ความคืบหน้ากรณีทุจริตการสอบแข่งขันพนักงาน ส่วนท้องถิ่นข้อมูล ณ วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 มีประเด็นสำคัญน่าสนใจคือ คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ได้มีมติให้ยกเลิกประกาศการขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ฉบับเดิมทั้งหมดเนื่องจากตรวจพบความผิดปกติของคะแนนสอบที่ถูกแก้ไขโดยมิชอบจำนวน 5,924 ราย แนวทางแก้ไข...จะไม่มีการจัดสอบใหม่แต่จะนำคะแนนจริงของผู้เข้าสอบทั้งหมดมาจัดทำบัญชีและเรียงลำดับใหม่ทั้งระบบระยะเวลาดำเนินการ คาดว่าจะมีการลงนามยกเลิกบัญชีเดิมและประกาศบัญชีใหม่ภายในสัปดาห์หน้า เข้าใจสั้นๆง่ายๆ คือ... “โละทิ้ง–จัดลำดับใหม่”ผลกระทบต่อ “ผู้สอบแข่งขัน” กลุ่มผู้กระทำผิด (5,924 ราย) จะถูกคัดออกจากบัญชี และสำหรับผู้ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งไปแล้ว จะต้องพ้นจากตำแหน่งตามขั้นตอนของกฎหมายสำหรับกลุ่ม “ผู้สอบผ่านทั่วไป” เนื่องจากมีการคัดชื่อผู้ที่ทุจริตออกลำดับที่ของคะแนนจะมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ผู้สอบผ่านที่เหลือ (ประมาณ 49,829 ราย) อาจมีการขยับลำดับขึ้น ซึ่งขณะนี้ กสถ.กำลังพิจารณาว่าจะให้ผู้ที่บรรจุไปแล้วอยู่ที่เดิม หรือให้เลือกที่ใหม่ตามลำดับคะแนนที่ถูกต้อง ประเด็นน่าจับตาและข้อควรรู้...อำนาจการเพิกถอน กสถ. ยืนยันว่ามีอำนาจดำเนินการได้ตามกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ในการแก้ไขคำสั่งทางปกครองที่ไม่สมบูรณ์การดำเนินคดี...ปลัดกระทรวงมหาดไทยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งผู้รับจ้างและผู้ที่นำข้อมูลเท็จมาเสนอ ส่วนคณะกรรมการ กสถ. ก็อยู่ระหว่างการตรวจสอบโดย ป.ป.ช.สิทธิอุทธรณ์...ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ตามกฎหมายและฟ้องต่อศาลปกครองได้ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้เตรียมฝ่ายกฎหมายเพื่อชี้แจงต่อศาลเรียบร้อยแล้วกระนั้นแล้วข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) รายชื่อผู้กระทำผิด 5,924 ราย ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้เนื่องจากติดกฎหมาย PDPA...หน่วยงานยังคงสงวนท่าทีในการเปิดเผยรายชื่อต่อสาธารณะพุ่งเป้าประเด็นการ “ดำเนินคดี” กรณีทุจริตครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการกวาดล้างครั้งใหญ่โดยมีการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย, ตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.), ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. เพื่อเอาผิดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดน่าสนใจว่ากลุ่มเป้าหมายในการดำเนินคดี การสืบสวนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ผู้สอบ แต่ขยายผลไปถึง “ตัวการใหญ่” และ “เครือข่าย” ผู้เกี่ยวข้อง เริ่มจาก...ผู้เข้าสอบที่มีคะแนนผิดปกติ จำนวน 5,924 ราย ซึ่งถูกเพิกถอนสิทธิ์แล้ว เจ้าหน้าที่เตรียมดำเนินคดีอาญาข้อหาเกี่ยวข้องกับ “การทุจริต”ถัดมา...ข้าราชการที่ร่วมกระทำผิด มีการแจ้งข้อหาดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแก้ไขกระดาษคำตอบและไฟล์ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ สาม...ขบวนการนายหน้าและผู้บงการเจ้าหน้าที่ อยู่ระหว่างการขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อล่าตัว “ตัวการใหญ่” ที่ทำหน้าที่ประสานงานและเรียกรับผลประโยชน์แนวทางการดำเนินคดีอาญา ข้อหาหนัก...เบื้องต้นถ้ามีการแจ้งข้อหาที่เกี่ยวข้อง เช่น อั้งยี่, ซ่องโจร...การแก้ไขเอกสาร ราชการ รวมถึงความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ สำหรับผู้ที่นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบเพื่อให้การสืบสวนสาวไปถึงตัวการใหญ่ได้รวดเร็วขึ้น เจ้าหน้าที่เปิดช่องให้ผู้กระทำผิดที่ให้การที่เป็นประโยชน์และให้ความร่วมมือ สามารถเข้าให้ข้อมูลเพื่อขอ “กันไว้เป็นพยาน” ได้การประสานงานกับ ป.ป.ช. ตำรวจสอบสวนกลางได้ส่งข้าราชการตำรวจมือดีเข้าไปช่วยคณะไต่สวนของ ป.ป.ช. เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้แน่นหนาที่สุด ป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดหลุดรอดจากคดีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ย้ำว่า หากตรวจสอบพบว่าผู้ใดบรรจุแต่งตั้งเข้ามาโดยมิชอบ ทุกอย่างถือเป็นโมฆะและจะไม่มีการหยุดการตรวจสอบจนกว่าจะพบเครือข่ายทั้งหมดปุจฉา? ประเด็นความล่าช้าและการดำเนินคดีกรณีทุจริตสอบท้องถิ่นปี 2569 เป็นอีกเรื่องที่เครือข่ายภาคประชาสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ด้วยว่าผ่านไปเกือบ 1 เดือนหลังมีการจับกุมครั้งแรกเมื่อ 22 มิ.ย.2569 ยังไม่มีการแจ้งข้อหากับผู้ใดเพิ่มเติม นอกจากกลุ่มที่ถูกจับกุมในวันแรก แม้เวลาจะผ่านไปหลายสัปดาห์จึงมีความกังวลเรื่อง “การตัดตอน” ทั้งยังตั้งข้อสังเกตกันว่าขบวนการสอบสวนอาจหยุดอยู่เพียงแค่ผู้ปฏิบัติการหรือข้าราชการระดับกลาง และไม่สามารถสาวไปถึง “ตัวการใหญ่” หรือขบวนการระดับสูงได้ฟากฝั่ง “รัฐ” มักให้เหตุผลถึงความซับซ้อนของพยานหลักฐานที่ “กระจัดกระจาย” และมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก จึงต้องใช้เวลาเพื่อป้องกันการวินิจฉัยผิดพลาด ซึ่งอาจทำให้เสียรูปคดีข้อสงสัยสำคัญ...ไทม์ไลน์ตรวจสอบไล่บี้มีความผิดปกติที่น่าจับตาหรือไม่? โดยเฉพาะ กระบวนการที่ยืดเยื้อ การสอบคัดเลือก (ภาค ค.) เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี (ม.ค.2569) ประกาศผลในเดือน ก.พ.2569 แต่การจับกุมเพิ่งเกิดขึ้นในเดือน มิ.ย.2569 ความล่าช้านี้ทำให้เกิดช่องว่างที่ขบวนการโกงสามารถดำเนินการบรรจุแต่งตั้งผู้ที่ทุจริตไปแล้วถึง 3 รุ่น (14,988 คน)...กลโกงเชิงเทคนิค รูปแบบการทุจริตไม่ใช่แค่การทุจริตทั่วไป แต่คือ “การศัลยกรรมคะแนน” ซึ่งต้องมีการเข้าถึงฐานข้อมูลต้นขั้วและรหัสผ่านระดับสูงสะท้อนว่า...ผู้กระทำผิดต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจหรือความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ภายในอย่างลึกซึ้งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า...การที่ กสถ.เลือกใช้วิธีเพิกถอนรายบุคคลและจัดบัญชีใหม่ แทนการประกาศว่าผลสอบเป็นโมฆะทั้งระบบ ถูกตั้งคำถามว่าเป็นการผลักภาระความผิดพลาดของระบบไปให้ผู้สมัครรายบุคคลหรือไม่ และเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการฟ้องร้องต่อศาลปกครองยืดเยื้ออีกหลายปี.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม