หัวข้อยาพูดความจริงในหนังสือรู้รอบตอบได้ (บริษัทรีดเดอร์ไดเจสท์ แห่งประเทศไทย พิมพ์ครั้งที่ 9 พ.ศ.2547) ผมมีปัญหาการเมืองคาใจ จึงสะดุดใจ รีบอ่านการใช้ยาพูดความจริงมีเป้าหมายทำให้จิตใจของบุคคลผู้นั้นผ่อนคลายถึงระดับที่ยอมตอบทุกคำถามจนหมดเปลือก เปิดเผยความจริงทุกอย่าง แม้กระทั่งถึงการทรยศต่อประเทศชาติระหว่างสงครามเกาหลีต้นทศวรรษ 1950 เคยมีข่าวพวกเกาหลีพวกจีนซักถามเค้นความจริงจากเชลยศึกด้วยวิธีการ “ล้างสมอง”ช่วงเวลาเดียวกันกองทัพอากาศสหรัฐฯเริ่มโครงการค้นคว้าหาตัวยา ทำให้บุคคลพูดความจริง เพื่อนำไปใช้ฝึกนักบินอเมริกัน ให้ต้านทานการล้างสมองการค้นคว้าเริ่มต้นด้วยการทดลองใช้ยากล่อมประสาท ยากระตุ้นประสาท เหล้าและเฮโรอีนแต่ผลกลับปรากฏว่า ยาเหล่านี้ล้วนมีผลทำให้ผู้ใช้พูดเท็จได้แนบเนียนขึ้นก็เป็นอันว่า แผนการใช้ยาล้างสมองล้มเหลวช่วงเวลาระหว่างทศวรรษ 1930-1940 ในยุคสตาลินเรืองอำนาจ คนเริ่มหวาดกลัวการสะกดจิตวิธีนี้เป็นวิธีสอบสวน เพื่อกวาดล้างพวกปฏิกิริยาในสหภาพโซเวียต และกลุ่มประเทศในยุโรปตะวันออกจำเลยที่ถูกสอบสวนด้วยวิธีนี้ ปรากฏตัวในศาลในสภาพมึนงง สับสน นัยน์ตาเลื่อนลอย ไร้แววและสารภาพว่า ได้กระทำอาชญากรรมจริงโซเดียมเพนโทธาลเป็นยากล่อมประสาท วิสัญญีแพทย์ใช้ทำให้คนไข้ผ่อนคลายก่อนผ่าตัดแต่หากนำมาใช้ในการซักฟอกจำเลยก็มักเรียกยานี้ว่า ยาพูดความจริงซึ่งทำให้จำเลยมีสภาพจิตสับสน และถูกชักจูงได้ง่ายจำเลยจะโดนมอมยาขนาดแรงจนหมดสติ แล้วกระตุ้นให้ฟื้นขึ้นมาด้วยการฉีดยากระตุ้นประสาท แต่ไม่ทำให้รู้สึกตัวเต็มที่ในสภาพที่สะลึมสะลือนั้น ผู้เชี่ยวชาญจิตเวชสามารถสะกดจิตจำเลย ทำให้จำเลยจดจำหรือรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในขณะนั้นไม่ได้ปี ค.ศ.1955 วิธีนี้เคยนำมาใช้กับบุคคลผู้ต้องสงสัยเป็นสายลับโซเวียต ในเยอรมนีตะวันตกชายผู้นั้นถูกสะกดจิตให้นึกย้อนอดีต ขณะพูดคุยกับภรรยาอยู่ที่บ้าน ทำให้เขาเผลอเล่างานจารกรรมที่เขาได้ทำลงไปข้อมูลจากรีดเดอร์ไดเจสท์พอสรุปได้ว่าวิธีนี้เกิดผลสัมฤทธิ์ ด้วยสองวิธีการ เริ่มจากการมอมยา กระตุ้นให้ฟื้นในสภาพที่มึนๆ แล้วก็ใช้ผู้เชี่ยวชาญสะกดจิตซ้ำจะเรียกวิธีนี้ว่าใช้ยาพูดความจริงก็คงไม่เต็มปากหมดยุคสงครามร้อนผ่านยุคสงครามเย็น มาถึงยุคสงครามโซเชียลฯ ก็ยังไม่มีข่าวแน่ชัดว่า ยาพูดความจริงถูกพัฒนาขึ้นใช้จนได้ผลสัมฤทธิ์ ชื่อยาพูดความจริงจึงเลือนๆไปไม่มีใครเอ่ยถึงขณะที่การสะกดจิตในบางสถานการณ์ยังใช้กันอยู่ทางการเมือง ไม่ว่าประเทศไหน...มักมีประเด็น ฝ่ายใดพูดจริง ฝ่ายไหนโกหกก็หักล้างทำแต้มลบแต้มการเมืองกันไป ถ้าไม่ยุติที่ศาล ก็รอให้ผลการเลือกตั้งตัดสินใครโกหกคำโตๆจนถูกจับได้จะเป็นนักเลงโตคับเมืองแค่ไหน เมื่อพูดอะไร ชาวบ้านเขาก็ไม่เชื่อ ต่อไปก็ไม่โตจะเสนอใช้ “ยาพูดความจริง” เพื่อพิสูจน์ให้ชัดแจ้งจางปางกันไปข้างหนึ่งก็ไม่ได้ เพราะความจริงวันนี้ ยากัญชาเป็นยามีแล้ว แต่ยาพูดความจริงยังไม่มี.กิเลน ประลองเชิง