ความท้าทาย...ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ “สงครามความคิด” ที่มีอยู่จริงยังเป็นประเด็นสำคัญยิ่ง เพราะเป็นอีกจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่ในสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องยอมรับความจริงที่ว่า...ยุคนี้สิ่งที่ทำให้ขบวนการบ่มเพาะในยุคปัจจุบันประสบความสำเร็จในการกัดเซาะจิตใจเยาวชน คือการใช้เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดถ้าเราถอยออกมามองภาพกว้างของไฟใต้ในปัจจุบัน จะเห็นความลักลั่นย้อนแย้งที่ชัดเจนมากอย่างหนึ่ง นั่นคือ “สถิติการระเบิดและการยิงกันบนท้องถนนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ทำไมบรรยากาศความหวาดระแวงและช่องว่างระหว่างรัฐไทยกับคนในพื้นที่กลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วย?”คำตอบของคำถามนี้ นำไปสู่ข้อสมมติฐานที่นักวิเคราะห์สายความมั่นคงและนักวิชาการท้องถิ่นกำลังพูดถึง นั่นคือการต่อสู้ได้ย้ายสมรภูมิจาก “ป่าเขาและถนนสายเปลี่ยว” เข้ามาอยู่ใน “สมาร์ทโฟน โรงเรียน และค่ายกิจกรรม” ผ่านสิ่งที่เรียกว่า ขบวนการบ่มเพาะและการสร้างชุดเรื่องเล่ากึ่งสำเร็จรูปหากถามว่าประเด็นนี้มีโอกาสเป็นความจริงแค่ไหน? ปฏิเสธไม่ได้ หน่วยงานความมั่นคงจะต้องเกาะติดยุทธศาสตร์นี้อย่ากะพริบตา ถ้าจะให้ชั่งน้ำหนักประเมินความน่าจะเป็น...มีขบวนการบ่มเพาะและสร้างเรื่องเล่าบิดเบือนจริงไหม? ให้น้ำหนัก 85%...มีความเป็นไปได้สูงมากขบวนการที่มีอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน เช่น แกนนำBRN หรือกลุ่มจัดตั้งเดิม มีการปรับตัวทางยุทธศาสตร์มาสู่การทำสงครามความคิดอย่างเป็นระบบ เนื่องจากแกนนำรู้ดีว่าการใช้กำลังอาวุธสู้กับกองทัพไทยตรงๆไม่มีทางชนะ จึงต้องเน้นการ “เพาะเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่” ขึ้นมาสู้ในระยะยาวด้วยกฎหมายและมวลชนประเด็นต่อมา...ทุกเรื่องเล่าที่ขัดแย้งกับรัฐคือ “เรื่องไม่จริง” ทั้งหมดใช่ไหม? ให้น้ำหนัก 40% ซึ่งต้องมองอย่างระมัดระวัง นี่คือจุดที่ต้องเตือนสติ เพราะในบางครั้ง บาดแผลทางประวัติศาสตร์ ประสบการณ์ถูกกดขี่ หรือการใช้อำนาจมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในอดีต เช่น คดีตากใบ หรือการซ้อมทรมาน...มันคือความจริงที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เรื่องมโน แต่ถูกขบวนการนำไป “เลือกปฏิบัติ” ตัดต่อ และขยายความต่อยอดเพื่อจุดชนวนความเกลียดชังนักวิชาการสันติวิธีย้ำว่า ขบวนการใช้ประโยชน์จากอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะคลิปสั้นในการส่งคอนเทนต์แนว “ดราม่าประวัติศาสตร์ปัตตานี” หรือ “ภาพการปฏิบัติหน้าที่ของทหารไทยในแง่ลบ” ไปยังหน้าฟีดของเยาวชนในพื้นที่ซ้ำๆจนเกิดภาวะห้องสะท้อนเสียงทำให้เชื่อว่า...ข้อมูลเหล่านั้นคือ “ความจริง” แท้ทั้งหมดผสมรวมเป็นกลยุทธ์ “การตลาดทางความคิด” ซอฟต์พาวเวอร์จำแลง (บังหน้า) การผลิตสื่อบันเทิง, เพลงอนาชีด (เพลงสรรเสริญศาสนา) ที่สอดแทรกเนื้อหาปลุกระดม, เสื้อผ้าแฟชั่นแนวชาตินิยมมลายูดุดัน เช่น ลายนักรบโบราณ เพื่อสร้างกระแสนิยมให้เยาวชนรู้สึกว่า การมีแนวคิดต่อต้านรัฐเป็นเรื่อง“เท่”และ...เป็นเรื่องของ “คนรุ่นใหม่” ที่ “รักอิสรภาพ”ช่วงปี 2569—2571 เป็นไทม์ไลน์ยุทธศาสตร์ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ หน่วยงานความมั่นคงฝ่ายปกครอง และสถาบันการศึกษา จำเป็นต้องเกาะติดความเคลื่อนไหวเหล่านี้อย่างใกล้ชิดอาทิ จับตากลุ่มทุนหน้าใหม่หนุนคอนเทนต์ปลุกระดม จับตาการส่งนอมินีทางความคิดเข้าสู่ระบบ วิเคราะห์ความล่อแหลมเรื่องการแบ่งแยกดินแดน ระยะสั้น (ปี 2569)...การยกระดับคอนเทนต์สายการเมืองต้องจับตาการอุบัติขึ้นของเพจ เว็บไซต์ และอินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่ในพื้นที่...เน้นย้ำว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากองค์กรนอกประเทศ ที่เน้นผลิตสื่อบิดเบือนประวัติศาสตร์และปั่นกระแสสิทธิมนุษยชนด้านเดียวเพื่อโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐถัดมา...ระยะกลาง (ปี 2570)...การแทรกซึมเข้าสู่กลไกสภาท้องถิ่นและสภาเยาวชน (ถ้ามีโอกาสเกิดขึ้น? และต้องจับตาเป็นพิเศษ) ด้วยว่า...ไทม์ไลน์นี้คาดว่าจะมีการผลักดันกลุ่มเยาวชนที่ผ่านการบ่มเพาะและฝังชิปความคิดต่อต้านรัฐให้เข้าสู่เวทีการเมืองท้องถิ่น เครือข่ายสภานักเรียน หรือองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่เพื่อใช้กลไกทางกฎหมายและงบประมาณของรัฐในการขับเคลื่อนวาทกรรมแยกตัวทางอ้อมสุดท้าย...ระยะยาว (ปี 2571 เป็นต้นไป) เกมการผลักดัน “ประชามติพรางตา”...มองว่าเป้าหมายสูงสุดของกระบวนการกัดเซาะนี้ คือการสะสมปริมาณมวลชนรุ่นใหม่ให้มากพอ จนสามารถสร้างแรงกดดันทั้งในประเทศและระดับสากล เพื่อเรียกร้องสิทธิ์ในการกำหนดใจตนเอง หรือการทำประชามติแยกตัวเป็นอิสระโดยใช้ข้ออ้างเรื่อง “ความแตกต่างทางวัฒนธรรม”ที่ถูกบ่มเพาะมานั่นเองตอกย้ำหัวใจสำคัญ...วิกฤตการณ์ชายแดนใต้ในมิตินี้ “ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยกระบอกปืนหรือการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงเพียงอย่างเดียว” เพราะยิ่งรัฐใช้มาตรการรุนแรง ขบวนการบ่มเพาะก็จะยิ่งนำภาพเหล่านั้นไปขยายความเพื่อตอกย้ำเรื่องเล่า “รัฐไทยรังแกชาวมลายู” ให้แน่นหนาขึ้นสิ่งที่รัฐบาลไทยและสังคมต้องเร่งทำคือยุทธศาสตร์งดเว้นการเล่นเกมตามน้ำ ต้องไม่ตกลงไปในหลุมพรางความเกลียดชัง รัฐต้องชี้แจงข้อเท็จจริงด้วย “ความจริงเชิงรุก” กางหลักฐานทางประวัติศาสตร์รอบด้าน เปิดพื้นที่เซฟโซนให้มีการถกเถียงเรื่องประวัติศาสตร์อย่างสร้างสรรค์และมีวิชาการรองรับที่สำคัญ...ต้องติดอาวุธทางปัญญา สร้างทักษะการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลให้แก่เยาวชนในพื้นที่ ให้สามารถแยกแยะระหว่าง “ข้อเท็จจริง” กับ “อารมณ์ความรู้สึกที่ถูกปั้นแต่ง”ชู “พหุวัฒนธรรม” ที่จับต้องได้ ทำให้เห็นว่าความเป็นมลายูและความเป็นไทยสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างภาคภูมิใจ โดยที่ศาสนาอิสลามและวิถีชีวิตดั้งเดิมได้รับการปกป้องและพัฒนาอย่างยั่งยืน เดินหน้าการดับไฟใต้ในยุคดิจิทัลอย่างเท่าทันยั่งยืน.คลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม