ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้ การเมืองใน บริบทประเทศไทยคือสองนครา ประชาธิปไตย ที่ทำให้เกิดสภาพ 2 อย่าง 1.คนเมืองหลวงไล่รัฐบาล 2.คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล ทำให้สังคมไทยมีความคิดที่ต่างกัน 2 ขั้ว อย่างชัดเจนการเลือกตั้งที่ผ่านมาจึงเกิดปรากฏการณ์ที่คนกรุงเทพฯเลือกพรรคประชาชน แต่คนต่างจังหวัดเลือกพรรคภูมิใจไทย“ประชาชน” นั้น จุดยืนชัดเจนคือต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่“ภูมิใจไทย” หัวหมู่ของกลุ่มอนุรักษนิยมที่ไม่ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจึงเป็นตัวแทนของกลุ่มรุ่นเก่าสรุปก็เลยได้ “ส้ม” เป็นฝ่ายค้าน “นํ้าเงิน” เป็นรัฐบาลแต่ที่มันยุ่งๆกันเวลานี้มีอยู่ 2 เรื่องใหญ่!1.การเลือกตั้งที่ กกต.ควบคุมดูแลเกิดปัญหา อาจถึงขั้นทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้2.การจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ลงตัวเกิดความขัดแย้งระหว่าง “ภูมิใจไทย” กับ “กล้าธรรม”ทั้ง 2 เรื่องเกิดคู่ขนานกันยังไม่มีข้อสรุปว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไรวันนี้มีความเห็นต่างเรื่องการเลือกตั้งว่าเป็นโมฆะหรือไม่ ฝ่ายหนึ่งบอกว่าต้องเลือกใหม่ โดยมี “ประชาชน” เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันแต่อีกฝ่ายเห็นว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น เชื่อว่า กกต.สามารถชี้แจงได้ส่วนเรื่องการตั้งรัฐบาลก็เดินหน้าไปได้ไกลพอสมควร เพราะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเห็นว่าไม่น่ามีปัญหาจึงต้องชิงตั้งเสียก่อนที่กระแสจะพัดพาให้ตกนํ้าได้เพราะทุกวันนี้กระแสโซเชียลนั้นมีพลังมาก สามารถกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามที่พวกเขาต้องการได้อาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้จึงต้องเคลื่อนตัวเพื่อเดินไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลให้เร็ว โดย กกต.ก็ต้องประกาศรับรอง สส.ให้ครบถ้วนเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถรู้ตัวเลขที่ชัดแล้วตั้งรัฐบาลพูดง่ายๆว่าต้องชิงธงการนำ!“ภูมิใจไทย” จึงต้องเดินหน้าเต็ม เร่ง พรรคการเมืองอื่นให้เปิดตัวเพื่อสนับสนุนให้เป็นหัวหน้ารัฐบาลเวลานี้ ที่แน่ๆคือ “เพื่อไทย” ได้ประกาศชัดเจนจากนั้นพรรคเล็กก็ประกาศตัวตนครบหมดแล้วทำให้เสียงสนับสนุนเป็นกอบเป็นกำว่าใครจะไปทางไหน แต่ที่แน่ๆถนนทุกสายมุ่งไปที่พรรคภูมิใจไทย ที่ได้ สส.มากที่สุด 193 เสียงเรียกว่าขึ้นแท่นรออยู่แล้วและกำลังต่อรองกับ “กล้าธรรม” อย่างมีเงื่อนไข นอกจากยึดกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงการท่องเที่ยวฯแล้วแต่ยังไม่พอ!ต้องไม่มีชื่อ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” เป็นรัฐมนตรี เนื่องจาก “อนุทิน ชาญวีรกูล” กลัวจะตกเก้าอี้ที่ตั้งบุคคลสีเทาเป็นรัฐมนตรียิ่งล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญออกเอกสารว่าด้วยเรื่องจริยธรรมของนักการเมืองอย่างละเอียดยิบ จึงต้องระมัดระวังทุกอย่างนี่แหละคือจุดที่เป็นปัญหาสร้างความไม่พอใจให้กับ “ธรรมนัส” อย่างมากด้วยการแสดงอภินิหารต่างๆเพื่อจะบอกว่า “กูไม่กลัวมึง” พร้อมตอบโต้ทุกรูปแบบหวังกดดันให้ “อนุทิน” หรือ “ลูกพี่ใหญ่” ยุติเรื่องนี้พูดง่ายๆมึงมีข้อมูลอะไรกูก็มีเหมือนกันพร้อมจะเปิดโปงเพื่อโต้กลับทันทีเรียกว่า “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่”ก็อยู่ที่ “อนุทิน” จะกลัวคำขู่หรือไม่?ถ้าไม่กลัวก็ไม่เอาร่วมรัฐบาลก็แค่นั้น“ธรรมนัส” นั้นไม่ธรรมดา เล่นไม่เลือกเหมือนกัน!“ลิขิต จงสกุล”คลิกอ่านคอลัมน์ “สับรางวันอาทิตย์” เพิ่มเติม