สมาชิก

อุบัติเหตุ

ตอนที่ 17

เมื่อติดต่อโยธินไม่ได้ วิเวียนจำต้องกลับเข้ามาทำงานด้วยท่าทีหวาดระแวง พออำนวยสั่งให้ทำงบดุลมาให้ดู เธอยิ่งหน้าซีดเผือด มีพิรุธจนอำนวยรู้สึกแปลกใจ

ที่สุดวิเวียนก็อยู่ไม่ได้ หนีกลับไปโดยไม่นำงบดุลมาให้ นั่นยิ่งทำให้อำนวยสงสัย รีบสั่งยุพเยาว์จัดการแทน... แล้วจากนั้นไม่นานความจริงก็ปรากฏ เป็นจังหวะที่โยธินเข้ามาพอดี!

เวลาเดียวกัน อารุมนัดพบเดชชาติที่ร้านอาหาร บ่นกลุ้มใจเรื่องวิศนี ไม่รู้ว่าเธอโกรธอะไรตน แต่ถ้าเดาไม่ผิดคงเป็นคืนนั้นที่ตนเมา แล้วคงรื้อฟื้นเรื่องนนทลีขึ้นมา

“แต่ฉันไม่มีอะไรติดค้างเรื่องนนแล้วนะ ฉันให้อภัยคุณวิศนีไปแล้ว ที่จริงอาจจะเป็นเขาต่างหากที่ยังไม่ให้อภัยกับสิ่งร้ายๆที่ฉันทำไว้”

“ถ้าเขาไม่ให้อภัยแก เขาคงไม่ทนอยู่ที่นั่นกับแกหรอก ฉันว่าแกคงจะทำอะไรบางอย่างที่ทำให้คุณวิศนีรู้สึกว่าภายใต้คำว่าให้อภัยของแกมันยังมีรอยแผลเป็นที่ยังไม่หายขาดอยู่”

“มันไม่มีวันหายหรอก แต่ฉันก็พร้อมที่จะใช้ชีวิตต่อไปโดยไม่พยายามแตะต้องมันให้ระบมอีก”

“งั้นแกก็ต้องพิสูจน์ให้คุณวิศนีเห็นว่าแกทำแบบนั้นได้จริงๆ”

“ฉันควรจะต้องทำยังไง”

“ฉันตอบไม่ได้หรอก เพราะมันเป็นเรื่องของแกสองคน แกเองน่าจะรู้นะว่าคุณวิศนีต้องการอะไร”

เดชชาติตัดบทอย่างจนใจ และพอกลับเข้าออฟฟิศก็เล่าให้นีรนุชฟังว่าอารุมมาปรับทุกข์เรื่องวิศนี

“อะไรนะ! สรุปว่าเขางอนกันเหรอ ถึงได้หนีมาหาพี่ชาติ”

“ก็ทำนองนั้น แต่พี่ก็ให้ไปเคลียร์ปัญหากันเอาเอง ไม่อยากยุ่ง”

“แล้วพี่ชาติไม่อกหักเหรอ ถ้าเขากลับไปคืนดีกันได้” นีรนุชแกล้งหยั่งเชิง

“นี่ยังคิดว่าพี่หวังในตัวคุณวิศนีอยู่อีกเหรอ คุณวิศนีให้พี่ได้แค่เพื่อน พี่ยอมรับได้ตั้งนานแล้ว ต่อไปนี้ไอ้ชาติจะไม่มองเครื่องบิน แต่จะหันมามองรถเมล์ใกล้ๆ ตัวแทน”

นีรนุชหน้าแดง ถามลุ้นๆว่าเขาหมายถึงใคร เดชชาติไม่เข้าใจ ตอบซื่อๆ

“ก็ไม่ได้หมายถึงใคร ตอนนี้ยังไม่เห็นรถเมล์มาจอดรอพี่สักคัน” พูดจบเขาเดินออกไป โดยไม่รู้ว่าหญิงสาวค้อนให้อย่างหมั่นไส้ พึมพำด่าอีตาบ้า แค่นี้ก็มองไม่เห็น...

ส่วนที่ห้องท่านประธาน โยธินหน้าซีดเป็นไก่ต้มอยู่ต่อหน้าอำนวยที่รู้แล้วว่าบริษัทตัวเองถูกยักยอกเงิน

“ถ้าฉันไม่เรียกบัญชีมาตรวจสอบ ก็คงถูกนายสวมเขาเป็นควายไปอีกนาน”

“ไม่ใช่นะครับคุณอา...ผมไม่รู้เรื่อง”

“ยังจะโกหกอีกเหรอ ในเมื่อเงินมันถูกยักยอกออกไปตั้งแต่ช่วงที่นายเข้ามาทำงานที่นี่ นายร่วมมือกับวิเวียนใช่ไหม” โยธินอึกอักจะหาข้อแก้ตัว...อำนวยตวาดลั่น “ไม่ต้องมาปฏิเสธ เพราะยายนั่นมันกลัวความผิดหนีไปแล้ว”

โยธินพูดไม่ออก อำนวยโกรธจัดแต่พยายามสงบสติอารมณ์ สั่งเฉียบขาด

“ฉันไม่รู้ว่านายเอาเงินไปทำอะไร แต่ฉันจะให้โอกาสถึงวันพรุ่งนี้ เอามาคืนฉันให้หมดทุกบาททุกสตางค์ ไม่งั้นฉันจะให้ตำรวจจัดการ”

ชายหนุ่มสะอึกอึ้ง รีบถอยออกมา ส่วนอำนวยหน้าเครียดทรุดนั่งที่เก้าอี้ โทร.หากรแก้วตั้งใจจะเล่าให้ฟัง แต่พอรู้ว่าเธออยู่กับอวลอบและกำลังจะไปขอฤกษ์แต่งงานให้โยธินกับวิศนี จึงบอกให้ยกเลิกแล้วกลับมาคุยกันที่บ้านเย็นนี้

อวลอบแปลกใจที่จู่ๆกรแก้วขอตัวกลับบ้าน จนกระทั่งโยธินมาบอกเล่าเรื่องราวให้ฟังจึงเข้าใจ สองแม่ลูกกลัวถูกจับติดคุก ถึงขนาดวางแผนฆ่าอำนวยด้วยการจ้างวานชีพมาร่วมมือ โดยให้ทำเหมือนกับว่าอำนวยถูกโจรดักปล้นฆ่า

แต่แผนการไม่สำเร็จ แถมอำนวยที่โดนซ้อมบาดเจ็บยังเห็นหน้าโยธินด้วย อวลอบที่จอดรถซุ่มอยู่เห็นดังนั้นจึงเร่งเครื่องไล่ชนอำนวยที่พยายามวิ่งหนี แล้วพาโยธินกับชีพหนีไป

อำนวยอาการสาหัสนอนจมกองเลือดอยู่กลางถนนไม่ไกลจากบริษัทนัก โชคดีที่เดชชาติกับนีรนุชซึ่งไปดูคอนเสิร์ตย้อนกลับมาบริษัทเพราะนีรนุชลืมกุญแจบ้านไว้ สองคนช่วยกันพาอำนวยส่งโรงพยาบาลแล้วรีบติดต่อวิศนี

วิศนีรีบมาพร้อมกรแก้ว ร้องห่มร้องไห้กันด้วยความตกใจและเป็นห่วงอำนวย หมอออกจากห้องฉุกเฉินมาบอกว่าคนไข้ปลอดภัยแล้ว แต่ยังไม่รู้สึกตัว มีบาดแผลถูกทำร้ายหลายจุด ซี่โครงหักสองซี่ อาจจะต้องพักฟื้นยาว วิศนีฟังแล้วปล่อยโฮ แข้งขาอ่อนแทบหมดแรงยืน เดชชาติรีบประคอง โดยมีนีรนุชยืนมองอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้าไปยุ่งด้วย

เมื่อหมออนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ กรแก้วกับวิศนียืนเกาะขอบเตียง รำพึงรำพันทั้งน้ำตาด้วยความสงสารอำนวย เดชชาติกับนีรนุชยืนมองอย่างเห็นใจ พอวิศนีกลับออกมานั่งซึมหน้าห้อง เดชชาติรีบเข้าไปปลอบ

“อย่ากังวลเลยนะครับคุณวิศนี ผมว่าท่านคงจะไม่เป็นอะไรมาก”

“พวกคุณไปพบพ่อฉันได้ยังไง”

“ผมพานีรนุชย้อนกลับมาเอาของที่ออฟฟิศ แต่ยังไม่ถึงก็เจอพ่อคุณสลบอยู่กลางถนน ส่วนรถจอดห่างไปประมาณ 200 เมตร เพราะว่ายางแตก เหมือนจะถูกวางตะปูเรือใบไว้น่ะครับ”

“ถ้าพวกมันต้องการปล้นพ่อฉัน ทำไมถึงต้องขับรถชนด้วย ได้ของมีค่าแล้วก็เอาไปสิ หรือว่านี่มันเป็นเวรกรรมที่ฉันเคยก่อไว้ พ่อถึงมารับเคราะห์ มันเป็นอย่างนั้นใช่ไหมคุณชาติ”

“ไม่ใช่หรอกครับคุณวิศนี อย่าคิดอย่างนั้นเลยนะครับ”

วิศนีไม่พูดอะไรอีกแต่ร้องไห้หนักกว่าเดิม นีรนุชมองอย่างเห็นใจ แต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง?

ในเวลาเดียวกัน สองแม่ลูกใจเหี้ยมกระสับกระส่ายอยู่ที่บ้าน โยธินเครียดจัดถึงกับหลับไม่ลง น้ำท่าก็ไม่อาบ อวลอบลงมาเห็น บอกให้ลูกไปอาบน้ำนอน จะมานั่งตาแข็งอยู่ทำไม

“คุณแม่คิดว่าผมจะหลับตาลงเหรอครับ กับสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้”

“มันเกิดขึ้นไปแล้ว เราแก้ไขอะไรไม่ได้”

“แต่มันไม่ควรจะเกิดขึ้น”

“แล้วแกจะให้แม่ทำยังไง ถ้าเราไม่ทำเขา เขาก็จะจัดการกับเรา แกจะยอมให้ตัวเองติดคุกข้อหาฉ้อโกง แล้วให้แม่สิ้นเนื้อประดาตัวเหรอ”

“แต่มันก็ยังดีกว่าข้อหาฆาตกรรมไม่ใช่เหรอครับคุณแม่”

“เราจะไม่โดนข้อหาอะไรทั้งนั้น แม่จะหาทางออกทุกอย่างเอง”

โยธินยังคงหวาดหวั่น แต่อวลอบนิ่งขรึม ใจเย็น อำมหิตกว่าที่คิด!

ooooooo

วิศนีเฝ้าอำนวยตลอดทั้งคืน โดยให้กรแก้วกลับไปนอนที่บ้าน เช้าขึ้นแววกับชีพมาเยี่ยม พอรู้ว่าอำนวยพ้นขีดอันตรายแล้ว ชีพแอบพึมพำว่าหัวแข็งชะมัด ขณะที่แววพูดโพล่งประสาคนปากไว

“เออ ก็ยังดี หวังว่าจะฟื้นขึ้นมาได้นะ ไม่ใช่นอนแบ็บเป็นผัก เพราะแม่เห็นรายไหนรายนั้น ถ้านอนไม่รู้ตัวแบบนี้สักพักก็ตาย”

วิศนีหน้าเสีย แต่พยายามแข็งใจอธิบาย “หมอบอกว่าพ่อมีโอกาสฟื้นมากกว่าค่ะ แต่คงต้องใช้เวลาเพราะร่างกายบาดเจ็บหลายจุด ทั้งถูกทำร้ายแล้วก็ถูกรถชน”

“นี่แหละน้า...ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก ก็ร่ำรวยแล้วไม่รู้จักเผื่อแผ่แบ่งปันให้คนที่เขาลำบากน่ะสิ เจ้ากรรมนายเวรถึงมาทวง ถ้าฟื้นมาเมื่อไหร่ หนูต้องสอนให้พ่อแกไปหัดมีน้ำใจเอื้อเฟื้อซะบ้างนะ ไม่ใช่เอะอะก็งก”

วิศนีพยักหน้ารับอย่างเบื่อๆ และเริ่มอึดอัดเมื่อเห็นชีพเดินวนเวียนไปมา จึงชวนแม่ออกไปคุยข้างนอก จะได้ไม่รบกวนพ่อ

“โอ๊ย แม่ไม่มีเวลาหรอก แค่แวะมาถามอาการเฉยๆ เดี๋ยวก็จะต้องไปเล่นไพ่ต่อแล้ว เออ หนูจะอยู่ที่นี่ทั้งวันใช่ไหม”

“คงงั้นมั้งคะ”

“ดีจ้ะ งั้นแม่ขอยืมรถกับคนขับหนูหน่อย วันนี้แม่ต้องไปหลายที่ ขี้เกียจจ้างแท็กซี่ นะลูกนะ”

วิศนีได้แต่มองแม่อย่างเอือมๆ แววไม่เอาใจใส่ทุกข์สุขของใครเลยนอกจากตัวเอง พอได้กุญแจรถจากลูกสาวก็เริงร่าออกไปกับชีพ...อีกครู่ต่อมา อารุมมาเยี่ยมอำนวย

แต่วิศนีไล่เขากลับ อ้างว่าพ่อของตนยังไม่รู้สึกตัว พูดจบก็เดินหนี อารุมไม่ยอมแพ้ ตามไปดักหน้า ส่งสายตาเว้าวอน

“ผมเป็นห่วงคุณนะ เราลืมเรื่องที่ไม่พอใจกันสักพักได้ไหมครับ”

วิศนีพยายามทำใจแข็งไม่สบตา แต่ยังไม่ทันพูดอะไร กรแก้วกับพี่สาวสองคนเดินออกมาจากลิฟต์พอดี อารุมยกมือไหว้ทุกคนอย่างนอบน้อม ทำให้วิศนีต้องไหว้ตาม
กรแก้วทักทายอารุมนิดหน่อยก่อนบอกวิศนีว่าตนแวะมาเปลี่ยนเวร ให้เธอกลับไปพักผ่อนบ้าง วิศนีได้โอกาสหนีอารุม รีบบอกแม่เลี้ยงว่าตอนค่ำๆตนจะมาใหม่...

แต่หนียังไงก็ไม่พ้น อารุมตามตื๊อเธอทุกฝีก้าว พากลับไปส่งบ้านแล้วยังบังคับให้เธอกินข้าว

“คุณไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน...กลับไป” วิศนีแหวใส่แล้วจะลุกหนี แต่อารุมจับแขนเธอกดไว้กับโต๊ะแน่น

“ผมกลับแน่ ถ้าคุณกินข้าวหมด แต่ถ้าคุณไม่กิน ผมจะก็ตามตอแยคุณไปเรื่อยๆ แล้วถ้าคุณเป็นลมเพราะหิวข้าว ผมก็จะถือโอกาสนอนเฝ้าคุณที่นี่ เพราะยังไงแม่เลี้ยงคุณก็ไม่อยู่บ้าน ไม่มีใครกล้าไล่ผมไปอยู่แล้ว” หญิงสาวตาเขียวปั๊ดไม่พอใจ อารุมยิ้มเป็นต่อ “กินสิครับ ถ้าเหม็นขี้หน้าผมก็รีบๆกินให้หมดไวๆ แล้วผมจะไม่อยู่ให้เกะกะสายตาคุณ”

เธอมองเขาอย่างประเมิน พอขยับจะลุก เขาก็ทำท่าจะลุกตามอีก ในที่สุดก็ต้องหยิบช้อนเริ่มกินข้าวอย่างจำใจ แต่พอกินหมด เขากลับไม่รักษาคำพูด ไม่ยอมกลับไป บังคับให้เธอนอนพักผ่อนก่อน

วิศนีหน้าบูดบึ้งเดินตึงตังขึ้นข้างบน โดยมีอารุมตามประกบมาส่งถึงหน้าห้อง กำชับให้เธอนอน แถมยังจะฝากให้สาวใช้คอยขึ้นมาดู เลยโดนเธอแหวเข้าให้ว่าตนไม่ใช่เด็กอนุบาลที่ต้องมาคอยเฝ้าดูการนอนกลางวัน

“ผมทำเพื่อตัวคุณเองนะ คุณควรจะพักผ่อนเยอะๆ หัวสมองจะได้ปลอดโปร่ง เพราะหลังจากนี้มีอะไรอีกเยอะที่คุณต้องจัดการแทนพ่อคุณที่ป่วยอยู่...พักผ่อนนะครับ” อารุมเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังจนวิศนีนิ่งไป รับรู้ได้ถึงความห่วงใยของเขา...

อวลอบทำใจดีสู้เสือชวนโยธินมาเยี่ยมอำนวยที่โรงพยาบาล เจอกรแก้วเฝ้าอยู่กับพี่สาวสองคน สองฝ่ายทักทายกันด้วยดีเหมือนเดิม อวลอบแสดงออกว่าห่วงใยอำนวยเหลือเกิน แล้วทำเป็นกำชับโยธินให้ช่วยดูแลงานที่บริษัทแทนไปก่อน กรแก้วไม่รู้อะไร ขอบคุณน้ำจิตน้ำใจของสองแม่ลูก

โยธินเล่นละครไม่เก่งเหมือนอวลอบ เขาพกพาความกลัดกลุ้มกลับมาที่บริษัท เจอวิเวียนต้อนไปต้อนมาเข้าหน่อยก็เผลอพิรุธจนถูกจับได้ว่าเป็นคนทำร้ายอำนวย ถามเขาว่าทำได้ยังไง ไม่กลัวความผิดหรือไง?

“ความผิดของผมมันก็เท่าๆกับคุณนั่นแหละวิเวียน คุณควรจะสงบปากสงบคำไว้บ้างนะ ถ้าไม่อยากจะพังไปพร้อมกัน”

วิเวียนหน้าซีดเผือด พอออกมาเห็นตำรวจก็ยิ่งหวาดผวา ถามยุพเยาว์ว่าตำรวจมาทำไม

“มาสอบปากคำพวกเราน่ะสิ เรื่องเมื่อวานน่ะ เพราะ เขาสงสัยว่าท่านประธานจะถูกสะกดรอยตั้งแต่ออกจากบริษัท แต่เมื่อวานเธอกลับไปก่อนนี่ คงไม่รู้เรื่องมั้ง”

“ใช่ ฉันไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ฉันไม่รู้อะไรเลย” วิเวียนปฏิเสธแล้วเดินหนีไปอีกทาง...ตกเย็นรีบกลับคอนโดฯ เผอิญเดชชาติเอารถมาส่งลูกค้าที่อยู่ห้องข้างกันเห็นเข้า จึงกลับไปเล่าให้นีรนุชฟัง คาดเดาว่าโยธินน่าจะเช่าห้องให้วิเวียนอยู่ เพราะคอนโดฯหรูขนาดนั้นค่าเช่าห้องเดือนละเป็นหมื่น ลำพังวิเวียนคงไม่มีปัญญา

“ถ้าสองคนนี้กิ๊กกันจริง พี่ชาติก็ควรจะบอกคุณวิศนีนะ จะได้ไม่ถูกหลอก”

“เฮ้ย...นี่ยายนุชตัวจริงรึเปล่าเนี่ย เมื่อก่อนเห็นสะอกสะใจ อยากจะรอสมน้ำหน้าเขาไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมวันนี้เปลี่ยนมาเป็นนางฟ้าไปได้”

“นุชเห็นคุณวิศนีของพี่เจอเรื่องแย่ๆ ก็ไม่อยากจะซ้ำเติมไงเล่า...ยิ้มอะไรพี่ชาติ”

“ยิ้มภูมิใจที่นุชของพี่รู้จักแยกแยะว่าควรจะสงสารเวลาเห็นคนอื่นมีความทุกข์ แม้เขาจะเคยทำให้นุชทุกข์มาก่อนก็ตาม”

“พูดตรงๆนะ เมื่อวานที่นุชเห็นคุณวิศนีร้องไห้ที่โรงพยาบาล นุชเข้าใจดีว่ามันเจ็บปวดแค่ไหนในสถานการณ์นั้น เพราะนุชเคยผ่านมาแล้ว มันก็น่าแปลกนะพี่ที่นุชไม่มีความสะใจแม้แต่นิดเดียว”

“แสดงว่านุชหาคำว่าให้อภัยเจอแล้ว”

“คงจะใช่ เพราะนุชไม่อยากเป็นอย่างที่หลวงตาบอก คนที่คิดจะแบกความโกรธไว้กับตัวตลอดชีวิตไม่มีทางจะหาความสงบสุขได้เลย นุชควรจะต้องปล่อยวางเสียที”

“งั้นเรามาร่วมมือกันช่วยคุณวิศนีนะ” เดชชาติเอ่ยปาก นีรนุชยิ้มรับอย่างไม่ลังเล...

เดชชาติกับนีรนุชจะกระชากหน้ากากโยธินให้วิศนีรู้เห็นถึงความเจ้าชู้ของเขาด้วยการไปสืบถึงคอนโดฯที่เดชชาติเห็นวิเวียนเมื่อวันก่อน แต่ปรากฏว่าแค่ชั่วข้ามคืน วิเวียนก็ย้ายออกไปเสียแล้ว...

ฝ่ายกุสุมาที่รักฝังใจแต่อารุม เธอตามตอแยเขาไม่เลิกรา ขนาดเขาทั้งพูดทั้งแสดงออกว่าไม่เคยคิดกับเธอเกินเพื่อน เธอก็ยังไม่ลดละความพยายาม ตามไปตื๊อถึงที่พักของเขา...ต่างจากวิศนีที่พยายามหนีอารุมทุกทีที่มีโอกาส เพราะไม่ต้องการเจ็บช้ำซ้ำซาก ด้วยแน่ใจว่าเขายังลืมเหตุการณ์ที่เธอทำกับนนทลีไม่ได้...

ขณะที่อำนวยยังไม่ฟื้นนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล แววเจ้ากี้เจ้าการพาชีพเข้ามาอยู่ในบ้านเพื่อช่วยดูแลความเรียบร้อย แต่วิศนีไม่ต้องการ เธอยอมได้แค่แววคนเดียว ชีพเลยผิดหวังต้องกลับไปอย่างหัวเสีย

แค่มาอยู่ได้ครู่เดียว แววก็จิกกัดดูหมิ่นกรแก้วราวกับแม่ค้าปากตลาด ขนาดวิศนียังเอือมระอาแม่ตัวเอง พร้อมกับเห็นใจกรแก้ว เมื่อแววต้องการนอนห้องใหญ่ซึ่งเป็นห้องของกรแก้วกับอำนวย วิศนีจึงพยายามหว่านล้อมให้แม่ไปนอนกับตน แต่แววก็ดึงดันจะเอาชนะกรแก้วให้ได้

“ไม่! จะให้แม่ไปอึดอัดอยู่ในห้องหนูได้ยังไง เราเป็นเจ้าของบ้านนะ ไม่ใช่ผู้อาศัย”

กรแก้วไม่พอใจ สวนทันควัน “ดิฉัน คุณอำนวย และคุณวิศนีเป็นเจ้าของบ้านค่ะ ไม่ใช่คุณ”

“ต๊ายตาย...ไม่ทันไรก็กระชากหน้ากากออกมาแล้ว เห็นไหมล่ะลูก เห็นไหม...ทำไมยะ ฉันเป็นแม่ของวิศนี อะไรที่เป็นของลูกก็ต้องเป็นของฉันด้วยเหมือนกัน... นังหงวนยกกระเป๋าเข้าไป”

หงวนปฏิบัติตามคำสั่ง แต่กรแก้วก้าวมายืนขวาง แววทนไม่ไหวผลักหงวนไปชนกรแก้วเกือบล้มแล้วรีบดันหงวนเข้าห้อง วิศนียืนตะลึงทำอะไรไม่ถูก กรแก้วไม่พอใจ หันมาเรียกคนของตนบ้าง

ความชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้นทันที! วิศนีเบื่อหน่ายและจนปัญญาจะห้ามปราม สุดท้ายก็เดินหนีออกมา แล้วมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าอำนวย แต่เจออารุมเฝ้าอยู่ก่อน เธอวางตัวหมางเมินและไล่เขากลับอีกตามเคย แต่อารุมไม่ขยับ แถมตอบกลับด้วยสีหน้ากวนๆ

“ผมไม่ไป”

“คุณอารุม! อย่ามากวนประสาทฉันนะ”

“กวนประสาทคนนี่มันก็สนุกดีนะ ถึงว่าทำไมตอนที่เราเจอกันใหม่ๆ คุณถึงชอบกวนผมนัก”

วิศนีหงุดหงิด ปราดเข้ามาฉุดแขนอารุมให้ลุกขึ้น แต่เขาขืนตัว ยืนยันยังไงก็ไม่ไป ขอดูแลอำนวยตอบแทนที่ลูกสาวของเขาดูแลตนตอนป่วยจนหายเป็นปกติ

“ไม่จำเป็น ฉันเป็นลูก ฉันจะดูแลพ่อเอง”

“ผมก็เป็นลูกเหมือนกัน...ลูกเขย...ถ้าคุณอยากจะอยู่เฝ้าพ่อก็นั่งเฉยๆ อย่าเอะอะโวยวาย จะได้ไม่รบกวนท่าน”

อารุมไม่ได้พูดอย่างเดียว หากแต่โอบวิศนีให้นั่งตักตัวเอง หญิงสาวทั้งฉุนทั้งเขิน หยิกมือเขาพร้อมกับกระแทกเสียงใส่ “อยากจะอยู่ก็เชิญ แต่ไม่ต้องมารุ่มร่ามกับฉัน”

วิศนีลุกหนีเดินไปนั่งหน้าตูมอยู่มุมห้อง อารุมอมยิ้มขำ พอเธอมองมาก็ทำหน้านิ่งไม่รู้ไม่ชี้

ooooooo

อุบัติเหตุ

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด