พูดถึงเมืองไข่มุกอันดามันอย่าง “จังหวัดภูเก็ต” นอกจากความงดงามของท้องทะเลและหาดทรายขาวระยิบระยับแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นศูนย์รวมจิตใจและยึดเหนี่ยววิถีชีวิตของชาวภูเก็ตมาทุกยุคทุกสมัย คงไม่มีใครไม่นึกถึงพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงอภิญญาและเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมอย่าง...“หลวงพ่อแช่ม” หรือ พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี (แช่ม) อดีตเจ้าอาวาสวัดฉลอง (วัดไชยธาราราม) นามของท่านไม่ได้เป็นเพียงแค่พระเกจิชื่อดังทั่วไป แต่คือ “สัญลักษณ์แห่งความปลอดภัยและความร่มเย็นเป็นสุข” ที่ชาวภูเก็ตและผู้ศรัทธาทั่วสารทิศต่างกราบไหว้บูชาด้วยความเคารพอย่างสูงสุด ผ่านเรื่องเล่าขานถึงปาฏิหาริย์และเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงบารมีอันแก่กล้าของท่านหนึ่งในนั้นก็คือตำนาน “ผ้าประเจียดปราบอั้งยี่” เกราะใจยามวิกฤติบ้านเมืองย้อนกลับไปในอดีตช่วงเหตุการณ์ความวุ่นวายจากภัยกบฏจีนอั้งยี่ (พ.ศ.2419) เมื่อกรรมกรเหมืองแร่ชาวจีนรวมตัวกันก่อจลาจล ปล้นสะดมและฆ่าฟันผู้คนจนเมืองภูเก็ตลุกเป็นไฟ ชาวบ้านต่างพากันหวาดกลัวและอพยพหลบภัยเข้ามาพึ่งใบบุญที่วัดฉลอง ในยามวิกฤติหน้าสิ่วหน้าขวานนั้น หลวงพ่อแช่มท่านแสดงความเด็ดเดี่ยวและเมตตาด้วยการปฏิเสธที่จะหนี โดยกล่าวว่า “เราอยู่ในวัดนี้มาตั้งแต่เด็ก จนบวชเรียนเป็นสมภารเจ้าวัด จะให้ออกไปจากวัดได้อย่างไร” ท่านเลือกที่จะอยู่เคียงข้างชาวบ้าน พร้อมกับมอบ “ผ้าประเจียดสีขาว” สำหรับโพกศีรษะเพื่อสร้าง “ขวัญ” และ “กำลังใจ”ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นคือ ชาวบ้านที่โพกผ้าประเจียดของท่านเกิดความฮึกเหิมและร่วมมือกันต่อสู้จนกลุ่มอั้งยี่พ่ายแพ้ไปอย่างน่าอัศจรรย์ โดยที่ฝ่ายชาวบ้านไม่มีใครได้รับอันตรายจากอาวุธเลยแม้แต่น้อย O O O O เรื่องราวต่อมาเป็นความอัศจรรย์ “ปิดทองพระสงฆ์ทั้งเป็น” หนึ่งเดียวในสยาม นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องเล่าที่เป็นเอกลักษณ์และหาดูได้ยากยิ่งในประเทศไทย นั่นก็คือประเพณีการ “ปิดทองพระสงฆ์ทั้งเป็น” เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อชาวประมงกลุ่มหนึ่งออกเรือหาปลาแล้วเผชิญกับพายุหมุนลูกใหญ่กลางทะเลจนเรือเกือบอับปาง หนึ่งในนั้นได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า “ถ้ารอดชีวิตกลับไปได้ จะขอปิดทองแก้บนที่หน้าแข้งขรัวพ่อวัดฉลอง”...สิ้นคำอธิษฐาน คลื่นลมที่บ้าคลั่งก็สงบลงทันทีอย่างเหลือเชื่อเมื่อรอดตายกลับมา ชาวประมงกลุ่มนั้นจึงเดินทางมาที่วัดและขออนุญาตปิดทอง คำเปลวที่หน้าแข้งของหลวงพ่อแช่ม จนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ผู้คนซึ่งประสบความเดือดร้อนหรือหายจากโรคภัยไข้เจ็บ มักจะมาขอปิดทองที่ตัวท่านตั้งแต่ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่เพื่อเป็น “สิริมงคล” และ “เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ” ยามออกทะเลหรือเจอวิกฤตินั่นเอง สุดท้ายเรื่องราวเกี่ยวกับ “พลังไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์” ไม้เท้าประจำตัวของหลวงพ่อแช่มที่มีเรื่องราวเล่าลือกันในด้านการบำบัดรักษาโรคภัย ชาวบ้านมักพาบุตรหลานที่เป็นฝี เป็นไส้เลื่อน หรืออาการเจ็บป่วยที่รักษาไม่หายมาให้ท่านใช้ไม้เท้าแตะเบาๆ พร้อมสวดคาถา อาการเหล่านั้นก็ทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์ไม่เพียงเท่านั้น ภายในวัดยังมี “บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์” ที่ท่านสร้างขึ้น เป็นบ่อขุดลึกลงไปในชั้นหิน มีตาน้ำธรรมชาติใสสะอาดผุดขึ้นมาและ “ไม่เคยแห้งขอดเลยสักครั้ง” ในอดีตจนถึงปัจจุบัน “น้ำ” ในบ่อนี้มีความเชื่อศรัทธากันว่าสามารถปัดเป่าโรคภัย...สิ่งอัปมงคลได้ และได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ของประเทศไทย ที่ถูกนำไปใช้ประกอบพระราชพิธีสำคัญระดับชาติของพระมหากษัตริย์มาหลายรัชกาลO O O Oตอกย้ำ “หลวงพ่อแช่ม” หรือ “พระครูวิสุทธิวงศาจารย์ญาณมุนี” อดีตเจ้าอาวาสวัดฉลอง ชื่อทางการคือวัดไชยธาราราม เป็นพระเกจิอาจารย์ และศูนย์รวมจิตใจที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งชาวบ้านมีความศรัทธายิ่งจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์และปาฏิหาริย์ในอดีต เรื่องราว “บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์” ที่สร้างขึ้นในสมัยของท่าน เป็นหนึ่งในแหล่งน้ำสำคัญทางประวัติศาสตร์และจิตใจของชาวภูเก็ต ลักษณะทางกายภาพของบ่อน้ำเป็นบ่อที่ขุดลงไปในชั้นหิน ปากบ่อทำเป็น ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 1 เมตร 60 เซนติเมตร และมีความลึกประมาณ 4 เมตรนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ชาวบ้านเชื่อศรัทธากันว่าน้ำในบ่อศักดิ์สิทธิ์นี้ช่วยปัดเป่าโรคภัยและสิ่งไม่ดี สามารถช่วยป้องกันและรักษาโรคภัยไข้เจ็บแก่ผู้ที่นำไปดื่มกิน รวมถึงนิยมนำมาประพรมร่างกายหรือ...อาบเพื่อปัดเป่าสิ่งอัปมงคล และฝันร้ายให้มลายหายไปปัจจุบันยังมีนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่แวะเวียนมาตักน้ำมนต์จากบ่อแห่งนี้ใส่ขวดกลับไปบูชาหรือฝากญาติพี่น้องเพื่อความเป็นสิริมงคล...นับเป็นการขอขมาและเสริมบารมี บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์วัดฉลองแห่งนี้ ได้รับการคัดเลือกเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์สำคัญ ในพิธีพลีกรรมตักน้ำเพื่อนำไปประกอบพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ในพระราชพิธีสำคัญเช่น ปี พ.ศ.2554 นำไปใช้ทำน้ำพระพุทธมนต์ทูลเกล้าฯ ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ, ปี พ.ศ.2562เพื่อนำน้ำไปประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของในหลวงรัชกาลที่ 10, ปี พ.ศ.2567 นำไปใช้ในพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ“ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่อโปรดอย่าได้...“ลบหลู่”.รัก-ยมคลิกอ่านคอลัมน์ “เหนือฟ้าใต้บาดาล” เพิ่มเติม