เครื่องสูบน้ำท่อซิ่งได้ผล กทม.ย้ายจากแฟลตคลองจั่นไปกู้เคหะร่มเกล้าต่อผู้ว่าฯ “ชัชชาติ” สั่งเดินเครื่องเต็มที่ ไม่หวั่นน้ำเหนือ สมทบยันเอาอยู่ ด้านเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำเพิ่มเป็น 2,500 ลบ.ม./วินาที ทำพื้นที่ริมน้ำท้ายเขื่อนไล่ตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาท-อยุธยา น้ำพุ่งสูงเซาะแนวกระสอบกั้นน้ำไหลทะลักท่วมชุมชน ชาวบ้านขนของหนีน้ำโกลาหล ขณะที่เทศบาลเมืองราชบุรีและตลาดเก่า 100 ปีสมุทรสงครามสาหัส เขื่อนแม่กลองปล่อยน้ำล้นตลิ่งท่วมสูงถึง 4 เมตร จับตาอุตุฯเตือนรับมือฝนตกอีกระลอก 5-7 ต.ค. ตามด้วยฝนแช่ 11-14 ต.ค.วิกฤติน้ำท่วมยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะจังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลังเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ปรับเพิ่มการระบายน้ำวันที่ 1 ต.ค.เป็น 2,400 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้พื้นที่ท้ายเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เจ้าหน้าที่แจ้งเตือนให้ประชาชน 6 จังหวัดรับมือน้ำท่วมสูง ขณะที่กรุงเทพมหานครที่เจอฝนถล่มแบบข้ามวันข้ามคืนและเกิดน้ำท่วมหนักตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา ล่าสุดมีการระดมเครื่องสูบน้ำพญานาคขนาดใหญ่หรือท่อซิ่งเร่งระบายน้ำเคหะชุมชนคลองจั่น เขตบางกะปิ ที่จมน้ำมาหลายวันจนสถานการณ์คลี่คลายลงแล้วลุยต่อย้ายท่อซิ่งกู้เคหะร่มเกล้าที่ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม กรุงเทพ มหานคร สำนักการระบายน้ำ เขตดินแดง กทม. เวลา 07.30 น. วันที่ 2 ต.ค.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยสถานการณ์ฝนและน้ำท่วมใน กทม.ว่า ขณะนี้ยังไม่มีฝนตกเพิ่มเติม ฝนที่ตกเมื่อบ่ายวันที่ 1 ต.ค.ส่วนใหญ่ตกในพื้นที่ฝั่งธนบุรีประมาณ 90 มิลลิเมตร ขณะที่พื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมมีฝนประมาณ 30 มิลลิเมตร ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์น้ำมากนัก กทม.ยังคงเร่งระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะลาดกระบังและเคหะชุมชนร่มเกล้า ผ่านคลองประเวศบุรีรมย์ สำหรับเคหะชุมชนร่มเกล้า เขตลาดกระบัง เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่มีประชาชนอาศัยอยู่มาก กทม.นำท่อซิ่งเป็นอุปกรณ์ช่วยเร่งการระบายน้ำเข้ามาใช้งาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำและท่อซิ่งเรียบร้อยแล้ว จะเร่งดึงน้ำจากพื้นที่เข้าสู่คลองหนึ่ง ก่อนผลักดันต่อไปยังคลองประเวศบุรีรมย์ ยึดแนวทางฟื้นแฟลตคลองจั่นนายชัชชาติกล่าวว่า ส่วนเขตสะพานสูงสถานการณ์หลายจุดตามแนวถนนรามคำแหงดีขึ้น ทั้งสำนักงานสรรพากร หมู่บ้านสัมมากร หมู่บ้านบัวขาว หมู่บ้านเพอร์เฟคเพลส และหมู่บ้านนักกีฬา ขณะที่ถนนราษฎร์พัฒนา (ซอยมิสทีน) เชื่อมต่อถนนรามคำแหงกับเคหะชุมชนร่มเกล้าเหลือน้ำท่วมขังบางจุด กทม.จะเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและกู้พื้นที่ให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็ว ขณะที่เคหะชุมชนคลองจั่น เขตบางกะปิ ก่อนหน้านี้ ใช้ท่อซิ่งช่วยเร่งระบายน้ำ ปัจจุบันระดับน้ำลดลงจนเห็นพื้นแล้ว สะท้อนผลการปรับระบบระบายน้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ด้านถนนนวมินทร์สถานการณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลัง กทม.เร่งดึงน้ำจากคลองพังพวยลงสู่คลองแสนแสบ ส่งผลให้ระดับน้ำลดลงต่อเนื่องถนนเส้นหลักหลายสายวิ่งฉลุยผู้ว่าฯ กทม. กล่าวอีกว่า ส่วนพื้นที่ลาดพร้าวและบางบัวที่ระดับน้ำเพิ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 ต.ค. เป็นผลจากการเปิดประตูน้ำคลองสองเพิ่มเติม เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำให้พื้นที่ จ.ปทุมธานี กทม.ควบคุมการระบายน้ำอย่างค่อยเป็นค่อยไปพร้อมติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนริมคลอง สำหรับถนนสายหลักที่สถานการณ์ดีขึ้นและรถสัญจรได้ ได้แก่ เคหะคลองจั่น เฉลิมพระเกียรติ ร.9 เศรษฐศิริ สุวินทวงศ์ช่วงเรือนจำมีนบุรี-แยกนิมิตใหม่ กรุงเทพกรีฑาช่วงซอย 11-55 สีหบุรานุกิจช่วง สน.มีนบุรี-ร่มเกล้า พญาสุเรนทร์ เสรีไทย สุขาภิบาล 5 ราษฎร์พัฒนา พัฒนาการ เทพรักษ์ เพิ่มสิน และวัชรพลเฝ้าระวังพื้นที่รอยต่อปทุมธานีนายชัชชาติกล่าวต่อว่า จุดที่ยังมีน้ำท่วมขังและต้องเฝ้าระวังได้แก่ บริเวณรอยต่อปทุมธานี-กรุงเทพฯ ถนนพหลโยธินช่วงอนุสรณ์สถานและหน้าสนามกีฬาธูปะเตมีย์ ถนนพญาสุเรนทร์ช่วงปัญญาอินทรา-ซอย 31 รวมถึงซอย 25-43 และซอย 15-15/1 ถนนศรีนครินทร์บางช่วง โดยเฉพาะใต้ทางหลวงพิเศษมอเตอร์เวย์ขาเข้า ถนนสุวินทวงศ์ช่วงแยกเมืองมีน-หน้าเรือนจำ บริเวณแยกไฟฟ้าสีหบุรานุกิจ ถนนกรุงเทพกรีฑาช่วงซอย 41-55 รวมถึงถนนอ่อนนุช หลวงแพ่ง และฉลองกรุง นอกจากนี้ช่วงเช้า กทม.ได้เพิ่มเครื่องสูบน้ำบริเวณหมู่บ้านสหกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำพร่องคลองประเวศฯรองรับน้ำ“ภารกิจสำคัญของ กทม.ในวันนี้ คือการเร่งดึงน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับน้ำจากพื้นที่ลาดกระบังและกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก พร้อมเร่งสูบน้ำออกจากเคหะชุมชนร่มเกล้าและพื้นที่โดยรอบ รวมถึงเร่งกู้พื้นที่เขตสะพานสูง และพื้นที่ด้านตะวันออกทั้งหมดให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ” ผู้ว่าฯ กทม.กล่าวและว่า กทม.ยังคงระดมเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องจักรกลแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับชุมชนที่ได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรก ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วย ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีข้อจำกัดในการเดินทางสามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สายด่วน 1555 หรือ Line: @TraffyFondueไม่หวั่นน้ำเหนือเพิ่ม–ยันเอาอยู่ต่อมาเวลา 10.30 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. แถลงถึงสถานการณ์น้ำท่วมเพิ่มเติมว่า จากการคาดการณ์ช่วงวันที่ 5-8 ต.ค.จะมีฝนเพิ่มขึ้น ลักษณะเป็นฝนตกเป็นช่วงๆ ไม่ใช่ฝนตกต่อเนื่องเป็นเวลานาน ยังไม่ถือเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล ขณะนี้คลองหลัก 4 สาย ได้แก่ คลองเปรมประชากร คลองลาดพร้าว คลองแสนแสบ และคลองประเวศบุรีรมย์ มีแนวโน้มดีขึ้น ส่วนสถานการณ์น้ำเหนือและการระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที ขณะนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ เนื่องจากแนวคันกั้นน้ำยังสูงกว่าระดับน้ำมากกว่า 1 เมตร กทม.ยังคงเน้นการบริหารจัดการน้ำโดยผันน้ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ตอนกลาง ก่อนระบายออกสู่ทะเลชุมนุมกดดัน กทม.เปิดประตูน้ำเช้าวันเดียวกัน ชาวบ้าน ต.ลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี กว่า 200 คน รวมตัวกันที่ประตูระบายน้ำคลองพระยาสุเรนทร์ ตั้งอยู่พื้นที่เชื่อมต่อเขตสายไหม กทม. กับ อ.ลำลูกกา เพื่อชุมนุมประท้วงกดดันให้กรมชลประทานเปิดประตูน้ำคลองพระยา สุเรนทร์เพิ่มขึ้นอีก หลังชาวบ้านใน อ.ลำลูกกา และพื้นที่ใกล้เคียงได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมขังเป็นเวลาหลายวัน เนื่องจากประตูน้ำระบายไม่ทัน มีนายอาสา สุขขัง ผอ.สำนักงานระบบควบคุมน้ำ สำนักการระบายน้ำ กทม. ไปเจรจากับนายวินัย สังย์วาลเงิน นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองลาดสวาย ในฐานะตัวแทนของชาวบ้านในพื้นที่ ได้ข้อสรุปให้เปิดประตูระบายน้ำเพิ่มอีก 20 ซม. ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมพอใจแยกย้ายกลับบ้านเร่งระบายต่อลงคลองแสนแสบนายอาสา สุขขัง ผอ.สำนักงานระบบควบคุมน้ำ สำนักการระบายน้ำ กทม. เปิดเผยถึงสถานการณ์การระบายน้ำว่า ขณะนี้น้ำที่ไหลลงมาอาจเข้าพื้นที่บริเวณถนนกาญจนาภิเษก และถนนคู้บอน ชุมชนในพื้นที่ด้านล่างยังคงได้รับผลกระทบ เบื้องต้นน้ำจะไหลไปตามคลองพระยาสุเรนทร์ต่อเนื่องไปยังคลองตาแฟงและลงคลองแสนแสบ ขณะนี้น้ำในคลองแสนแสบค่อนข้างต่ำ ทำให้สามารถไหลต่อไปยังพื้นที่ด้านล่างได้ สำนักการระบายน้ำจะเร่งระบายน้ำลงพื้นที่ด้านล่าง แต่จะติดตามผลกระทบต่อชุมชนควบคู่กัน โดยจะประเมินสถานการณ์ช่วง 6 ชั่วโมงจากนี้ เพื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องเพิ่มการเปิดทางระบายน้ำหรือไม่ เนื่องจากยังมีชุมชนด้านล่างที่ได้รับความเดือดร้อน พร้อมกับประสานสำนักงานเขตให้เข้าดูแลชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และหลังจากผ่านไป 6 ชั่วโมงจะมาดูอีกครั้งว่าสถานการณ์น้ำส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯมากน้อยเพียงใดเขื่อนฯระบายน้ำเพิ่มอีก 2,500ส่วนสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาพบว่าปริมาณน้ำยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่สถานีวัดระดับน้ำ C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,407 ลบ.ม./วินาที และที่สถานี C.13 เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ปริมาณน้ำด้านเหนือเขื่อนอยู่ที่ 17.76 เมตร/รทก. ปริมาณน้ำด้านท้ายเขื่อนอยู่ที่ 15.93 เมตร/รทก. ล่าสุด เมื่อคืนที่ผ่านมากรมชลประทานปรับอัตราการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มเป็น 2,500 ลบ.ม./วินาที ตามแผนการระบายน้ำแบบขั้นบันได เพื่อสอดรับกับ ปริมาณน้ำเหนือที่ไหลบ่าลงมาไม่หยุด คันน้ำเอาไม่อยู่ท่วมทั้งหมู่บ้านผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปรับการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาในระดับ 2,500 ลบ.ม./วินาทีครั้งนี้ ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นไหลทะลักล้นแนวกระสอบทรายกั้นน้ำเข้าท่วมชุมชนหมู่ 5 ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ชาวบ้านต้องรีบเร่งอพยพอย่างเร่งด่วนตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา เนื่องจากระดับน้ำที่สูงอย่างรวดเร็ว นายรุ่งรื่นอุรา สารวัตรกำนันตำบลโพนางดำตก เผยว่า หลังจากน้ำล้นคันกั้นน้ำเข้าท่วมพื้นที่กลางหมู่บ้าน ชาวบ้านต้องพายเรือหนีออกจากบ้าน โชคดีที่ส่วนใหญ่เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า ต่างเก็บข้าวของขึ้นที่สูงและย้ายข้าวของเครื่องใช้ รถ จยย.และรถยนต์ไว้แล้ว หลายครอบครัวย้ายออกมาอยู่บนถนนสายชัยนาท-สิงห์บุรีสายเก่า มีบางส่วนยังพออาศัยอยู่ในบ้านได้ รวมแล้วมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 60 หลังคาเรือน และวัดอีก 1 แห่งพื้นที่สรรพยาจมแล้ว 5 ตำบลนายคำรณ อิ่มเนย หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดชัยนาท เผยว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยายังขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เอ่อล้นเข้าท่วมชุมชนที่อยู่อาศัยด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาแล้วกว่า 5 ตำบล ประกอบด้วย ต.บางหลวง ต.ตลุก ต.หาดอาษา ต.โพนางดำออก และ ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา ตัวเลขเบื้องต้นมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 3,176 ครัวเรือน พื้นที่ทางการเกษตรกว่า 9,566 ไร่ ประชาชนจำนวนมากอพยพหนีน้ำขึ้นมาอาศัยอยู่บนถนนสายคันคลองมหาราชและเคลื่อนย้ายสัตว์เลี้ยงมาอยู่ในที่ปลอดภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เร่งติดตั้งถังน้ำดิบ ห้องสุขา เดินระบบไฟฟ้า รวมไปถึงการรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ประสบภัยน้ำผุดใต้แนวเขื่อน–อพยพด่วนที่ จ.สิงห์บุรี ผลพวงจากเขื่อนเจ้าพระยาปรับเพิ่มการระบายน้ำลงท้ายเขื่อน ทำให้น้ำดันลอดแนวตะเข็บเขื่อนป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณหมู่ 1 ต.ทับยา อ.อินทร์บุรี ระยะทางยาวประมาณ 200 เมตร แรงดันน้ำผุดขึ้นบนผิวถนนไหลทะลักเข้าพื้นที่สวนเกษตร และเอ่อเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน หลังเกิดเหตุ อบจ.สิงห์บุรีนำเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ติดตั้งเพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังพบมวลน้ำลอดใต้แนวคันกั้นน้ำหมู่ 1 ต.หัวป่า อ.พรหมบุรี นายณรงค์พันธ์ แจ่มจันทร์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสิงห์บุรี ได้แจ้งเตือนภัยประชาชนขั้นรุนแรง ให้เร่งอพยพชาวบ้านกลุ่มเสี่ยง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็กไปยังศูนย์พักพิงหรือสถานที่ปลอดภัยทันทีบางปะอินอ่วม–น้ำเพิ่ม 1 เมตรจ.พระนครศรีอยุธยา แม่น้ำเจ้าพระยาที่เพิ่มสูงขึ้นตามการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาส่งผลให้แม่น้ำน้อย และคลองสาขาหลายแห่งเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะ อ.บางปะอิน แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสักไหลสมทบ ทำให้ระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าหอประชุมที่ว่าการอำเภอบางปะอินเพิ่มสูงขึ้น น้ำเอ่อท่วมพื้นที่หมู่ 1 ต.บ้านเลน ซึ่งเป็นชุมชนที่อยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ถนนในหมู่บ้านน้ำสูงกว่า 1 เมตร ชาวบ้านต้องใช้เรือสัญจรเข้าออก ขณะที่เทศบาลตำบลปราสาททองทำท่าเทียบเรือและนำเรือมาให้บริการ ส่วนรถยนต์และจักรยานยนต์ต้องย้ายมาจอดไว้ริมถนนทางหลวงหมายเลข 3477 (อยุธยา-บางปะอิน)บ้านสร้างจุดรับน้ำท่วม 100%ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมภาคตะวันออก ที่ จ.ปราจีนบุรี ยังคงมีน้ำท่วมหลายอำเภอและค่อยๆลดลงเรื่อยๆ ล่าสุดมวลน้ำในอำเภอตอนบนทั้งจากพื้นที่ อ.กบินทร์บุรี อ.ศรีมหาโพธิ อ.เมืองปราจีนบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง ไหลไปรวมกันที่ อ.บ้านสร้าง นายอนันต์ บุญยืน นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบ้านสร้าง เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ในพื้นที่อยู่ในระดับวิกฤติเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากมีน้ำไหลเข้ามาจากหลายทิศทาง ทำให้พื้นที่รองรับน้ำได้ยาก ขณะนี้ถนนสายหลักปราจีนบุรี-บ้านสร้างถูกน้ำท่วมเกือบทั้งหมด จุดที่ได้รับผลกระทบหนักอยู่บริเวณแยกไฟแดงและพื้นที่ตัวเมือง ส่วนตลาดบ้านสร้าง พื้นที่เศรษฐกิจเก่า และอยู่ติดกับแม่น้ำบางปะกง น้ำยังไม่เข้าพื้นที่ตลาด เทศบาลเร่งวางแนวกระสอบทรายป้องกันน้ำสูง 1 เมตร พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 3 เครื่องเตรียมพร้อมระบายน้ำอย่างเต็มที่จัดบิ๊กคลีนนิ่งฟื้นอรัญประเทศที่ลานสยามมินทร์ เทศบาลเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว นายชาธิป รุจนเสรี ผวจ.สระแก้ว นำทีม จัดกิจกรรม “Big Cleaning Day คืนความสะอาด คืนรอยยิ้มให้อรัญประเทศ” หลังจากสถานการณ์อุทกภัยเริ่มคลี่คลาย สั่งระดมกำลังทุกหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสาร่วมกันฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ทิ้งไว้แต่ร่องรอยความเสียหาย โคลนตม ขยะมูลฝอย และสิ่งปฏิกูลตกค้างในหลายพื้นที่ มีการฉีดน้ำล้างทำความสะอาดฟื้นฟูสภาพแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วไฟช็อตแม่เฒ่าคาบ้านน้ำท่วมที่ จ.นครนายก ตำรวจ สภ.องครักษ์ ตรวจสอบคนถูกไฟดูดเสียชีวิตคาบ้านที่ถูกน้ำท่วมภายในบ้านเลขที่ 45/1 หมู่ 10 ต.บางปลากด จุดเกิดเหตุห่างถนนสายวัดประสิทธิเวชราว 1 กม. มีน้ำท่วมสูง 1.5 เมตร เจ้าหน้าที่แจ้งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค อ.องครักษ์ ตัดกระแสไฟฟ้าก่อนใช้เรือแทนรถเข้าไปตรวจสอบภายในบ้าน ทราบชื่อผู้ตายนางสมจิตร์ พูลศิล อายุ 88 ปี นอนแช่น้ำอยู่ข้างหม้อหุงข้าวไฟฟ้า มือขวามีรอยถูกไฟฟ้าช็อต ข้างศพพบปลั๊กสายไฟพ่วงยาว 2 เมตรเปียกน้ำ สอบถามนางลำใย แสงระวี อายุ 66 ปี ลูกสาวผู้ตายทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนำอาหารมาส่งให้แม่ มาถึงพบแม่นอนหงายแช่น้ำอยู่ในบ้าน รีบบอกให้ลูกชายไปดึงคัตเอาต์ตัดกระแสไฟและเข้าไปดูแม่พบว่าสิ้นใจแล้วเมืองโอ่งระทม–น้ำสูงแตะ 4 ม.ที่ จ.ราชบุรี แม่น้ำแม่กลองที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทศบาลเมืองราชบุรี ยกธงแดงเขื่อนรัฐประชาพัฒนา รองรับสถานการณ์เขื่อนแม่กลอง จ.กาญจนบุรี เร่งระบายน้ำเพิ่มสูงขึ้นแบบขั้นบันไดจาก 1,600 ถึง 2,239 ลบ.ม./วินาที และมีแนวโน้มจะระบายน้ำถึง 2,400 ลบ.ม./วินาที ส่งผลให้มวลน้ำแม่กลองทะลักท่วมชุมชน ถนน อุโมงค์ เขตเทศบาลเมือง บางจุดไม่สามารถสัญจรได้ เจ้าหน้าที่เร่งอพยพประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยเฉพาะชุมชนท่าเสา, ชุมชนวัดมหาธาตุ, ชุมชนหลุมดิน 2, 3 และ 4 และชุมชนหมู่บ้านท่าราบไปอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว เช่นเดียวกับ ต.เกาะพลับพลา ถูกน้ำไหลท่วมตั้งแต่กลางคืนวันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา บางจุดน้ำท่วมสูงเกือบ 4 เมตร มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 100 ครัวเรือนชาวบ้านห่วงทรัพย์–ไม่ไปไหนน.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1 ลงพื้นที่ไปช่วยเหลือชาวบ้านใน ต.เกาะพลับพลา และเขตเทศบาลตำบลเขางู จากนั้นเปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.ราชบุรี สภาพภูมิประเทศมีระดับต่างกัน อย่างในเขตเทศบาลเมือง ชุมชนท่าเสา ชุมชนวัดมหาธาตุ เป็นพื้นที่ต่ำอยู่แล้ว แค่ทางชลประทานปล่อยน้ำจากเขื่อนแม่กลองเพียงแค่ 1,200 ลบ.ม.ก็ท่วมอยู่แล้ว ทางราชการแจ้งเตือนภัยตั้งแต่มีการปล่อยระบายน้ำจากเขื่อน แต่ชาวบ้านไม่ยอมออกจากบ้านเรือนจนระดับน้ำถึงระดับหน้าอก ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมออก เนื่องจากห่วงบ้านและทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่ต้องคอยออกตรวจตราช่วยเหลือนำอาหารน้ำดื่มเข้าไปแจกจ่ายตลาดเก่า 100 ปี บางคนทีสาหัสด้านชุมชนตลาดเก่า 100 ปี หมู่ 1 ต.บางนกแขวก อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม ได้รับผลกระทบจากระดับน้ำในแม่น้ำแม่กลองเอ่อล้นเข้าท่วมไปแล้ว 29 หลังคาเรือนจนต้องอพยพหนีน้ำเหลือเพียง 8 หลังเท่านั้น น.ส.วราภรณ์ บัญชาวิมลเชษฐ์ อายุ 66 ปี 1 ในผู้ประสบภัย เปิดเผยว่า ชุมชนตลาดเก่า 100 ปีมีบ้านอยู่ติดริมแม่น้ำแม่กลองเขตติดต่อ จ.ราชบุรี วันนี้น้ำลดลงกว่าวันก่อนเล็กน้อย แต่อยู่ยังในระดับสูงถึงเอว ตอนนี้สมาชิกในบ้าน 6-7 คนย้ายไปอยู่ที่อื่นหมดแล้ว เหลือตนกับญาติอีกคนอยู่เฝ้าบ้านไปอาศัยบริเวณหลังบ้านที่เป็นเนินสูงยังพอกั้นห้องนอนได้สั่งผู้ว่าฯรับมือฝนถล่มใต้ 5 ต.ค.ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำทั่วประเทศว่า ขณะนี้ไม่มีฝนมาเติมมาก ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น ตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค. ฝนจะก่อตัวมากขึ้นและหนักในพื้นที่ภาคใต้ สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ จากการคาดการณ์กรมอุตุนิยมวิทยาขึ้นสีแดงสีส้ม แต่ก็เป็นเพียงการคาดการณ์ต้องเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด เมื่อถามว่ากรณีฝนภาคใต้ได้กำชับพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ดูจากเรดาร์พยากรณ์อากาศก็กำชับตั้งแต่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ลงไปถึง จ.นราธิวาส ความหนาแน่นของฝนจะไปตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค. และจะหนักขึ้นเรื่อยๆในช่วงวันที่ 10-12 ต.ค.ให้ยึดข้อมูลจากกรมอุตุฯเท่านั้นเมื่อถามว่าวันที่ 1 ต.ค. มีลูกเห็บตกใน กทม. มีอะไรน่ากังวลและต้องกำชับหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า เตรียมความพร้อม กังวลตลอดเวลาถึงได้เชิญอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยามาอัปเดตสภาพอากาศ โดยเฉพาะปริมาณฝน เชิญมาทุกวัน ให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อม ไม่ใช่เฉพาะช่วยเหลือประชาชน แต่ต้องเตรียมพร้อมการผลักดันน้ำด้วย กองทัพเรือมีอยู่ประมาณ 100 ลำ กระจายเรือผลักดันน้ำไปช่วยในหลายจังหวัด เมื่อถามถึงปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาน่าเป็นห่วงหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ห่วงทุกที่ เมื่อถามย้ำว่ากำชับอะไรกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะประชาชนบางส่วนไปเชื่อเพจอิสระ นายอนุทินตอบว่า ได้พูดตั้งแต่วันแรกว่าขอให้เชื่อการแถลงข่าวจากรัฐบาลเท่านั้น รัฐบาลยึดถือข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยาเท่านั้น การสื่อสารข้อมูลไปยังประชาชนขอให้เป็นข้อมูลจากโฆษกประจำสำนักนายกฯและหน่วยงานราชการซึ่งเป็นข้อมูลที่เป็นทางการห่วงฝนตกแช่ในช่วง 11–14 ต.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 11.00 น.วันเดียวกัน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ว่า นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการในที่ประชุม ให้จังหวัดที่ยังคงประสบอุทกภัยตรึงกำลังเจ้าหน้าที่และทรัพยากรที่จำเป็นให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ ส่วนกรมอุตุนิยมวิทยาชี้แจงว่า ในวันที่ 5-7 ต.ค.สภาพอากาศจะมีฝนมากขึ้น เริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือไล่มาทางตะวันตกของประเทศ อีกช่วงที่สำคัญคือวันที่ 11-14 ต.ค.จะมีฝนตกหนักหรือตกแช่ในภาคกลางไล่ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ลงมา ปริมาณน้ำฝนจะอยู่ที่ 100 มิลลิเมตร จากนั้นจะเลื่อนไปทางตอนใต้เขื่อนหลักน้ำยังไม่เต็ม–ต่างปี 54ขณะที่นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำว่า การระบายน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่หลายคนกังวลถึงมวลน้ำเหนือ ขณะนี้เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำ 70% เขื่อนสิริกิติ์ 80% เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 70-80% มีเพียงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่มีความจุเกินกว่า 100% ยังมีช่องว่างอยู่อีก 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ไม่เหมือนปี 2554 ส่วนแม่น้ำปิง ลุ่มน้ำสะแกกรัง มีแนวโน้มลดลง 500 กว่าลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีอย่างมีนัยสำคัญ ยืนยันขณะนี้ปริมาณน้ำเหนือลดลง ทำให้น้ำที่ไหลมาเหนือเขื่อนเจ้าพระยา การระบายคงที่อยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ฉะนั้นคงระบายแนวระดับนี้ได้ 5-6 วัน เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกใหม่ในช่วง 11-13 ต.ค.นี้อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่