ใน “เกร็ดโบราณคดี ประวัติศาสตร์ไทย” (รวมสาส์น พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ.2539) ส.พลายน้อย บอกว่า กำเนิดเครื่องราง บ้างเกิดจากลัทธิศาสนา บ้างเกิดนิยายปรัมปรา และบางอย่างเกิดจากสิ่งผิดธรรมชาติครั้งหนึ่งคนฟิลิปปินส์ เชื่อว่า ก้อนหินที่ได้จากปลีกล้วย เป็นเครื่องรางที่วิเศษมาก พวกเขาจะไปรอจนเที่ยงคืน เวลาปลีกล้วยบาน เมื่อมีก้อนหินหล่นลงมา ต้องรีบรับ แล้วกลืนลงในท้อง ถ้าช้าผีจะมาแย่งหนังฝรั่งเรื่องแดร็กคูลา ผีกลัวไม้กางเขนมาก มีเรื่องเล่า พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 ของรัสเซีย ตอนทรงพระเยาว์ ทรงกลืนไม้กางเขนเข้าไป ทั้งยังสวมพระธำมรงค์ฝังเศษไม้กางเขนอันที่พระเยซูถูกตรึงไม้กางเขน เป็นเครื่องรางก่อนสมัยพระเยซู คนพื้นเมืองอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ บูชาไม้กางเขนเป็นเทวดาที่ให้น้ำฝน คนเปอร์เซีย ใช้คุ้มกันสิ่งชั่วร้ายและความตายเครื่องรางที่เชื่อว่าเก่าแก่ที่สุด เป็นเครื่องหมายรูปกังหัน ที่เรียกกันว่า “สวัสดิกะ” มนุษย์หินสลักไว้ที่อาวุธหินอินเดีย จีน ญี่ปุ่น ทิเบต นิยมมาก ที่โทริประตูเข้าวัดญี่ปุ่น ก็มีเครื่องหมายสวัสดิกะศาสนาทิเบต นิกายลามะ ใช้สวัสดิกะเวียนขวา นิกายปอนปะ ใช้สวัสดิกะเวียนซ้าย เช่นเดียวกับสวัสดิกะ ที่ฮิตเลอร์ ใช้ในสมัยต่อมาคนไทยใช้เครื่องรางไม่น้อยหน้าชาติใด เมื่อขุนแผนพานางวันทองหนี ขุนช้างขมีขมันออกตาม มีคำกลอนว่าจัดแจงแต่งตัวนุ่งยก เข็มขัดรัดอกแล้วโจงหาง ผูกตัวเข้าเป็นพรวนล้วนเครื่องราง พระปรอทขอดหว่างมงคลวง ลูกไข่ดันทองแดงกำแพงเพชร ไข่เป็ดเป็นหินขมิ้นผง ตะกรุดโทนของท่านอาจารย์คง แล้วอมองค์ภควัมล้ำจังงังเพชรบางชนิด เป็นทั้งสิริมงคลและให้โทษ พลอยบางชนิด มีเรื่องเล่า ครั้งเมื่อพาสุกินพญานาคราชจะถูกพญาครุฑจับกิน ครั้งแรกกระอักออกมาเป็นนาคสวาด ครั้งที่สอง เป็นมรกตนาคสวาดนี้ เชื่อกันว่า ใครถูกงู ตะขาบ หรือแมงป่อง กัดต่อย กลั้นใจเอาไปจุ้มน้ำ แล้วเอาไปทาแผลจะหายใน “อัญมณี กับ 12 ราศี” (เมืองโบราณพิมพ์ครั้งที่ 5 พ.ศ.2548) พลูหลวง เล่าเรื่อง ลาพิส ลาซูลีเป็นพลอยเนื้ออ่อนแกะสลักง่าย มีสีฟ้าครามหรือสีน้ำเงินเข้ม มีผลึกเล็กๆของไพไรต์สีทองฝังในเนื้อ มีลักษณะเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้าอียิปต์โบราณ ถือว่าลาพิส ลาซูลี เป็นหินจากสวรรค์ ใช้เป็นเครื่องประดับ ในสุสานฟาโรห์ตุตันคาเมน พบเป็นข้าวของเครื่องใช้หลายชิ้นหินลาพิส ลาซูลี หายาก ยุคนั้นจึงพบการทำแก้วสีฟ้าคราม ทำลูกปัดแก้ว ลูกปัดหินเคลือบ และเคลือบให้เหมือนหินลาพิส ลาซูลี ใช้เป็นเครื่องประดับ ใช้ป้องกันคุณไสยส.พลายน้อยว่า พิธีสรงน้ำพระชาวเวียงจันทน์โบราณ ไม่เอาน้ำรดลงที่องค์พระ แต่ใช้รางไม้ลงรักปิดทองเหมือนเรือ หัวเป็นนาค มีราวเทียนอยู่กลางที่ปลายรางข้างหัวนาคที่น้ำออก มีผ้าขาวห่อปากท่อสำหรับกรองน้ำ และในห่อผ้านั้นมีของศักดิ์สิทธิ์ใส่เอาไว้ หรือบางครั้งก็ใส่ไว้ในราง นี่คือที่มาของชื่อเครื่องรางแต่ผู้รู้บางท่านก็ว่า ของศักดิ์สิทธิ์เป็นของที่ใช้ปัดรังควาน (ผีที่ประจำตัวช้างป่าและผีที่สิงในกายคน) จึงเรียกกันว่า เครื่องปัดรังควาน ต่อมาเรียกเครื่องรัง และเพี้ยนเป็นเครื่องรางความรู้เรื่องเครื่องรางสอนให้ผมรู้ว่า ผู้คนตั้งแต่สมัยหิน สมัยที่บางตำราเขียนว่า คนเรายังโง่ มาจนถึงสมัยออนไลน์ เด็กๆรุ่นใหม่ฉลาดมากๆ...เมื่อมีปัญหา ที่แก้ไม่ได้ ก็ต้องแสวงหาวิธีแก้สมัยดึกดำบรรพ์ ใช้เครื่องราง แต่ในสมัยใหม่ ยิ่งในสมัยที่จะมีการเลือกตั้ง...ทางแก้ก็แค่ เข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง...เกลียดใครก็กาบัตรไม่เลือกฟังซ้ำๆ จากปากนักการเมือง อยากไล่ใคร เช่น อยากไล่ทหารกลับกรมกอง ง่ายนิดเดียว ผมชักเคลิ้มๆตาม.กิเลน ประลองเชิง