บรรทัดนี้ต้องขอแสดงความคารวะเหล่าฮีโร่ สดุดีกองทัพนักกีฬาไทยที่กอบโกยเหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง ในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 เมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น จนทำให้ประเทศไทยติดอยู่ในลำดับต้นๆของเอเชียโชว์สถานะมหาอำนาจด้านกีฬาของทวีปเป็นรองแค่จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้โดยเฉพาะ “เทพบิว” ภูริพล บุญสอน เจ้าของเหรียญทอง วิ่ง 100 เมตร และ 200 เมตร ทำลายสถิติเอเชียกระเจิง “เทพวิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ที่คว้าเหรียญทองประวัติศาสตร์ กีฬาแบดมินตัน ครั้งแรกของนักกีฬาไทยในเอเชียนเกมส์ได้ “เหรียญใหญ่” ในกีฬายอดฮิต เอาชนะขีดจำกัดเดิมๆของนักกีฬาไทยบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่กันแบบรัวๆมันคือการจุดประกายความสุขเล็กๆ กระตุ้นอารมณ์ชื่นอกชื่นใจให้ประชาชนคนไทยได้บ้าง ในห้วงสถานการณ์วิกฤติที่แทบจะหาข่าวดีไม่ได้ภายใต้มหาภัยพิบัติ เต็มไปด้วยความทุกข์ระทมแสนสาหัสบรรยากาศเครียดๆโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯและปริมณฑลไปจนถึงจังหวัดภาคกลางที่ต้องเผชิญอุทกภัยใหญ่จากปรากฏการณ์ “ฝนพันปี” ตกแช่วนเวียนแบบไม่หยุด 3 วัน 3 คืน จนมวลน้ำมหาศาลถล่มเมืองจมใต้บาดาลผู้คนส่วนใหญ่ไม่ทันตั้งตัว ขวัญเสีย ตื่นตระหนก สับสนอลหม่านยิ่งกว่าฝันร้าย ตื่นเช้ามาต้องเจอสภาพน้ำไหลเข้าท่วมในตัวบ้าน ขนย้ายทรัพย์สินหนีน้ำไม่ทัน หมู่บ้านจมอยู่ในทะเลน้ำจืด แฟลตขนาดใหญ่กลายเป็นเกาะ รถยนต์จมน้ำนับร้อยนับพันคันหมดเนื้อหมดตัวไปตามๆกัน สำคัญคือผู้คนออกจากบ้านไม่ได้ ขาดแคลนอาหาร น้ำดื่มอย่างหนัก ซ้ำร้ายบางจุดต้องเจอตัดน้ำประปา ตัดไฟฟ้า อยู่กันแบบมืดมน ไม่รู้ชะตาสถานการณ์เหมือนในภาพยนตร์ ชีวิตจริงต้องเผชิญฉาก “วันโลกแตก”โดยอารมณ์ธรรมชาติของมนุษย์ยามตื่นภัยพิบัติ ขวัญเสีย เดือดร้อนแสนสาหัส โมโหหิว มันก็ไม่แปลกที่เสียงก่นด่าจะถาโถมใส่ฝ่ายบริหาร นึกถึงอันดับแรกเลยก็คือรัฐบาลตามปรากฏการณ์ที่เสียงตะโกนลั่น “มาทำไม-ไหนว่าเอาอยู่”ต้อนรับ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต้องตัดจบโปรแกรมโกอินเตอร์สหรัฐอเมริกา-อังกฤษ กะทันหัน รีบบินกลับเมืองไทยมาบัญชาการกู้วิกฤติ ถอดสูทหรู ใส่เสื้อโปโล ถอดรองเท้าหนังแบรนด์ดัง“ตีนเปล่า” ลุยน้ำกันตั้งแต่ลงเครื่องบินเคลียร์ข้อหาฉกรรจ์ก่อนอื่นเลย รัฐไม่มีการเตือนภัยล่วงหน้าผู้นำรัฐบาลยอมรับสารภาพตามตรง กรมอุตุนิยมวิทยาทำงานแบบโบราณ รายงานอากาศแบบไปวันๆ ทำให้สังคมไม่สนใจ หันไปเชื่อเพจอินฟลูเอนเซอร์ที่นำเสนอแบบตื่นเต้นเร้าใจ ตรงจริตชาวโซเชียลฯมากกว่ากลายเป็นความสับสน ข่าวจริงเฟกนิวส์ แยกไม่ออกประกอบกับข่าวจริงยิ่งกว่าเฟกนิวส์ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ กำกับดูแลเรื่องน้ำ ดันยืนยันชัดถ้อยชัดคำว่า “เอาอยู่” ทำให้ประชาชนเย็นใจสุดท้ายมากลับลำว่า “เอาไม่อยู่” ก็ไม่ทันกาลผิดพลาดใหญ่หลวง น้ำซัด “นายกฯหนู” หูตาเหลือกซ้ำเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ไม่มีตรงไหนให้แก้ตัว ต้องรับผิดชอบ “ลูกมั่ว” ของทีมงาน ก็ต้องยอมรับในฟอร์มนักเลือกตั้งอาชีพที่เชี่ยวเชิงกระแส รู้ดีว่าหนีไม่พ้นเสียงด่าแน่แต่ “นายกฯหนู” ก็ใจกว้างพอจะรับสหบาทา ไม่หนี ไม่กลัวเสียหน้าในอารมณ์ “ผู้นำที่เข้าใจโลก” พูดชัดๆออกอากาศ ต้องปล่อยให้ชาวบ้านด่าและระบายอารมณ์อย่างเต็มที่ หากเป็นตัวเราที่ประสบภัยก็อาจจะพูดแรงกว่านี้ จึงต้องให้ประชาชนระบายความอัดอั้นออกมาอาการ “ไม่สู้มือ” ไม่ตอบโต้ ก้มหน้าก้มตารับพายุอารมณ์ก็ถือว่าได้ผลในเชิงยุทธศาสตร์ ปกติจะเกรียนไม่ยอมใคร แต่ “นายกฯอนุทิน” เลือกที่จะไม่ยั่วต่อมโมโหซ้ำ หลีกเลี่ยงกระตุ้นอาการหมั่นไส้ของชาวบ้าน ในขณะเดียวกันก็เป็นฟอร์มของ “นายกฯไทบ้าน”“เสี่ยสั่งลุย” แจกกันแบบถึงอกถึงใจ ถึงมือชาวบ้านโดยตรง“เจ้าสัวซิโนไทยฯ” ลงทุนควักกระเป๋าส่วนตัว เหมาอาหารตามสั่งร้านในชุมชนแจกชาวบ้านผู้ประสบภัย จัดแจงคิดเมนู สั่งข้าวผัด ข้าวราดยำปลากระป๋อง แถมขนมครกเป็นของหวาน ใจปํ้าควักกระเป๋าแจกแบงก์พันสดๆให้ชาวบ้านผู้ประสบภัย แบบลืมตัวมีสื่อตามถ่ายคลิปทำข่าวรีบบรรเทาความเดือดร้อน กู้ปัญหาแบบฉุกเฉินเฉพาะหน้าระดับนายกฯลงรายละเอียดเองตรงพื้นที่หน้างานเน้นแจกงานให้ “มือขวาคนสนิท” อย่าง “มาดามผึ้ง” ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่มี“ซุปเปอร์คอนเนกชัน” เก่งเชิงบริหารจัดการมากสุดใน ครม. เป็นแม่งานจัดตั้งโรงครัวที่ทำการพรรคภูมิใจไทยโดย “นายกฯอนุทิน” เป็นผู้จัดการ “คิวซี” ด้วยตัวเองลองกินเอง สั่งเติมเค็ม เผ็ด หวาน ตรวจเช็กคุณภาพ เอาใจใส่รสชาติอาหาร คุมหน้ากระทะผัดกะเพรา หมูทอด นึ่งข้าวเหนียว ก่อนแพ็กใส่กล่อง ส่งแกร็บไบค์ แจกให้ผู้ประสบภัยได้กินของดีๆท้าเสียงกระแนะกระแหนสร้างภาพ บริหารไม่เด่น ถนัดแต่งานอีเวนต์แต่ก็ได้แต้มในมุมแบบผู้นำบ้านๆ จริงใจ ใส่ใจ ซื้อใจ เปลี่ยนจากเสียงก่นด่าเป็นโทนออดอ้อน ชาวบ้านพอท้องอิ่ม ได้รับของแจกก็ขอบคุณที่นายกฯไม่ทอดทิ้งข้อได้เปรียบสไตล์ “อนุทิน” คือนักเลือกตั้งอาชีพที่รู้งาน เล่นเป็น ยามหน้าสิ่วหน้าขวาน ต้องคลายอาการโมโหหิวของผู้ประสบภัยก่อนอื่นใด เป้าหมายชดเชยเสียงด่า ลดเสียงวิจารณ์ในเชิงบริหารจัดการให้เบาสุด ในจุดที่ต้องชะลอน้ำท่วมเมือง ซัดคะแนนความเชื่อมั่นศรัทธาไหลดำดิ่ง เซาะกร่อนกำแพงหนาๆ โหลดภาระเส้นใหญ่ๆที่ “นายกฯหนู” โหนอยู่แบบที่น้ำท่วม ฝนถล่มก็เอาไม่อยู่ ศาลรัฐธรรมนูญไม่หยุดตามรัฐบาลสั่งให้หยุดเป็นกรณีพิเศษภัยพิบัติ เดินหน้าอ่านคำวินิจฉัย มติท่วมท้น 8 ต่อ 1 ฟันธงคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งไม่ขัดรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดเลือกตั้งไม่เป็นโมฆะ รัฐบาล “อนุทิน พลัส” ไปต่ออีกยาวๆภาพหักมุม “ผู้นำรัฐบาล” เส้นใหญ่ พิงกำแพงหนา ในภาวะศรัทธาความเชื่อมั่นเบาบาง “สำลักน้ำ” ต้องประคองตัวสู้มหาอุทกภัยแต่รอบนี้ “นายกฯอนุทิน” ไม่ได้รับเหมาเดี่ยวๆแบบที่หาดใหญ่เพราะได้ “ผู้ว่าฯแต้มแข็ง” มาแชร์เสียงด่าในสภาพหนีไม่ออกเหมือนกัน จังหวะนรกตกใส่ “เดอะทริป” ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.ที่ประเดิมแชมป์รอบสองได้ไม่กี่อึดใจ ถือคะแนนนิยมสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ กลับมาเจอรับน้องแต่หัววันโดนน้ำซัด “ทองลอก” แค่ชั่วข้ามคืนข้อหาชะล่าใจ ไม่ตื่นตัว รีบระบายน้ำในคลองไว้รอรับน้ำล่วงหน้า ทั้งๆที่มีสัญญาณจากกรมอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลอย่างเป็นทางการที่เพจอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังหยิบเอาไปรัวเกราะเคาะไม้ โพนทะนาไปทั่วว่า เมืองกรุงและปริมณฑลจะเสี่ยงเจอกับฝนตกหนักจากภาวะหย่อมความกดอากาศต่ำ แบบ 3 วัน 3 คืนยังมัวห่วงเรือโดยสารจะเกยตื้น สัญจรไม่ได้ เมื่อฝนตกแบบไม่ลืมหูลืมตา ทำให้น้ำล้นคลองสายหลักที่เป็นทางระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะคลองแสนแสบระบายกันหูตาเหลือกยังไงก็ไม่ทันล้นท่วมถนน รถเล็กออกจากฝั่งจมระเนระนาดนั่นไม่รุนแรงเท่ากับข้อกล่าวหาที่เล่นเอาบุรุษแกร่งสุดในปฐพีถึงกับสะดุ้งรีบออกตัวแก้ลำพัลวัน กระแสถล่มการล้มเลิกโครงการ “แก้มลิง” ในพระราชดำริ ถมบึงรับน้ำ เอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ โยงธุรกิจในเครือข่ายอาชีพเดิมของผู้ว่าฯชัชชาติทำให้มหาอุทกภัยท่วมกรุงเทพฯฝั่งเหนือ และฝั่งตะวันออกอ่วมอรทัยข้อหาร้ายแรงมาก หากเป็นคนอื่นคงจมน้ำมิดหัว แต่ด้วยสไตล์ประนีประนอม “ไม่สู้มือ” ไม่หือกระแสบุคลิกไม่เรียกแขก ยั่วสหบาทา อาศัยบทนุ่มนวลเข้าสู้ลีลา “ผู้ว่าฯชัชชาติ” เน้นโทนเสียงพระเอกผู้ดี ไม่มีขึ้นเสียงแก้ตัว ไม่โยนบาป ไม่โทษใคร การันตีในมาตรฐานการระบายน้ำ กทม.วางระบบไว้อย่างดีตั้งแต่สมัยที่ผ่านมา ไม่อย่างนั้นอาจอ่วมกว่านี้ ยืนยันไม่ย่อท้อต่อสถานการณ์ ถือเป็นบทเรียนสำคัญในการปรับปรุงเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ต้องเรียนรู้และปรับตัวอยู่ร่วมให้ได้อาศัยแต้มแข็ง 1.4 ล้านเสียง ลอยคอตีกรรเชียง เอาตัวรอดตามสไตล์.“ทีมการเมือง”คลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม