ไลฟ์สไตล์
100 year

สรรพากรมาแล้ว! "เฟซบุ๊ก-กูเกิล-ไลน์" ต้องเสียภาษี

ไทยรัฐฉบับพิมพ์17 เม.ย. 2560 05:01 น.
SHARE

มาถึงวันนี้ เมื่อการค้าขายออนไลน์หรืออี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย มีมูลค่ามากกว่า 2.5 ล้านล้านบาท (ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA) หรือคิดเป็น 40% ของมูลค่าการค้าสินค้าและบริการทั้งหมดของไทยไปแล้ว

เช่นเดียวกับเม็ดเงินโฆษณา ที่กำลังหลั่งไหลเข้าสู่สื่อดิจิทัล อินเตอร์เน็ต ปีที่ผ่านมามีมูลค่า 9,150 ล้านบาท (ข้อมูลจากสมาคมมีเดียเอเจนซีและธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย หรือ MAAT) โดย 90% ของเงินจำนวนดังกล่าว ตกเป็นรายได้ของบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ อย่างเฟซบุ๊ก (Facebook) กูเกิล (Google) ยูทูบ (YouTube) และไลน์ (Line) ซึ่งสถานะในไทยเป็นเพียงสำนักงานสาขา รับแต่รายได้ ไม่มีภาระภาษีใดๆ

ข่าวแนะนำ

การขยับเขยื้อนเพื่อนำผู้ค้าและบริการเหล่านี้เข้าสู่ระบบภาษี นำรายได้ไปพัฒนาประเทศในกิจการที่จำเป็น สร้างการแข่งขันที่เท่าเทียมกับผู้ค้าในช่องทางปกติ ที่ต้องเสียภาษีและอยู่ในกฎระเบียบของภาครัฐ จึงน่าจะถึงเวลาเสียที

และนี่คือความชัดเจนจาก “ประสงค์ พูนธเนศ” อธิบดีกรมสรรพากร ต่อความพยายามครั้งสำคัญ ในฐานะหน่วยงานจัดเก็บและสร้างความเท่าเทียมทางภาระภาษีของประเทศ

“ขณะนี้ กรมสรรพากรกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายสินค้าผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-คอมเมิร์ซ โดยคาดว่ากระทรวงการคลัง จะเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในอีก 2-3 เดือน หรือไม่เกินไตรมาส 2 ของปีนี้ ก่อนที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ (สนช.) เพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้ภายในปีนี้”

การยกร่างกฎหมายดังกล่าว เกิดขึ้นจากพฤติกรรมการบริโภคสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี ซึ่งแต่เดิมนั้น กฎหมายในการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรตลอด 100 ปีที่ผ่านมา (กรมสรรพากรก่อตั้งเมื่อปี 2458) มีการปรับปรุงวิธีการจัดเก็บภาษีให้ทันสมัย เหมาะสมกับสถานการณ์อยู่แล้ว แต่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมากและการค้าขายถูกพลิกโฉมไปหมดโดยเทคโนโลยี

“สิ่งที่สรรพากรทำต้องอยู่ภายใต้การรองรับของกฎหมาย แต่เมื่อจะทำเพิ่ม จึงต้องมีการเสนอให้กระทรวงการคลังออกร่างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้นมา เพื่อจัดเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซเป็นการเฉพาะ”

โดยก่อนอื่น ต้องแยกแยะให้ออกก่อนว่า การดำเนินธุรกิจหรือประกอบอาชีพค้าขายทั้งรายเล็กหรือรายใหญ่ หากมีรายได้ก็ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐบาล เพื่อที่รัฐบาลจะได้นำเงินภาษีไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน รถไฟ น้ำประปาและไฟฟ้า เพื่อสร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติ

หากเป็นบริษัทนิติบุคคล ก็จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่กรมสรรพากร แต่หากเป็นบุคคลธรรมดาก็เสียภาษีเงินได้บุคคล ซึ่งทั้ง 2 กรณีนี้ หากกิจการเกิดค้าขายดี มีรายได้เกินกว่า 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ด้วย

ดังนั้น ผู้ประกอบการที่มีรายได้ ไม่ว่าร้านค้าขนาดเล็กทั่วไปในท้องตลาดหรือตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ก็ต้องมีหน้าที่เสียภาษีให้แก่รัฐบาล และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ผู้ประกอบการอี-คอมเมิร์ซ ที่แม้จะไม่มีหน้าร้านค้าเหมือนร้านทั่วไป ก็ไม่อาจปฏิเสธภาระภาษีได้ เพราะธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ มีการค้าขายสินค้าและการชำระเงินเกิดขึ้นจริงเหมือนกับธุรกิจห้างร้านทั่วไป

โดยสรรพากรได้วางแนวทางการจัดเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซ ไว้ 2 แนวทาง คือ 1.ภาษีธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ที่มีการซื้อขายสินค้าและบริการในประเทศ 2.อี-คอมเมิร์ซ ที่มีการซื้อขายสินค้าและบริการในต่างประเทศ

ซึ่งกฎหมายปัจจุบันของกรมสรรพากร ครอบคลุมการจัดเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซ ที่มีการซื้อขายสินค้าในประเทศเท่านั้น ส่วนอี-คอมเมิร์ซ ที่มีธุรกรรมการซื้อขายสินค้าในต่างประเทศนั้น ยังไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้

“การจัดเก็บภาษีธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ภายในประเทศนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะกรมสรรพากรสามารถติดตามการซื้อขายสินค้าได้จากช่องทางการชำระเงิน ซึ่งได้ดำเนินการตรวจสอบและเรียกเก็บภาษีจากผู้ประกอบการกลุ่มนี้ มาได้ประมาณ 1-2 ปีแล้ว โดยในแต่ละปีจัดเก็บภาษีจากอี-คอมเมิร์ซกลุ่มนี้ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากระดับ 100 ล้านบาท มาเป็นมากกว่า 1,000 ล้านบาทต่อปี”

แต่การจัดเก็บภาษีที่กรมสรรพากรยังจัดเก็บไปไม่ถึง คือ การเก็บภาษีอี-คอมเมิร์ซ จากการซื้อขายสินค้าและบริการในต่างประเทศ แม้ว่าธุรกรรมจะเกิดขึ้นในประเทศไทยก็ตาม แต่การชำระเงิน การส่งมอบสินค้าหรือบริการ อาจจะเกิดหรือไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยก็ได้

เช่น การจองห้องพักโรงแรม เมื่อผู้ซื้อได้สั่งจองที่พักแล้ว ผู้ซื้อจ่ายเงินผ่านบัตรวีซ่า ก็จะมีการหักเงินมาจากต่างประเทศ โดยธนาคารพาณิชย์ในไทยทำหน้าที่ในการเป็นตัวกลางชำระเงินเท่านั้น เช่นกับการลงโฆษณาในไลน์หรือเฟซบุ๊ก ที่ชำระเงินด้วยบัตรเครดิต ก็มีการหักเงินมาจากต่างประเทศเช่นกัน

ดังนั้น เมื่อเจ้าของสินค้าหรือบริการ ไม่มีสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศไทย กรมสรร-พากรก็ไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ จึงทำให้ประเทศไทยสูญรายได้จากการเก็บภาษีเป็นเงินจำนวนมาก

ดังนั้นร่างกฎหมายที่จะเสนอใหม่นี้ กรมสรรพากรจึงได้ศึกษาผลดีและผลเสียจากต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับปรุงและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทย ผ่านการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และหวังจะให้รองรับการค้าบนโลกออนไลน์ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า

สำหรับหลักการที่วางไว้คือ 1.กรณีเว็บไซต์โซเชียลมีเดียต่างชาติ ที่มีข้อความหรืออักษรเป็นภาษาไทย ร่างกฎหมายใหม่ จะเปิดกว้างให้กรมสรรพากรตีความว่า เว็บไซต์ดังกล่าว มีสถานที่หรือสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศไทย

2.เมื่อผู้ประกอบการมีสำนักงานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย กรมสรรพากรสามารถประเมินภาษีจากธุรกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นได้ โดยกรมสรรพากรอาจจะระบุจำนวนเงินที่ชัดเจนในการเสียภาษี ซึ่งกรณีนี้หากผู้ประกอบการคิดว่าไม่ถูกต้อง ก็สามารถยื่นเอกสารประกอบการชี้แจง เพื่อการประเมินภาษีร่วมกันได้

ทั้งนี้ อัตราภาษีที่กรมสรรพากรจะเรียกเก็บ จะเท่ากับอัตราภาษีที่ผู้ประกอบการภายในประเทศชำระภาษีให้แก่กรมสรรพากร โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เก็บในอัตรา 7% ขณะที่ภาษีเงินได้นิติบุคคลเก็บในอัตรา 20%.

กสทช.-ดีอีมองคนละมุม

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทร-คมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า การเติบโตของอี-คอมเมิร์ซ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ผ่านไลน์, เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม ฯลฯ นั้นพบว่ามีอัตราการเติบโตก้าวกระโดด ขณะที่กฎหมายกำกับดูแลก้าวตามไม่ทัน

ฐากร
ฐากร

ปัญหานี้เป็นสิ่งที่หลายประเทศมีความกังวล และอยู่ระหว่างหาแนวทางในการกำกับดูแล

“สำหรับการค้าขายออนไลน์ ผมได้เสนอแนวคิดไปยังรัฐบาลแล้วว่า หากจะมีการจัดเก็บภาษีก็ต้องจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) หรือจัดเก็บจากช่องทางการชำระเงิน เพราะเมื่อมีการซื้อขายสินค้า ชำระเงินบัตรเครดิต รัฐบาลจะจัดเก็บภาษีไม่ได้เลย เพราะปลายทางบริษัทที่ขายสินค้า ไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทย”

“หรือกรณีโอนเงิน ก็เป็นการโอนเงินระหว่างบุคคล ไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้และตรวจสอบก็ไม่ได้ แต่แม้เป็นเรื่องยาก ก็ควรต้องหาช่องทางดำเนินการ เพราะเมื่อมีรายได้ก็ต้องเสียภาษีให้กับประเทศด้วย”

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสร่วมประชุมกับผู้นำองค์กรกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมในกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ซึ่งทุกประเทศก็ได้ตั้งคำถามกับโซเชียลมีเดียข้ามชาติเหล่านี้ ว่า ได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศที่เข้าไปให้บริการมากน้อยเพียงใด และดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานเดียวกับผู้ประกอบการรายอื่นๆหรือไม่ ที่เมื่อทำธุรกิจในประเทศใดแล้ว ก็จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศนั้น เพื่อรัฐบาลจะได้นำเงินจากภาษีไปพัฒนาประเทศ

โดยสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ จะประชุมหารือกันในวันที่ 12-13 ก.ย.2560 นี้ เพื่อหารือถึงแนวการกำกับดูแล สร้างอำนาจต่อรองกับผู้ประกอบการระดับโลก เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ เพื่อให้หันมาลงทุนในอาเซียน ไม่ใช่แค่ตั้งสำนักงานสาขาเท่านั้น

นอกจากนั้น กสทช. จะต้องเชิญผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทั้ง 20 ช่อง มาหารือถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเกิดบริการของไลน์ทีวี (Line TV) เฟซบุ๊กไลฟ์ (Facebook Live) และยูทูบทีวี (YouTube TV) ด้วย เพราะทีวีดิจิทัลประมูลมาในราคาที่แพง แต่บริการเหล่านี้ ไม่ต้องประมูล ไม่ต้องขออนุญาต ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปี แต่ทำรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงควรอยู่ในการกำกับดูแลด้วย แต่จะกำกับอย่างไร ในเมื่อกฎเกณฑ์ ข้อบังคับยังไม่มี

พิเชฐ
พิเชฐ

ขณะที่ พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มองอีกมุม ระบุ ไม่ว่าประเทศใดในโลกรวมทั้งไทย ไม่สามารถปฏิเสธอี-คอมเมิรซ์ได้ และรัฐบาลก็ไม่สามารถกีดกันหรือสร้างกำแพง เพื่อจัดเก็บภาษีได้ เพราะทั่วโลกไม่มีใครทำ

การเข้ามาของโซเชียลมีเดียข้ามชาติเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น ไลน์ เฟซบุ๊ก ทำให้คนไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว ดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล และนำประเทศไทยสู่ยุค 4.0

สิ่งที่ประเทศไทยควรทำ คือการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มจากโซเชียลมีเดียข้ามชาติเหล่านี้ ด้วยการส่งเสริมให้เกิดนักธุรกิจรายใหม่ (สตาร์ตอัพ) เมื่อมีสตาร์ตอัพจำนวนมากขึ้น ก็จะมีการค้าขายเกิดขึ้น เก็บภาษีได้เพิ่มมากขึ้นไปเอง โดยเชื่อว่าทุกบริษัทตระหนักถึงการเสียภาษีอยู่แล้ว

“ผมไม่อยากให้ไปให้ความสำคัญกับการจัดเก็บภาษี ที่เป็นลักษณะการค้าขายระหว่างผู้บริโภคต่อผู้บริโภค หรือ C to C เพราะเป็นเพียงส่วนน้อย และเราก็ไม่รู้ว่าใครโอนเงินให้ใคร ใครขายของให้ใคร แต่เราควรโฟกัส ต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มจากการใช้บริการไลน์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ด้วยการส่งเสริมให้คนไทยพัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ดึงดูดให้คนหันมาใช้บริการและใช้ประโยชน์จากแอพพลิเคชั่นนั้นๆมากกว่า”.

ทีมเศรษฐกิจ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปเศรษฐกิจภาษีขายของออนไลน์เสียภาษีอี-คอมเมิร์ซ

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563 เวลา 23:08 น.