การค้าโลกส่อป่วน เมื่อศาลฎีกา สหรัฐฯ มีคำพิพากษา 6 ต่อ 3 เสียง “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าทั่วโลก ส่งผลมาตรการทางภาษีของรัฐบาลทรัมป์เป็นโมฆะทันที เสี่ยงรัฐบาลต้องคืนเงินภาษีศุลกากรแก่ภาคเอกชน ราว 5.4 ล้านล้านบาท “ทรัมป์” แก้เกมทันควัน ประกาศใช้มาตรา 122 พ.ร.บ.การค้าปี 2517 กำหนดภาษีนำเข้าใหม่ 10 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก นานไม่เกิน 150 วัน เริ่มวันที่ 24 ก.พ.นี้ ลั่นการคืนเงินภาษีไม่เกิดขึ้นง่ายแน่ ขณะที่ “ศุภจี” ยันยังเดินหน้าเจรจาการค้าสหรัฐฯต่อเนื่อง พร้อมติดตามมาตรการทาง ภาษีอื่นที่สหรัฐฯอาจนำมาใช้เพิ่ม ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ อาจยังต้องจ่ายภาษีอื่นอีก ด้าน ส.อ.ท.ชี้ความตึงเครียดทางการค้าผ่อนคลาย แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด “ทรัมป์” อาจหยิบ มาตรการอื่นกดดันคู่ค้า ส่วนหอการค้าไทยระบุไทยยังต้องรอความชัดเจนแนวทางใหม่และการคืนเงินภาษีสหรัฐอเมริกายังป่วนโลกต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้มาตรการภาษีทางการค้าของนายโดนัลด์ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มาเล่นงานประเทศคู่ค้า โดยเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำพิพากษาด้วยคะแนนเสียง 6 ต่อ 3 ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายอำนาจเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ หรือ International Emergency Economic Powers Act-IEEPA ในการกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าหลายประเทศทั่วโลก หรือภาษีตอบโต้ ศาลชี้ว่าการกระทำของนายทรัมป์เป็นการละเมิดหลักการแบ่งแยกอำนาจตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า อำนาจในจัดเก็บภาษี รวมถึงศุลกากรเป็นอำนาจของสภาคองเกรสตามมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญคดีดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นจากบริษัทเลิร์นนิ่ง รีซอร์สเซส จำกัด (Learning Resources, Inc.) และคณะ ยื่นฟ้องให้ศาลวินิจฉัยขอบเขตอำนาจรัฐบาล โดยศาลเห็นว่าแม้กฎหมาย IEEPA จะให้อำนาจควบคุมธุรกรรมทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉิน แต่ไม่ได้เขียนระบุให้ประธานาธิบดีมีอำนาจกำหนดภาษีศุลกากรได้เอง การดำเนินการที่ผ่านมาของรัฐบาลทรัมป์จึงถือเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมายและขัดหลักแบ่งแยกอำนาจคำพิพากษาดังกล่าวส่งผลให้มาตรการภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯที่ออกโดยอาศัยกฎหมาย IEEPA ในคดีนี้ไม่มีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีที่ออกภายใต้กฎหมายอื่น เช่น มาตรา 232 (เหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ) สำหรับสินค้าเหล็กอะลูมิเนียม และชิ้นส่วนยานยนต์ ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป ทำให้โครงสร้างภาษีนำเข้าของสหรัฐฯในภาพรวม ไม่ได้ถูกยกเลิกทั้งหมดภายหลังคำตัดสิน ปธน.ทรัมป์ได้ออกมาแถลงโจมตีคำวินิจฉัยของศาลอย่างรุนแรง เรียกว่าเป็นความอัปยศ และ ปธน.ทรัมป์ยังต่อว่าผู้พิพากษาที่ลงมติคัดค้านนโยบายการค้าของตนเองว่าเป็นพวกโง่เง่า พร้อมระบุว่าการคืนเงินจะไม่เกิดขึ้นโดยง่ายอย่างแน่นอน ยืนยันว่าตนมีสิทธิใช้อำนาจด้านภาษีเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ จากนั้นไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ปธน.ทรัมป์ได้ลงนามประกาศใช้ภาษีนำเข้าใหม่ 10 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก ภายใต้มาตรา 122 ของ พ.ร.บ.การค้าปี 2517 ซึ่งให้อำนาจจัดเก็บภาษีได้สูงสุด 15 เปอร์เซ็นต์ เป็นเวลาไม่เกิน 150 วัน ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ.นี้เป็นต้นไป ก่อนที่สภาคองเกรสจะต้องนำไปพิจารณาดำเนินการต่อหลังคำตัดสินดังกล่าว ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 และตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ปรับตัวรับข่าวในเชิงบวก ขยับขึ้นราว 0.7 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากผู้ประกอบการมองว่าจะช่วยลดภาระต้นทุนในระยะสั้น ผู้ประกอบการจำนวนมากต่างโล่งใจ มองว่าเป็นการสร้างความชัดเจน ทางกฎหมาย และอาจช่วยลดภาระต้นทุนที่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคต้องแบกรับในช่วงที่ผ่านมาอย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการค้าชี้ว่า รัฐบาลยังคงมีกฎหมาย อื่นที่สามารถนำมาใช้ได้ เช่น มาตรา 301 พ.ร.บ.การค้า ปี 2517 (ตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม) และมาตรา 232 พ.ร.บ.การขยายการค้า ปี 2505 (เหตุผลด้านความมั่นคง) ก็เปิดทางให้เก็บภาษีได้ เพียงแต่กระบวนการจะซับซ้อนและใช้เวลามากกว่าเดิมด้านนายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ประกาศเตรียมเปิดการสอบสวนใหม่ภายใต้มาตรา 301 ทันที เพื่อใช้เป็นกลไกหลักทดแทนคำสั่งเดิมที่ถูกยกเลิก โดยจะมุ่งเน้นไปที่คู่ค้าหลักอย่างจีนและอินเดีย ในประเด็นการตั้งราคายา การผลิตที่เกินความต้องการ แรงงานที่ถูกบังคับให้ทำงาน ภาษีบริการดิจิทัล รวมถึงมลพิษทางทะเล และสินค้าเกษตร (ข้าว/อาหารทะเล) หากพบการกระทำที่ไม่เป็นธรรม พร้อมจะใช้มาตรการภาษีตอบโต้อย่างเร่งด่วน พร้อมยืนยันว่าข้อตกลงการค้าที่ทำไว้ก่อนหน้านี้จะยังคงมีผลสมบูรณ์ส่วนประเด็นการคืนเงินภาษี นักเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย คาดการณ์ว่ารัฐบาลสหรัฐฯอาจต้องคืนเงินภาษีศุลกากรกว่า 175,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5.4 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นยอดที่สูงกว่างบประมาณรายปีของกระทรวงยุติธรรมและกระทรวงคมนาคมรวมกัน โดยขณะนี้ภาคธุรกิจกำลังเตรียมยื่นคำร้องเพื่อขอรับเงินคืนจากกระทรวงการคลัง คาดว่าจะกลายเป็นกระบวนการที่วุ่นวายและซับซ้อนในศาลภาษีระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รมว.คลังสหรัฐฯ ยืนยันว่ารัฐบาลมีสภาพคล่องเพียงพอที่จะจ่ายเงินคืน และได้วางแผนรับมือไว้แล้วสำหรับผลกระทบที่ไทยคาดว่าจะได้รับจากคำพิพากษาดังกล่าวและนายทรัมป์ประกาศใช้ภาษีนำเข้าใหม่ 10 เปอร์เซ็นต์ ทั่วโลกนั้น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของมาตรการทางการค้า และดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด แม้ล่าสุดจะมีคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อแนวทางการดำเนินมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องรอความชัดเจน ทั้งในเชิงกฎหมายและแนวปฏิบัติ กระทรวงพาณิชย์จึงมอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน รวมถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยนางศุภจีกล่าวอีกว่า สาระสำคัญของคำวินิจฉัยครั้งนี้สะท้อนหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ โดยศาลชี้ว่า แม้ตามกฎหมาย IEEPA จะให้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างกว้างขวางในการควบคุมธุรกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภาวะฉุกเฉิน แต่การกำหนดภาษีศุลกากร ต้องได้รับมอบหมายอำนาจอย่างชัดเจนจากฝ่ายนิติบัญญัติ สำหรับประเด็นการขอคืนภาษี ผู้นำเข้าที่เป็นคู่ความในคดีมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับวงเงินภาษีจำนวนมากและหลายฝ่าย ดังนั้น กระบวนการจึงมีแนวโน้มซับซ้อน และยังต้องรอแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาลสหรัฐฯรมว.พาณิชย์กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน ไทยยังจำเป็นต้องติดตามท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าทั่วโลกเพิ่มเติมในอัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นระยะเวลา 150 วัน ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงิน ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 24 ก.พ.2569 แทนการเรียกเก็บภาษีต่างตอบแทนที่ไม่สามารถดำเนินการได้แล้วนอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯจะใช้มาตรการอื่น เช่น มาตรา 232 ภายใต้ Trade Expansion Act 1962 ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ ดังที่สหรัฐฯได้ประกาศเก็บภาษีเพิ่มเติมกับสินค้าบางกลุ่มไปก่อนหน้านี้แล้ว เช่น เหล็กและอะลูมิเนียม (50 เปอร์เซ็นต์) ทองแดง (50 เปอร์เซ็นต์) ยานยนต์และชิ้นส่วน (25 เปอร์เซ็นต์) เซมิคอนดักเตอร์บางรายการ (25 เปอร์เซ็นต์) แม้แต่การใช้มาตรา 301 ภายใต้ Trade Act 1974 ซึ่งสหรัฐฯ ได้เคยประกาศใช้กับบางประเทศเพื่อตอบโต้กับมาตรการทางการค้าที่สหรัฐฯมองว่าไม่เป็นธรรมจากประเทศคู่ค้า รวมไปถึงมาตรา 338 ภายใต้ Trade Act 1930 ที่สหรัฐฯสามารถกำหนดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมต่อประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อการค้าของสหรัฐฯ เป็นต้นรมว.พาณิชย์ระบุว่า เบื้องต้นหลังจากที่ไม่มีการเก็บภาษีต่างตอบแทนภายใต้กฎหมาย IEEPA แต่สหรัฐฯจะเก็บภาษีตามมาตรา 122 ที่อัตรา 10 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ จะต้องจ่ายภาษีในอัตราภาษีปกติ (MFN) ของสินค้านั้น บวกกับอัตราภาษี 10 เปอร์เซ็นต์ ตามมาตรา 122 บวกกับค่าธรรมเนียมอื่นใด หรือภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด/ภาษีตอบโต้การอุดหนุน (AD/CVD) ของสินค้านั้น (หากมี) โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่เวลา 00.01 น.ของวันที่ 24 ก.พ.2569 สำหรับสินค้าที่จะนำไปบริโภค หรือนำออกจากคลัง สินค้าในสหรัฐฯ เพื่อการบริโภค และจะมีผลเป็นระยะเวลา 150 วัน หรือถึงเวลา 24.00 น.ของวันที่ 23 ก.ค. 2569 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง เป็นอื่น หรือขยายระยะเวลาโดยรัฐสภาสหรัฐฯนางศุภจีระบุอีกว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทย โดยจะดำเนินการเชิงรุก ทั้งด้านการเจรจาการค้า การประเมินความเสี่ยง และการให้ข้อมูลแก่ภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาคการส่งออกและการลงทุนของไทยสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมภายใต้บริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการทราบข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดช่องทางในการรับคำปรึกษาได้ที่สายด่วน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โทร. 0-2507-7555ขณะที่ในมุมมองของผู้ประกอบการไทย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย เปิดเผยว่า คำตัดสินศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ให้ ปธน.ทรัมป์แพ้คดีภาษีตอบโต้เป็นพัฒนาการเชิงบวก เพราะย้ำว่าการจัดเก็บภาษีต้องมีฐานกฎหมายที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องติดตามหลายประเด็นสำคัญ เช่น รายการสินค้าที่จะถูกยกเลิกภาษี มาตรการเดิมส่วนใดยังมีผล รวมถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯจะใช้กฎหมายอื่น เช่น มาตรา 122 ตั้งภาษีนำเข้า 10 เปอร์เซ็นต์ เป็นการชั่วคราว 150 วัน โดยภาพรวมถือว่าไม่เลวร้าย แต่ภาคธุรกิจต้องจับตาแนวทางคืนเงินภาษีและรูปแบบมาตรการใหม่อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันไทยต้องเดินหน้าจัดทำความชัดเจนในประเด็นสัดส่วนมูลค่าเพิ่มในประเทศ Local Content และกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (RVC) ให้สอดคล้องกติกาองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุน และลดความไม่แน่นอนทางนโยบายในตลาดส่งออกต่างๆด้วยด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า คำตัดสินศาลสูงสุดสหรัฐฯที่ชี้ว่าภาษีตอบโต้ไม่ได้เป็นอำนาจตรงของประธานาธิบดี ทำให้ต้องยุติทันที ถือเป็นปัจจัยผ่อนคลายความตึงเครียดทางการค้า แต่ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะทรัมป์ได้หันไปใช้กฎหมายอื่น เช่น มาตรา 122 ภายใต้กฎหมายการค้าปี 1974 ตั้งภาษีนำเข้าทั่วโลก 10 เปอร์เซ็นต์ แบบชั่วคราว 150 วันอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่