หนึ่งใน “ศาสตร์พระราชา” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ชาวโลกรู้จักอย่างดียิ่งและมีการนำไปใช้อย่างกว้างขวางได้แก่ ศาสตร์ หรือแนวคิดในเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง”ทรงมีพระราชดำรัสในเรื่องดังกล่าวนี้พระราชทานแด่พสกนิกรหลายๆหมู่เหล่าในวโรกาสต่างๆ เป็นเวลาหลายๆปีติดต่อกันมีสาระใจความดังที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นำไปบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและนำออกเผยแพร่ให้ประชาชนยึดถือเป็นแนวปฏิบัติดังนี้การพัฒนาตามหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวตลอดจนการใช้ความรู้ ความรอบคอบ และคุณธรรมประกอบการวางแผน การตัดสินและการกระทำต่างๆความพอเพียง จะต้องประกอบด้วยคุณลักษณะสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความพอประมาณ, ความมีเหตุผล และ การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่นความมีเหตุผล หมายถึง ในการตัดสินใจ จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆอย่างรอบคอบการ มีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกลสำหรับ เงื่อนไข ในการตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้นจะต้องอาศัยเงื่อนไขที่สำคัญ 2 ประการอันได้แก่ เงื่อนไขด้านความรู้ และ เงื่อนไขด้านคุณธรรม มาเป็นองค์ประกอบทั้งนี้ เงื่อนไขด้านความรู้ หมายถึงความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการแขนงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน รวมทั้งความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนด้วยความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ ส่วน เงื่อนไขด้านคุณธรรม ประกอบด้วยความตระหนักในคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริต มีความอดทนมีความเพียรและใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิตแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงหรือบางครั้งก็เรียกว่า “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” สามารถนำไปใช้ได้กับทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชนบริษัทห้างร้าน รวมทั้งบุคคลธรรมดาทั่วๆไปองค์กรที่นำแนวคิดนี้ไปใช้อย่างได้ผลจนเป็นตัวอย่างกล่าวขานมาจนถึงทุกวันนี้ได้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด หรือ SCG นั่นเองในยุค “ต้มยำกุ้ง” เมื่อหลายปีก่อน SCG ก็ประสบปัญหาการขาดทุนอย่างมหาศาล จึงได้หันกลับมาดูตัวเองโดยหยิบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในแต่ละข้อมาเป็นโจทย์ พร้อมกับตอบคำถามอย่างละเอียดเป็นข้อๆ ว่าได้ทำตามนั้นหรือไม่?ในที่สุดก็พบว่าผิดตั้งแต่หลักใหญ่ข้อแรกคือ ไม่พอประมาณ ไม่อยู่ในความพอดี เพราะขยายกิจการมากไป และหลายๆกิจการก็ไม่ใช่เรื่องที่ SCG ถนัดจากนั้นจึงหันมาปรับการบริหารจัดการอย่างขนานใหญ่ ตัดกิจการที่ไม่ถนัดทิ้งไป ยุบไป เลิกไป ขายไป...หันมาทุ่มเฉพาะที่ถนัด พร้อมกับวิเคราะห์ใหม่อย่างมีเหตุมีผลและสร้างภูมิคุ้มกันจนแข็งแกร่งในที่สุด SCG ก็กลับมาเป็นบริษัทที่มีผลกำไรอยู่ในอันดับสูงสุดต้นๆ ของประเทศดังที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เป็นตัวอย่างชี้ให้เห็นว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใช้ได้ในทุกๆการตัดสินใจไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กๆ และมิใช่เป็นหลักการสำหรับชาวนา หรือเกษตรกรที่จะตัดสินใจเล็กๆในการประกอบอาชีพอย่างที่เข้าใจกันเท่านั้นรัฐบาลปัจจุบันนี้จะมีการลงทุนใหญ่ๆ มากมายหลายโครงการใช้เงินเป็นหลายแสนล้านบาท หรือรวมๆแล้วเป็นล้านล้านบาทผมเชื่อครับว่าทุกโครงการผ่านการวิเคราะห์ในเรื่องความเหมาะสมต่างๆ ตามทฤษฎีเศรษฐกิจและการลงทุนกันมาอย่างครบถ้วนแล้วแต่เพื่อความรอบคอบผมอยากจะฝากให้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “ศาสตร์พระราชา” อันยิ่งใหญ่นี้มาร่วมวิเคราะห์ในขั้นสุดท้าย ก่อนจะตัดสินใจดำเนินการโครงการนั้นๆด้วยอีกครั้งหนึ่ง.“ซูม”