22 กุมภาพันธ์ วันแรกของฤดูร้อนอย่างเป็นทางการ ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ประเทศไทยเข้าสู่คิมหันตฤดู แนวโน้มร้อนทะลุปรอทกว่าปีก่อน อุณหภูมิสูงสุดอาจแตะ 42–43 องศาเซลเซียส เห็นตัวเลขแล้วน่าซีเรียส ร้อน “ตับแลบ” สุกไหม้เกรียมแน่และนั่นก็ล้อไปกับอุณหภูมิการเมืองในประเทศที่ระอุเดือดมาตั้งแต่ก่อนเปิดหีบเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.2569 จนหลังวันหย่อนบัตรนับคะแนนแล้วก็ยังส่อแววปิดหีบไม่ลงท่ามกลางควันโขมง กระแส “โกงเลือกตั้ง” กระหึ่มเมืองผ่านมาครบ 2 สัปดาห์ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิ่งประกาศผลนับคะแนนเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งครบ 400 เขต พร้อมคะแนนแบบบัญชีรายชื่อ โดยถ่ายจากใบรวมคะแนนที่ขีดนับตัวเลขบนกระดานลงเว็บไซต์อย่างเป็นทางการให้ประชาชนทางบ้านไปบวกนับแต้มดิบกันเอาเองอาการเร่งร้อนเหมือนต้องรีบเจาะช่องระบายแรงกดดันกระแสพุ่งเป้าถล่ม 7 อรหันต์ กกต.พ่วงด้วย “แหวง เซราะกราว” นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.บ้อท่าในการบริหารจัดการเลือกตั้งได้ต่ำกว่ามาตรฐาน“บัตรเขย่ง” ที่ยกระดับเป็น “บัตรกระโดดค้ำถ่อ” สถิติพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ไม่แค่หลักร้อยหลักพัน แต่มันไต่ขึ้นไปถึง 6.6 หมื่นใบ แบบที่ กกต.แบไต๋ยอมรับเผลอๆจะแตะระดับหลักแสนใบแบบที่นักวิชาการไล่บี้ประจานโจทย์สถานการณ์คับขัน กกต.ยากจะเคลียร์กระแสค้างคาใจในหมู่ชนชั้นปัญญาชน องค์การนิสิต สภานักศึกษามหาวิทยาลัยเคลื่อนไหวทั่วประเทศเรียกร้องให้มีการนับคะแนนใหม่เพื่อความโปร่งใสแต่ที่เป็นจุดไวไฟแทรกกองเพลิงคุโชนขึ้นมาก็คือปม “บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ด” ในบัตรเลือกตั้งทั้งสีชมพู สส.บัญชีรายชื่อ และสีเขียว สส.เขตเลือกตั้ง โดยระบบเอไอสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังไปได้ว่าผู้มีสิทธิกาบัตรให้ใครทำให้การลงคะแนน เสี่ยง “ไม่ลับ” ขัดรัฐธรรมนูญจังหวะ “กิ้งกือตกท่อ” กระเทือนไปถึงดวงดาวตามรูปการณ์ส่อเสียหายขั้นรุนแรง ระดับที่ว่าถ้า “7 อรหันต์ กกต.” ติดคุกก็รับผิดชอบกันไม่ไหว เพราะว่ากันถึงขั้นทำเลือกตั้งใหญ่ “โมฆะ” ต้องล้มกระดานจัดลงคะแนนกันใหม่ สูญงบประมาณแผ่นดินอีกมหาศาลสถานการณ์เร้าดีกรีระทึก อย่านึกว่าเป็นไปไม่ได้เพราะคนที่เติมฟืนใส่กองไฟ ระดับ “เนติบริกรเมืองไทย” อย่างนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายที่ออกมาปักหมุด “ความเห็นส่วนตัว”ฟันธง “เลือกตั้งไม่ลับ” เพราะบาร์โค้ด–คิวอาร์โค้ดโคตรเซียนรัฐธรรมนูญแฝงเกมอำนาจการเมืองระดับ “วิษณุ” ขยับให้แกะรอยตามสัญญาณแปร่งๆตามจังหวะนำร่องนักกฎหมายสายสลิ่ม นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.ค่ายประชาธิปัตย์ จอมกัดติด “นักโทษวีไอพีชั้น 14” ก็ขันอาสาลุยยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ เป็นโมฆะก๊วน “ทนายอาสา” แปรรูปขบวน เข้าโหมดล้มกระดาน โดยสถานการณ์โฟกัส “ผู้เล่น” แถวหน้าฝ่ายโหนขบวนอำนาจอนุรักษ์นิยมกระโดดร่วมขบวนแห่ธง “เลือกตั้งโมฆะ”มันย่อมแฝงไว้ด้วยเหลี่ยมเกมล้ำลึก ซ่อนกลหลายชั้นลำพังชื่อ “วิษณุ เครืองาม” แค่คนเดียว ก็มีน้ำหนักมหาศาล เพราะไร้การพาดโยงกับพรรคประชาชนแต่คนที่เป็นจุด “ฮอตสปอต” กระตุกเป้าโฟกัสสัญญาณร้อนก็คือลีลาของ “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานยุทธศาสตร์ พรรคกล้าธรรม ที่ออกอาการตื่นตูมกระแสเลือกตั้งโมฆะจนน่าเอะใจ ผิดปกติวิสัยพรรคที่เพิ่งกวาด สส.ในสนามเลือกตั้งมาได้เป็นอันดับสี่“บิ๊กบราเธอร์” ค่ายเขียว รัวตีปี๊บเกมล้มกระดานเลือกตั้งใหม่แบบรายวันฟอร์มหล่อของนักเลือกตั้งอาชีพห่วงกติกาไม่เป็นที่ยอมรับ ในจังหวะคาบลูกคาบดอก เกมสปิริตแฝงลูกเขี้ยว ก้ำกึ่งๆในกระบวนการเร่งคิวจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อาการเร่งกระแสเร้าจังหวะล้มกระดานเลือกตั้งโมฆะของบอสใหญ่ค่ายกล้าธรรม มันล้อไปกับสถานการณ์ “มิสคอล” นับสิบๆสาย“ไม่มีสัญญาณตอบรับ” จากหมายเลขที่ท่านเรียกข่าววงในเบื้องหลัง ผู้ยิ่งใหญ่ “เขากระโดง” อย่าง “เนวิน ชิดชอบ” ไม่ยอมรับสายโทรศัพท์สายตรงจาก “บิ๊กบราเธอร์” ค่ายสีเขียว และไม่ได้ โทร.กลับ นับตั้งแต่วันเลือกตั้งรู้ผลนับคะแนนและก็สอดรับโดยปฏิกิริยาที่สะท้อนฉากหน้า ผ่านมากว่า 2 สัปดาห์ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังไม่ได้แสดงความชัดเจนใดๆในการดึงพรรคกล้าธรรมเข้าเป็นพรรคร่วมรัฐบาลการันตี “ตั๋ว” ให้ก๊วนผู้กอง ร่วมโดยสารในขบวนรถไฟ “อนุทิน 2”ตามข่าว ไม่ได้รับเทียบเชิญให้เข้าไปนั่งจิบกาแฟที่ “จ๊ะจ๋าคาเฟ่” ของมาดาม “เสี่ยหนู” สภาพที่ทีมงานพรรคกล้าธรรมต้องแอบนัดไปคุยรอบนอกกันที่คาเฟ่ย่านเกษตรฯ เลาะอยู่ข้างๆที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ปล่อยข่าวแซะโควตารัฐมนตรี 3ว่าการฯ 3 รัฐมนตรีช่วยฯ เป็นค่าสินสอด “เจ้าสาว”แล้วก็โดนหักลำ “เจ้าบ่าว” รีบเคลียร์ข่าว ไม่เป็น ความจริงแต่อย่างใดเปรียบเทียบกับพรรคเพื่อไทยที่ได้รับเทียบเชิญให้ “ดร.เชน” นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นำขบวนแกนนำค่าย “นายใหญ่” เข้าไปนั่งแถลงข่าวร่วมกับ “นายกฯหนู” การันตีสถานะร่วมรัฐบาลตั้งแต่วันแรกๆหลังรู้ผลอย่างไม่เป็นทางการและนั่นยังไม่ชัดเท่ากับสถานะที่ด้อยกว่าพรรคเล็กพรรคน้อย ที่ได้รับเทียบเชิญให้เข้าไปนั่งแถลงเปิดตัวสนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรีโดยมีแกนนำค่ายน้ำเงินต้อนรับอย่างเอิกเกริกสมเกียรติตามพฤตินัยก็แสดงให้เห็นกันในที ไม่ต้องรอให้ไปชัดเจนหลังโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีแบบที่ “นายกฯหนู” บอกปัดเป็นมารยาทลีลาเก๋า เลี่ยงการบอกตัดไมตรีกันชัดๆณ จุดที่ “ไผ่ ลิกค์” แม่บ้านใหญ่ค่ายกล้าธรรม ชักทนเก็บอาการไว้ไม่ไหว โวยอากาศจะเอาอะไรกันอีก ยอมถอยแบบไม่มีเงื่อนไข แม้แต่ “ผู้กองนัส” ก็รับสภาพไม่มีเก้าอี้รัฐมนตรีให้เป็น “จุดดำ” ของ ครม. “อนุทิน”ไม่มีที่ไหนในโลกที่จะโหวตนายกฯก่อนแล้วค่อยแบ่งเค้กเก้าอี้รัฐมนตรีอารมณ์หมั่นไส้เหลืออด ต้องประชดแดกดันกันในที คุยร่วมรัฐบาลกับค่ายภูมิใจไทยมันดูยุ่งยากพิลึก ไม่ง่ายเหมือนตอนร่วมรัฐบาลที่แล้วมาและก็ถึงจุดเบรกแตกของ “ผู้กองนัส” ที่กัดฟันเลือดกบปากอารมณ์คำรามฮึ่มฮั่มกลบเกลื่อนรอยยิ้มชักไม่สนิท สะท้อนผ่านประโยคแฝงแค้นทะลักจุดเดือด เมื่อถูกนักข่าวสะกิดใจดำถาม “ยังรักกับอนุทินหรือไม่”“ชีวิตผม ผมไม่เคยทะเลาะกับใครก่อน แต่ถ้าใครทะเลาะกับผม ก็กลับไปฝันร้าย”จับอาการสะท้อนภาวะทางใจก๊วนผู้กอง มันเลยจุดของการรอมชอมมุก “ขู่กรรโชก” เพื่อต่อรองร่วมรัฐบาล ไม่มีออกมามุมบวกแน่ ตามเงื่อนไขสถานการณ์ร่วมรัฐบาลของพรรคกล้าธรรม โดยเฉพาะในมุมของ ร.อ.ธรรมนัส แทบปิดประตูลงกลอนไม่มีชื่ออยู่ใน ครม.“อนุทิน 2” แน่นอนตามรูปการณ์เกมชุมนุมสิงห์สยบเสือ ลากมาถึงจุดนี้ มันเลยดีกรีแหยงความเสี่ยงที่โคตรเซียนการเมืองในตำนานระดับ “เนวิน–อนุทิน” จะหวั่นไหวกับการปล่อยให้ “บิ๊กบราเธอร์” ค่ายสีเขียวไปอยู่ฝ่ายค้านอาการกระตุกอุปาทานหมู่ ขู่ปล่อยตัวอันตรายไปแท็กทีมกับกองทัพส้มในมุมกลับกัน อารมณ์ของ “ธรรมนัส” เองก็ใช่จะปลอดจากภาวะหวั่นไหว ในสภาพของคนที่ไม่เคยหลุดวงโคจรฝ่ายถืออำนาจรัฐ ต้องมานั่งอยู่ในคอกของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแบบเต็มตัวมองไปข้างหน้าเห็นเงาโจทก์รอเช็กบิล ต่อแถวยาวยันพะเยาเหมือนกันเช็กสัญญาณจากทหารเฒ่า 3 ป. ที่รอเคลียร์บัญชีทบต้นทบดอก อารมณ์แค้นฝังหุ่นของ “ลุงบ้านป่าฯ” ที่ประกาศยังตายไม่ได้ ขอรอดูชะตาชีวิตของอดีตน้องรักก่อนณ จุดวัดระยะ “ธรรมนัส” กับ “อนุทิน–เนวิน” พิสูจน์ใครคือตัวจริงในขบวนแห่ธงอำนาจอนุรักษ์นิยมเกมจัดรัฐบาลกับปฏิบัติการล้มกระดานเลือกตั้ง นัวเนียๆคนละเรื่องเดียวกันแต่ตามเงื่อนไขสถานการณ์เกมอำนาจแบบไทยๆ โหมด “เลือกตั้งโมฆะ” ต้องว่ากันอีกยาวในกระบวน การทางกฎหมายกว่าจะไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ ปลายทางสถานีสาย สว.สีน้ำเงินยังไงก็เกิดทีหลังกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลผสม “อนุทิน 2 พลัส”ตามเงื่อนไขสถานการณ์จำเป็นของประเทศไทย ปากท้องชาวบ้านต้องมาก่อนเงื่อนกติกากฎหมาย บ้านเมืองต้องมีฝ่ายบริหารมาทำหน้าที่แบบฟูลไทม์ แทนรัฐบาลรักษาการที่อำนาจไม่เต็มไม้เต็มมือผลการเลือกตั้งออกมา อำนาจอยู่ในกำมือฝ่ายโหนขบวนอำนาจอนุรักษ์นิยมไม่ต้องตั้งรัฐบาลท่ายากจับอาการนักลงทุนกระดี๊กระด๊า กระแสนักเลงหุ้นตอบรับรัฐบาลชนะแต้มขาดและก็ไม่พลาดเบิ้ลเครื่องโชว์ “นายกฯหนู” ปล่อยสัญญาณเร่งคิว “ดร.เอก” เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและขุนคลัง เดินหน้ากระตุ้นชีพจรจีดีพีที่เริ่มผงกหัว ตัวเลขโตกว่าที่คาด จากการอัดฉีดโครงการ “คนละครึ่ง” และอานิสงส์จากกระแสเงินหมุนเวียนในสนามเลือกตั้งใหญ่ ตีปี๊บเร่งอัดคนละครึ่งพลัสต่อไม่รอแล้วแนวโน้มภาคธุรกิจส่วนใหญ่เรียกร้องให้รีบจัด ครม. เพื่อเร่งงานบริหารมาก่อนเงื่อนไขอื่นใดเอื้อให้ “อนุทิน” ชิงจังหวะกระโดดข้ามโหมดเลือกตั้งโมฆะเนียนๆ.“ทีมการเมือง”คลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม