แม้ผมจะหายดิบดีแล้ว และเริ่มเดินออกกำลังกายได้เหมือนเดิมแล้ว (เมื่อวานเริ่มเบาะๆแบบอุ่นเครื่อง เดิน 3 กิโลเมตร ที่สวนสาธารณะข้างบ้าน) แต่ก็คงต้องขออนุญาตเขียนถึงโรคภัยไข้เจ็บครั้งนี้อีกสักวันเพราะยังมิได้ขอบคุณใครต่อใครอีกหลายๆคน ที่มีส่วนในการ “ซ่อม” เครื่องยนต์ผุๆชิ้นนี้จนเครื่องติด สามารถกลับมาทำงานได้อีกครั้งขอบคุณน้องๆแพทย์และพยาบาล ตลอดจนเจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลรามาธิบดี ทุกคน ที่เข้าเวรทำหน้าที่เมื่อ 5 โมงเย็นวันศุกร์ที่ 9 มิถุนายนเห็นคนไข้เกือบ 100 คนที่นอนอยู่บนเตียงเข็นห้อยน้ำเกลือระโยงระยางเต็มห้อง ก็เดาได้เลยว่าน้องๆทุกคนเหน็ดเหนื่อยขนาดไหนแต่ทุกๆคนก็ตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่อย่างทุ่มเทและเอาใจใส่ใบหน้าอาจจะไม่เปื้อนยิ้มเหมือนแผนกอื่นๆของโรงพยาบาลรามาฯที่ขึ้นชื่อมากในเรื่องอัธยาศัยไมตรี...แต่ก็ไม่ถึงกับบึ้งเสียทีเดียวทุกคนให้บริการคนป่วยอย่างเสมอหน้า ใครมาก่อนก็จะมีหมอหรือพยาบาลมาถามอาการก่อน และหลังจากนั้นผมเดาว่าคุณหมอจะมาดูแลรักษาตามอาการ ใครหนักกว่า สาหัสกว่า จะได้รับการดูแลก่อนของผมถ่ายเป็นเลือด และยังไม่หยุด คุณหมอจึงเรียกพนักงานให้เข็นเข้าไปในห้องตรวจพร้อมกับสั่งยาหยุดเลือดเป็นขนานแรกเผอิญว่าก่อนที่ยาห้ามเลือดจะออกฤทธิ์ ผมยังถ่ายอีก 2 ครั้งใหญ่ คุณหมอก็มาเปิดเปลือกตาผมทั้ง 2 ข้าง ก่อนจะสั่งให้เลือดถุงแรกต้องยอมรับว่าหลังการถ่ายอีก 2 ครั้ง (ซึ่งเป็นครั้งที่ 6 ของวัน) ผมรู้สึกร้อนผ่าว ทั้งๆที่เครื่องปรับอากาศของห้องฉุกเฉินก็ทำงานได้อย่างดียิ่งแต่พอได้เลือดใหม่ลงไป...จะด้วยผลทางจิตวิทยา หรือผลของเลือดโดยแท้จริงก็เถอะ ผมกลับมารู้สึกเย็นเหมือนเดิมโดยปาฏิหาริย์ผมได้รับบริการทุกสิ่งทุกอย่างอย่างดียิ่งตามอาการที่เกิดขึ้น โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าผมเป็นใคร? มาจากไหน?แน่นอนด้วยความกรุณาของเพื่อนพ้องที่สนิทสนมกับผู้ใหญ่ของโรงพยาบาลรามาธิบดี และต่อมาผู้ใหญ่ก็กรุณาโทรศัพท์มาบอกน้องๆฝากให้ดูแลผมด้วยแต่เกือบ 1 ชั่วโมงที่น้องๆดูแลผมโดยไม่ทราบว่าชายชราคนนี้มีปากกาและมีคอลัมน์ที่จะเขียนตำหนิ หรือชมเขาได้อยู่ในมือ รวมทั้งยังรู้จักกับผู้หลักผู้ใหญ่ของโรงพยาบาลนี้...ผมว่าเยี่ยมแล้วครับขอให้รักษาความเยี่ยมเช่นว่านี้เอาไว้ตลอดไป และหากจะยิ้มอีกสักนิด (แม้จะตระหนักดีว่าคนเหนื่อยย่อมยิ้มยาก) ก็จะทำให้คำว่ายอดเยี่ยมนั้นสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นอีก 3 ท่าน หรืออาจจะมากกว่านั้นก็ได้ที่ผมรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ และมีความปรารถนาที่จะขอบคุณอย่างยิ่งก็คือ เจ้าของเลือดทั้ง 3 ถุง ตลอดเวลาที่ผมอยู่โรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อสัปดาห์ที่แล้วขอบพระคุณอย่างจริงใจ เพราะหากมิได้เลือดจากผู้มีพระคุณ “นิรนาม” ทั้ง 3 ถุงที่ว่านี้ ก็ยังไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผมผมมาทราบภายหลังว่าเมื่อวันพุธที่ 14 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ผมเริ่มเตรียมตัวกลับบ้านอยู่นั้น เป็น “วันผู้บริจาคโลหิตโลก” หรือ World Blood Donor Dayสภากาชาดไทยได้ออกประกาศเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคโลหิตในวันดังกล่าวตั้งแต่ 7 โมงครึ่งเช้าถึง 1 ทุ่มครึ่งช่วงหัวค่ำ โดยมีเตียงรองรับถึง 40 เตียง ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ถนนอังรีดูนังต์ในช่วงหลายๆปีมานี้เราจะได้ยินข่าวสภากาชาดไทยขาดแคลนเลือดและเกล็ดเลือดอย่างหนักเพราะจะต้องให้บริการแก่โรงพยาบาลทั่วประเทศ จนบางครั้งถึงกับมีข่าวว่า จะต้องมีผู้บริจาคอย่างน้อยวันละ 3,000 คน จึงจะพอเพียงท่านผู้อ่านที่มั่นใจว่าแข็งแรงและมีเลือดมากพอที่จะบริจาคให้แก่เพื่อนร่วมชาติและเพื่อนร่วมโลกอื่นๆเพื่อต่ออายุหรือชุบชีวิตคนเคราะห์ร้ายในแต่ละวันก็ขอเชิญตามอัธยาศัยนะครับไปได้เลยที่ ศูนย์บริจาคโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ กทม. จันทร์และศุกร์ 08.00-16.30 น. อังคาร พุธ พฤหัสบดี 07.30-19.30 น. ไม่เว้นแม้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ส่วนต่างจังหวัดติดต่อบริจาคได้ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศครับ.“ซูม”