรื่องนี้ นนก็คงไม่ทันได้คิดว่าความเข้าใจผิดมันเกิดขึ้นง่ายขนาดไหน โดยเฉพาะถ้าเราไม่มีความเชื่อมั่นในตัวคนที่เรารัก นนหวั่นไหวกับคำพูดของคนอื่นมากไป จนลืมไปว่านนรู้จักอารุมดีกว่าพวกเขา นนขอโทษที่นนไม่เชื่อใจคุณ...นนรักคุณค่ะ นนสัญญาว่าจะหนักแน่นกว่านี้นะ”

อารุมยิ้มอย่างโล่งใจ ดึงนนทลีเข้ามากอดแน่นอย่างมีความสุข วิศนีกับเดชชาติยืนมองอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้าไปทัก แล้วตัดสินใจเดินกลับออกมาเงียบๆ

วิศนีขับรถกลับบ้านด้วยสีหน้าเศร้าๆ เหงาๆ เพราะความผูกพันทางใจต่ออารุมได้เกิดขึ้นแล้วโดยไม่รู้ตัว...ส่วนนนทลีกับอารุม พอเข้าไปในบ้านรู้จากนีรนุชว่าวิศนีมากินข้าวบ้านเดชชาติ และเธอยังถามหานนทลีด้วย คู่รักสบตากันอย่างเข้าใจว่าวิศนีถามหาเพราะอะไร แต่อารุมรีบกลบเกลื่อนว่าสงสัยจะเป็นเรื่องงาน

“โอ๊ย พี่ชาตินะ หน้าบานเป็นกระด้ง เจริญอาหารกว่าใครเพื่อนเลย นี่ถ้าคุณวิศนีอะไรนี่มาบ่อยๆ มีหวังพี่ชาติได้อ้วนตาย” นีรนุชทำท่าค้อนลมแล้งปะหลับปะเหลือก

“แล้วเราไปยุ่งอะไรกับเขาล่ะ” นนทลีถามยิ้มๆ

“ก็มันหมั่นไส้นี่นา ทำเป็นออกตัวแรงอย่างกับผู้หญิงเขาจะเอาจริงๆงั้นแหละ คนอย่างนั้นเขาไม่สนระดับพี่ชาติหรอก เขาก็ต้องเลือกหนุ่มๆไฮโซระดับเดียวกันอยู่แล้ว”

“นุชแน่ใจนะว่าไม่ได้หึงไอ้ชาติ” อารุมแซวขึ้นมา นีรนุชทำตาโตร้อนตัวมาก

“นุชเนี่ยนะหึง ตายแล้วๆ ไม่มีทางเลยพี่อารุม นุชมีแต่จะถวายพานให้คนมาเอาพี่ชาติไปเป็นสามีซักที จะได้ร่วมอนุโมทนาสาธุด้วย แต่ที่พูดเนี่ยเพราะกลัวจะถูกหลอกให้อกหักเล่นเฉยๆ ไม่ได้หึงเลยจริงๆ”

นีรนุชจ้องอารุมกับนนทลีสีหน้าจริงจัง แต่ทั้งสองยิ้มมีเลศนัยจนคนจ้องยิ่งร้อนตัว

“โอ๊ย...นุชไปนอนดีกว่า ง่วงแล้ว ฝันดีนะคะ” นีรนุชรีบลุกออกไป เพราะกลัวจะถูกจับผิดมากกว่าเดิม อารุมกับนนทลีมองตามแล้วหันมาอมยิ้มให้กันอย่างรู้ทัน

ooooooo

เพราะกลัวใจตัวเองจะหวั่นไหวไปกว่านี้ วันรุ่งขึ้นมาทำงานวิศนีจึงไม่ตอแยอารุมเหมือนแต่ก่อน ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเอง พูดน้อยลง แถมปฏิเสธทันทีที่เขาชวนไปดูโรงงาน อารุมรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนไปของเธอที่ทำตัวเหินห่างแถมยังนัดแนะกับเดชชาติให้ได้ยิน

เย็นนั้น วิศนีไปช่วยแม่ของเดชชาติขายขนมหวานที่ตลาดอย่างสนุกสนาน แต่ไม่คาดคิดว่าจะเจอกรแก้วกับบรรดาคุณหญิงคุณนายที่มาลงพื้นที่เพื่อระดมทุนช่วยเหลือชาวบ้านละแวกนี้ที่ยังขาดสาธารณูปโภค การพบกันของสองฝ่ายสร้างความอับอายให้กรแก้วอย่างมาก เพราะวิศนีกำลังเต้นแร้งเต้นกากับน้องๆของเดชชาติเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้คนให้ซื้อขนม อีกทั้งเพื่อนๆจากสมาคมที่มาด้วยกันก็จำวิศนีได้ว่าเป็นลูกเลี้ยงของกรแก้ว

ยิ่งแม่เลี้ยงอับอายขายหน้ามากเท่าไหร่ วิศนียิ่งสะใจ คะยั้นคะยอเธอกับเพื่อนๆให้ช่วยอุดหนุนสินค้าในตลาด กรแก้วไม่พอใจแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เพราะกลัวเสียหน้า จำต้องเหมาสินค้าทั้งของกินของใช้กลับไปเต็มรถ

แม่เดชชาติกับน้องๆดีใจที่ขายขนมหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว ทุกคนพากันกลับบ้านพร้อมวิศนีที่ต้องมาเอารถที่จอดทิ้งไว้ บังเอิญเจออารุมกำลังวุ่นวายกับรถตัวเองที่สตาร์ตไม่ติดอยู่หน้าบ้านนนทลี

นนทลีจับตามองท่าทีสนิทสนมของวิศนีกับเดชชาติแล้วคลี่ยิ้มเบาใจ เริ่มคลายระแวงว่าวิศนีคงไม่ได้คิดอะไรกับอารุม และเมื่อวิศนีเอ่ยปากให้อารุมติดรถเธอกลับบ้าน นนทลีจึงไม่อิดออดหรือห้ามปรามแฟนหนุ่ม กลับสนับสนุนให้เขารีบไป จะได้ไม่ต้องเสียเวลารอแท็กซี่แต่คนที่ไม่เห็นด้วยคือนีรนุช เธอบ่นพี่สาวปล่อยไปแบบนั้นได้ยังไง ทั้งที่วิศนีไม่น่าไว้ใจ นนทลีตอบด้วยความมั่นใจว่า วิศนีจะเป็นยังไงตนไม่สน ตนไว้ใจอารุมคนเดียวก็พอ

ขณะนั่งรถมาด้วยกัน วิศนีพยายามโน้มน้าวให้อารุมเปลี่ยนรถคันใหม่แทนคันเก่าที่ต้องซ่อมบ่อยๆ แต่เขาก็ไม่คล้อยตาม แล้วถามเธอว่ารถคันนี้เจิมมาหรือยัง หญิงสาวหัวนอกทำหน้างงๆ ถามว่าเจิมทำไม?

“เพื่อเป็นสิริมงคลไง ส่วนใหญ่คนออกรถใหม่ๆเขาจะเอารถไปให้พระท่านเจิม จะได้ใช้งานได้ราบรื่นไม่เจออุบัติเหตุ”

“แล้วฉันต้องไปวัดไหนล่ะคะ ต้องเอาอะไรไปบ้าง เสียเงินหรือเปล่า”

อารุมมองหน้าเธออย่างเอือมๆ ก่อนหยิบนามบัตรตัวเองออกมาเขียนชื่อวัดลงด้านหลังแล้วยื่นให้ “คุณไปที่วัดนี่ก็ได้ ถ้าวันไหนว่างๆ”

“ทำไมคะ พระท่านเจิมเก่งเหรอ”

“ไม่มีที่ไหนเก่งกว่ากันหรอก เจิมที่ไหนก็เหมือนกัน แต่วัดนี้ผมเคยอยู่ ผมรู้ว่าหลวงตาท่านทำให้ได้”

“อ๋อ ขอบคุณค่ะ”

“รีบไปทำซะ ก่อนที่คุณจะทะเล่อทะล่าไปชนใครเข้า คุณอาจจะไม่โชคดีเหมือนคราวที่แล้วนะ”

วิศนีไม่พูดอะไรแต่แอบหมั่นไส้ คิดในใจว่าเขาหาเรื่องหลอกด่าเธออีกแล้ว...เมื่อเธอกลับไปถึงบ้านตัวเอง เห็นประยุทธกำลังขนข้าวของในรถกรแก้วไปแจกจ่ายกันกินกับคนรับใช้ วิศนีหงุดหงิดขึ้นมาทันที ถือจานผลไม้กับขนมหวานเข้าไปจิ้มกินต่อหน้ากรแก้วที่กำลังละเอียดอาหารตำรับผู้ดีอยู่คนเดียว

กรแก้วปรายตามองและปฏิเสธไม่กินเมื่อวิศนีเชิญชวน แค่นั้นเองวิศนีปรี๊ดแตก แดกดันว่าของที่ซื้อจากตลาดสดมันน่ารังเกียจจนกินไม่ลงเลยเหรอ

“ฉันไม่ค่อยชอบทานของพวกนี้ ที่ซื้อก็เพราะอยากช่วยพวกเขา”

“เขาคงเสียใจมาก ถ้ารู้ว่าบรรดาคุณหญิงคุณนายทั้งหลายที่แท้ก็จ่ายเงินซื้อความสบายใจให้ตัวเอง เพียงแค่ให้ได้รู้สึกว่าทำบุญช่วยเหลือคนด้วยเงินแล้วก็พอ”

กรแก้วไม่พอใจ เสียงเริ่มเข้มขึ้นบ้าง “พวกฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปเดินตลาด แค่จะไปดูว่าชาวบ้านต้องการความช่วยเหลืออะไร จะได้นำเงินไปช่วยทีหลัง แต่หนูเองไม่ใช่เหรอที่บีบให้พวกฉันต้องซื้อข้าวของที่ไม่ต้องการ เพื่อให้พวกเขาได้เงิน แล้วหนูจะมาโกรธอะไรฉัน”

“นั่นสินะ ฉันผิดเองที่เจ้ากี้เจ้าการ แล้วก็ไม่เข้าใจระบบของพวกสมาคมไฮโซว่าพวกเขาถนัดการทำบุญเอาหน้ามากกว่าจะทำด้วยใจเมตตาจริงๆ”

“หนูไม่ต้องเข้าใจฉันก็ได้ ขอให้เข้าใจว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ก็พอ”

“ฉันทำอะไร”

“หนูสนิทสนมกับนายเดชชาติอะไรนั่นมากแค่ไหน”

“อ๋อ...ก็มากเท่าที่ผู้ชายกับผู้หญิงจะสนิทกันนั่นแหละค่ะ”

“เขาเป็นพนักงานบริษัท เป็นลูกน้องเรา อย่าไปเล่นหัวกับเขามาก ไม่งั้นอีกหน่อยพอหนูขึ้นมาคุมบริษัทคุณพ่อ หนูจะเอาเขาไม่อยู่”

“ท่าทางคุณจะรู้จักเขาดีกว่าฉันนะคะ”

“ฉันเตือนด้วยความหวังดี”

“ขอบคุณที่เตือน แต่ถ้าจะกรุณาช่วยเอาใส่สมองไว้ด้วยว่าอะไรที่คุณห้าม ฉันจะทำตรงกันข้ามทุกอย่าง” วิศนีท้าทายแล้วลุกพรวดเดินปึงปังออกไปโดยไม่สนใจว่ากรแก้วจะรู้สึกอย่างไร

กรแก้วไม่พอใจ คิดหาทางแยกวิศนีกับเดชชาติด้วยการบอกเล่าให้อำนวยฟังถึงความสนิทสนมของทั้งคู่ อำนวยฟังแล้วรับไม่ได้เหมือนกัน จึงตามใจกรแก้วที่คิดจับคู่วิศนีกับโยธินลูกชายของอวลอบ

วันรุ่งขึ้น อำนวยและกรแก้วหลอกวิศนีไปเจอ

อวลอบกับโยธินที่ร้านอาหาร แล้วจะให้หนุ่มสาวเล่นละครการกุศลคู่กัน โยธินยินดีไม่มีปัญหา แต่วิศนีโกรธมากประกาศทันควันว่าไม่เล่น แล้วลุกหนีออกมาโดยไม่ฟังเสียงเรียกของใครทั้งนั้น พออำนวยและกรแก้ววิ่งตามมา วิศนีก็โวยวายใส่พ่อว่าทำแบบนี้ได้ยังไง เห็นตนเป็นเด็กห้าขวบเหรอ ถึงจะจับให้แสดงบ้าบออะไรโดยไม่ถามตนสักคำ

“มันเป็นงานการกุศลที่คุณกรแก้วเป็นแม่งาน แล้วบริษัทเราก็เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ทุกปี เราต้องมีส่วนร่วมในงานนี้”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหนูล่ะ”

“ก็แกเป็นลูกพ่อ เป็นหน้าเป็นตาของพ่อไง จะให้พ่อเอาใครที่ไหนก็ไม่รู้มาเป็นตัวแทนบริษัทได้ยังไง”

วิศนีกระสับกระส่ายหงุดหงิด อำนวยพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบ

“วิศนี...ฟังพ่อนะ งานนี้เป็นงานสำคัญ เพราะพ่ออยากเปิดตัวลูกสาวให้คนในสังคมได้รู้จักอย่างเป็นทางการ มันจะได้ประโยชน์เมื่อหนูขึ้นมารับช่วงบริษัทต่อจากพ่อ เข้าใจไหม”

“แต่หนูไม่อยากแสดง ให้หนูไปทำอย่างอื่นไม่ได้ เหรอคะ”

“ไม่ได้หรอกจ้ะ ที่ประชุมสรุปออกมาแล้วว่าจะให้โยธินเป็นพระเอก แล้วหนูก็คือคนที่เหมาะสมที่จะคู่กับเขาที่สุด”

วิศนีมองหน้ากรแก้วอย่างคลางแคลงใจ ถามย้ำว่านี่มันละครหรือเรื่องอะไรกันแน่ กรแก้วกับอำนวยหลบสายตา วิศนียิ่งเอะใจ

“พ่อหวังมากกว่านั้นใช่ไหมคะ หวังมากกว่าจะให้หนูเล่นละครคู่กับเขาเฉยๆใช่ไหม”

อำนวยทนไม่ไหวถึงกับพูดโพล่งว่า ยังไงเขาก็ดีกว่าเซลส์ขายรถในบริษัทก็แล้วกัน เท่านั้นเองวิศนีเข้าใจกระจ่างชัด หันขวับไปจ้องกรแก้ว คาดคั้นว่าเอาความคิดอะไรไปใส่หัวพ่อของตน

“ฉันหวังดีกับหนูนะจ๊ะ วิศนี”

“คุณมีสิทธิ์มายุ่งกับเรื่องส่วนตัวของฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าเผื่อคุณลืมไป ฉันจะเตือนสติให้อีกทีนะคุณเป็นแค่เมียพ่อฉันเท่านั้น ไม่ใช่แม่ฉัน แล้วก็จะไม่มีวันมีความสำคัญมากกว่านั้นด้วย”

วิศนีพูดจบก็วิ่งขึ้นรถขับออกไปอย่างรวดเร็ว จุดหมายปลายทางคือบ้านแม่แวว แต่เพราะอารมณ์โมโหเลยไม่ได้บันยะบันยัง ขับชนถังขยะหน้าบ้านโครมครามจนแวววิ่งหน้าตื่นออกมา

วิศนีกำลังเซ็งพ่อและแม่เลี้ยง เมื่อรู้ว่าแววจะไปเล่นไพ่นกกระจอกที่บ้านคุณนายลิ้นจี่จึงติดตามไปด้วย และที่นี่เองเธอได้พบกับวิเศษลูกชายของลิ้นจี่ เพียงเห็นแค่แวบแรก วิเศษถูกตาต้องใจวิศนีอย่างจัง แต่เพราะความเป็นคนขี้อายจึงไม่ค่อยกล้าพูดคุยด้วย

ออกจากบ้านคุณนายลิ้นจี่ วิศนีไม่รู้จะไปไหนต่อ เผอิญเห็นนามบัตรอารุมที่ทิ้งไว้ในรถ จึงมุ่งหน้าไปวัดเพื่อให้พระเจิมรถ ขณะจอดรถเจอหลวงตาถือไม้กวาดยืนซวนเซเหมือนจะเป็นลม อารามตกใจเธอวิ่งพรวดเข้าไปจะประคอง แต่หลวงตาตกใจกว่าถึงกับร้องลั่นห้ามโยมเข้ามา

“หยุดๆ โยมจะมาแตะตัวอาตมาได้ยังไง อาตมาเป็นพระ”

“จริงด้วย หนูลืมไป ขอโทษค่ะ งั้นหนูจะไปตามคนอื่นนะคะ”

หญิงสาวกำลังจะวิ่งออกไป ทันใดเสียงอารุมทักหลวงตาดังขึ้น...เมื่อรู้ว่าหลวงตาไม่ค่อยสบาย อารุมประคองท่านไปพักผ่อนที่กุฏิ พลางบอกวิศนีว่าให้กลับไปก่อนแล้วค่อยมาใหม่วันหลัง

“เรื่องนั้นไม่เป็นไรค่ะ ฉันรอได้ แต่คุณน่าจะพาท่านไปหาหมอนะ”

“โอ๊ย...ไม่ไปๆ โรคคนแก่ นอนพักเดี๋ยวก็หายแล้ว” หลวงตาปฏิเสธพัลวัน

“หลวงตาน่าจะเลิกทำงานได้แล้วนะครับ ปล่อยให้พวกเด็กวัดทำดีกว่า”

“ก็เห็นอะไรเกะกะแล้วมันอดไม่ได้ จะหวังพึ่งไอ้พวกทโมนนั่นก็ไม่ไหว ไม่มีใครเหมือนเอ็งซักคนอารุม ขี้เกียจสันหลังยาวกันทั้งนั้น”

อารุมยิ้มเขิน บีบนวดแขนขาให้ท่านต่อ หลวงตาทอดสายตามองวิศนีแล้วเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนอารุมอยู่ที่นี่ แม่เขาเอามาฝากให้ช่วยดูแล วิ่งขึ้นลงกุฏิตั้งแต่ตัวกะเปี๊ยก ตอนนี้สูงใหญ่แทบจะคับกุฏิอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังแวะมาหาอยู่เรื่อยๆ

วิศนีฟังแล้วอมยิ้ม ยิ่งหลวงตาการันตีว่าอารุมเป็นเด็กดี เลี้ยงง่าย ไม่เคยสร้างความเดือดร้อน เธอมองเขาอย่างชื่นชม และซักถามต่อไปจนทราบความหมายชื่ออารุมที่หลวงตาตั้งให้แปลว่าชมพู่น้ำดอกไม้ ซึ่งเธอไม่รู้จักและคงไม่เคยกิน เพราะชมพู่พันธุ์นี้หายาก ไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน

อารุมเริ่มรู้สึกว่าวิศนีจะซอกแซกเรื่องส่วนตัวของตนมากเกินไป จึงตัดบทแยกเธอมาจากหลวงตา และเตือนเธอว่าอยู่ต่อหน้าพระควรสำรวมมากกว่านี้  เพราะท่านไม่ใช่เพื่อนเล่น

“ไม่เห็นท่านจะว่าอะไรเลย ท่าทางท่านยังอยากเล่าเรื่องคุณให้ฉันฟังอีก”

“คุณจะรู้ไปทำไม”

วิศนีจะบอกว่าเพราะเราเป็นเพื่อนกันแต่ไม่กล้าพอ ได้แต่อ้างว่าคนทำงานด้วยกันควรจะรู้จักกันไว้ไม่ใช่เหรอ

“งั้นคุณอยากรู้อะไรก็ถามผมมา”

วิศนีมองอารุมอย่างชั่งใจ ก่อนตัดสินใจถามว่าแม่เขาไปไหน ทำไมถึงให้เขามาอยู่วัด ชายหนุ่มนิ่งไปด้วยความรู้สึกสะเทือนใจแต่ก็ไม่คิดปิดบัง เดินนำเธอไปหยุดยืนตรงสถานที่เก็บอัฐิของแม่

“แม่ผมป่วยกระเสากระแสะมาตั้งแต่ผมจำความได้ ท่านรู้ว่าเราคงไม่ได้อยู่ด้วยกันนานนัก ก็เลยฝากผมมารับใช้หลวงตา ผมมาอยู่ที่นี่ได้ไม่ถึงปี...ท่านก็ไป”

“แล้วพ่อคุณล่ะคะ”

อารุมนิ่ง...เหมือนหาคำตอบที่เหมาะสมก่อนจะพูดเสียงแผ่วว่าตนไม่มีญาติที่ไหนอีก วิศนีเหลือบมองเขาด้วยความสงสาร ชีวิตเขาแสนเศร้ากว่าที่คิด

“ฉันเพิ่งรู้ว่าวันก่อนที่คุณบอกว่าคุณเคยเหงา เป็นเพราะอย่างนี้เอง”

“แต่ผมไม่ถือว่ามันเป็นปมด้อยหรอก หลวงตาสอน ไม่ให้ผมเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ท่านสอนให้ผมภูมิใจในตัวเอง”

“จริงค่ะ ชีวิตคุณตอนนี้น่าภูมิใจมาก” วิศนีชื่นชมพลางส่งยิ้มให้กำลังใจ

เมื่อทั้งคู่จะกลับออกจากวัด เดินผ่านสนามที่เด็กวัดกำลังเตะฟุตบอลกันอยู่ ทั้งแก๊งพอเห็นอารุมก็ตรงดิ่งมาชักชวน โดยมีชุดให้เปลี่ยนเสร็จสรรพ อารุมจึงปฏิเสธไม่ออก วิศนีเลยได้ยืนเชียร์อย่างสนุกสนาน ระหว่างนี้เอง นนทลีโทร.เข้ามือถืออารุมที่วางไว้ข้างสนาม วิศนีลืมตัวหยิบมากดรับ พอได้ยินเสียงผู้หญิงก็ตกใจ ยิ่งรู้ว่าเป็นใครก็ไปไม่เป็น ปล่อยให้เธอเรียกอยู่ครู่หนึ่งก่อนดัดเสียงตอบกลับว่าตนเป็นเพื่อนอารุม ตอนนี้เขากำลังเตะบอล มีอะไรฝากไว้ได้ นนทลีจึงฝากบอกอารุมโทร.กลับเธอด้วย

กว่าจะเลิกเล่นฟุตบอลก็เย็นย่ำใกล้ค่ำแถมเด็กๆยังบอกด้วยว่าคืนนี้มีงานวัด วิศนีจึงรบเร้าอารุมให้พาเที่ยว... สองคนเพลิดเพลินกับเกมสนุกๆ และกินขนมโบราณอร่อยๆ โดยเฉพาะวิศนีที่สนุกสนานเหมือนกลับเป็นเด็กอีกครั้ง จนอารุมเผลอมองเธอแล้วยิ้มออกมา วิศนีเห็นเข้าก็อดเปรยไม่ได้ว่า ชอบจังที่เขายิ้มแย้มแจ่มใส น่าจะยิ้มบ่อยๆ ไม่ใช่เอาแต่เคร่งเครียด

“ชีวิตผมมันไม่ค่อยมีอะไรให้ยิ้มมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว ผมก็เลยยิ้มไม่เก่ง”

“อย่าคิดอย่างนั้นสิคะ ชีวิตฉันเองก็ไม่มีเรื่องให้ยิ้มซักเท่าไหร่ แต่ฉันก็ยังพยายามจะยิ้มเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น”

“ชีวิตอย่างคุณเนี่ยนะ จะทุกข์อะไรนักหนา”

รอยยิ้มบนหน้าของหญิงสาวค่อยๆจางหาย กลายเป็นยิ้มเศร้าเข้ามาแทนที่

“ก็เอาเป็นว่า...ฉันเป็นเด็กบ้านแตก พ่อติดแม่เลี้ยง แม่ก็ติดไพ่ ไม่มีใครต้องการฉันจริงๆซักคน เพื่อนฝูงก็ไม่ค่อยมี เพราะพวกผู้หญิงหมั่นไส้ฉัน คิดว่าฉันแรง ส่วนผู้ชายก็เข้าหาฉันเพราะผลประโยชน์ แค่นี้ทุกข์พอไหมคะ”

“ผมว่าการที่คุณรู้ต้นเหตุความทุกข์ของตนเองแล้วพยายามยิ้มสู้มัน ก็แสดงว่ามันไม่แย่เกินไปนักหรอก”

“ฉันต้องพยายามค่ะ เพราะถ้าไม่สู้ ฉันก็คงเป็นบ้าไปนานแล้ว”

วิศนีทอดสายตาไปไกลอย่างเหงาๆ อารุมเหลือบมองโดยไม่พูดอะไรอีก...ความสงสารเห็นใจก่อตัวขึ้นเงียบๆ

หลังจากส่งอารุมถึงคอนโดฯแล้ว วิศนีขับรถกลับบ้านด้วยความเบิกบาน ส่วนอารุมเพิ่งเช็กโทรศัพท์เห็นชื่อนนทลี เขากำลังจะโทร.กลับไปก็พอดีเธอสวนมาเสียก่อน ถามเรื่องเตะฟุตบอลซึ่งรู้จากเพื่อนที่รับสายแทน อารุมรู้ทันทีว่าเป็นวิศนีแต่ก็ไม่พูดอะไรมาก บอกแค่ว่าเป็นเพื่อนที่นนทลียังไม่เคยเจอ แล้ววันหลังจะแนะนำให้รู้จัก...

ooooooo

ตอนที่ 4

หลังจากนนทลีกับโยธินเคยเจอกันด้วยความบังเอิญมาแล้วครั้งหนึ่ง นึกไม่ถึงว่าเช้าวันนี้สองคนจะพบกันอีก...

โยธินตั้งใจมาหาวิศนีที่บริษัทแต่พบนนทลีเดินอยู่กลางซอยจึงจอดรถรับเธอเข้ามาด้วย นนทลีชื่นชอบรถหรูใหม่เอี่ยมแอร์เย็นฉ่ำถึงกับนั่งเชิดคอตั้งอวดเพื่อนพ้องหลายคนที่เดินผ่าน บางคนเห็นแล้วแอบซุบซิบคาดเดาต่างๆนานา กระทั่งต่อมารู้ว่าหนุ่มรูปหล่อท่าทางร่ำรวยมาหาวิศนี เสียงวิพากษ์วิจารณ์จึงค่อยๆจางหายไป

วิศนีรู้จากลูกเกดกับชมพู่ว่าโยธินมาหา เธอหลบเข้าห้องทำงาน แถมอ้อนอารุมให้ช่วยโกหกว่าเธอไม่อยู่ แต่อารุมไม่เล่นด้วย เพราะอำนวยเพิ่งโทร.มาแจ้งเมื่อครู่นี้เองว่าจะมีคนมารับเธอไปซ้อมละคร ซึ่งเป็นงานของบริษัทที่เธอต้องมีส่วนร่วม

“แต่ฉันไม่อยากเล่นนี่”

“คุณเองก็สนิทกับคุณโยธินไม่ใช่เหรอ แล้วจะหลบหน้าเขาทำไม”

“ไม่สนิทเลย พ่อกับแม่เลี้ยงฉันต่างหากที่พยายามจะทำให้ฉันกับเขาสนิทกัน”

“แต่วันนั้นที่โรงแรม...”

“ฉันก็เจอเขาพร้อมกับคุณนั่นแหละ แต่ฉันอยากให้คุณเลิกตื๊อกลับไปทำงาน ก็เลยทำเหมือนนัดกันไว้... คุณอารุม ช่วยฉันหน่อยนะ ฉันไม่อยากไปเต้นแร้งเต้นกาเล่นละครอะไรนั่น ฉันอยากทำงาน ฉันสัญญานะว่าต่อไปนี้ฉันจะขยันทำทุกอย่างที่คุณสั่ง ไม่บ่ายเบี่ยง ไม่อิดออด ไม่มัวเล่นสนุก ฉันทำโอทีให้ฟรีๆเลยเอ้า”

เขามองท่าทางเธอขำๆ พลันเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น...อำนวยโทร.มา อารุมบอกว่าพร้อมแล้ว วิศนีกำลังจะออกไป แค่นั้นหญิงสาวก็หมดหนทางปฏิเสธ เดินหน้าง้ำไปอย่างสุดเซ็ง

กุสุมาเม้าท์แตกเมื่อรู้จากนนทลีว่าโยธินมารับวิศนี บอกว่าคู่นี้ที่เพื่อนของตนเห็นเข้าโรงแรมด้วยกันกลางวันแสกๆ ซึ่งฝ่ายชายเป็นลูกคุณหญิงอวลอบเจ้าของโรงแรมหกดาวกลางเมือง...นนทลีหูผึ่งตาพอง พอกลางวันเจออารุมตอนกินข้าวด้วยกัน เธอจงใจเกริ่นเรื่องนี้เพื่อให้อารุมรู้ว่าวิศนีมีแฟนแล้ว จะได้ไม่กล้าคิดอะไรกับหล่อน

“อารุมจำได้ไหมที่กุสุมาเคยเล่าให้ฟังว่าคุณวิศนีกิ๊กกับหนุ่มไฮโซอยู่คนนึง ผู้ชายคนที่มารับนี่แหละค่ะ สงสารชาตินะ ไม่รู้ว่าคุณวิศนีไปหยอดไว้แค่ไหน ถ้าเทียบกันยังไงเพื่อนเราก็แพ้”

อารุมรู้อยู่แล้วจึงไม่ได้ตกใจหรือเออออไปกับแฟนสาว เขาบอกเธอว่าคิดมากไป มันอาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้

“ไม่มีได้ยังไง อารุมก็เห็นว่าวันก่อนเขาเทียวไปเทียวมาบ้านเดชชาติ แต่วันนี้ออกไปกับอีกคน”

“เขาอาจจะเป็นเพื่อนๆกันหมด ผมว่านนอย่าฟังขี้ปากคนในออฟฟิศนักเลย” อารุมเตือนแล้วก้มหน้ากินข้าวต่อ นนทลีมองค้อน ขัดใจที่เขาไม่คล้อยตาม

“ท่าทางอารุมจะรู้จักเขาดีขึ้นมากเลยนะคะ”

อารุมชักสีหน้าไม่พอใจที่โดนเหน็บ ตอบกลับเสียงเรียบว่า ตนแค่ไม่อยากให้เธอยุ่งเรื่องคนอื่น มันเสียมารยาท...นนทลีถึงกับหน้าคว่ำด้วยความโมโห

ooooooo

โยธินพาวิศนีไปที่โรงแรมของตนเพื่อซ้อมละครการกุศลที่จะมีขึ้นเร็ววันนี้ อวลอบมาควบคุมดูแลด้วยตัวเอง พูดจาเอาอกเอาใจวิศนีจนหลายคนพากันหมั่นไส้ โดยเฉพาะบรรดานางแบบที่เคยเป็นกิ๊กเก่าของโยธิน ทุกคนเขม่นวิศนี และได้แพ็ตตี้ช่างวัดตัวผสมโรงไปด้วย

แพ็ตตี้ฉวยโอกาสกลั่นแกล้งวิศนีขณะวัดตัวเพื่อตัดชุดใส่เล่นละคร วิศนีรับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากลแต่ก็อดทนเอาไว้ แต่แล้วความอดทนก็สิ้นสุดลง เมื่อเธอบังเอิญได้ยินแพ็ตตี้กับบรรดานางแบบกิ๊กเก่าของโยธินเม้าท์ถึงสาเหตุที่ไม่ชอบเธอ ซึ่งข้อกล่าวหานั้นไม่เป็นความจริงเลยสักนิด

วิศนีปรากฏตัวด้วยสีหน้าท่าทีขึงขัง บอกทุกคนว่าเธอไม่ได้คิดจะมาแย่งของของใคร แล้วก็ไม่ได้ต้องการเป็นลูกสะใภ้คุณหญิงอวลอบ ที่มาเล่นละครก็เพราะเป็นหน้าที่

“ถ้าไม่อยากให้ฉันยุ่งกับผู้ชายของพวกคุณจริงๆ ก็ช่วยไปบอกคุณหญิงแม่ของเขาด้วยว่าให้เปลี่ยนเอาคนอื่นมาเล่นแทนฉัน เพราะฉันก็ไม่อยากเล่นเหมือนกัน กล้าไหมล่ะ มีปัญญาไหม ถ้าไม่มีก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป งานมันจะได้จบ แล้วก็ไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกันอีก เข้าใจหรือเปล่า”

แพ็ตตี้สะดุ้ง ขานรับเสียงแผ่วว่าเข้าใจแล้ว วิศนีกวาดตามองพวกนางแบบที่ไม่กล้าสู้หน้า สำทับเสียงเข้ม

“ได้ยินชัดแล้วนะว่าฉันไม่เอาผู้ชายของพวกคุณ อย่าหาเรื่องฉันอีก ไม่งั้นพวกคุณจะเสียใจ”

วิศนีเหวี่ยงเสร็จก็สะบัดหน้าออกจากห้องไป พวกแพ็ตตี้เจอของจริงถึงกับกลัวหงอ คงไม่กล้าตอแยอีกเป็นแน่...

กลับมาถึงบริษัทในบ่ายนั้น วิศนีบอกพ่อว่าตนขอถอนตัวไม่เล่นละครเพราะไม่ชอบโยธิน อำนวยไม่เห็นด้วยเพราะไปตัดชุดมาแล้ว ส่วนเรื่องชอบหรือไม่ชอบโยธินไม่น่าเอามาเป็นประเด็น แค่ให้เล่นละครด้วยกันเฉยๆ  ไม่ได้จะให้ไปแต่งงานกับเขาวันนี้พรุ่งนี้เสียเมื่อไหร่

“แต่หนูรู้ว่าพ่อกับคุณกรแก้วมีเจตนาอย่างนั้น คุณหญิงแม่เขาก็เหมือนกัน หนูบอกเลยนะคะว่ามันไม่สำเร็จหรอก เพราะหนูไม่ชอบผู้ชายเจ้าชู้ พวกนางแบบที่มาเดินในงานก็กิ๊กเขาทั้งแก็ง”

“เป็นคนเจ้าชู้ก็ไม่เห็นเสียหายอะไรเลยนี่ ธรรมชาติของผู้ชาย” พูดไปแล้วเห็นลูกสาวหน้างอ คนเป็นพ่อเลยตัดบทขอความเห็นใจ “เอาเถอะ เรื่องนั้นพ่อไม่บังคับใจแกหรอก ขอแค่เรื่องละครการกุศลนี่ก่อนก็แล้วกัน อย่าให้พ่อต้องเสียหน้าได้ไหมลูก”

วิศนีนิ่งไปนิดก่อนยินยอม แต่ยังมีข้อแม้อีกนิดหน่อยว่าต้องให้น้องๆทั้งห้าคนของเดชชาติเล่นละครด้วย และนีรนุชน้องสาวของนนทลีก็ต้องได้เดินแฟชั่นในงานนี้

ooooooo

วันต่อมา นนทลีจงใจเอาหนังสือพิมพ์เข้ามาอ่านข่าวซุบซิบในสังคมไฮโซให้อารุมฟังถึงห้องทำงาน

“เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว กับความรักของวิศนี สุริยาทิตย์ และ โยธิน ไกรคณิศร ทายาทโรงแรมดัง ทั้งคู่เลยจูงมือกันขึ้นเวทีละครรักหวานในงานกาล่าดินเนอร์ สุดสัปดาห์นี้ งานนี้ต้องปรบมือให้กรแก้ว สุริยาทิตย์ ที่ผลักดันลูกเลี้ยงสาวได้สำเร็จ”

อารุมกอดอกมองแฟนสาวอย่างไม่สบอารมณ์ เตรียมจะบ่นที่เธอยุ่งเรื่องคนอื่นอีกแล้ว นนทลีรู้ทันรีบออกตัวเสียก่อน

“นนไม่ได้อยากยุ่งเรื่องชาวบ้านนะคะ ที่เอาข่าวนี้มาให้ดูก็เพราะห่วงเดชชาติ อารุมเป็นเพื่อนเขา ยังไงก็เตือนกันไว้บ้างว่าอย่าหวังสูง อย่างคุณวิศนีเขาไม่มองคนระดับเราหรอก”

นนทลีทิ้งท้ายหนักๆเพราะตั้งใจจะปรามอารุมไว้ด้วยเหมือนกัน อารุมนิ่งอึ้ง มองข่าวในหนังสือพิมพ์แล้วเหลือบดูโต๊ะทำงานวิศนีที่ว่างเปล่าอย่างใจหายนิดๆ

ผลพวงจากข่าวนี้ทำให้กรองทองกับแกมกาญจน์แจ้นมาพบกรแก้วถึงบ้านด้วยความอยากรู้ข้อเท็จจริง

“ยังไม่จริงค่ะ แต่กรพยายามจะทำให้มันเป็นจริง”

“แสดงว่าเธอเอาแน่ใช่ไหม เรื่องที่จะให้หนูวิศนีแต่งงานออกไปเพื่อจะได้ไม่ต้องกระทบกระทั่งกับเธออีก”

“กรไม่รู้จะใช้วิธีไหนแล้วจริงๆค่ะคุณพี่ กรเหนื่อยที่ต้องรับมือกับเธอ ถ้าวิศนีแต่งงานไป เธออาจจะโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น คุณพี่ไม่เห็นด้วยเหรอคะ”

“เรื่องในครอบครัวของเธอ พี่คงตัดสินแทนไม่ได้ แต่พี่อยากจะเตือนว่าการทำแบบนี้มันมีผลที่ตามมาแน่ เธอเตรียมรับมือให้ดีก็แล้วกัน” กรองทองสรุป มองหน้าน้องสาวจริงจัง กรแก้วนึกๆแล้วกลุ้มเหมือนกัน

บ่ายวันเดียวกัน แววมีอาการโมโหฉุนเฉียวขึ้นมาทันทีที่เห็นข่าวลูกสาวกับชายหนุ่มที่กรแก้วจัดหาให้ หาว่ากรแก้วทำข้ามหน้าข้ามตาตนซึ่งเป็นแม่แท้ๆ คงคิด ว่าถ้าลูกของตนแต่งงานไป ตัวเองจะได้ฮุบสมบัติทั้งหมดของอำนวย

ชีพเองก็หวังพึ่งแวว ถ้ากรแก้วฮุบไปหมดแล้วจะเหลืออะไร ชีพยุแววให้ขัดขวางอย่าให้วิศนีลงเอยกับโยธิน แล้วให้มาได้กับคนของเราแทน แววมองไม่เห็นว่าจะมีใคร แต่ทันใดวิเศษโทร.เข้ามาพอดี สอบถามเรื่อง ข่าววิศนีมีแฟน แววปิ๊งไอเดียขึ้นมาทันที ยืนยันหนักแน่นว่าไม่มี ลูกสาวตนยังโสดแน่นอน

ooooooo

หลังจากยื่นข้อแม้กับพ่อและได้คำตอบเป็นที่น่าพอใจ วันนี้วิศนีจึงพาน้องๆของเดชชาติมาซ้อมละคร ส่วนนีรนุชก็มาซ้อมเดินแบบ ซึ่งทุกคนจะได้เงินค่าจ้างตามความเหมาะสม

การซ้อมละครไม่มีปัญหาเพราะน้องๆอยู่ในสายตาวิศนีตลอดเวลา แต่สำหรับนีรนุชที่ต้องแยกไปซ้อมเดินแบบอีกห้องหนึ่งเกิดเหตุขัดข้องขึ้นแล้ว เพราะนีรนุชไม่คุ้นเคย กับงานอย่างนี้มาก่อน ทรงตัวไม่ค่อยได้บนรองเท้าส้นสูง เป็นตัวถ่วงนางแบบคนอื่นให้เสียเวลา อวลอบกับกรแก้วเห็นว่าไม่ไหวแน่จึงเปลี่ยนหน้าที่ให้นีรนุชไปเสิร์ฟน้ำ

เมื่อวิศนีมาเห็นกับตา เธอไม่พอใจอย่างมากจะไปเอาเรื่องตัวการ แต่ก็ต้องยุติด้วยเหตุผลของนีรนุชที่ห้ามไว้เพราะไม่อยากให้ใครมาด่าว่าจนแล้วเรื่องมาก เลือกงาน...

ขณะที่วิศนีไปซ้อมละคร อารุมกับนนทลีมีโอกาสไปเดินช็อปปิ้งด้วยกันที่ห้างสรรพสินค้า นนทลีอยากได้กระเป๋าแบรนด์เนมราคาสี่หมื่น แต่การ์ดของเธอเต็มวงเงินแล้วจึงขอยืมการ์ดของอารุมมารูดก่อน อารุมเหลือบมองพนักงานขายที่ยืนรออยู่ แล้วแอบพูดกับแฟนสาวเบาๆ

“มันแพงเกินไปนะนน ไหนว่าเราจะช่วยกันเก็บเงินไว้ซื้อบ้านไงล่ะ”

“ก็เรายังไม่ได้แต่งกันเร็วๆนี้ซักหน่อย จะรีบเก็บเงินไปทำไมล่ะคะ”

“แล้วกระเป๋าเนี่ย นนต้องรีบใช้มากเลยเหรอ”

นนทลีชะงัก เริ่มหงุดหงิด บอกว่าตนมีผ้าพันคอร้านนี้แล้ว เลยอยากได้กระเป๋าหิ้วจะได้เข้าชุดกัน เขาควรจะเข้าใจผู้หญิงหน่อย

“นี่นนซื้อของแพงๆบ่อยไปหรือเปล่า” อารุมยังไม่เลิกตำหนิ เพราะสิ่งของพวกนี้ฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็น นนทลีไม่อยากอธิบายว่าได้มาฟรีๆจากโยธิน ยิ่งเห็นพนักงานยืนรอก็ยิ่งกดดัน เอ่ยเสียงกระด้างใส่อารุม

“นนไม่ได้ขอให้อารุมซื้อให้นะ นนขอยืม”

อารุมทำอะไรไม่ได้ จำใจหยิบบัตรเครดิตส่งให้พนักงาน แต่พอเดินออกมาที่รถเห็นนนทลีเริงร่ากับข้าวของเต็มสองมือก็อดเตือนอีกไม่ได้

“ผมว่านนใช้เงินเกินตัวไปแล้วนะ เรามาเริ่มวางแผนการเงินจริงๆจังๆ ดีไหม”

“เกินตัวตรงไหน นนยังมีเงินเหลือเก็บเลี้ยงน้อง เลี้ยงตัวเองได้ ไม่ได้เป็นหนี้ใครนะคะ”

“แต่อนาคตของเรายังต้องใช้เงินอีกเยอะ ถ้านนยังฟุ่มเฟือย ผมว่า...”

“นนเป็นผู้หญิงนะคะอารุม การแต่งตัวเป็นเรื่องธรรมดา ยิ่งทำงานออฟฟิศ นนต้องเจอผู้คน จะให้นนปล่อยตัวให้โทรมๆ ในขณะที่คนอื่นเขาดูดีกันทุกคนได้ยังไง ขนาดคุณวิศนีเขายังแบรนด์เนมทั้งตัวเลย”

“แล้วนนจะไปเปรียบเทียบกับเขาทำไม”

นนทลีหน้าตึง เพราะความหงุดหงิดทำให้ตีความไปอีกอย่าง เลยยิ่งพาล “ทำไมคะ นนไม่มีสิทธิ์จะเทียบกับเขาเลยใช่ไหม”

“ไปกันใหญ่แล้วนน ไหนนนบอกว่าจะมีเหตุผลมากขึ้นไง”

“แล้วไอ้ความเข้าอกเข้าใจของอารุมมันหายไปไหนหมดล่ะ ทำไมหลังๆเราถึงต้องทะเลาะกันด้วยเรื่องของนนอยู่เรื่อย”

อารุมนิ่งอึ้ง ตอบคำถามนนทลีไม่ได้เหมือนกัน... เมื่อพาแฟนสาวไปส่งถึงบ้าน มีเรื่องให้อารุมต้องเครียดอีก นนทลีโวยวายไม่พอใจที่รู้ว่านีรนุชไม่ได้เดินแบบแต่ต้องเสิร์ฟน้ำในงานการกุศล ทำท่าจะโทร.ไปหาวิศนีให้รับผิดชอบ พออารุมปรามให้ใจเย็น นนทลีซึ่งกรุ่นเรื่องก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ยิ่งพาลพะโล

“อ๋อ ลืมไปว่าแตะไม่ได้ งั้นก็จัดการให้นนด้วย เพราะนนไม่ยอมให้น้องไปทำงานต่ำๆแบบนั้นเด็ดขาด”

อารุมเครียดกว่าเดิม กลับออกมาด้วยความไม่สบายใจ เขาเดินเลยไปหาเดชชาติที่บ้าน บอกว่ามีเรื่องจะปรึกษา เดชชาติจึงพาเพื่อนไปหาที่เงียบๆคุยกัน... ปัญหาทุกข์ใจของอารุมทำให้เดชชาติอึ้งไปเหมือนกัน แต่ก็พยายามให้กำลังใจว่าคนเป็นแฟนกันต้องมีกระทบ กระทั่งกันบ้าง

“เมื่อก่อนฉันกับนนคบกันราบรื่นกว่านี้ แต่ยิ่งอยู่ไปก็เหมือนยิ่งห่าง มีเรื่องไม่เข้าใจกันอยู่เรื่อย”

“คู่รักก็เป็นอย่างนี้แหละ ตอนคบกันใหม่ๆ เราก็ไม่ค่อยเห็นข้อเสียของอีกฝ่าย หรือเห็นแต่ก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเพราะความรักมันบังตา แต่พออยู่ๆไปโปรโมชั่นหมด ไอ้ที่ทำเป็นมองไม่เห็นมันก็ขวางหูขวางตาเราขึ้นมา”

อารุมทำท่าจะแย้ง...เดชชาติรีบยกมือห้ามแล้วอธิบายต่ออย่างมีเหตุผล

“หยุด! ฟังก่อน ฉันไม่ได้บอกว่าแกผิด มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน นนทลีก็คงเป็นเหมือนกัน เมื่อก่อนเขาอาจจะรับนิสัยบางอย่างของแกได้ แต่พอคบกันไปนานๆ เขาก็อาจจะเริ่มรู้สึกว่าทำไมแกเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ตั้งคำถามเหมือนแกตอนนี้”

อารุมจิตตก นั่งคิดเงียบขรึม เดชชาติถามว่ายังอยากแต่งงานกับนนทลีอยู่ใช่ไหม เขาตอบรับหนักแน่น

“งั้นแกกับนนก็ต้องผ่านไปให้ได้ อย่าให้เรื่องเล็กๆ แบบนี้ทำให้แกสองคนต้องไขว้เขว อนาคตยังมีเรื่องใหญ่รออยู่อีกเยอะนะเว้ย”

“ก็จริงของแก ถ้าฉันผ่านเรื่องเล็กๆแบบนี้ไม่ได้ ก็มองไม่เห็นอนาคตอยู่ดี”

“ตอนที่พ่อฉันยังอยู่ เวลาพ่อทำอะไรผิดแม่ฉันไม่เคยโกรธพ่อนานเลย เพราะแม่บอกว่านึกถึงเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมาด้วยกันแล้วโกรธไม่ลง ถ้าแกกำลังหมดแรงประคับประคองความรักครั้งนี้ ก็ลองนึกถึงเรื่องดีๆที่แกกับนนเคยมีร่วมกันสิ ฉันเชื่อว่ามันมีค่าพอที่จะทำให้แกฮึดสู้นะ”

อารุมสบตาเดชชาติเหมือนได้สติมากขึ้น กล่าวขอบใจเพื่อนสำหรับกำลังใจและคำแนะนำดีๆ แต่ในเวลาเดียวกัน นนทลียังไม่สบอารมณ์เรื่องนีรนุชถูกลดหน้าที่ไปเสิร์ฟน้ำ และไม่พอใจที่อารุมทำเหมือนปกป้องวิศนี ขนาดน้องสาวยืนยันว่าตนทำได้ งานแค่คืนเดียว ตนเต็มใจ นนทลียังไม่วายพาลถึงอารุม หาว่าเขาให้นีรนุชขึ้นมากล่อม

นีรนุชเริ่มสังเกตถึงความผิดปกติของพี่สาว หยั่งเชิงว่ามีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า ทำไมถึงเครียดจัง เท่านั้นเองนนทลีเสียงสั่นเครือ บอกว่าอารุมกำลังเปลี่ยนไป...

หลังฟังพี่สาวรำพึงรำพันจบลง นีรนุชพยายามปลอบใจ ไม่อยากให้คิดค้นหาสาเหตุ แต่ควรคิดว่าจะทำยังไงให้ทุกอย่างดีขึ้นดีกว่า นนทลีตัดพ้ออย่างน้อยใจ ต่อให้พี่ทำดีเท่าไหร่ถ้าเขาไม่เหมือนเดิมมันก็ไม่มีประโยชน์

“นุชเชื่อในความรักของพี่สองคนนะคะ พี่คบกันมาตั้งนานแล้ว ถ้าไม่เหมาะสมกันจริงๆ ก็คงไม่อยู่มาถึงขนาดนี้”

นนทลีพยักหน้า ยอมรับว่าอารุมคือคนที่ตนอยากฝากอนาคตไว้ นีรนุชจึงหยิบยกคำพูดที่พี่สาวเคยบอกไว้ด้วยว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พี่จะสู้ไปกับเขา...นนทลีเหมือนได้สติ เงียบไปอย่างไตร่ตรอง

ooooooo

เช้านี้ อารุมมาพบลูกค้าที่โรงแรมแล้วเผอิญเจอวิศนีมาซ้อมละคร สองคนทักทายกันก่อนจะไปนั่งคุยกันที่คอฟฟี่ช็อป โดยที่โยธินไม่เห็น เดินถามหาวิศนีจากคนโน้นคนนี้ไปทั่วอย่างหงุดหงิด กระทั่งมาเห็นกับตาตัวเองว่าเธออยู่กับอารุม แถมยังมีท่าทีสนิท สนมกันมาก โยธินรู้สึกไม่พอใจ แยกเธอออกมาโดยอ้างว่าถึงเวลาซ้อมละครแล้ว

อารุมได้รับบัตรเชิญงานการกุศลจากวิศนีซึ่งระบุที่นั่งไว้สองคน เธอหวังว่าเขาจะพานนทลีมาด้วย แต่กลายเป็นอารุมกลับเข้ามาบริษัทไม่เจอนนทลี จึงฝากเรื่องไว้กับกุสุมา นี่เองทำให้กุสุมาคิดแผนอันแยบยลเพื่อให้ตัวเองได้ไปงานนี้กับอารุม

กุสุมาไม่ได้พูดกับนนทลีอย่างที่อารุมบอกไว้ว่าวิศนีเชิญเธอไปงานคืนนี้ หากแต่ใช้ถ้อยคำยุแหย่ให้นนทลีไม่พอใจอารุมและโกรธเคืองวิศนี

“เมื่อกี้อารุมมาหา เขาจะมาชวนเธอไปดูละครการกุศลของคุณวิศนี บัตรหายากมากเลยนะ ต้องเป็นแขกที่ได้รับเชิญถึงจะได้ไป อารุมบอกว่าเขาอยากดูมากก็เลยไปดิ้นรนเอามาจนได้”

“เขาไม่คิดจะถามฉันซักคำเลยเหรอว่าฉันอยากดูหรือเปล่า”

“เขาบอกว่าแล้วแต่นน แต่ยังไงเขาก็จะไป” กุสุมาโกหกหน้าตาย

นนทลีอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน เพราะคิดว่าอารุมไม่แคร์เธอเลย ดังนั้นเธอจึงเอาบัตรไปคืนเขาและปฏิเสธเสียงแข็งด้วยความไม่พอใจ

“นนไม่ไป...ถ้าอารุมอยากดูก็ไปคนเดียว นนไม่รู้จะไปดูอะไร ในเมื่อน้องสาวนนก็เป็นแค่เด็กเสิร์ฟน้ำในงานนั่น”

“นน แต่คุณวิศนีเชิญ...”

“ต่อให้เขาจ้างนนก็ไม่ไป นนไม่อยากดู ไม่อยากเห็น”

นนทลีสวนอย่างฉุนเฉียว อารุมงงแต่พยายามใจเย็น ถามเธอว่าทำไมต้องอารมณ์เสียด้วย

“ขอโทษนะคะที่นนแสดงอารมณ์ว่าไม่อยาก แทนที่ จะเป็นอยากจนตัวสั่นเหมือนคุณ ดูให้สนุกก็แล้วกัน” นนทลีทิ้งท้ายแล้วเดินปึงปังออกไป ไม่ทันเห็นกุสุมายืนหลบมุมแอบฟังด้วยรอยยิ้มสาสมใจ

ครู่เดียว กุสุมาตีหน้าสลดเข้ามาหาอารุมที่ยังนั่งเครียดไม่เข้าใจแฟนสาว...เขามองกุสุมาอย่างจับผิด ก่อนถามว่าไปพูดอะไรกับนนทลี

“สุก็บอกนนเขาอย่างที่อารุมสั่ง แต่ไม่รู้ทำไมอยู่ๆ ก็ยัวะขึ้นมา สงสัยจะไปฟังพวกยุพเยาว์กับวิเวียนเป่าหูอะไรมาอีก”

“ผมไม่รู้ว่าเขาโกรธเรื่องอะไร จริงๆผมก็ไม่ได้อยากไป แต่เขาเชิญมาแล้ว ผมต้องไปคุยกับเขา”

อารุมทำท่าจะออกไป กุสุมารีบห้ามเสียงหลง

“เดี๋ยวค่ะ...เอ่อ...สุว่าพูดตอนนี้นนคงไม่ยอมฟังหรอก ใจเย็นๆก่อนนะคะ”

อารุมคล้อยตาม ยอมนั่งลงและถอนใจแรงๆ บอกว่าตนคงต้องโทร.ไปยกเลิก

“แต่งานแบบนี้เขาจองโต๊ะไว้ตามรายชื่อแขก ถ้าไม่ไปโต๊ะก็จะว่างตรงที่เรานั่ง จะเสียมารยาทหรือเปล่า”

อารุมชะงัก นั่งกลุ้มต่อไปไม่รู้จะหาทางออกยังไง กุสุมาลอบยิ้ม มีหนทางเอาไว้ให้เขาแล้ว...พอตกเย็น นนทลีชวนเธอไปช็อปปิ้ง กุสุมาปฏิเสธโดยอ้างว่าตนต้องพาป้าไปหาหมอ แท้จริงแล้วเธอต้องรีบกลับบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปงานคืนนี้กับอารุมต่างหาก

เมื่ออารุมขับรถมารอรับกุสุมาที่บ้าน เขาเจอป้าของเธอ ป้าพูดเรื่องสู่ขอหลานสาวจนเขางุนงง ถามว่าใครจะแต่งกับใคร ป้าไม่ทันขยายความก็พอดีกุสุมาเข้ามา กุสุมาหน้าเสียรีบพาอารุมออกจากบ้าน แล้วบอกเขาว่าไม่มีอะไร ป้าของตนหลงๆลืมๆ อย่าถือสา

ครั้นไปถึงงาน เจออำนวยกับกรแก้วในกลุ่มแขกผู้ใหญ่ กุสุมาอยากเด่นรีบชวนอารุมเข้าไปทักพวกท่าน ทำราวกับว่าเธอกับเขาเป็นแฟนกัน อำนวยแปลกใจที่นนทลีไม่มา แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไรอารุม ส่วนที่ห้องแต่งตัว โยธินทำเซอร์ไพรส์วิศนีก่อนขึ้นแสดงละครด้วยการนำสร้อยราคาแพงลิบมามอบให้เธอ โดยบอกว่าแม่ของเขาเลือกเองกับมือ วิศนีอิดออดไม่อยากรับ แต่ที่สุดก็ปฏิเสธอวลอบไม่ได้

นีรนุชอยู่ในงานฐานะเด็กเสิร์ฟน้ำ แต่จู่ๆเหมือนส้มหล่นใส่เมื่อนางแบบคนหนึ่งมีเหตุจำเป็นมาไม่ได้ คนดูแลจึงคะยั้นคะยอให้นีรนุชขึ้นเดินแทน เดชชาติที่พาแม่มารอดูน้องๆเล่นละครกับวิศนีเห็นนีรนุชเดินแบบถึงกับตะลึงพรึงเพริด เธอสวยมาก แถมยังเดินได้ดีเยี่ยม

เสร็จการเดินแบบ ลำดับต่อไปเป็นละคร ช่วงเวลานี้เอง แววกับชีพโผล่เข้ามาในงานทั้งที่ไม่มีบัตรเชิญ การ์ดสองคนไม่ยอมให้เข้า แววจึงโวยวายเป็นการใหญ่ ก่อนจะส่งซิกให้วิเศษที่ยืนอีกมุมรีบผลุบเข้าไปข้างในได้สำเร็จ

แววต้องการให้วิเศษมาดูวิศนีเล่นละคร แต่พอวิเศษเข้ามาเห็นวิศนีเล่นบทเข้าพระเข้านางกับโยธินก็ไม่พอใจ โดดขึ้นเวทีไม่ยอมให้โยธินแต๊ะอั๋งวิศนี ผู้ชมเห็นดังนั้นก็ฮือฮาด้วยความตกใจ ส่วนโยธินโมโหหึงชกต่อยวิเศษล้มกลิ้งไป

พริบตานั้นเอง เหตุการณ์บานปลายใหญ่โต เพราะแววกับชีพที่แอบเข้ามาจนได้ไม่ยอมให้วิเศษถูกกระทำฝ่ายเดียว

“นี่มันอะไรกันครับ ไอ้พวกบ้านี่มันเป็นใคร” โยธินโวยวายใส่พวกแวว

“แกสิบ้า อยากเป็นนักเลงใช่ไหม นักเลงมันต้องเจอกับฉันนี่” ชีพตั้งการ์ดท้าเหยงๆ วิศนีมองคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างงุนงง

“แม่คะ แม่กำลังจะทำอะไร”

“รู้เช่นเห็นชาติมันแล้วใช่ไหมลูก ว่าไอ้ผู้ดีเนี่ยมันถ่อยแค่ไหน มันทำร้ายคุณวิเศษ” แววเข้าประคองวิเศษด้วยความเป็นห่วง...อำนวยทนไม่ไหวตวาดลั่น

“นี่เธอเมาหรือไงแวว งานฉันพังพินาศหมดแล้ว”

“ดี! สมน้ำหน้า! อยากหน้าใหญ่ใจโตดีนัก ฉันยังไม่ได้คิดบัญชีกับแกเลยนังกรแก้ว ที่แกสาระแนจะหาผัวให้ลูกสาวฉัน เรื่องนี้มันต้องหน้าที่อีแวว”

กรแก้วหน้าชา ทั้งโกรธทั้งอาย แกมกาญจน์ทนไม่ได้ ออกโรงจะเอาเรื่องแทนน้องสาว แต่แววไม่กลัว ปรี่เข้าใส่เหมือนหมาบ้า อำนวยรีบดึงกรแก้วหลบฝ่ามือ อวลอบสุดทนตะโกนไล่พวกแววออกจากโรงแรมของตนเดี๋ยวนี้

“ทำไมวะ โรงแรมแกมันวิเศษวิโสตรงไหน ถุย!” ชีพแกล้งถุยน้ำลายลงพื้น อวลอบขยับหนีด้วยความตกใจและรังเกียจ

“ก็ไม่อยากเหยียบให้เสียเท้าหรอกอีคุณหญิง แค่จะมาบอกว่าลูกชายแก ไอ้เศรษฐีกุ๊ยๆแบบนี้ ไม่คู่ควรกับลูกสาวฉันโว้ย มันต้องอย่างคุณวิเศษนี่...ไปยายหนู ไปกับแม่”

แววคว้าแขนลูกสาว อำนวยรีบเข้ามาจับแขนอีกข้าง ต่างคนต่างดึงแย่งกันราวกับวิศนีเป็นสิ่งของ กรแก้วเห็นสายตาทุกคนมองมาก็อับอาย พยายามเข้าไปปรามอำนวย แต่เขาไม่ฟัง ยังยื้ดยุดไปมากับแววอย่างไม่มีใครยอมใคร ที่สุดวิศนีทนไม่ไหว สะบัดอย่างแรงแล้ว
กรี๊ดลั่น

“พอ!! พอได้แล้ว หนูไม่ไปกับใครทั้งนั้นแหละ”

อำนวยกับแววชะงักตกใจ ปล่อยมือกันทั้งคู่ วิศนีมองพ่อแม่ทั้งน้ำตา โกรธและอายสุดบรรยาย

“หนูเป็นคนนะ ไม่ใช่ตุ๊กตาที่จะให้พ่อแม่มายื้อแย่งกัน หนูมีชีวิตจิตใจ มีความรู้สึก เลิกเอาความต้องการของตัวเองมายัดเยียดให้หนูได้แล้ว”

วิศนีวิ่งพรวดออกไปท่ามกลางอาการผงะและเสียงเรียกอย่างตกอกตกใจของใครหลายคน อารุมตัดสินใจวิ่งตามเธอไปโดยไม่สนใจกุสุมาที่ร้องเรียกเสียงหลง เดชชาติเป็นห่วงวิศนี ผละจากนีรนุชรีบร้อนไปอีกคน

วิศนีร้องไห้น้ำตานองหน้า ความรู้สึกประเดประดัง ทั้งโกรธ อับอาย เสียใจ น้อยใจพ่อแม่สารพัด อารุมวิ่งตามมาติดๆ เร่งฝีเท้าไปจนทัน คว้าแขนเธอไว้ หญิงสาวหันกลับมาเจออารุมก็เหมือนได้พบที่พึ่งทางใจ โผเข้ากอดเขาทันทีอย่างลืมตัว แล้วร้องไห้โฮ อารุมอึ้งงัน ตั้งตัวไม่ทัน

“ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่ พาฉันไปให้พ้นที” เธอร้องไห้สะอื้นตัวโยน อารุมค่อยๆได้สติ ลูบไหล่เธอเบาๆอย่างปลอบโยนเข้าใจ นีรนุชวิ่งตามหลังเดชชาติมาเห็นภาพนั้นพอดี ทั้งคู่หยุดยืนอึ้ง โดยเฉพาะเดชชาติถึงกับหน้าเสีย ไม่คิดมาก่อนว่าสองคนนี้จะใกล้ชิดสนิทสนมกัน
ขนาดนั้น

อารุมทำตามที่วิศนีขอร้อง เขาพาเธอขึ้นรถขับออกไป โยธินวิ่งตามมาร้องเรียก เห็นชัดว่าวิศนีนั่งรถไป แต่ยังไม่รู้ว่าไปกับใคร เขารีบร้อนมาที่รถตัวเองหมายขับตาม

จังหวะที่อารุมเคลื่อนรถออกจากโรงแรม นนทลีนั่งแท็กซี่มาถึงพอดี หญิงสาวเห็นเต็มตาว่าวิศนีนั่งรถไปกับแฟนของตน อารมณ์ที่เย็นลงก่อนหน้านี้ปั่นป่วนขึ้นมาอีก ตะโกนเรียกอารุม แต่เขาไม่เห็นและไม่ได้ยิน เธอกรีดร้องแทบคลั่ง รถของโยธินแล่นฉิวตรงมาพอดี แล้วเบรกเอี๊ยดเกือบชน นนทลีตกใจขาแข้งอ่อนทรุดลงกับพื้นทันที โยธินรีบเปิดประตูลงมา

“คุณนนทลี เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

โยธินเข้ามาช่วยประคองเธอลุกขึ้น นนทลีมองโยธินเต็มตา เอาความเสียใจโยนใส่ทันที

“คุณ...คุณทำอะไรอยู่ ทำไมคุณปล่อยให้เขาไปกับแฟนฉัน”

“อะไรของคุณ ผมงงไปหมดแล้ว”

“ก็นังวิศนีของคุณไง มันไปแล้ว...มันไปกับอารุมแล้ว” เธอปล่อยโฮ เอามือปิดหน้าร้องไห้ดังลั่น

โยธินอึ้ง เพิ่งรู้ว่านนทลีเป็นแฟนของอารุม ยิ่งกว่านั้นคือเพิ่งรู้ว่าอารุมกับวิศนีไปด้วยกัน...เดชชาติเดินซึมออกมากับนีรนุช เห็นโยธินพานนทลีเข้ามาพอดี นนทลีแปลกใจถามพี่สาวว่ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง นนทลีมองน้องอย่างอัดอั้นตันใจ โผเข้ากอดร้องไห้ โยธินหน้าเครียดบอกว่าตนพบเธอหน้าโรงแรม

“เขาไปแล้ว...เขาไปด้วยกันนุช เขาไปด้วยกัน” นนทลีคร่ำครวญ...นีรนุชกับเดชชาติมองหน้ากันกลุ้มๆ เข้าใจว่านนทลีพูดถึงอะไร

โยธินขอตัวเดินผลุนผลันออกไป สวนกับกุสุมาที่วิ่งออกมาจากด้านในอีกคน เธอตรงมาถามเดชชาติว่าเห็นอารุมหรือเปล่า นนทลีได้ยินเสียงกุสุมาก็เงยหน้ามองทันที แทบจะหยุดร้องไห้

“เธอมาทำอะไรที่นี่”

กุสุมาผงะตกใจ นนทลีมองเพื่อนรักเต็มตา ยิ่งเห็นกุสุมาใส่ชุดเดียวกับตนก็ยิ่งสติแตก เครียดและหวาดระแวงจนตัวสั่นไปหมด

“ทำไมเธอถึงแต่งตัวแบบนี้ เธอมากับอารุมเหรอ ไหนเธอบอกว่าป้าไม่สบายไง”

กุสุมาหน้าซีดแก้ตัวไม่ทัน อึกอักไปหมด พอตั้งสติได้ก็รีบเดินตามมานั่งข้างๆนนทลี จับมือประจบ อธิบายว่าพอตนพาป้าไปโรงพยาบาลเสร็จ อารุมโทร.มาชวน บอกว่าบัตรเหลืออีกหนึ่งใบ ถ้าไม่มีคนไปจะน่าเกลียด ตนก็เลยต้องมา

“แล้วการที่เธอแต่งตัวเลียนแบบฉัน จะให้เข้าใจว่ายังไง”

“ก็บอกแล้วว่าฉันชอบเสื้อผ้าชุดนี้ ฉันไม่ได้มีเจตนาอะไรเลยนะ เอาฉันไปสาบานที่ไหนก็ได้”

นนทลีระแวงนิดๆในใจ แต่ตอนนี้ทุกข์เรื่องวิศนีมากกว่า ไม่มีกะจิตกะใจจะจับผิดกุสุมา บอกนีรนุชให้พาพี่กลับบ้าน ส่วนเดชชาติกลับเข้าไปพาแม่และน้องๆที่ยังอยู่ข้างในออกมา

กุสุมายังร้อนตัวกลัวนนทลีไม่เชื่อ อยากคุยให้รู้เรื่อง แต่นีรนุชให้ยุติไว้ก่อน กุสุมาบีบน้ำตาทันที บอกว่าตนไม่สบายใจ ขอโทษนนทลีที่ทำให้รู้สึกไม่ดี ตนไม่ได้ตั้งใจจริงๆ

“ฉันเชื่อเธอ เชื่อว่าเธอกับอารุมไม่มีอะไรกัน เพราะถ้ามันจะมี เธอคงทำสำเร็จไปตั้งนานแล้ว”

กุสุมารู้สึกเหมือนถูกนนทลีดูหมิ่น แต่ก็ฝืนยิ้มแล้วเข้ากอดนนทลีอีกครั้ง แต่พอแยกกลับมาถึงบ้าน กุสุมาเก็บอารมณ์ไม่อยู่ คำรามอาฆาตแค้นนนทลี

“นังบ้า...แกดูถูกฉัน แกคิดว่าฉันไม่มีปัญญาใช่ไหม คอยดูเถอะ อีกไม่นาน ฉันจะทำให้แกช้ำใจจนตาย!”

ooooooo

บริเวณใต้สะพานริมน้ำ อารุมนั่งมองวิศนีที่ยังสะอึกสะอื้นไม่หยุด พลันเสียงมือถือของเขาดังขึ้น วิศนีรีบขอร้องไม่ให้รับ อารุมทำตามแต่ไม่วายเตือนว่า พวกเขาคงเป็นห่วงเธอ

“พ่อกับแม่ฉันห่วงตัวเองต่างหาก พวกเขาคงกลัวว่าถ้าฉันเป็นอะไรไป เขาจะกลายเป็นต้นเหตุ”

“คุณมองพ่อกับแม่ในแง่ร้ายจังเลย”

“ฉันเคยบอกคุณแล้วนี่ว่าฉันต้องผ่านอะไรมาบ้าง”

“แต่ผมว่าสิ่งที่คุณคิดว่าเจอมามันเกิดจากมุมมองที่ต้องการทำร้ายตัวเอง คุณมองทุกอย่างในแง่ลบเกินไป ถึงผมจะไม่เคยมีพ่อแม่ใกล้ชิดเหมือนคนอื่น แต่ผมก็เชื่อในความผูกพันของครอบครัว ผมเชื่อว่าทั้งพ่อและแม่คุณไม่มีใครคิดร้าย แม้แต่แม่เลี้ยงคุณเอง ทุกคนพยายามจะให้สิ่งดีๆกับคุณทั้งนั้น พวกเขาแค่ทำไม่ถูกที่คิดกันไปเองว่าบางสิ่งบางอย่างมันดีกับคุณ โดยที่ไม่ทันนึกว่าคุณต้องการหรือเปล่า”

“พ่อกับแม่ไม่เคยให้ในสิ่งที่ฉันต้องการเลย”

“แล้วคุณต้องการอะไร”

“ความรักที่แท้จริงไง พ่อฉันคิดว่าเงินและความสะดวกสบายคือสิ่งที่ฉันควรได้รับ ส่วนแม่ก็คิดแต่จะใช้ฉันเป็นเครื่องมือเล่นงานแม่เลี้ยง ใช้ฉันเป็นตุ๊กตาไว้อุ้มอวดใครต่อใคร บางทีการเกิดมาแบบตัวคนเดียว แต่ได้เจอความรักที่สมบูรณ์แบบจากใครซักคน ก็อาจจะดีกว่าชีวิตแบบนี้”

“ผมไม่อยากให้คุณคิดอย่างนั้น คุณไม่มีทางเลิกเป็นลูกของพ่อกับแม่ได้ ท่านสองคนก็เลิกเป็นพ่อกับแม่คุณไม่ได้เหมือนกัน สิ่งที่จะทำให้คุณมีความสุขคือยอมรับกับเงื่อนไขของความรักของท่าน มันอาจจะไม่สมบูรณ์ แต่มันก็เป็นแบบของท่าน...หลวงตาสอนผมว่า คนเราน่ะไม่มีวันมีความสุขได้หรอก ถ้าใจไม่ยอมรับความจริงอย่างที่มันเป็น”

วิศนีนิ่งไป พยายามคิดทบทวน ค่อยๆหันมองอารุมเต็มตา ก่อนจะพูดด้วยความซาบซึ้ง

“ฉันอยากเจอคุณเร็วกว่านี้จัง ชีวิตฉันคงมีความสุขกว่านี้มาก”

อารุมสบตาวิศนีนิ่ง เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในนั้น แต่ไม่สามารถตอบรับความรู้สึกนั้นได้

อีกครู่ต่อมา อารุมอาสาไปส่งวิศนีที่บ้านเพราะดึกมากแล้ว ไม่อยากให้เธอขับรถคนเดียว วิศนียิ้มขอบคุณ...ไม่ทันขึ้นรถ เธอเห็นเต่าตัวเล็กเดินต้วมเตี้ยมจะข้ามถนน

“มันพยายามจะเดินไปที่แม่น้ำใช่ไหมคะนั่น น่าสงสารจัง แถวนี้รถเยอะซะด้วย ฉันขอไปส่งมันก่อน แล้วคุณค่อยไปส่งฉันนะ”

อารุมเดินตามเธอถือเจ้าเต่าน้อยไปถึงริมน้ำ วิศนีก้มจะปล่อยมันลงน้ำ แต่ตลิ่งอยู่สูงเลยต้องก้มลงต่ำมากๆ

จนหน้าเกือบคะมำ อารุมเข้าโอบเอวประคองเธอโดยอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้เธอตกน้ำ วิศนีเงยหน้าขึ้นมาเห็นหน้าเขาอยู่ใกล้แค่คืบ ต่างฝ่ายต่างสบตากัน สัมผัสใกล้ชิดทำให้อารมณ์หวั่นไหวลึกๆที่ซ่อนอยู่ถูกปลุกขึ้น

ทั้งสองคนมองกันเหมือนตกอยู่ในภวังค์ แนบชิดกันมากขึ้นจวนเจียนจะจูบ แต่วิศนีรู้ตัวก่อนจึงเบือนหน้าหนี

“กลับกันเถอะค่ะ”

อารุมได้สติปล่อยมือออกจากตัวเธอ วิศนีรีบลุกเดินนำขึ้นฝั่งไปอย่างรวดเร็ว จิตใจเต็มไปด้วยความว้าวุ่น สับสน และหวั่นไหว...

ooooooo

การหายตัวไปของวิศนีทำให้โยธินไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง เพราะรู้เห็นว่าเธอไปกับอารุม อวลอบเองก็เช่นกัน อุตส่าห์ควักเนื้อซื้อสร้อยเพชรราคาแพงให้วิศนี กลัวจะชวดได้เธอเป็นลูกสะใภ้ แล้วไอ้หนุ่มนั่นจะปู้ยี่ปู้ยำเธอหรือเปล่าก็ไม่รู้

ฟังแม่บ่นแล้วโยธินยิ่งหงุดหงิด พาลไปถึงกรแก้วที่บอกว่าอารุมมีแฟนแล้ว รักกับแฟนดี แล้วทำไมอยู่ๆมันถึงทิ้งแฟนไปกับวิศนี อวลอบคาดว่ามันคงหวังเป็นหนูตกถังข้าวสาร ยุลูกชายอย่ายอมแพ้เด็ดขาด โยธินพูดหนักแน่นว่าไม่ต้องห่วง ตนชอบเอาชนะอยู่แล้ว

ส่วนในห้องจัดงาน อำนวยกับแววยังเผชิญหน้ากัน โดยมีกรแก้วกับชีพยืนขนาบข้างคนของตน อำนวยกับแววพ่นน้ำลายใส่กัน ต่างโทษกันไปมาว่าเป็นต้นเหตุให้วิศนีหนีเตลิด กระทั่งอำนวยเถียงสู้ไม่ได้ตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่มาพาแววกับชีพออกไป กรแก้วหน้าบางรีบชวนอำนวยกลับบ้าน โดยมีเสียงด่าของชีพดังไล่หลัง...

ด้านนีรนุชกับเดชชาติพาญาติของตัวเองกลับถึงบ้านกันแล้ว...เดชชาติซึ่งมีใจให้วิศนี คิดมากเรื่องเธอกับอารุม เขาคุยกับนีรนุชผ่านอุปกรณ์สื่อสารสมัยเด็กตรงหน้าต่างบ้านที่ยืนมองเห็นกัน นีรนุชจับน้ำเสียงเขาได้ว่ากำลังเศร้า นึกว่าเศร้าแทนนนทลี แต่กลายเป็นว่าเขาเศร้าเอง ไม่นึกว่าจะได้เห็นภาพนั้นเต็มสองตา นีรนุชฟังแล้วซึมไปเหมือนกัน ห่วงความรู้สึกของพี่สาว

“เธอจะไม่พูดซักหน่อยเหรอว่า...พี่ชาติ พี่ชาติอาจจะเข้าใจผิดไปก็ได้นะจ๊ะ จริงๆอาจจะไม่มีอะไรก็ได้”

“ไม่พูดหรอก...นุชบอกพี่ตั้งวันแรกๆที่เจอผู้หญิงคนนี้แล้วว่าให้คอยดูให้ดี ที่จริงเมื่อเช้านุชก็เห็นกับตาว่าพี่อารุมมาหาเขาถึงโรงแรม”

“เฮ้ย เม้าท์หรือเปล่า”

“เรื่องจริง พี่ชาติอย่าไปหวังอะไรในตัวเขาเลย ดอกฟ้าสูงส่งขนาดนั้น ยังไงก็ไม่มีทางจะโน้มลงมาหาคนอย่างเราได้หรอก”

“แต่ก็พอจะโน้มลงมาหาคนอย่างอารุมได้ใช่ไหม”

นีรนุชอึ้งไป มองสบตาเดชชาติอย่างเห็นใจ แต่อีกใจลึกๆก็ยังเชื่อในความผูกพันที่มีต่ออารุม บอกเดช-ชาติว่าเธอยังไม่อยากตัดสินเขา เพราะยังเชื่อว่าเธอมองคนไม่ผิด...

เวลาเดียวกันนั้น รถอารุมแล่นมาจอดที่ลานของโรงแรม วิศนีให้เขามาส่งเธอที่นี่เพื่อขับรถกลับเอง เธอขอโทษที่ทำให้เขาเสียเวลาหลายชั่วโมง เขาบอกไม่เป็นไร ดีใจที่เธอเข้มแข็งขึ้น

“ฉันไม่ใช่คนแข็งแกร่งนักหรอก ก็คงต้องล้มๆลุกๆอย่างนี้ไปตลอดชีวิตนั่นแหละค่ะ”

“ก็ยังดีกว่าคนที่ล้มแล้วไม่คิดจะลุกอีกเลย”

วิศนีสบตาอารุมด้วยความรู้สึกอบอุ่นใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “ตราบใดที่ฉันยังมีกำลังใจอยู่ ฉันจะพยายามลุกให้ได้เสมอค่ะ”

“ผมจะเอาใจช่วยนะ” อารุมระบายยิ้มบางๆให้เธอ สายตาทั้งสองประสานกัน บ่งบอกความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ

กลับถึงบ้านกลางดึกคืนนั้น วิศนีไม่พูดคุยกับใคร เก็บตัวเงียบในห้อง อำนวยมาเคาะเรียกก็ไม่ขานรับ กรแก้วเห็นท่าทีอำนวยหงุดหงิดกลัวจะมีเรื่องกันอีก จึงมาดึงเขากลับห้อง บอกว่าวิศนีคงเหนื่อย ให้เธอพักผ่อนก่อนดีกว่า...

วิศนีนั่งกอดเข่าซึมเศร้า นึกถึงคำพูดเตือนสติของอารุมที่ผ่านมา เธอโหยหากำลังใจ ซึ่งมองไม่เห็นใครนอกจากอารุม...ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มกำลังคิดถึงเธอ เขานอนลืมตาโพลง ปั่นป่วนกับอารมณ์ใกล้ชิดที่มีกับวิศนี ยิ่งพยายามข่มตาหลับ ภาพเหล่านั้นกลับวนเวียนหลอกหลอนไม่ยอมแพ้ เขาลุกขึ้นนั่ง ลูบหน้าตัวเองอย่างเครียดๆ สายตามองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง รู้เต็มอกว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นตอนนี้มันผิด แต่ห้ามใจตัวเองไม่ได้เลย...

ooooooo

นิยายแนะนำ

บันเทิงไทยรัฐ

กรีน พลิกบทบาท รับบทสาวใช้สุดแสบ ในละครดราม่าเข้มข้น "กระเช้าสีดา"
21 เม.ย. 2564

02:27 น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 21 เมษายน 2564 เวลา 07:09 น.