มาอ่านเรื่อง นายธนกฤต วรธนัชชากุล ชำแหละกฎหมายดักฟังต่อเลยนะครับ...นอกจากนี้ มีประเด็นความลักลั่นที่แตกต่างของกฎหมายทั้ง 5 ฉบับ เรื่องของการทำลายเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารที่ไม่เกี่ยวกับการกระทำผิดพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ 2551 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษ 2519 ไม่มีบทบังคับให้ต้องทำลายเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารที่ไม่เกี่ยวกับการกระทำความผิดขณะที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ 2556 พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ 2547 และร่างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 105/1 วรรค 7 มีบทบัญญัติบังคับให้ต้องทำลายเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารที่ไม่เกี่ยวกับการกระทำความผิดแต่ในร่างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 105/1 วรรค 7 ยังกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมไปอีกว่า เมื่อทำลายเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารแล้วให้รายงานอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดทราบด้วย ทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นข้อดีในการเพิ่มการตรวจสอบถ่วงดุลโดยอำนาจตุลาการขอตั้งข้อสังเกตเรื่องของอัตราโทษฐานเปิดเผยข้อมูลของกฎหมายทั้ง 5 ฉบับข้างต้น บางฉบับกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องรับโทษหนักขึ้นกว่าโทษปกติ บางฉบับไม่ได้กำหนดไว้หากเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดรับโทษอัตราปกติ ถือเป็นปัญหาความลักลั่นเรื่องอัตราโทษฐานเปิดเผยข้อมูลหรือเอกสารที่ได้มาอีกทั้งบรรดากฎหมายที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐเข้าถึงเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารดังกล่าว ไม่มีกฎหมายฉบับใดเลยกำหนดโทษเฉพาะสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ ที่นำข้อมูลข่าวสารไปใช้ประโยชน์อื่น มีเพียงโทษที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำความผิดฐานเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารเท่านั้นร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฉบับนี้จำเป็นต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 77 รับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องก่อน ดังนั้น เป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติผู้เสนอร่างกฎหมาย ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นก่อนพิจารณาร่างกฎหมายโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั่นเป็นการชี้ให้เห็นข้อดีข้อด้อยของกฎหมายดักฟังฉบับใหม่ ถ้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเอาไปปรับปรุงให้ครบถ้วนรอบคอบขึ้นน่าจะเป็นประโยชน์โดยเฉพาะข้อที่กำหนดโทษของเจ้าหน้าที่รัฐที่เอาข้อมูลไปเล่นแร่แปรธาตุ...ควรมีและหนักกว่าชาวบ้านด้วย?สหบาท