เป็นอีกแผนงานสำคัญของรัฐบาล ที่กำลังเร่งดำเนินการ คือการลดอัตราข้าราชการ กำลังคนภาครัฐ ที่ปัจจุบันมีอยู่ กว่า 3 ล้านคน และการยุบเลิกหน่วยงานรัฐที่มีภารกิจซ้ำซ้อนกัน เพื่อปรับโครงสร้างองค์กรภาครัฐให้มีความคล่องตัว ลดฐานงบประมาณรายจ่ายประจำ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ระบุว่า เตรียมเสนอ ครม.ภายในเดือน ส.ค.นี้ในการควบคุมอัตรากำลังข้าราชการทั้งระบบ ไม่ให้เกิน 3 ล้านคน โดยมีแนวทางยุบตำแหน่งที่ว่างลงจากการเกษียณอายุ และเสนอมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด (เออร์ลี่ รีไทร์) ที่กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นนอกจากนี้ อีกแนวทางที่เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบราชการ คือการยุบหน่วยงานรัฐที่มีภารกิจซ้ำซ้อน หรือไม่มีความจำเป็น เป้าหมายแรกคือสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) หรือธนาคารที่ดิน ที่มีแผนจะยุบไปรวมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้จากนั้นจะมีการพิจารณายุบรวมองค์การมหาชนอีก 4–5 แห่ง ที่ไม่ผ่านการ ประเมินมาหลายปี รวมทั้งสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) โดยในเรื่องอัตรากำลังของหน่วยงานที่ถูกยุบ จะมี 2 แนวทาง คือ เข้าร่วมโครงการเออร์ลี่รีไทร์ หรือย้ายไปอยู่หน่วยงานใหม่รองนายกฯ ยังระบุด้วยว่า เรื่องนี้เป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องทำภายในรัฐบาลนี้ แม้อาจจะเห็นผลอีก 10 ปีข้างหน้าก็ตาม เพราะแตกต่างจากภาคเอกชน ทั้งนี้ เนื่องจากเรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรให้เหมาะสมตอนนี้เป็นไปทั่วโลก ดังนั้นภาครัฐประเทศ ไทยก็ต้องปรับตัว ไม่เช่นนั้นจะได้รับผลกระทบต่างๆจริงอยู่ว่าการปฏิรูประบบราชการ และการลดกำลังคนภาครัฐมีความจำเป็น เป็นไปตามเหตุผลที่รองนายกฯระบุ เพียงแต่ว่าการยุบเลิกหน่วยงานราชการและลดกำลังคนของภาครัฐในหน่วยงานต่างๆ ถือเป็นเรื่องใหญ่ ต้องพิจารณาบนฐานข้อมูลการประเมินที่ชัดเจน เปิดการมีส่วนร่วมกับฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด โดยเฉพาะในด้านประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานภาครัฐด้านต่างๆ ที่สำคัญเพื่อไม่ให้ปฏิรูปแบบผิดฝาผิดตัว ยุบหน่วยงานที่ยังจำเป็น ลดกำลังคนในจุดสำคัญ แต่ไม่เกิดการปรับเปลี่ยนจริงในหน่วยงานที่ภารกิจซ้ำซ้อน รวมทั้งแก้ปัญหาเก่าแล้วสร้างปัญหาใหม่ในโครงสร้างราชการ.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม