ถกร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 70 วันที่สาม “พนิดา” ชำแหละงบ 3 องค์กรอิสระ ป.ป.ช.-กกต.-สตง. ถลุงงบสร้างตึกเป็นว่าเล่น แต่ผลงานแค่โชว์ห่วย ฟาด 2 มาตรฐานคดี “ศักดิ์สยาม” ทำ สส.ภูมิใจไทยดิ้นประท้วง “ลิซ่า” ฉะคำสั่ง คสช. ต้นตอโกงสอบท้องถิ่น “ไหม” แถลงมติ ปชน.ไม่โหวตวาระแรก แต่เดินหน้ารีดไขมันต่อในชั้น กมธ. “นิกร” ย้ำร่างนิรโทษไม่หมกเม็ดล้มคดีฮั้ว สว.-โกงเลือกตั้ง แนะสภาเอาตามที่วุฒิแก้ไข จะได้ปิดฉากขัดแย้งที่ยาวนานเสียที ศาล รธน.มติเอกฉันท์ ยกคำร้องสอย “อนุทิน” ตั้ง “พิพัฒน์” คุมพลังงานช่วงวิกฤติ ชี้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก เป็นวันที่สาม น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน อภิปรายชำแหละการตั้งงบของหน่วยงานองค์กรอิสระ ไร้ประสิทธิภาพ จนต้องเผชิญกับวิกฤติศรัทธาพร้อมๆกันภท.ดิ้น “พนิดา” แตะ “ศักดิ์สยาม”เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 1 ก.ค. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก เป็นวันที่สาม น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน อภิปรายตั้งคำถามการทำงานขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้รับงบปี 2570 รวม 1 หมื่นล้านบาท แต่กลับถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสการทำงาน กระบวนการฮั้วเลือก สว.ที่ กกต.ไม่กล้าเอาผิด เพราะ สว.เป็นผู้เลือกกกต. ส่วน ป.ป.ช.ถูกตั้งคำถามการพิจารณาคดี 2 มาตรฐาน ในคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม โดยมีการเปิดสไลด์รูปนายศักดิ์สยามประกอบการอภิปราย ทำให้สส.พรรคภูมิใจไทยดาหน้าประท้วงที่เอ่ยถึงบุคคลภายนอก จนนายเลิศศักดิ์ต้องเตือนให้รีบสรุปเข้าประเด็นซัดองค์กรอิสระถลุงงบสร้างตึกน.ส.พนิดากล่าวว่า การทำงานขององค์กรอิสระในวันนี้เอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม กกต. ป.ป.ช. และ สตง. อยากมีอาคารเป็นของตัวเองในทุกจังหวัด จึงตั้งงบสร้างสำนักงานในจังหวัดต่างๆเป็นงบผูกพัน ในงบปี 2570 กกต.ของบสร้างตึก 16 ตึก 193 ล้านบาท ถูกสำนักงบประมาณตัดเหลือ 35 ล้านบาท ป.ป.ช.ก็ตั้งงบสร้างตึกใหม่ 5 ตึก รวมของเดิมเป็น 19 ตึก สตง.ไม่น้อยหน้า ของบสร้างตึกอีก 16 แห่ง ที่เจ็บปวดคือทุกวันนี้ สตง. ต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่จตุจักร บริเวณที่ตึก สตง.ถล่มต่อไปอีก 6 ปี ขณะที่งบดำเนินงานขององค์กรอิสระ ได้ 2,500 ล้านบาท แต่มักนำไปใช้จัดกิจกรรมโดยเน้นจำนวนผู้เข้าร่วมไม่เน้นผลลัพธ์ สรุปแล้วงบ 1 หมื่นล้านบาทขององค์กรอิสระ 70% เป็นเงินเดือนบุคลากร 10% เป็นงบสร้างตึก เช่ารถ เหลือทำงานจริงๆแค่ 20% แต่เอาไปใช้ทำงานที่ไม่เกี่ยวกับภารกิจหลัก ทำให้องค์กรอิสระเผชิญวิกฤติศรัทธาพร้อมกัน อมพระมาพูด ประชาชนก็ไม่เชื่อ ถ้ารัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบสีน้ำเงิน องค์กรอิสระก็เป็นลำต้นที่ค้ำยันให้ต้นไม้พิษของระบอบสีน้ำเงิน ฝังรากลึกมากขึ้นในสังคม“ลิซ่า” ฉะคำสั่ง คสช.ตัวต้นเหตุโกงสอบน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายเป็นคนถัดมาว่า แม้ในงบรายจ่ายปี 2570 จะตัดงบกลุ่มจังหวัดและจังหวัด แต่ในส่วนท้องถิ่นยังได้งบเท่าเดิมคือ 29.35% ห่างไกลเป้าหมาย 35% ควรจัดสรรงบให้มากกว่านี้ หรือปลดล็อกกฎหมายกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น รวมถึง การปฏิรูปโครงสร้างท้องถิ่น ปัจจุบันมีองค์กรปกครองท้องถิ่น 7,000 แห่ง มีบุคลากรไม่พอทำงาน และมีปัญหาการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ามาทำงาน เดิมให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดสอบเอง แต่ขณะนี้ส่วนกลางดึงมาจัดสอบเองตามคำสั่ง คสช. อ้างตัดระบบอุปถัมภ์ เรียกผลประโยชน์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้คือมีการทุจริตสอบที่จัดโดยส่วนกลาง ควรให้ท้องถิ่นกลับมาเป็นผู้จัดสอบเอง และควรยกเลิกคำสั่ง คสช.เพื่อประสิทธิภาพการหาบุคลากรตามที่ท้องถิ่นต้องการจับพิรุธขั้นตอนสอบเข้าท้องถิ่นน.ส.ภคมนกล่าวว่า ความตลกร้ายคือโรงงานที่พิมพ์ข้อสอบเป็นแห่งเดียวกับที่พิมพ์บัตรเลือกตั้ง การทุจริตที่เกิดขึ้นเกิดจากการฮั้วกันของผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างในทีโออาร์มีหลายจุดที่น่าตั้งคำถาม เช่น นำไฟล์กระดาษคำตอบออกมาได้อย่างไร ยังพบว่าแก๊งทุจริตครอบครองเอกสารเฉลยคำตอบ เหตุใดเฉลยคำตอบหลุดออกมา เป็นไปได้ว่าใบเฉลยรั่วตั้งแต่ตอนออกข้อสอบ ไม่รู้ว่ามีตัวแทนกรมการส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) หรือภาคีเครือข่าย เช่น ป.ป.ช. ป.ป.ท. หรือหน่วยงานต่างๆไปร่วมสังเกตการณ์ขั้นตอนตั้งแต่การออกข้อสอบไปจนสิ้นสุดกระบวนตามเงื่อนไขในทีโออาร์หรือไม่ และในทีโออาร์กำหนด สถ.เป็นผู้ควบคุมการเข้าออกของผู้ปฏิบัติงานด้วยระบบยืนยันตัวตน จึงอดสงสัยไม่ได้การทุจริตครั้งนี้ทำกันเป็นระบบ ประชาชนรู้ว่าแกนนำพรรคภูมิใจไทยมีความสัมพันธ์อันดีกับระบบราชการมาตลอด หากรัฐบาลยังอุ้มชูระบบส่วนกลาง จะไม่สามารถตอบข้อครหาประชาชนได้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่ น.ส.ภคมน อภิปราย ปรากฏว่าถูก สส.ฝ่ายรัฐบาลรุมประท้วงเป็นระยะว่าอภิปรายนอกประเด็น เหมือนเป็นการอภิปรายในลักษณะไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทำให้นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ประท้วงขอให้นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุมในช่วงนี้ ควบคุมการประชุม อย่าให้ฝ่ายรัฐบาลใช้เหตุผลในการประท้วงที่ซ้ำซาก เพราะประธานได้วินิจฉัยไปแล้วว่า สิ่งที่ น.ส.ภคมนอภิปรายไม่เข้าข่ายผิดข้อบังคับปชป.ชงผ่าตัดใหญ่–หยุดกู้มาแจกนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่าปีนี้เป็นปีแรกที่มีรัฐมนตรียอมรับว่าโครงสร้างงบประมาณแบบนี้อีก 2-3 ปี ประเทศไทยจะไปต่อไม่ได้ งบประมาณขณะนี้เป็นรายจ่ายประจำทั้งหมด ไม่มีงบลงทุน ต้องไปกู้จนหนี้สาธารณะท่วมประเทศ ขณะที่หนี้ครัวเรือนก็ท่วมประชาชน 91% ต่อจีดีพี สูงกว่าเกณฑ์สากลที่ 80% คนไทยเป็นหนี้ 25.5 ล้านคน มีหนี้เฉลี่ย 5.3 แสนบาทต่อคน ติดอันดับ 7 ของโลก จำเป็นต้องปรับโครงสร้างงบโดยเร็ว มี 5 ข้อเสนอ คือ 1.หยุดกู้มาแจก 2.หยุดสร้างความเข้าใจผิดว่าเงินที่กู้มาไม่ใช่ภาระประชาชน 3.หยุดแสดงความรวยเกินฐานะประเทศ 4.ทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น 5.ต้องหาทางปิดช่องทุจริต รัฐบาลต้องมีมาตรการจัดการเรื่องเงินทอน บางปีถึงขั้นเปิดห้องข้างๆห้องพิจารณางบประมาณต่อรองผลประโยชน์กันนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ยอมรับงบประมาณปี 2570 ไม่สมบูรณ์แบบ ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา และตัวเลขงบที่ผูกพันมาหลายรัฐบาล เชื่อว่าทุกรัฐบาลเห็นปัญหาตรงกัน แต่ไม่มีใครกล้าลุกมาแก้ปัญหา ได้หารือกับนายกฯ รมว.คลัง มีหลายประเด็นต้องลงมือ พร้อมหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถึงแนวทางแก้ปัญหา หากไม่ลงมือทำ ระบบโครงสร้างงบประมาณประเทศจะไปต่อไม่ได้ปชน.เดินหน้ารีดไขมันต่อชั้น กมธ.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า แม้รัฐบาลยอมรับว่าปัญหาวิกฤติคลังเป็นเรื่องจริง แต่ดุลพินิจในการจัดสรรงบประมาณกลับมีปัญหามาก งบสวัสดิการหลายตัวถูกตัดลด งบด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของกองทุน ววน.ถูกหั่นลงถึงร้อยละ 30 ขณะที่งบจัดซื้อครุภัณฑ์ คอมพิวเตอร์ และโครงการ AI กลับสูงขึ้นอย่างน่าสังเกต นอกจากนี้งบสวัสดิการเด็กแรกเกิดยังถูกตัดลดลง 500 ล้านบาท งบประมาณที่มีจำกัดแต่รัฐบาลไม่จัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง ถือเป็นข้อผิดพลาดอย่างรุนแรง พรรคจึงมีมติไม่เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบปี 70 จากนี้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯต้องไปตรวจสอบ โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ได้งบเพิ่มกว่า 3,000 ล้านบาท มีโครงการระบบคลาวด์สูงถึง 5,000 ล้านบาท แต่รัฐมนตรีกลับไม่ลุกขึ้นชี้แจงความคุ้มค่าอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เกิดข้อกังขาว่ารัฐมนตรีเจ้ากระทรวงอาจไม่ได้เป็นคนจัดทำงบประมาณเอง ในชั้น กมธ.ฝ่ายค้านจะเดินหน้ารีดไขมัน เพื่อดึงงบประมาณกลับมาจัดสรรให้กับโครงการสวัสดิการที่จำเป็นต่อประชาชน“นิกร” ย้ำร่างนิรโทษไม่ล้างผิด 3 ปมนายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย รองประธานวิปรัฐบาล อดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และอดีต กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข กล่าวว่า หลังที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมในชั้นการกลั่นกรองเสร็จสิ้นแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการส่งร่างกฎหมายนี้กลับคืนมาที่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาอีกครั้ง ยืนยันว่าหลักการที่มีการแก้ไขในชั้นวุฒิสภายังคงเป็นไปตามแนวทางของร่างเดิม ที่เสนอ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และคณะ เนื้อหาทั้งหมดสอดคล้องกัน ยืนยันในหลักการสำคัญ 3 ข้อ ไม่มีการนิรโทษกรรมให้เด็ดขาดคือ 1.การกระทำความผิดในฐานทุจริตประพฤติมิชอบ 2.การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ 3.การกระทำความผิดที่ส่งผลให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือความผิดต่อส่วนตัว รวมถึงการกระทำที่ต้องรับผิดชอบต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ กฎหมายนี้มุ่งเน้นนิรโทษกรรมเฉพาะการกระทำที่มีแรงจูงใจทางการเมืองเท่านั้นไม่หมกเม็ดล้มคดีฮั้ว สว.–โกง ลต.นายนิกรกล่าวอีกว่า ส่วนกระแสข่าวเรื่องการนิรโทษกรรมคดีโกงเลือกตั้ง หรือคดี “ฮั้ว” ขอย้ำว่า จะไม่มีการนิรโทษกรรมให้กับการกระทำความผิดทุจริตเลือกตั้ง การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม หรือการแจ้งคุณสมบัติอันเป็นเท็จของผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. และ สว.แน่นอน ส่วนที่จะได้รับการนิรโทษกรรมคือความผิดลหุโทษเกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้ง เช่น การชุมนุมประท้วงไม่พอใจการทำงานของ กกต. แล้วเกิดการกระทบกระทั่งกัน คาดว่าวุฒิสภาจะส่งร่างกลับมาไม่เกินวันที่ 2 ก.ค. สภาฯควรมีมติเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขทันที โดยไม่ต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของสองสภาให้เสียเวลาอีก เพราะประเด็นที่แก้ไขเป็นเพียงถ้อยคำและเทคนิคทางกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องที่เป็นสาระสำคัญ กฎหมายฉบับนี้เราพยายามผลักดันมานานกว่า 20 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2548 ยืดเยื้อยาวนานจนประชาชนพูดกันจนเบื่อแล้ว เพื่อปิดฉากปัญหาความขัดแย้งที่ยาวนานเสียทีศาล รธน.ยกคำร้องสอย “อนุทิน”วันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่นายธนะวิทย์ วงศ์ธารทิพย์ ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย กรณีนายอนุทินมีคำสั่งแต่งตั้งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ให้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจกำกับดูแลและสั่งการเกี่ยวกับนโยบายพลังงาน การบริหารจัดการสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ ซึ่งนายพิพัฒน์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจพลังงาน อาจส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับตนเองและเครือญาติ ดังนั้นการกระทำของนายอนุทินและนายพิพัฒน์เป็นการกระทำที่ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์ที่เป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และเป็นการใช้สถานะหรือตำแหน่งกระทำการไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ถูกร้องทั้งสองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) และการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (2) และมาตรา 186 อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และ (5)ชี้ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม และเอกสารประกอบ ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง และได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพจากการแต่งตั้งของผู้ถูกร้องทั้งสอง ผู้ร้องไม่ใช่บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิ หรือเสรีภาพตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 46 วรรคหนึ่ง ประกอบกับรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 บัญญัติให้ สส. หรือ สว.จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบ มีสิทธิเข้าชื่อร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย หรือให้ กกต.มีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 47 (2) ซึ่งมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ดังนั้นผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213“ภาวุธ” เลื่อนพบดีเอสไอไป 6 ก.ค.ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ให้สัมภาษณ์ว่า นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มอบหมายทนายความส่งหนังสือขอเลื่อนเข้าชี้แจงกับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ในคดีฟอเร็กซ์ ออกไปเป็นวันที่ 6 ก.ค.เวลา 13.30 น. จากกำหนดเดิมวันที่ 2 ก.ค. เนื่องจากยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน ส่วนนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือฟิล์ม อดีตดาราดัง ยังไม่มีการประสานขอเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแต่อย่างใด ระหว่างนี้คณะพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการขยายผลรวบรวมพยานหลักฐาน และจะมีการออกหมายเรียกพยานแก่นายรัฐภูมิให้เข้าชี้แจงเรื่องเส้นทางการเงินต่อไปอ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่