สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงตัวเลข ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศหรือ GDP ไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ขยายตัวเพียงร้อยละ 1.9 ชะลอตัวลงร้อยละ 2.8 จากไตรมาสแรก ดุลบัญชีเดินสะพัด กลับมาขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ที่ 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่าร้อยละ 12 ของ GDP เรื่องนี้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะรองนายกฯ และ รมว.คลัง อ้างการที่เราพลิกมาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 1.76 หมื่นล้าน ดอลลาร์ จากที่เคยเกินดุลอยู่ถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์ ในไตรมาสแรก สะท้อนถึง จุดเปราะบาง ของเศรษฐกิจไทย จากความอ่อนไหวของ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ที่กระทบกับโครงสร้างเศรษฐกิจของ ประเทศโดยตรง แล้วก็จะจบลงที่ว่าเราจะต้องเร่งผลักดันการเปลี่ยน ผ่านพลังงานอื่น อาทิ โซลาร์รูฟท็อป ระบบโครงข่ายไฟฟ้า ระบบเก็บกักพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อช่วยลดการนำเข้าและสร้างความ มั่นคงทางพลังงาน ซึ่งพลังงานใหม่ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เราก็ต้อง พึ่งพาจากต่างประเทศอยู่ดี ไม่จากตะวันออกกลาง ก็เป็นจีน เป็น สหรัฐฯ เพราะเราไม่มีเทคโนโลยีของตัวเองสุดท้ายก็ไปลงเอยที่ เงินกู้ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2 แสนล้าน เพื่อไปเปลี่ยนระบบการขนส่งสาธารณะ ช่วยเยียวยา ลดภาระค่าไฟฟ้า ค่ารถโดยสาร ส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ วนเวียนหาทางออกไม่เจอ ตัวเลขการส่งออกที่คุยว่าพุ่งแรงก็เป็นแค่ภาพลวงตา เมื่อคำสั่ง ซื้อจากต่างประเทศไม่ได้มีส่วนให้การผลิตในประเทศเพิ่มกำลังการ ผลิตแต่อย่างใด ก็แปลว่าสินค้าที่ส่งออกไปจากประเทศไทยถูกสวม สิทธิ์ล้วนๆ แม้แต่การจ้างงานในประเทศก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น แรงงานส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เพราะสินค้าที่ส่งออกเป็นสินค้าเทคโนโลยีเสียส่วนใหญ่ ไทยไม่เคยมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง เอสเอ็มอีไทย มีชื่อได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐทุกโครงการแต่ความเป็นจริงคือกำลังรอวันตายสัดส่วนมูลค่าของการผลิตลดลง เหลือแค่ร้อยละ 23.6 ของ Nominal GDP ในไตรมาสที่ 1 การพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศ หรือ Local Content มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับการนำเข้าชิ้นส่วนวัตถุดิบ และการแข่งขันจากสินค้าราคาถูก และยังเป็นประเทศที่แสดงศักยภาพการใช้แรงงานที่ไม่มีทักษะทางเทคโนโลยี ซึ่งไม่สอดคล้องกับปัจจุบันการจะเริ่มต้นขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล เราก็ยังไม่พร้อม โดยเฉพาะทักษะและความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ข้อมูลภาครัฐภาคเอกชนรั่วไหลได้ง่ายมาก ขนาดผู้นำประเทศยังตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ยังเติบโตโดยผ่านโทรศัพท์มือถือที่คนไทยใช้โทรศัพท์มือถือและหมายเลขโทรศัพท์มากกว่าจำนวนประชากร และพบว่า มีการโจมตีผ่านโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยช่วงไตรมาสแรกปี 2569 ที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 127% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่แล้วผู้บริโภคในเอเชียแปซิฟิก มีการใช้บริการดิจิทัลสูงกว่าค่าเฉลี่ย ช็อปปิ้งออนไลน์ใช้งานร้อยละ 80 ค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ร้อยละ 71 การเงินดิจิทัลร้อยละ 72 ค่าเฉลี่ยร้อยละ 70 ความบันเทิงร้อยละ 70 ค่าเฉลี่ยร้อยละ 62เราถนัดเป็นผู้ใช้และผู้ตามเทคโนโลยีมากกว่า.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม