อย่าทำแบบตีเมืองขึ้น ที่ภูเก็ตกำลังเกิดสถานการณ์ใครใหญ่ใครอยู่ จน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ต้องลงไปจัดการเอง หลังจากที่มีเหตุก่อนหน้านี้คือผู้มีอิทธิพลรุกที่ป่าปิดอ่าว ต้องไปดูเหตุการณ์หลายครั้ง แต่ก็ไม่จบ...ล่าสุดต้องประชุมหน่วยราชการไล่เรียงตัวเจ้าหน้าที่ระดับสูงของภูเก็ตในการเอ่ยชื่อ “รองซีฟู้ด” ที่ระบุว่าจะย้ายผู้ว่าฯเล่นเอา มท.1 เลือดขึ้นหน้าทันทีที่สุดก็มีคำสั่งย้าย 2 รองผู้ว่าฯและตัวผู้ว่าฯด้วยเหตุผลก็คือเอาตัวปัญหาออกจากพื้นที่แล้วให้คนใหม่เข้าไปจัดการว่ากันว่าเหตุหนึ่งก็คือผู้ว่าฯต้องการแก้ปัญหาอิทธิพลแต่รองผู้ว่าฯไม่ยอมด้วย ทำให้สถานการณ์บานปลายเกิดศึกงัดข้อกันขึ้นมาเหมือนจะบอกว่าที่นี่มีเจ้าของตัวจริงว่าไปแล้วภูเก็ตนั้นเป็นเมืองท่องเที่ยวโด่งดังระดับโลกจึงมีผลประโยชน์มหาศาลจากกลุ่มหนึ่งไปยังอีกกลุ่มหนึ่งติดต่อกันมาเรื่อยๆแม้แต่ทุนจีนเทาชื่อ “ตู้ห่าว” ก็มาผงาดที่นี่แต่วันนี้ฝ่ายปกครองมาล่อกันเองไม่ใช่อิทธิพลท้องถิ่น ต่างชาติ โดยกระทำการเป็น “มาเฟีย” เสียเองใครที่เหนือกว่านี้ไม่ทราบได้นักการเมืองคนไหน พรรคไหนก็ไม่ทราบได้แต่ตำรวจไม่เกี่ยวเพราะตำรวจยุคนี้ค่อนข้างดีกว่าที่ผ่านๆมา หลังจากได้ ผบ.ตร.คนปัจจุบันซึ่งไม่มีจุดด่างพร้อยจัดการกับตำรวจนอกแถวระดับรอง ผบ.ตร.จนต้องพ้นจากแวดวงราชการทำให้ตำรวจสงบ ไม่มีเรื่องราวฉาวโฉ่ว่าไปแล้วภูเก็ตนั้นอิทธิพลท้องถิ่นไม่ธรรมดาอยู่แล้ว โดยมีนักการเมืองและข้าราชการเป็นมือเป็นไม้ให้การที่นายกรัฐมนตรีต้องการที่จะปราบปรามจริงๆ ก็ทำจริงๆ ไม่ใช่เข้าไปมีอิทธิพลแทนที่ ได้สั่งการให้รัฐมนตรีช่วยมหาดไทยบรรดา “ลูกเทพ” ร่วมกันรับผิดชอบก็ดีจะได้มีงานทำกันเสียทีวัดฝีมือกันไปเลยว่าแน่แค่ไหนที่จะปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่เกาะกินผลประโยชน์ ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนลากตัวมาลงโทษกันให้เห็นจะจะแม้จะย้ายไปแล้ว แต่ก็ยังลงโทษได้ผู้ว่าฯภูเก็ตที่ถูกย้ายครั้งนี้คงมีข้อมูลต่างๆว่าใครเป็นใคร สามารถนำมาใช้เพื่อเป็นฐานในการจัดการได้สามารถรู้ได้ว่าในจังหวัดนี้ใครมีอิทธิพลขนาดไหนอยู่ที่ว่าจะทำกันจริงหรือไม่?ไม่ใช่เข้าไปมีอิทธิพลเสียเองเพราะที่สุดแล้วนักการเมืองนั่นแหละคือตัวแสบที่สุด!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ “กล้าได้กล้าเสีย” เพิ่มเติม