ข้อความประวัติวัด...ตอนหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ประชวรใกล้เสด็จสวรรคตมีพระราชดำรัสสั่งให้นำพระเศวตฉัตรที่กั้นพระบรมโกศ ไปถวายพระประธานวัดระฆังแต่พระธานองค์นั้นเป็นคนละองค์กับที่คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปไหว้ก่อนหนีออกนอกประเทศวัดนี้เป็นวัดสมัยอยุธยา เดิมชื่อวัดบางหว้าใหญ่ ในช่วงเวลาที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี (สา) พระเชษฐภคินี ในสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ปฏิสังขรณ์ ได้ขุดพบระฆังใบหนึ่งเสียงไพเราะมากสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ทรงขอไปไว้วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยโปรดให้สร้างระฆังใหม่ 5 ใบมาชดเชยให้วัดนี้จึงเปลี่ยนชื่อจาก “บางหว้าใหญ่” เป็นวัดระฆังมาตั้งแต่นั้นวัดระฆังเริ่มทรุดโทรม รัชกาลที่ 3 โปรดให้สร้างพระอุโบสถหลังใหม่ เพื่อประดิษฐานพระประธานองค์ใหม่ หน้าตักกว้าง 4 ศอกเศษ เนื้อสำริดลงรักปิดทอง แทนพระประธานองค์เก่าพระพุทธรูปศิลาองค์เล็กและได้โปรดให้ นำพระเศวตรฉัตรของรัชกาลที่ 1 ไป ถวายพระประธานองค์ใหม่ด้วยในสมัยรัชกาลที่ 5 มีเรื่องเล่าขานกันต่อๆมาว่า ครั้งหนึ่ง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐินมีพระราชดำรัสว่า“ไปวัดไหนไม่เหมือนมาวัดระฆัง พอเข้าประตูโบสถ์ พระประธานยิ้มรับฟ้าทุกที”พระประธานวัดระฆังสร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ ความงดงามไม่เลิศเลอเท่าพระประธานงามๆอีกหลายวัดในกรุงเทพฯ ไม่เคยได้ชื่อพระราชทาน แต่ชาวบ้านเรียกขานกันเอง “พระยิ้มรับฟ้า”ผมวางปฏิทินภาพพระประธานวัดระฆังไว้ข้างตัว หันไปมองท่าน...ก็ไม่เห็นวี่แววท่านยิ้ม เห็นจะเป็นของเรื่องบุญวาสนาเฉพาะผู้มีบุญเท่านั้นไม่รู้ว่า วันที่คุณยิ่งลักษณ์ไปไหว้...ท่านจะยิ้มรับ...หรือไม่เพื่อนคนหนึ่งดูข่าวทีวีบอกผมว่า ตอนไหว้พระสีหน้าคุณยิ่งลักษณ์หม่นหมองมากก็เป็นเพราะรู้แก่ใจว่า กำลังจะจากบ้านเกิด เมืองนอนไปไกลสมม ติว่า มุมหนึ่งที่มีคนไปไหว้ท่าน เห็นท่านยิ้ม...ยิ้มของพระ น่าจะเทียบกับยิ้มของ “พระพรหม”สื่อความหมายไปถึง พรหมวิหาร 4 เมตตา ปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข กรุณา ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ มุทิตา ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี และอุเบกขา วางเฉย เมื่อรู้ว่า ช่วยอะไรไม่ได้ดูข้อ มุทิตา ดีใจต่อด้วยข้ออุเบกขา ทำใจ...พระประธานท่านยิ้มให้คงสื่อความหมายทำนองนี้หรือท่านอาจจะยิ้มให้เพื่อบอกใบ้ว่า ช่วงเวลาที่เล่นบทนายกรัฐมนตรี...รับบทคนมีวาสนาเต็มที่ แต่อีกบทที่อยู่อีกด้าน คือเภทภัยที่ต้องมีให้พอๆกันมองในมุมดี...การพ้นหน้าที่ผู้นำพรรคการเมืองใหญ่ที่ต้องต่อสู้กับอุปสรรคสารพัดสารพันไปใช้ชีวิตปกติสุขเยี่ยงมนุษย์ธรรมดาได้ คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะพึงมีมโนมาถึงตอนนี้ ผมเชื่อว่า ตอนคุณยิ่งลักษณ์ไปไหว้ท่าน ในมุมที่คนอื่นมองว่าไหว้เพื่อขอให้ท่านช่วย แต่ความจริงคุณยิ่งลักษณ์รู้แก่ใจ...คงไหว้เพื่อลามีคนหลายคนมโนไปไกลกว่าผมหลายเท่า เขามโนกันว่ามีการเจรจาให้ปล่อยคุณยิ่งลักษณ์ไปแลกกับเงื่อนไขไม่ก่อกวนทางการเมืองแบบระเบิดปึงปัง ขอให้สู้กันต่อไปในสมรภูมิเลือกตั้ง ตามกติกาใหม่ผมว่านะ...ถ้าพระประธานวัดระฆัง ท่านยิ้มให้...ก็คงเพราะท่านรู้ความนัยการเมืองเรื่องนี้เอง.กิเลน ประลองเชิง